ลมยามค่ำพัดผ่านยอดไม้แห้งกรอบ
เสียงมันเสียดสีกัน…คล้ายเสียงกระซิบของบางสิ่งที่มองไม่เห็น
กลางความมืดนั้น—มีศพ
ชายผู้สวมชุดขุนนางชั้นผู้ใหญ่ นอนนิ่งอยู่บนพื้นดินชื้น
ดวงตาเบิกค้าง…ราวกับเห็นบางอย่างก่อนตาย
แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด…ไม่ใช่ความตายของเขา
หากเป็ “รอยแผล”
รอยชกเพียงหมัดเดียว…กลางอก
ไม่มีาแฉีกขาด
ไม่มีเืไหลนอง
แต่กระดูกด้านใน…แหลกละเอียด
เหมือนถูก “พลังบางอย่าง” อัดกระแทกจากภายใน
ชายในชุดดำคนหนึ่งยืนมองศพนั้นอย่างเงียบงัน
ใบหน้าของเขาถูกปิดด้วยหน้ากากไม้ไร้อารมณ์
“เจออีกแล้วสินะ…”
เสียงแหบต่ำดังลอดหน้ากาก
“หมัดแบบนี้…ไม่ใช่ของคนธรรมดา”
เขาย่อตัวลง ใช้นิ้วแตะรอยชกเบาๆ
ก่อนจะชะงัก
“…ลมปราณ”
คำสั้นๆ หลุดออกมา
ชั่วขณะนั้นเอง—
ฟึ่บ!
เงาอีกหลายร่างปรากฏขึ้นรอบตัวเขา
ราวกับหลอมรวมมากับความมืด
“ท่านหัวหน้า” หนึ่งในนั้นเอ่ย “เราควรจัดการหรือไม่”
ชายหน้ากากนิ่งไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะหัวเราะเบาๆ
“ไม่…”
“ข้าสนใจมัน”
เขายืนขึ้นช้าๆ
เงารอบกายเหมือนสั่นไหว
“ตามดูมัน…อย่าให้รู้ตัว”
“ข้าอยากเห็น…ว่าหมัดนั้น…จะไปได้ไกลแค่ไหน”
รุ่งเช้า ณ เรือนพระยาบวร
แสงแดดอ่อนส่องผ่านช่องหน้าต่างไม้
กระทบพื้นเรือนไม้อย่างสงบ
แต่ภายในลานฝึก—ไม่สงบเลยแม้แต่น้อย
ปัง!
เสียงหมัดกระแทกอากาศดังสนั่น
ร่างของ “ภูผา” เคลื่อนไหวรวดเร็ว
เหงื่อไหลอาบแผ่นหลัง
หมัดขวาถูกปล่อยออกไปอย่างหนักหน่วง
อากาศเบื้องหน้าบิดเบี้ยวเล็กน้อย
ก่อนจะ—
ตุบ!
เสาไม้ที่อยู่ห่างออกไป…สั่นะเื
“ยังไม่พอ…”
ภูผาพึมพำ หายใจถี่
ั้แ่เหตุการณ์ครั้งก่อน
เขารู้สึกได้ว่า “บางอย่าง” ในร่างกายเปลี่ยนไป
ลมปราณ…มันเริ่มตอบสนองเขา
ไม่ใช่แค่พลังดิบอีกต่อไป
แต่มันเริ่ม “เชื่อฟัง”
“ถ้ายังช้าแบบนี้…ฉันตายแน่”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง
“เ้าจะรีบร้อนตายไปไหนกันเล่า”
ภูผาหันไป
“หลวงปู่”
หลวงปู่บุญมาเดินเข้ามาช้าๆ มือไพล่หลัง
สายตานิ่งลึก
“ลมปราณไม่ใช่ของเล่น” ท่านเอ่ย “ยิ่งเ้าฝืน…มันยิ่งย้อนทำร้ายเ้า”
ภูผากำหมัดแน่น
“แต่ถ้าผมไม่เร่ง…ผมจะสู้คนพวกนั้นไม่ได้”
คำว่า “พวกนั้น” ทำให้บรรยากาศนิ่งลงทันที
หลวงปู่มองเขา…เหมือนมองทะลุเข้าไปข้างใน
“เ้าเริ่มััได้แล้วสินะ…”
ภูผาไม่ตอบ
แต่สายตาของเขา…ชัดเจน
โลกนี้—ไม่ได้มีแค่เขาที่ผิดปกติ
“คืนนี้” หลวงปู่เอ่ยเบาๆ
“พระยาบวรจะเรียกเ้าเข้าไปพบ”
“มีงาน”
ยามค่ำมาเยือนเร็วกว่าที่คิด
ภายในห้องลับของเรือนพระยาบวร
มีเพียงแสงตะเกียงริบหรี่
พระยาบวรนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้
ใบหน้าจริงจังผิดปกติ
ด้านข้างเขา—มีชายอีกสองคน
ทองขาว…ยืนพิงเสา เงียบเหมือนเงา
และพัน…ยืนกอดอก นิ่งดั่งภูผา
“มาแล้วหรือ” พระยาบวรเอ่ย
ภูผาคุกเข่าลง
“ขอรับ”
พระยาบวรโยนบางอย่างลงบนโต๊ะ
ตุบ
“ดูซะ”
ภูผาหยิบมันขึ้นมา
เป็…ผืนผ้า
เปื้อนเื
ตรงกลางมี “รอยหมัด”
หัวใจของเขากระตุก
“นี่คือขุนนางที่ถูกฆ่าเมื่อคืน” พระยาบวรกล่าวช้าๆ
“และนี่…คือรอยที่ฆ่าเขา”
ภูผาเงียบ
เขารู้ดี…รอยแบบนี้คืออะไร
“ไม่ใช่เ้า” พระยาบวรพูดต่อ
“แต่เป็คนที่…เหมือนเ้า”
บรรยากาศหนักอึ้ง
ทองขาวขยับตัวเล็กน้อย
พันขมวดคิ้ว
“มีคนใช้ลมปราณ…และลงมือในเงามืด” พระยาบวรกล่าว
ก่อนจะโน้มตัวมาข้างหน้า
สายตาคมกริบ
“และข้า้าให้เ้าสืบเื่นี้”
ภูผาเงยหน้า
“ขอรับ…”
“แต่งานนี้” พระยาบวรหยุดเล็กน้อย
“ไม่ใช่งานธรรมดา”
เขาลดเสียงลง
“…มันเกี่ยวกับคนในวัง”
เงียบ
เหมือนอากาศหยุดไหล
“และถ้าเ้าพลาด…”
พระยาบวรยิ้มบางๆ
“ไม่ใช่แค่เ้าที่ตาย”
“แต่ทั้งเรือนนี้…จะหายไปจากแผ่นดิน”
คำพูดนั้น…ไม่ใช่การขู่
มันคือ “ความจริง”
ภูผากำผ้าในมือแน่น
เืในกายเริ่มเดือด
นี่ไม่ใช่แค่การสู้แล้ว
แต่มันคือ “าในเงา”
และเขา—
กำลังจะก้าวเข้าไป…โดยไม่มีทางถอย
คืนนั้นเอง…
บนหลังคาเรือนพระยาบวร
เงาหนึ่ง…นั่งยองๆ อยู่เงียบงัน
หน้ากากไม้…สะท้อนแสงจันทร์
สายตาภายใต้หน้ากาก…จ้องลงไปยังห้องของภูผา
“เจอตัวแล้ว…”
เสียงแหบต่ำกระซิบ
“หมัดนั้น…”
“เป็ของเ้านี่จริงๆ”
เขายิ้ม
แม้ไม่มีใครเห็น
“น่าสนุกขึ้นแล้วสิ…”
ฟึ่บ—
ร่างนั้นหายไปกับความมืด
ราวกับ…ไม่เคยมีอยู่