บทที่ 2: ผู้มาเยือนจากแดนเหมันต์
ข่าวเื่การหมั้นหมายสะท้านฟ้าแพร่สะพัดออกไปเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง ภายในเวลาเพียงข้ามคืน เื่ราวของ "ขยะตระกูลหลง" ที่ได้บุปผางามถึงหกดอก กลายเป็หัวข้อสนทนาที่ขบขันที่สุดในโรงเตี๊ยมทั่วแดนใต้
ทว่า ภายในสำนักกายาทองคำ บรรยากาศกลับตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก
สามวันผ่านไป เร็วกว่ากำหนดการที่คาดไว้
ท้องฟ้าเหนือยอดเขากิเลนทองที่เคยแจ่มใส จู่ๆ ก็มืดครึ้มลงพร้อมกับอุณหภูมิที่ลดฮวบลงอย่างฉับพลัน เกล็ดหิมะสีขาวโปรยปรายลงมาทั้งที่เป็ฤดูร้อน ไอเย็นะเืแผ่ซ่านปกคลุมลานฝึกจนศิษย์สำนักกายาทองคำต้องหยุดมือและโคจรลมปราณเพื่อต้านทานความหนาวเหน็บ
"สำนักกระบี่เหมันต์ มาเยือน!"
เสียงประกาศก้องกังวานด้วยพลังวัตร ดั่งเสียงน้ำแข็งแตก ร่างเงาสีขาวบริสุทธิ์นับสิบสายเหาะเหินเดินอากาศลงมาประทับที่ลานหน้าโถงใหญ่
ผู้นำขบวนคือสตรีร่างระหงในชุดคลุมสีขาวขลิบเงิน ใบหน้างดงามราวกับเทพธิดาจำแลงแต่กลับเ็าไร้อารมณ์ ดวงตาดุจสระน้ำลึกที่มองไม่เห็นก้น นางสะพายกระบี่ยาวที่มีไอเย็นแผ่ออกมาตลอดเวลา
นางคือ "ไป๋รั่วซี" ศิษย์เอกแห่งสำนักกระบี่เหมันต์ หนึ่งในว่าที่คู่หมั้นของหลงเฟย และเป็ผู้ที่มีชื่อเสียงที่สุดในรุ่นเยาว์ของยุทธภพทิศเหนือ
หลงป้าเทียน เ้าสำนักกายาทองคำ เดินออกมาต้อนรับด้วยสีหน้าเรียบเฉย แม้ในใจจะหวั่นเกรงพลังฝีมือของคนรุ่นใหม่ผู้นี้ "หลานไป๋... เ้ามาเร็วกว่ากำหนด บิดาของเ้าสบายดีหรือไม่?"
ไป๋รั่วซีประสานมือคารวะตามมารยาท แต่สายตาไม่ได้มองไปที่เ้าสำนัก นางกวาดตามองไปรอบๆ ราวกับมองหาบางสิ่ง "ท่านลุงหลง ข้าไม่ได้มาเพื่อสนทนาเื่สัพเพเหระ ข้ามาเพื่อพบ 'ว่าที่สามี' ของข้า... ได้ยินว่าเขาอยู่ที่นี่"
น้ำเสียงของนางกดดันจนศิษย์รอบข้างถอยกรูด
"เฟยเอ๋อกำลังพักผ่อน ร่างกายเขาไม่ค่อยแข็งแรง..." หลงป้าเทียนพยายามถ่วงเวลา
"ไม่แข็งแรง หรือไม่กล้าสู้หน้า?" ไป๋รั่วซีกล่าวแทรก "ท่านลุง ข้าเคารพท่านในฐานะผู้าุโ แต่การคลุมถุงชนครั้งนี้เป็เื่ที่ข้ายอมรับไม่ได้ ข้า้าเห็นกับตาว่าบุตรชายของท่านมีดีอะไร ถึงกล้าดึงสำนักกระบี่เหมันต์ลงมาเกลือกกลั้วด้วย"
"ข้าอยู่นี่"
เสียงเนือยๆ ดังขึ้นจากด้านหลังประตูโถง
หลงเฟยเดินออกมาอย่างช้าๆ เขาจงใจสวมเสื้อผ้าหนาเตอะหลายชั้นเพื่อป้องกันความหนาว (แกล้งทำ) ใบหน้าซีดเซียว และมีผ้าเช็ดหน้าปิดปากไว้เสมือนคนป่วยเรื้อรัง
"เ้าหรือ... หลงเฟย?" ไป๋รั่วซีหรี่ตามอง ความผิดหวังฉายชัดในแววตา ยิ่งนางััระดับลมปราณของเขา นางยิ่งพบแต่ความว่างเปล่า เหมือนคนธรรมดาที่ไร้ค่า
"แม่นางไป๋" หลงเฟยไอคอกแคก "ข้ารู้ว่าเ้ามาเพื่ออะไร... อากาศที่นี่เย็นเกินไปสำหรับข้า รีบพูดธุระของเ้ามาเถอะ"
ไป๋รั่วซีแสยะยิ้มเย็น "ดี ที่เ้าเป็คนพูดตรง ข้าจะไม่อ้อมค้อม... ข้า้า ถอนหมั้น บุรุษที่จะเป็สามีของข้าต้องเป็ผู้ที่แข็งแกร่งกว่าข้า หรืออย่างน้อยต้องรับกระบี่ของข้าได้หนึ่งกระบวนท่า"
หลงป้าเทียนขมวดคิ้ว "หลานไป๋ นั่นมันเกินไปหน่อยไหม เฟยเอ๋อไร้วรยุทธ์ เ้าจะให้เขารับกระบี่เ้าได้อย่างไร?"
"หากรับไม่ได้ ก็ตายเสียเถอะ เพราะโลกนี้ไม่มีที่ยืนให้คนอ่อนแอ!"
สิ้นเสียงคำราม พลังปราณสีฟ้าครามะเิออกจากร่างของไป๋รั่วซี ไอเย็นจับตัวกันเป็รูปกระบี่น้ำแข็งนับสิบเล่มลอยอยู่กลางอากาศ ปลายแหลมคมชี้ตรงไปที่หลงเฟย
บรรยากาศตึงเครียดถึงขีดสุด ศิษย์สำนักกายาทองคำต่างกลั้นหายใจ ไม่มีใครคิดว่านางจะกล้าลงมือในถิ่นคนอื่นเช่นนี้
หลงเฟยยืนนิ่ง เขามองดู "เจตจำนงแห่งกระบี่" ที่พุ่งเข้ามา ในสายตาคนอื่น มันคือความตายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่ในสายตาของหลงเฟย... มันช่างเชื่องช้าและเปราะบางราวกับกิ่งไม้แห้ง
‘นางเอาจริงงั้นรึ? ถ้าข้ารับ ข้าก็ต้องเผยฝีมือ ถ้าข้าไม่รับ ข้าก็อาจจะเจ็บตัว... เฮ้อ ยุ่งยากจริง’
"รับมือ!"
ไป๋รั่วซีสะบัดนิ้ว ปราณกระบี่เล่มหนึ่งพุ่งแหวกอากาศเข้าใส่ไหล่ซ้ายของหลงเฟย หมายจะสั่งสอนให้พิการแต่ไม่ถึงตาย
หลงเฟยทำท่าใ เขาก้าวถอยหลังอย่างทุลักทุเล ขาข้างหนึ่งสะดุดชายเสื้อตัวเองจนเสียหลักล้มลง
วูบ!
ปราณกระบี่เฉียดผ่านเส้นผมของเขาไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด พุ่งไปกระแทกเสาหินด้านหลังจนเกิดรอยร้าวลึกและมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะเต็มไปหมด
"ว้าย! ช่วยด้วย!" หลงเฟยร้องเสียงหลง นั่งแปะอยู่กับพื้นด้วยท่าทางน่าสมเพช
ไป๋รั่วซีชะงัก นางขมวดคิ้วมุ่น ‘เมื่อครู่... ข้าเล็งพลาดรึ?’ นางมั่นใจในฝีมือตัวเองระดับอัจฉริยะ ไม่มีทางที่เป้านิ่งจะหลุดรอดสายตาไปได้ แต่ท่าทางการล้มของหลงเฟยมันดูเงอะงะและเป็ธรรมชาติมาก จนดูเหมือนเป็แค่ความโชคดีของคนขี้ขลาด
"น่าสมเพช..." ไป๋รั่วซีสลายพลังปราณ นางมองหลงเฟยที่นั่งตัวสั่นอยู่กับพื้นด้วยสายตาดูแคลนถึงที่สุด "ข้าไม่จำเป็ต้องลงมือซ้ำ การฆ่ามดปลวกจะทำให้กระบี่ข้าแปดเปื้อน"
นางโยนป้ายหยกสีขาวชิ้นหนึ่งลงตรงหน้าหลงเฟย
"นี่คือป้ายหมั้นหมาย ข้าคืนให้เ้า... นับแต่นี้ สำนักกระบี่เหมันต์และสำนักกายาทองคำ ไม่มีพันธะต่อกันอีก!"
พูดจบนางก็สะบัดชายเสื้อ หันหลังเดินกลับไปพร้อมกับศิษย์ผู้ติดตาม ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดและความอับอายของศิษย์กายาทองคำ
หลงป้าเทียนรีบวิ่งเข้ามาดูบุตรชาย "เฟยเอ๋อ! เ้าเป็อย่างไรบ้าง?"
"ข้า... ข้าไม่เป็ไรท่านพ่อ แค่ใ" หลงเฟยค่อยๆ ลุกขึ้น ปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้า
เมื่อทุกคนแยกย้ายกันไปหมดแล้ว เหลือเพียงหลงเฟยที่ยืนมองป้ายหยกบนพื้น เขาไม่ได้เก็บมันขึ้นมาทันที
เขามองไปที่เสาหินด้านหลัง จุดที่ปราณกระบี่เมื่อครู่พุ่งชน หากสังเกตให้ดี... ตรงจุดที่กระบี่ปะทะเสา มีรอยบุ๋มเล็กๆ อีกรอยหนึ่งซ้อนอยู่ รอยนั้นเกิดจาก "ลมหายใจ" ของหลงเฟยที่พ่นออกมาในจังหวะที่เขาล้มลง เพื่อเบี่ยงทิศทางของปราณกระบี่ให้เฉไปเพียงนิดเดียว
นิดเดียวที่ทำให้เขารอดโดยดูเหมือนฟลุ๊ค
"เกือบไปแล้ว..." หลงเฟยก้มลงเก็บป้ายหยกขึ้นมา ป้ายหยกเย็นเฉียบที่คนทั่วไปจับแล้วมืออาจพองเพราะความเย็นจัด แต่เมื่ออยู่ในมือของหลงเฟย ไอเย็นเ่าั้กลับถูกดูดกลืนหายไปในพริบตา ป้ายหยกกลายเป็อุ่นวาบ
"คนแรกผ่านไป... เหลืออีกห้า"
หลงเฟยถอนหายใจยาว แต่ทันใดนั้น เขาก็ััได้ถึงแรงสั่นะเืบางอย่างจากพื้นดิน
ไม่ใช่แผ่นดินไหว... แต่เป็จังหวะการเดิน
ตึง... ตึง... ตึง...
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงดังมาจากทางตีนเขา พร้อมกับกลิ่นกำมะถันที่ลอยตามลมมาจางๆ นกกาบินแตกตื่นออกจากป่า
หลงเฟยหันไปมองทิศทางนั้น คิ้วของเขากระตุกเล็กน้อย
"ไฟ? อย่าบอกนะว่า..."
ยังไม่ทันที่ไป๋รั่วซีจะเดินพ้นประตูสำนักเสียด้วยซ้ำ ผู้มาเยือนกลุ่มใหม่ก็ปรากฏตัวขึ้นที่ตีนเขา พร้อมกับเปลวเพลิงที่ลุกโชน
ดูเหมือนวันนี้... ์จะไม่ยอมให้เขาได้พักผ่อนแม้แต่นาทีเดียว