ตอนที่ 3 ภาคจุดกำเนิดก่อเกิดรัก (11)
“เ้าควรไปยืมชุดจากสือหนิงดีกว่า” หนานิจวินบอก
เมื่อเอ่ยถึงสือหนิง เหลียนเชวี่ยก้มหน้างุดทำท่าสลดอยู่บ้างพลางกล่าวว่า “เกรงว่าสือหนิงจะเกลียดข้า ไม่อยากให้ข้ายืมชุดแล้ว”
หนานิจวินถึงค่อยสังเกตว่าเหลียนเชวี่ยในตอนนี้ดูจริงจังเป็พิเศษ ต่างจากเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิงจึงถามว่าเพราะอะไร
“สือหนิงจะไปช่วยเหลือคน แต่ข้ากลัวเลยกลับมาหาท่านเองคนเดียว สือหนิงดูเหมือนจะรังเกียจข้าแล้ว”
ที่แท้ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร หนานิจวินกล่าวตอบพร้อมถอนหายใจเบาๆ “ไม่หรอก”
“จริงหรือ” เหลียนเชวี่ยจ้องมองดวงตาหนานิจวินอย่าง้าการยืนยัน
“ต่อให้รังเกียจจริงๆ เ้าก็ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจ ความกลัวก็เป็เื่ธรรมดาของมนุษย์ ไม่จำเป็ต้องหนักใจ”
คำตอบที่ไม่แน่นอนของหนานิจวินทำให้เหลียนเชวี่ยท้อแท้อีกครั้ง เหม่อมองแถบผ้าไหมสีแดงในมือ หนานิจวินไม่รู้ว่าควรรับมือกับความคิดเล็กคิดน้อยของเหลียนเชวี่ยอย่างไรดี หลังจากเงียบเป็เพื่อนมันสักพักก็กล่าวว่า “รีบพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้คงต้องเหนื่อยมากแน่”
“ข้านอนกับท่านที่นี่ได้หรือไม่” เหลียนเชวี่ยถาม
ตอนกลางวันเหลียนเชวี่ยเพิ่งพูดเื่บำเพ็ญคู่ ตกกลางคืนไม่ควรรั้งให้มันนอนร่วมเตียงเคียงหมอนกับตนอีก แต่หนานิจวินเห็นแววใสซื่อไร้เดียงสาทั่วใบหน้าของเหลียนเชวี่ย ก็ค่อนข้างหวาดกลัวและจนปัญญา จนแล้วจนรอดก็แข็งใจปฏิเสธมันไม่ได้ บางทีเ้าตัวเล็กที่เพิ่งเปลี่ยนร่างมนุษย์คนนี้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการบำเพ็ญคู่คืออะไร หากตนใส่ใจคำพูดของมันมากเกินไปจะยิ่งจิตใจไม่ผ่องใสไปกันใหญ่
เมื่อคิดเช่นนี้หนานิจวินจึงให้เหลียนเชวี่ยอยู่ต่อ ทั้งคู่สวมชุดแล้วเอนตัวนอน เหลียนเชวี่ยก็เหนื่อยเช่นกัน ไม่นานก็หลับสนิท ทว่าเนิ่นนานหนานิจวินก็ไม่อาจเข้าสู่นิทราได้ รู้สึกเพียงว่าอุณหภูมิร่างกายของเ้านกในร่างมนุษย์ที่อยู่ข้างกายตัวนี้สูงผิดปกติ ชวนให้คนเป็ห่วง
ก่อนออกเดินทางวันรุ่งขึ้นสือหนิงเป็ฝ่ายเอาเสื้อผ้าสองชุดมาให้เหลียนเชวี่ยก่อน ไม่ได้ใส่ใจเื่ที่มันขี้กลัวใจเสาะจริงๆ กอปรกับเมื่อคืนนอนหลับเต็มอิ่ม ทั้งตัวเหลียนเชวี่ยล้วนสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ยามขี่กระบี่ของหนานิจวินยังไม่ลืมฝึกทักษะขี่กระบี่ไปด้วย ตั้งใจว่าจะฝึกทักษะนี้ให้เป็ไวๆ จะได้ไม่เพิ่มภาระให้ทุกคน
แม้ว่าเมื่อคืนหนานิจวินจะพักผ่อนไม่เต็มที่แต่ไม่มีความผิดปกติอะไร ถึงอย่างไรต้วนเฟิงและสือหนิงก็ขี่กระบี่ช้า เขาเดินทางไปพลางขณะสอนเหลียนเชวี่ยอย่างค่อนข้างอดทน
เหลียนเชวี่ยหน้าชื่นตาบานตลอดทาง แต่ทันทีที่มาถึงยอดเขาหลิงฉีก็พบกับเื่ยุ่งยาก
ไม่เพียงแค่เมืองแห่งนั้นที่เผชิญเหตุฆ่าล้างเมือง ่หลายวันนี้ทุกที่ล้วนอุบัติเื่ถูกสังหารล้างเมือง เหตุการณ์ก็เหมือนกันไม่มีผิด เหล่าเซียนมาที่ยอดเขาหลิงฉีอย่างต่อเนื่อง เซียนทั้งหลายล้วนคิดว่าจอมมารกำลังรวบรวมปฐมจิตของมนุษย์ปุถุชนเพื่อหลอมพลังปราณ หรือกล่าวอีกนัยคือจอมมารมาเกิดในโลกมนุษย์อีกครั้งแล้ว ทั้งที่ไม่มีใครแจ้งหนานิจวิน แต่กลับมีคนกล่าวโทษว่าเขามาสาย
ยิ่งมีคนที่นามว่าชื่อเฉิงจวินผู้หนึ่งกล่าวเสียงอึมครึมต่อหน้าทุกคน “ความคับแค้นก่อตัวย่อมกลายเป็มาร มารน้อยมีให้เห็นบ่อยครั้ง ไม่น่าห่วง แต่จอมมารนี่ไม่เพียงดูดกินิญญาของมาร เซียนและมนุษย์ ทั้งยังสามารถกระตุ้นความชั่วร้ายสร้างความคับแค้นใจมากยิ่งขึ้น ยิ่งสามารถสั่งการเหล่ามารปีศาจให้ทำชั่วในโลกมนุษย์ เป็หายนะครั้งใหญ่ที่สั่งสมหมื่นปีจึงจะอุบัติขึ้นได้ แต่ทุกคนรู้กันทั่ว เมื่อร้อยปีก่อนจอมมารถูกหนานิจวินสังหารด้วยมือตนเองไปแล้ว เหตุใดจึงมาเกิดในชาตินี้ไวเช่นนี้เล่า”
“ไม่รู้ ชื่อเฉิงจวินมีความคิดเห็นอะไรหรือ” หนานิจวินตอบอย่างเยือกเย็น ถามอย่างจริงใจ
“ข้าว่าวันนั้นหนานิจวินไม่ได้สังหารจอมมารด้วยซ้ำกระมัง”
นี่หมายความว่าอย่างไร หาว่าหนานิจวินชื่อเสียงลวงโลกหรือ เหลียนเชวี่ยฟังความหมายนอกเหนือจากคำพูดของชื่อเฉิงจวินออกก็โกรธจนถลึงตา ซื่อเฉินจวินอาจารย์ของหนานิจวินก็โกรธจนหนวดเครากระดิก ชิงตอบกลับตัดหน้าเขา “หนานิจวินสังหารจอมมารไม่ใช่เื่ลับลมคมใน เื่ปีนั้นตอนทลายข่ายอาคมไร้มิติของจอมมารมีเซียนเห็นกันตั้งเท่าไรยามนี้ชื่อเฉิงจวินมาจับผิดประเด็นนี้ น่าเบื่อจริงแท้!”
“เซียนเห็นกันตั้งเท่าไรหรือ ปีนั้นเซียนเจ็ดสิบสองยอดเขาร่วมมือกันกำจัดจอมมาร ตอนหาข่ายอาคมไร้มิติของจอมมารพบก็มีสิบสามสำนักย่อยดับสิ้นไปทั้งสำนักแล้ว ยามบุกโจมตีเข้าไปในข่ายอาคมก็มีอีกแปดสำนักย่อยร่วงโรยนับไม่ถ้วน ข้าเองก็ได้รับาเ็หมดสตินานหลายวัน พอฟื้นก็ได้ยินว่าจอมมารถูกเซียนน้อยที่เพิ่งเปิดองคาพยพคนหนึ่งสังหารแล้ว คนในสำนักซื่อเฉินจวินอย่างเ้าได้รับาเ็น้อยที่สุด แต่กลับได้หน้ามากที่สุด อาศัยชื่อเสียงของยักษาพิฆาตมารของหนานิจวินรับศิษย์ไปได้ตั้งเท่าไรแล้ว ได้ของบรรณาการเพิ่มเท่าไรแล้วเล่า”
ซื่อเฉินจวินไม่ยอมแพ้อย่างเห็นได้ชัด ยังคิดจะโต้กลับ แต่ประมุขแห่งยอดเขาหลิงฉี...หลิงฉีจวินเซียนขั้นมหายานเอ่ยขึ้นก่อน “จอมมารมาเกิดในโลกมนุษย์อีกครั้ง สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือร่วมแรงร่วมใจกันจัดการจอมมาร พวกเ้าทะเลาะกันเช่นนี้ คงอยากให้เซียนเข่นฆ่ากันเอง ทำให้ยี่สิบเอ็ดสำนักย่อยดับสิ้นอีกใช่หรือไม่”
เมื่อประโยคนี้ของหลิงฉีจวินเอ่ยออกมาทุกคนล้วนเงียบลงทันใด เหลียนเชวี่ยไม่รู้ แต่ในใจเซียนคนอื่นๆ รู้ดีว่าตอนแรกหากเหล่าเซียนร่วมใจกันก็ไม่ต้องถึงขั้นสูญสิ้นสำนักย่อยทั้งยี่สิบเอ็ดแห่งสักนิด โดยเฉพาะสำนักย่อยสิบสามสำนักที่ดับสิ้นก่อนจะเข้าสู่ข่ายอาคมไร้มิติเ่าั้ พวกเขาไม่ได้รับความเป็ธรรมจริงๆ