พิชิตรักกำแพงใจ(จบ)

    10:ส่งผ่านความรูสึก

    เช้าที่เงียบสงบไร้แม้เสียงสนทนาทั้งธันวาและภู่กันต์ยังคงเดินทางมากองพร้อมกันในทุกๆเช้าและกลับพร้อมกันในทุกๆเย็น ในเรื่องที่แสดงเป็นคู่หูกันทำให้ตารางงานค่อนข้างตรงกัน
    “พี่มิ้งค์กับพี่กันต์ดูเข้ากันดีจังเลยเนอะ เหมือนคนเป็นแฟนกันจริงๆเลยอ่ะ” นิรมนต์นั่งอยู่หน้าจอชื่นชมการเข้าฉากเลิฟซีนของพี่ๆ ภาพที่อยู่ตรงหน้าของธันวาตอนนี้ทำให้นึกถึงก่อนหน้าที่ภู่กันต์เคยร้องขอให้ธันวาเป็นคู่ซ้อมให้เป็นฉากที่คู่รักคนหนึ่งเป็นตำรวจอีกคนเป็นแพทย์นิติเวช งัวเงียตื่นจากหลับใหลด้วยจุมพิตที่ริมฝีปาก เป็นการปลุกที่สุดแสนโรแมนติก
    “คัท ผ่านจ้า” ภู่กันต์รีบผละออกห่างจากมารียาทันที ระหว่างพักรอถ่ายฉากต่อไปสายตาที่สาดส่ายไร้จุดหมายก็ไปสะดุดกับคู่รักใหม่กำลังอี๋อ๋อป้อนข้าวป้อนน้ำกันอย่างกับคนไม่มีมือมีเท้า
    “เหมาะสมกันดีนะ น้ำขิงนะเอาใจเก่งธันก็ควรได้รับการดูแล” เสียงหวานข้างหูดังขึ้นโดยที่ไม่ทันตั้งตัว
    “ดูยังไง เหมาะตรงไหน มู๋ธันไม่ชอบคนจุ้นจ้าน”
    “กันต์เองก็ชอบก่อเรื่องวุ่นวายไม่ใช่หรอ ธันยังคบมาได้เป็นสิบปี” ภู่กันต์มองมารียาตาขวางสายตาบ่งบอกถึงความไม่พอใจแบบชัดเจน ใช่ว่าหญิงสาวพูดผิดแต่มันจริงยิ่งกว่าจริงเสียอีก ตลอดเวลาที่คบกับธันวาแม้เขาจะวุ่นวายแค่ไหนธันวาก็ทำเพียงแค่บ่นไม่เคยจะโกรธจริงจังสักครั้ง
    “เรื่องของเรา ที่ผ่านมามิ้งค์ของโทษ คืนดีกันนะ” กว่าจะรวบรวมความกล้ามันยากที่จะลดศักดิ์ศรีบากหน้ามาขอผู้ชายคืนดี แต่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเธอก็ไม่ลังเลที่จะลงทุน
    “อะไรนะผมหูฝาดไปป่ะเนี่ย พูดอะไรออกมาไม่สมกับเป็นมิ้งค์เลยนะ ผมมันแค่ผู้ชายธรรมดาจะเอาปัญญาที่ไหนไปดูแลคุณหนูอย่างคุณให้สุขสบายได้” น้ำเสียงแข็งกระด้างกระดากหูคนฟังสายตาที่มองมาไม่ใช่ภู่กันต์คนเดิมอีกต่อไป
    “มิ้งค์ถามตรงๆเลยนะ หมดรักกันแล้วจริงๆหรอ” จะไม่มีภู่กันต์ที่ยอมทำทุกๆอย่าง ยอมเป็นคนง้อทุกครั้งที่ทะเลาะกันแม้จะไม่ใช่คนผิด เธอเข้าใจถ้าภู่กันต์จะโกรธที่เธอนอกใจแต่ไม่คิดว่าเขาจะหมดเยื้อใยเร็วขนาดนี้
    “บ้านก็ประกาศขายไปแล้วถึงจะยังขายไม่ออกแต่ก็ไม่คิดจะกลับไปอยู่ เพราะงั้นจะไม่เหลืออะไรเป็นสิ่งแทนคำว่าเราอีก” แววตาดุดันถ้อยคำสะเทือนใจตอกกลับมารียาจนหน้าชาดวงตาน้อยๆฉายแววรู้สึกผิดนัยน์ตาสั่นระริกถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงใจอ่อนไปนานแล้วแต่หัวใจเขาตอนนี้ไม่มีที่ว่างเหลือให้ใครอีก
    การถ่ายทำกินเวลานานถึง4เดือนโดยจะเน้นเป็นช่วงกลางคืนซะส่วนใหญ่ ด้านธันวาและภู่กันต์ยังบึ้งตึงและเฉยชาต่อกัน ละครก็ใกล้จะปิดกล้องเต็มทีระยะหลังเหล่านักแสดงจึงต้องอยู่ดึกโดยเฉพาะสามตัวละครหลักบางวันเกือบเช้าก็มีมาแล้ว ดังนั้นจึงมีกิจกรรมบางอย่างไว้แก้ง่วง
    “อ้าวๆๆๆ เจ้ากันต์เดี๋ยวนี้เอาใหญ่แล้วนะ เหล้า การพนันมีอะไรบ้างที่ไม่เคยทำ” พี่ลูกแก้วยืนท้าวสะเอวโมโหเอ็ดตะโรด้วยอาการเหนื่อยหอบ กว่าจะตามหาตัวเจอแอบมาตั้งวงอยู่ในซอกในมุมแคบๆ
    “โธ่ มิน่าละไอ้คนที่มาตามก่อนหน้ามันถึงอันตรธานหายไป มาสุมหัวร่วมวงอยู่นี่เองเรอะ” พี่ลูกแก้วถึงกับเงียบงันลงพลันเมื่อสายตาที่ตรวจดูเหล่าผู้ร่วมอุดมการณ์ไปสะดุดกับหญิงวัยกลางคนที่นั่งหันหลังให้ หญิงที่เห็นแค่ติ่งหูก็รู้ว่าเป็นใคร
    “พี่บัวเอากับเขาด้วยหรอคะ”
    “แฮร่ๆๆ แก้ง่วงได้ดีทีเดียวลูกแก้วลองไหม” พี่บัวที่ร่วมอยู่ด้วยหันมาส่งยิ้มเคอะเขินให้
    “ต้องเข้าฉากแล้ว ไปเร็ว” พี่ลูกแก้วไม่พูดพร่ำทำเพลงก็ตรงเข้าลากแขนภู่กันต์ให้เดินตามทั้งที่ยังเล่นไม่จบเกมส์ด้วยซ้ำ
    “ดีครับ กองปราบใช้สายตามองให้ลึกซึ้งกว่านั้นหมอตุลย์หลุบตาลงต่ำเบือนหน้าหนีเล็กน้อย โอเค....คัท ปิดกล้อง”
    “เย้ๆๆๆ” เมื่อสิ้นเสียงของผู้กำกับเหล่าทีมงานนักแสดงต่างพากันกระโดดโลดเต้นดีอกดีใจกันยกใหญ่งานออกกองก็ผ่านไปด้วยดี ธันวาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่เพราะตอนที่เข้าฉากเขาเองก็หายใจไม่ทั่วท้องรู้สึกประหม่าไปหมด ท่ามกลางธรรมชาติเบื้องหน้าคือท้องทะเลกว้างไกลไร้ขอบเขตเบื้องล่างเป็นหน้าผาสุดสูงชัน ลมโชยหอบเอากลิ่นอายของน้ำทะเลเข้ามากระทบร่างข้างๆมีชายรูปร่างใหญ่ส่งยิ้มและสายตาที่บ่งบอกถึงความรู้สึกที่เกินคำว่ามิตรภาพ ชวนให้เผลอใจไปไม่น้อย ‘ความรู้สึกที่ถูกส่งมามันคือความจริงหรือแค่การแสดงกันแน่นะ’ ธันวามองลึกลงไปในตาคู่นั้นด้วยคำถามมากมายในหัว ด้านหลังจอมอนิเตอร์พี่บัวและพี่ลูกแก้วชื่นชมการปิดจบของละครด้วยอาการฟินค้าง เดิมทีตัวบทหมอตุลย์และกองปราบถูกวางเอาไว้ในฐานความสัมพันธ์แบบเพื่อนจากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก แต่เมื่อละครถูกนำไปฉายตั้งแต่ถ่ายทำได้เพียงครึ่งเรื่องเหตุเพราะผังการฉายละครเรื่องหนึ่งที่ถูกวางไว้เกิดประสบปัญหาทางช่องจึงต้องปรับผังใหม่โดยนำละครเรื่องสืบสวนสำนวนแค้นมาเสียบแทน อาจจะด้วยพล็อตเรื่องชวนติดตาม ฝีมือการแสดงระดับมืออาชีพ หรืออาจจะเป็นเพราะนักแสดงใส่ความรู้สึกของตัวเองลงไปในบทที่เล่นและยิ่งปัจจุบันนี้คนดูมีจินตนาการสูง ทั้งธันวาและภู่กันต์จึงโด่งดังเป็นพลุแตกตั้งแต่ตอนแรกที่ละครออนแอร์ พี่บัวจึงฉวยโอกาสปรับบทช่วงครึ่งหลังเพื่อสนองความปราถนาบรรดาสาววาย
    “ตอนจบนี่ทำฟินตัวแตกได้เลยนะเนี่ย สายตาหยาดเยิ้มเบอร์นี้ถึงจะอยู่ในโหมดเพื่อนแต่ก็ชวนมโนเกินเพื่อนละวะ” พี่บัวพูดพลางกระหยิ่มยิ้มย่องพอใจกับเรตติ้งของละครและกระแสก็แรงแซงทุกโค้ง
    “ขับรถดีๆนะ” พี่ลูกแก้วเน้นย้ำกับภู่กันต์ครั้งแล้วครั้งเล่าระยะทางจากหัวหินกลับกรุงเทพไม่ไกลมากก็จริงแต่ก็ไม่ใกล้เลยสำหรับการเดินทางด้วยรถบิ๊กไบท์
    “คร๊าบบบบ รับทราบแล้ว จะขับช้าๆแต่จะไม่ให้ใครแซงได้เด็ดขาดไม่ต้องห่วงนะครับ”
    “ฉันไม่ได้ห่วงแก ฉันห่วงน้องธันโน่น” เสียงแป๋นแปดหลอดดังสวนกลับทันควันเอือมระอากับความดื้อด้าน เพราะภู่กันต์มีงานถ่ายแบบแถวนี้จึงล่วงหน้ามาก่อนแล้วฉวยโอกาสแว้นรถมาเองขากลับยังจะลากธันวาให้ไปทรมานหลังขดหลังแข็งด้วยอีก ธันวานี่ก็ไม่ปฏิเสธสักคำเพียงแค่ยิ้มเล็กน้อยเป็นการบอกลาพี่ลูกแก้วที่ชะโงกหน้าคุยกับทั้งคู่จนรถวิ่งห่างออกไปไกล
    “ทำไมฉันต้องกลับกับนายด้วย” เมื่อขบวนรถของกองถ่ายลับสายตาไป ธันวาจึงเริ่มบ่นให้ภู่กันต์
    “นั่นสิ ทำไมนะ มู๋ธันห่วงผมใช่มะ” ไม่ผิดหรอกนอกจากความเป็นห่วงแล้วก็ไม่มีเหตุผลอื่น
    “ขยับเข้ามาใกล้ๆสิครับ ร่วงตกรถไม่รู้ด้วย” ภู่กันต์ขับรถช้าๆไปบนเส้นทางเลียบชายทะเล ดวงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้าทอประกายแสงสีทองเรืองรองไปทั่วผืนน้ำ
    “โอ๊ะ! ทำไมไม่หลบหลุมอะ”
    “ก็บอกแล้วไง” ธันวาได้แต่ย้ายตูดของเขาขยับเข้าไปชิดกับคนขับอีกนิดจนหน้าอกแนบกับแผ่นหลังชนิดไม่เหลือช่างว่างระหว่างกัน แม้จะมั่นใจว่าภู่กันต์จงใจแกล้งแต่ก็เลือกที่จะสงบเงียบเพราะทั้งชีวิตตอนนี้อยู่ในกำมือของภู่กันต์แล้วแค่ไม่อยากตกรถคอหักตายให้เป็นข่าวเปลืองหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ก็เท่านั้น
    ภู่กันต์ไม่ค่อยมีช่วงเวลาที่ได้เปรียบธันวาสักเท่าไหร่เมื่อโอกาสมาถึงจึงจัดชุดใหญ่ รถที่วิ่งมาด้วยความเร็วคงที่เกิดเบรกกะทันหันทำให้ธันวาตกใจสองมือเกิดคว้าหมับไปที่เอวคนขับโดยอัตโนมัติ ยิ่งก่อเกิดความสุขสมใจแก่อีกคนเป็นยิ่งนัก แต่ความต้องการของเขาไม่ได้มีเพียงแค่นั้น ภู่กันต์ใช้มือข้างซ้ายของตัวเองดึงเอามือที่เกาะเอวอยู่ทั้งสองข้างมาประสานกันไว้ที่หน้าท้อง เจ้าของมือเรียวมีท่าทีจะชักมือกลับแต่ถูกรั้งไว้ด้วยมือใหญ่ที่กุมทับไว้แน่น ไม่นานนักภู่กันต์ก็ดึงเอามือข้างซ้ายของธันวามาทาบไว้ที่หน้าอกทำให้สัมผัสได้ถึงอัตราการเต้นของหัวใจที่ทั้งแรงและเร็วแทบจะทะลุหน้าอกออกมา มันคือความต้องการของภู่กันต์ที่อยากส่งผ่านความรู้สึกของตัวเองให้ธันวารู้ ไม่ว่าอีกคนจะรู้สึกเหมือนกันหรือไม่ก็ตาม เขาเองก็ทนเก็บไว้ไม่อยู่แล้วอยากจะประกาศให้โลกรู้อยากเป็นเจ้าของจะแย่ ภู่กันต์สอดมือประสานมือประคองยกขึ้นแล้วก้มลงจุมพิตเบาๆที่หลังมือเรียว เจ้าของมือรีบกระตุกกลับทันทีแต่แน่นอนว่าภู่กันต์ไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือไปเด็ดขาด ทั้งคู่ไร้การเจรจาพาทีใดๆมีเพียงปฏิกิริยาทางร่างกายที่ใช้ตอบโต้ยื้อยุดกันอยู่ เมื่อภู่กันต์พอใจแล้วก็คลายมือของธันวาไปไว้ที่เดิม
    ไม่กี่เดือนที่ผ่านมาทั้งคู่บึ้งตึงต่อกัน ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรล้วนทำภู่กันต์รู้สึกอึดอัดใจมาก แม้การกระทำจะยังเหมือนเดิม แต่ความรู้สึกกลับแปลกไปตั้งแต่ธันวามีแฟนเขาก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นแค่คนนอกที่คอยมองอยู่ห่างๆเรื่อยมา และคอยตั้งคำถามกับตัวเองตลอดว่าทำไม วันนี้จึงทำสิ่งที่หัวใจเรียกร้องมาตลอด การกระทำครั้งนี้ไม่ใช่การบอกใบ้แต่มันคือคำสารภาพ ทำถึงขนาดนี้แล้วยังไม่รู้ตัวอีกก็โง่ละ
    ธันวายังคงเกาะเอวแน่นไม่ว่าจะกลัวตกหรือเพราะเหตุผลอะไร แต่สมองเขาตอนนี้เต็มไปด้วยความสับสน จิตใจที่วุ่นวาย ‘นายต้องการบอกอะไรกันแน่ สรภาพรักหรอ จะเป็นไปได้ยังไงแล้วจะทำไปเพื่ออะไร นายจะรู้ไหมว่าทำให้ฉันคิดเลยเถิดอีกแล้ว’ ธันวาเอาแต่คิดไปเองเรื่อยเปื่อย