ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    ตอนพิเศษ ปิดเทอมของณรัชต์


               “เจอกันตอนเปิดเทอมเว้ย!”

     

         หลังจากปัจฉิมนิเทศหนึ่งอาทิตย์ก็เป็นการสอบเอนทรานซ์รอบสอง พอออกจากห้องสอบกลุ่มของณรัชต์ก็มาเดินเล่นในห้างสรรพสินค้าและเข้าตู้คาราโอเกะร้องเพลงทิ้งทวนชีวิตวัยมัธยมเป็นครั้งสุดท้าย

     

           ก่อนที่ณรัชต์บอกลาส่งท้ายกับกลุ่มเพื่อนสนิทเมื่อออกจากห้างสรรพสินค้า


           ถ้าเป็นไปตามที่ณรัชต์คาดไว้ คงอีกกว่าสองเดือนเขาถึงจะได้เจอกับเพื่อนสนิททั้งคู่อีกครั้ง…


          ขณะนั่งรถสองแถวตรงดิ่งกลับหอพักณรัชต์ก็โทรศัพท์ถึงพี่สาว


          “ว่าไงเจ๊มาถึงยัง”


          "ถึงห้องแล้ว แกอยู่ไหน”เสียงบ่นจากปลาย


           “อีกห้านาทีเจ๊ใจเย็นๆ”


            หลังจากงานปัจฉิมนิเทศ ณรัชต์ทยอยขนของจากหอพักกลับบ้านไปเกือบหมดแล้วช่วงที่ไปๆมาๆระหว่างสอบเอนทรานซ์รอบสอง ตอนนี้จึงเหลือเพียงของใช้ชิ้นใหญ่ๆที่จะต้องเอารถที่บ้านมาขนอย่างพวกตู้เย็น ทีวี พัดลม โต๊ะหนังสือเท่านั้น

           ดังนั้นณรัชต์จึงวานพี่สาวที่อยู่ในช่วงปิดเทอมขับรถเข้าเมืองมาช่วยขนของ แม้อีกฝ่ายจะบ่นอุบๆอิบๆอยู่บ้างแต่ก็ขับรถเข้าเมืองมาตามนัด

           กลับมาถึงห้องพักณรัชต์ก็ขนของลงมาใส่หลังรถจนหมดบอกลาห้องพักที่อยู่มาตั้งแต่ขึ้นชั้นมอสี่


           มองห้องพักที่อยู่มาสามปีในขณะเรียนมอปลายเป็นครั้งสุดท้ายก่อนปิดประตูห้องและนำกุญแจไปคืนเจ้าของหอพัก


           ปิดฉากชีวิตวัยมัธยมอย่างแท้จริง………อีกครั้ง




    ****




              ชีวิตปิดเทอมของณรัชต์ก็ไม่ได้ต่างจากวันหยุดเสาร์อาทิตย์หรือช่วงปิดเทอมคราวก่อน


              เวลาว่างก็จะอยู่บ้านอ่านหนังสือเกี่ยวกับธุรกิจและหุ้นที่ซื้อมาตุนไว้หลายเล่ม

    พอได้กลับมาอยู่บ้านยาวๆณรัชต์ก็เริ่มสำรวจรอบหมู่บ้านที่อาศัยมาตั้งแต่เกิดพร้อมกับทำความรู้จักกับญาติพี่น้องคนในหมู่บ้านและเพื่อนเก่าที่เขาเคยเรียนหรือวิ่งเล่นด้วยกันสมัยเด็กๆ


            เนื่องจากไปเรียนในเมืองตั้งแต่เล็กเขาจึงห่างเหินจนทำให้ไม่มีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันหรือคนคุ้นเคยจริงๆ ในหมู่บ้านเลย นี่จึงแทบจะต้องมาเริ่มนับหนึ่งใหม่ในการทำความรู้จักกับผู้คนในบ้านเกิด

     

            ผ่านชีวิตมาแล้วครั้งหนึ่งณรัชต์จึงตระหนักว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนนั้นเป็นสิ่งมีค่า


           นอกจากนั้นก็เป็นกิจกรรมที่ทำเป็นประจำอย่างการไปไร่กับพ่อ ไปวัดกับแม่ และเริ่มหัดทำอาหารด้วยการช่วยพี่สาวทำกับข้าว

     

           พ่อกับแม่ของณรัชต์ถึงกับแตกตื่นเมื่อรู้ว่าลูกชายที่ไม่เคยช่วยงานบ้านลุกขึ้นมาช่วยพี่สาวกับอาหารในมื้อเย็นวันหนึ่ง

    เวลาเบื่อๆ กิจกรรมที่ณรัชต์คิดว่าน่าสนใจอีกอย่างก็คือการตามไปดูบิดาทำงาน ดูการไกล่เกลี่ยปัญหาร้อยแปดเรื่องความขัดแย้งของชาวบ้าน

           แน่นอนว่าชีวิตจริงในชนบทนั้นไม่ได้ดูดีแบบในละครทีวีที่ทุกคนจริงใจเอื้อเฟื้อมีน้ำใจอยู่ด้วยกันอย่างสามัคคีและพึ่งพาอาศัยกันอย่างอบอุ่น

           ความขัดแย้งที่ต้องไปไกล่เกลี่ยมีทั้งเรื่องจริงจัง หรือกระทั่งเรื่องเล็กน้อยอย่างกิ่งมะม่วงหรือกล้วยแตกหน่อล้ำเข้าไปในเขตพื้นที่บ้านข้างๆก็เป็นประเด็นให้ชาวบ้านขัดแย้งกัน


            หน่อกล้วยเนี่ยนะ!


           หรือไม่ก็เรื่องลูกชายบ้านหนึ่งไปจับมือถือแขน โอบกอดลูกสาวบ้านหนึ่งแล้วผู้ใหญ่มาเห็น พ่อของเขาก็ต้องก็ไปเป็นคนกลางเจรจาปรับไหมกันไป


             มีแต่เรื่องน่าสนใจจริงๆ

     



    ****




             เช้าตรู่วันหนึ่งในไร่


            เช้าวันไหนถ้าณรัชต์ไม่ได้ไปวัดกับแม่ เขาก็จะมาไร่กับพ่อ ตอนนี้อ้อยที่ปลูกไปเมื่อเดือนก่อนเริ่มแทงยอดโผล่พ้นดินออกมาแล้ว


           ณรัชต์กับบิดาถือจอบคนละเล่ม เดินคุยกันไปถ้าเห็นหญ้าขึ้นในร่องอ้อยก็ดายหญ้าไป


           ส่วนมากเรื่องที่พูดคุยก็จะเป็นเรื่องจริงจังกับเรื่องทั่วไปอีกนิดหน่อย แม้จะพูดคุยด้วยเรื่องทั่วไปได้มากขึ้น แต่ก็ยังไม่เท่ากับมารดาที่เขาสามารถพูดคุยล้อเล่นด้วยได้


           “หมวดอรรถพลเป็นไงบ้าง” จู่ๆพ่อของณรัชต์ก็ถามถึงนายตำรวจที่มาติดพันลูกสาว


            “ก็ดีครับพ่อ สม่ำเสมอ ใจเย็น ฉลาดและหัวไว”ณรัชต์ร่ายยาวถึงข้อดีของ‘เพื่อนรุ่นพี่ที่สนิทที่สุด’ของพี่สาว


           ณรัชต์คลุกคลีกับผู้หมวดหนุ่มมาพอสมควร จนพอจะเข้าใจนิสัยใจคอที่แท้จริงของอีกฝ่ายบ้างแล้ว

           ที่เขาชื่นชมที่สุดคงเป็นความสม่ำเสมอที่นายตำรวจมีให้กับพี่สาวของเขาตลอดมา และการจะอยู่ข้างนางสาวนันทรัตน์ได้นานๆนั้นต้องเป็นคนใจเย็นอย่างมาก

           ท้ายสุดคงเป็นความฉลาดและหัวไว แน่นอนว่าถ้าไม่ฉลาดและหัวไวหน่อยละก็ไม่มีทางรับมือนิสัยลมเพลมพัดของพี่สาวเขาได้แน่ๆ


            อีกอย่างณรัชต์รู้ว่าแม้นายตำรวจจะดูเหมือนสนใจเรื่องหุ้นมาก แต่เขารู้ว่ากว่าครึ่งเป็นการพยายามจะเข้ามาใกล้ชิดกับครอบครัวเขาโดยใช้ตัวลูกชายคนเล็กคือณรัชต์เป็นเครื่องมือมากกว่า นายตำรวจคงมองออกว่าบ้านหลังนี้ใครมีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง  การพยายามตีสนิทลูกชายคนโปรดคนเดียวของบ้านย่อมเปรียบเสมือนใบเบิกทางให้สามารถมาเป็นแขกได้สะดวกขึ้นโดยไม่ถูกเขม่นมากเกินไป

            ซึ่งการที่นายตำรวจทำตัวสนิทคุ้นเคยกับตัวณรัชต์กลายเป็นทำให้ผู้ปกครองของเขาเกรงใจ เมื่อนำมาหักลบกับน้ำหนักความไม่ค่อยชอบหน้าที่มาติดพันลูกสาว สุดท้ายความสำคัญของลูกชายที่มากกว่าจึงทำให้นายตำรวจผ่านด่านผู้ปกครองของเขามาได้

           เป็นคนฉลาดจริงๆ

           แต่ก็นั่นล่ะ อันที่จริงก็ต้องฉลาดกว่าเขาอยู่แล้วถึงสอบเตรียมทหารติดได้ เพราะณรัชต์ผู้เคยติวสอบเตรียมทหารอย่างจริงจัง ยังสอบไม่ติดเลย เขาคิดว่าคนที่สามารถสอบติดเตรียมทหารและจบโรงเรียนนายร้อยสามพรานออกมาได้ย่อมหัวดีกว่าตัวเขาแน่ๆ

     

         พ่อของณรัชต์พยักหน้าให้รู้ว่ารับฟังความเห็นของเขา


          "ว่างๆ แวะไปหาพ่อภีหน่อยนะ”

     

           “ครับพ่อ”


          พอแดดเริ่มแรง ณรัชต์กับพ่อก็กลับเข้าบ้านอาบน้ำกินอาหารมื้อเช้า


          ออกกำลังกายเล็กๆ น้อยๆ ตอนเช้านี่กินข้าวอร่อยจริงๆ …

     



    ****




              หลายวันต่อมา...


             ณรัชต์สะพายกระเป๋าออกจากบ้านเพื่อไปพักปฏิบัติธรรมที่วัด

     

           ปกติแล้วในช่วงชีวิตก่อนเมื่อมีเวลาว่าง การไปนอนวัดหรือปฏิบัติธรรมสั้นๆสักสองสามวันก็เป็นสิ่งที่เขาทำเป็นประจำ เพราะในแทบทุกพื้นที่ต่างก็มีวัดปฏิบัติดีๆที่เปิดให้คนทั่วไป เข้าไปพักปฏิบัติธรรมอยู่มากมายสะดวกสบายสำหรับผู้สนใจ

          มาถึงที่วัดณรัชต์ก็เข้าไปแจ้งหลวงพี่ผู้ดูแลทั่วไป ก่อนจะสะพายกระเป๋าเข้าพักในกระท่อมเล็กๆสำหรับผู้มาปฏิบัติธรรม

           วัดของหลวงตาที่ณรัชต์เป็นศิษย์แห่งนี้ส่วนใหญ่จะมีผู้มาขอเข้าพักปฏิบัติธรรมไม่ขาด

     

         กิจกรรมของผู้เข้าพักก็ไม่มีอะไรมาก เพราะส่วนใหญ่ต่างเป็นลูกศิษย์วัดกันหมดแล้ว รู้ว่าจะปฏิบัติภาวนาอย่างไรโดยไม่ต้องมีคนมาคอยกำกับ ใครอยากจะออกแรงช่วยงานวัดก็มีงานใช้แรงให้ทำทั้งกวาดลานวัด ซ่อมแซมรั้ว ใครอยากปฏิบัติธรรมเงียบๆ ก็มีพื้นที่มุมสงบให้อยู่ พอตกค่ำสักทุ่มหนึ่งก็มารวมกันทำวัตรสวดมนต์ หลังจากนั้นก็จะมีพระมาเทศน์เรื่องการปฏิบัติธรรมพร้อมกับตอบคำถามข้อติดขัดของผู้มาปฏิบัติธรรม


              ตกเย็นณรัชต์เดินเข้ามาในศาลาพร้อมกับผู้มาปฏิบัติธรรมคนอื่นๆ


             วันนี้ผู้นำสวดมนต์ทำวัตรเย็นคือหลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดที่ณรัชต์กับครอบครัวเคยไปเปิดโรงทานร่วมกับครอบครัวรุ่นน้อง

             ปกติแล้ววัดป่าจะมีธรรมเนียมที่ลูกศิษย์กลับมาอุปัฏฐากดูแลครูบาอาจารย์อยู่แล้ว จึงไม่แปลกใจที่แม้หลวงพ่อรูปนี้จะเป็นเจ้าอาวาสวัดแห่งอื่นไปแล้วแต่ยังกลับมาที่วัดแห่งนี้อยู่เรื่อยๆ


             วันนี้หลวงพ่อเทศน์เรื่องสมาธิ ลำดับการปฏิบัติธรรมในแนวทางของวัด รวมถึงรายละเอียดเบื้องต้นของสมาธิสองลำดับแรก

            คาดว่าในศาลาวันนี้คงมีนักปฏิบัติขั้นต้นหลายคน หลวงพ่อจึงได้ปูพื้นฐานสมาธิขั้นต้นอย่างขณิกสมาธิและสมาธิขั้นที่สองอุปจารสมาธิ


            ส่วนณรัชต์ที่เคยสัมผัสกับขั้นที่สามคืออัปปนาสมาธิแล้วก็ฟังเพียงผ่านๆไปเท่านั้น ถึงปัจจุบันเขาจะติดแหง็กอยู่ที่ขั้นที่สองก็เถอะ

           

            ระหว่างเทศน์เรื่องการฝึกสมถะสมาธิให้เหล่าลูกศิษย์ฟังหลวงพ่อก็สอดแทรกเรื่องเล่าในอดีตของตัวเองให้เหล่าศิษย์รุ่นใหม่ได้ฟังด้วย


            เรื่องเล่าเป็นเรื่องราวของหลวงพ่อในตอนแรกที่มาบวชเพียงเพราะอยากเรียนวิชาอาคม และเมื่อมีคนเล่าลือว่าหลวงตาเป็นพระที่มีวิชาดี หลวงพ่อจึงดั้นด้นมาฝากตัวเป็นศิษย์


             “ตอนนั้นอาตมายังเรียกหลวงตาท่านว่าหลวงพ่ออยู่”เสียงหลวงพ่อเล่ารำลึกอดีต


              “ในคราแรกนั้นหลวงตาถามหลวงพ่อว่ามาทำไม อยากเรียนกรรมฐานไปทำไม”


              ตอนนั้นหลวงพ่ออยากเรียนวิชา อยากรู้ว่าหลวงตามีฤทธิ์หรือมีวิชาอาคมอะไรบ้างหลวงพ่อเลยตอบหลวงตาท่านไปว่า

             “มีคนเล่าว่าหลวงพ่อมีฤทธิ์มาก หลวงพ่อพอจะกรุณาจะแสดงฤทธิ์ให้กระผมดูได้ไหมครับ”


             หลวงตาก็ตอบมาทันทีว่า “ได้สิ”

     

             เหล่าลูกศิษย์ในศาลารวมทั้งณรัชต์ก็เริ่มสนใจเรื่องเล่ามากขึ้น


             สำหรับการเทศน์ทั่วไปกับเทศน์ปฏิบัติกับลูกศิษย์เฉพาะนั้นแตกต่างกัน มีบางครั้งหลายอย่างแทบจะเป็นเรื่องเล่าที่เหลือเชื่อให้ลูกศิษย์ได้อ้าปากค้างก็มี ทำให้บ่อยครั้งเหล่าลูกศิษย์ใกล้ชิดมักได้ฟังเรื่องราวน่าสนใจหลายๆอย่างกันมาไม่น้อย

     

           คนทั่วไปจะทราบว่าสำหรับพระ การกล่าวอวดอุตริมนุสธรรมที่'ไม่มี’ในตน นั้นมีโทษร้ายแรงถึงขั้นปาราชิก คือขาดจากการเป็นพระ แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยทราบว่า การอวดอุตริมนุสธรรมที่‘มี’ในตนนั้น กลับเป็นเพียงความผิดวินัยอย่างเบาเท่านั้น สามารถปลงอาบัติได้ในทุกวันโกนเหมือนอาบัติเล็กน้อยอื่นๆ


              ดังนั้นพอได้ยินเรื่องเล่าของหลวงพ่อที่กล่าวกับหลวงตาผู้เป็นอาจารย์ถึงเรื่องการแสดงฤทธิ์ เหล่าลูกศิษย์ในศาลาจึงต่างพากันสนใจ


             “ตอนนั้นหลวงตาบอกให้หลวงพ่อหลับตา นับหนึ่งถึงสามแล้วค่อยลืมตา”เสียงหลวงพ่อเล่า


             แต่พอหลวงพ่อลืมตาขึ้นมาก็ไม่เห็นว่าหลวงตาได้แสดงฤทธิ์อะไรให้ดู หลวงพ่อจึงถามหลวงตาต่อไปว่า


             “หลวงพ่อแสดงฤทธิ์อะไรครับ กระผมไม่ทันเห็น”


             หลวงตาชี้ไปที่นอกศาลาแล้วบอกว่า “เห็นอุโบสถใหม่ที่เพิ่งเสร็จนั่นไหม”


            “เห็นครับ”


             “นั่นล่ะ ฤทธิ์หลวงพ่อ”


            “ยังไงครับ”


            “เอ้า ถ้าหลวงพ่อไม่มีฤทธิ์ จะเสกโบสถ์ใหม่เกิดขึ้นมาได้เหรอ”


            “นั่นล่ะฤทธิ์หลวงพ่อ บุญฤทธิ์ หลวงพ่อไม่ต้องทำอะไรเลยญาติโยมก็พากันสร้างโบสถ์ให้หลวงพ่อ”


            ผู้มาปฏิบัติธรรมที่ฟังเทศน์อยู่ในอยู่ศาลาต่างพากันหัวเราะ


             ณรัชต์ก็อมยิ้มตามไปด้วย เพราะสำหรับณรัชต์หลวงตาก็ไม่เห็นจะเคยสอนเรื่องฤทธิ์จากสมาธิอะไรพวกนี้เลย สมาธิที่เขาฝึกมาในอดีตก็มีไว้เพียงแค่กดความคิดจนถึงลบความคิดที่เกี่ยวกับความสูญเสียไว้เท่านั้น ซึ่งการควบคุมหรือลบความคิดนั้นก็เป็นเพียงผลพลอยได้จากสมาธิขั้นสามเท่านั้นไม่ได้มาจากอิทธิฤทธิ์อะไร



            ในอดีต หลังจากที่ฟื้นตื่นขึ้นมาแล้วรู้ว่าเขาสูญเสียทุกคนที่รักไปทั้งหมด ตอนนั้นช่วงที่จมอยู่กับความสูญเสีย มีบ่อยครั้งที่ณรัชต์เคยคิดสั้นอยากจบชีวิตไปพร้อมกับทุกคน แต่มีเสี้ยวหนึ่งที่ยังคงยับยั้งเขาไว้ และต่อมาถ้าไม่มีสมาธิที่ทำให้เขาบังคับความคิดไม่ให้คิดถึงการสูญเสียครั้งนั้นไว้เขาก็อาจจะไม่มีกำลังพอจะใช้ชีวิตต่อไปก็ได้


            แต่การกด บังคับหรือลบความคิดนั้นเป็นการฝืนธรรมชาติของคนเรา เพราะปกติแล้วคนเราแทบไม่สามารถบังคับตัวเองเกี่ยวกับความคิดฟุ้งซ่านหรือการคิดไปเรื่อยๆได้เลย


            ดังนั้นเมื่อทำเรื่องผิดธรรมชาติอย่างการบังคับความคิด จึงมีข้อเสียบางอย่างพ่วงมาด้วย ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่าคุณรอเดินข้ามถนนตรงแยกไฟแดงที่มีทางม้าลาย โดยปกติเมื่อจะข้ามทางม้าลาย แม้จะเห็นไฟแดงและมีรถหยุดแล้ว แต่เมื่อเดินข้ามคนทั่วไปก็จะมีความคิดเรื่อยเปื่อยที่ระแวดระวังอยู่ออกมาเรื่อยๆ เช่น รถคนที่กำลังมาเขาอาจจะผ่าไฟแดงมาชนหรือเปล่านะ มอเตอร์ไซค์คันนั้นมันจะเห็นเราที่เดินข้ามทางม้าลายไหมนะ ถ้าเกิดจู่ๆไฟแดงขัดข้องกลายเป็นไฟเขียวขึ้นมาปุ๊บปั๊บจะทำยังไง เหล่านี้เป็นความคิดเรื่อยเปื่อยที่จะเกิดขึ้นมาเรื่อยๆตามธรรมชาติ

     

           แต่เมื่อณรัชต์ใช้กำลังสมาธิไปกดความคิดคำนึงถึงความสูญเสียในอดีตเอาไว้ ความคิดฟุ้งซ่านเรื่อยเปื่อยอื่นๆก็จะพลอยถูกกดเอาไว้ตามไปด้วย  ตัวอย่างเช่น เมื่อณรัชต์เดินข้ามทางม้าลาย สมองเขาก็จะคิดเพียงว่า เมื่อไฟแดงขึ้นแล้ว รถยนต์หยุดแล้ว ก็สามารถข้ามทางม้าลายได้ทันที แต่ความคิดที่เรื่อยเปื่อยอย่าง รถยนต์คันด้านหลังที่กำลังจะมาถึงไฟแดงตรงทางม้าลายจะหยุดไหมนะ มอเตอร์ไซค์ที่กำลังขับมาถึงทางม้าลายจะมองเห็นเราที่กำลังข้ามและหยุดหน้าทางม้าลายไหมนะ ความคิดระแวดระวังเหล่านี้จะไม่ได้เกิดขึ้นในหัวของณรัชต์

            นั่นเป็นเหตุผลที่บ่อยครั้งณรัชต์มักจะผิดพลาดเพราะลืมคิดไปถึงปัจจัยหลายๆอย่าง ตัวอย่างเช่น การผิดพลาดครั้งล่าสุดในช่วงชีวิตที่แล้วของเขา การไม่คิดหน้าคิดหลังเรื่องการเอาเงินสำรองของบริษัทมาใช้ประกันตัวลูกชายของแม่บ้านโรงงาน ตอนนั้นเขาก็คิดแต่ว่าเพียงขายหุ้นจำนวนเล็กน้อยก็เพียงพอต่อการนำเงินมาคืนบริษัทแล้ว โดยไม่ได้คิดไปถึงในกรณีอื่นๆที่อาจทำให้ไม่สามารถขายหุ้นเอาเงินมาคืนบริษัทซึ่งอาจเกิดขึ้นได้เลย


              ได้อย่างเสียอย่างนั่นล่ะนะ…





             หลังจากเล่าเรื่องในอดีตสอดแทรกการเทศน์หลวงพ่อก็กลับมาเทศน์จริงจังเรื่องสมาธิต่อ


             มีลูกศิษย์คนหนึ่งในศาลายังคงคาใจเรื่องฤทธิ์ได้กล่าวถามหลวงพ่อว่า อิทธิฤทธิ์เกี่ยวข้องอย่างไรกับสมาธิ แล้วต้องปฏิบัติสมาธิอย่างไรถึงจะทำฤทธิ์ได้


             เรื่องนี้อยู่ในหัวข้อการเทศน์วันนี้พอดีหลวงพ่อจึงได้อธิบายตอบข้อสงสัยลูกศิษย์


             “สมถะสมาธิเป็นของกลางในโลก ก่อนมีพระพุทธศาสนาก็มีการฝึกฝนกันมาเนิ่นนานแล้ว ในสมัยพุทธกาลเหล่าพราหมณ์ ฤษี โยคี นักบวชบูชาไฟ ต่างก็มีการเรียนสมาธิ อย่างดาบสทั้งสองที่เป็นอาจารย์พระพุทธเจ้าก่อนตรัสรู้ก็เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสมถะสมาธิ”


             “จิตที่ฝึกมาดีแล้วย่อมใช้ประโยชน์ได้มากมาย”เสียงหลวงพ่อเล่าอธิบาย


             “เห็นในเรื่องเล่าของพราหมณ์ไหมล่ะ กระทั่งมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ก็ยังถูกฤษี หรือโยคีผู้บำเพ็ญตบะสมาธิสาปได้เลย แสดงให้เห็นว่าสมาธินั้นมีพลังมากขนาดไหน”


            หลังจากนั้นหลวงพ่อก็เล่าลึกไปถึงขั้นตอนและวิธีในการใช้สมาธิเพื่อเป็นฐานกำลังในการทำฤทธิ์หรือที่เรียกว่าการแสดงฤทธิ์ สำหรับสมาธิที่ใช้สำหรับเป็นกำลังในการแสดงฤทธิ์ใช้สมถะสมาธิขั้นสามคืออัปปนาสมาธิ


             สมาธิขั้นที่สามอัปปนาสมาธินั้นยังแบ่งแยกย่อยได้เป็นแปดขั้น ซึ่งคนทั่วไปมักเรียกสมาธิขั้นที่สามนี้ว่า ฌาน หรือ ฌาน 8 นั่นล่ะ ซึ่งต้องปฏิบัติให้ได้ถึงขั้นที่ 4 ในฌาน 8 เพื่อเป็นบาทฐานเป็นกำลังในการแสดงฤทธิ์


             หลังจากเข้าสมาธิจนถึงระดับสามแล้วก็ให้พักจิตอยู่สักครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนสมาธิกลับมาที่ขั้นที่สองอุปจารสมาธิ หลังจากนั้นก็ตั้งเจตนาหรือ‘อธิษฐานฤทธิ์’ว่าต้องการอะไรแล้วก็เข้าสู่สมาธิระดับสามอีกครั้ง


              “อยากมีฤทธิ์น่ะ คิดว่าทำได้ไหมล่ะ”หลวงพ่อถามกลับเหล่าลูกศิษย์อย่างอารมณ์ดี


              วิธีกลับไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด เพียงแต่ยากตรงขั้นตอนการฝึกสมาธิให้ได้จนถึงฌาน 4 เท่านั้น ถ้าเป็นสมัยก่อนที่สมาธิยังไม่เสื่อมณรัชต์อาจจะทดลองดูก็ได้ว่าสามารถทำได้จริงๆอย่างที่หลวงพ่อบอกหรือไม่ เพราะจากปากคำของหลวงพ่อดูเหมือนต้องใช้เพียงฌานขั้นที่สี่ก็เพียงพอสำหรับเป็นฐานในการแสดงฤทธิ์


              เพียงเข้าสมาธิจนถึงฌานสี่แล้วก็ถอนออกมาที่สมาธิระดับอุปจารสมาธิ จากนั้นอาศัยกำลังสมาธิจากที่เพิ่งถอนออกมาตั้งเจตนาถึงฤทธิ์ที่อยากให้เป็นไป แล้วก็เข้าสู่สมาธิระดับอัปปนาสมาธิหรือฌานอีกครั้ง เจตนาหรือคำอธิษฐานก็จะอาศัยกำลังของสมาธิที่มีกำลังสูงนี้สร้าง‘ฤทธิ์’ที่ต้องการออกมา  


              “จิตที่ฝึกดีแล้ว เป็นของมีฤทธิ์มีอำนาจมาก เหมือนกับกระแสน้ำที่ตกลงมาจากน้ำตกใหญ่ๆนั่นแหละ”เสียงหลวงพ่ออธิบาย


               “จิตที่ฝึกดีแล้วของมนุษย์เราทำสิ่งต่างๆได้มากมาย แต่ที่สุดแล้วอิทธิฤทธิ์ที่พระพุทธเจ้าสรรเสริญคือฤทธิ์ในการทำลายกิเลส”หลวงพ่อกล่าวเทศน์สรุปปิดท้ายหลังจากตอบข้อสงสัย


              ระหว่างฟังเทศน์ณรัชต์ก็เอะใจให้นึกถึงเรื่องราวบางอย่าง


              หลวงตาผู้เป็นอาจารย์สอนกรรมฐานของณรัชต์มักจะมีประโยคประจำที่เอาไว้ใช้สั่งสอนลูกศิษย์เวลาติดขัดในการปฏิบัติภาวนาเป็นประจำที่เขาจำได้ดี


             “หาเหตุให้เจอ หาต้นตอของปัญหาให้เจอ แล้วจะเจอคำตอบด้วยตัวเอง”


              จากการเทศน์เรื่องฤทธิ์กับสมาธิวันนี้ณรัชต์สะดุดใจนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ก่อนที่เขาจะลืมตาขึ้นมาในช่วงเวลานี้

    ตอนนั้นเขามาที่วัดเพราะกำลังรู้สึกยุ่งยากใจกับปัญหาเรื่องเงินที่เขาหยิบจากบริษัทมาใช้ประกันตัวลูกชายแม่บ้านโรงงาน โดยคาดไม่ถึงว่าหุ้นที่หวังจะขายนำเงินมาคืนกลับถูกห้ามซื้อขาย


               นึกย้อนไปถึงตอนที่กำลังทำสมาธิ

       

            ตอนนั้นหลังจากเข้าสู่สมาธิระดับลึกที่เรียกกันว่าอัปปนาสมาธิ หรือที่คนมักกันเรียกกันว่า ฌาน และสมาธิที่ณรัชต์ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอเพื่อใช้สำหรับบังคับความคิดนั้นก็เป็นสมาธิระดับฌานขั้นสามหรือสี่เป็นอย่างน้อยที่จะมีผลพลอยได้เป็นการควบคุมบังคับความคิดได้

              ซึ่งก็ดูจะเพียงพอสำหรับ‘การอธิษฐานฤทธิ์’หรือตั้งเจตนาอย่างที่หลวงพ่อเทศน์ในขณะนี้

     

            ในตอนนั้นณรัชต์จำได้ว่าหลังจากสมาธิเข้าสู่ความสงบระดับอัปปนาสมาธิหรือขั้นฌานแล้ว จู่ๆสมาธิของเขาก็อ่อนกำลังกลับมาที่สมาธิขั้นที่สอง

     

          ตอนนั้นเขาได้ทำอะไรที่คล้ายกับการตั้งเจตนาอธิษฐานฤทธิ์อย่างที่หลวงพ่อบอกว่าเป็นขั้นตอนในการแสดงฤทธิ์หรือเปล่านะ

           นึกย้อนรำลึกไปถึงช่วงเวลาสุดท้ายก่อนที่จะลืมตาตื่นในช่วงเวลานี้


           ไอ้การรำพึงว่าอยากให้ความคิดฟุ้งซ่านถึงเรื่องวุ่นวายในตอนนั้นให้หายไปจะนับว่าเป็นการอธิษฐานฤทธิ์ไหมนะ..


            พร้อมกับนึกถึงสมถะสมาธิที่เขาฝึกเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอยาวนานในช่วงชีวิตที่แล้วก็เกิดลังเล


            คงไม่ใช่ว่า...เพราะตบะสมาธิที่เขาสะสมมาสิบกว่าปีประจวบกับความบังเอิญทำตามขั้นตอนของการอธิษฐานฤทธิ์พอดีก็เลยทำให้เขาย้อนกลับมาที่ช่วงเวลานี้ได้หรอกนะ


              หรือว่าใช่…





     

    --------จบตอนพิเศษ-------




    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค ) ที่คุณอ่าน