ความเจ็บปวดจากการคลอดบุตรทำเจียงฉิงฟางแทบจะสิ้นไร้เรี่ยวแรง ตายามที่ได้เห็นบุตรชายคนเล็กที่แม้ว่าจะคลอดก่อนกำหนดแต่ขนาดเนื้อตัวกลับใหญ่กว่าทารกทั่วไปความเจ็บปวดที่ได้รับก็ดูเหมือนว่าจะคุ้มค่า
“แข็งแรงดีทั้งแม่ทั้งลูก ขอท่านแม่ทัพอย่าได้กังวล” เสียงของลู่เหมยทำให้เจียงฉิงฟางได้สติ สตรีวัยกลางคนที่กำลังอุ้มบุตรชายคนเล็กคือลู่เหมยมารดาแท้ๆ ของร่างนี้ จ้าวถิงฟงที่นั่งจับมือนางอยู่ย่อมจะเห็นสายตาของนางเขาจึงเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ท่านแม่ยายเป็นห่วงเจ้า ถึงอย่างไรตอนที่เจ้าคลอดลูกที่หมู่บ้านต้าหนิวนางก็เคยมาอยู่กับเจ้า อีกทั้งนางยังเป็นห่วงเจ้ามากข้าก็เลย...” จ้าวถิงฟงเอ่ยเพื่อแก้ตัว ยามที่เห็นว่าเจียงฉิงฟางต้องทนทุกข์ทรมานเพราะความเจ็บปวดเขาก็ดูเหมือนว่าจะทำอันใดไม่ถูก พอลู่เหมยบอกว่านางเคยอยู่กับเจียงฉิงฟางตอนที่นางคลอดลูกแฝดทั้งสาม อีกทั้งเขาก็จำได้ว่าตอนคลอดครั้งนั้นลู่เหมยเคยช่วยเจียงฉิงฟางเอาไว้ได้จริงๆ เขาจึงยอมให้นางเข้ามาในห้องคลอดเป็นกรณีพิเศษ
“แล้วคนอื่นๆ เล่า” เจียงฉิงฟางเอ่ยถามด้วยสีหน้าหนักอึ้ง จ้าวถิงฟงจึงได้เอ่ยกับนางตามตรง
“เจ้าวางใจเถิด ข้าจะไม่ปล่อยให้พวกเขามากวนใจเจ้าอีก ข้าขังพวกเขาเอาไว้เพื่อให้พวกเขารู้ว่าคุกใต้ดินของข้าน่าหวาดกลัวสักเพียงใด หลังจากนี้อีกสักสองวันข้าจะสั่งให้พ่อบ้านสวีพาคนเหล่านั้นไปอยู่ในหมู่บ้านเกษตรนอกเมืองแล้ว ข้าตั้งใจว่าจะยกที่ดินให้พวกเขาแปลงหนึ่งและเงินอีกก้อนหนึ่ง หากวันหน้าพวกเขากล้ามาสร้างความวุ่นวายให้เจ้าอีกไม่ใช่แค่เพียงยึดที่ดินคืนข้าจะล้างครอบครัวพวกเขาเสียให้สิ้น” เมื่อจ้าวถิงฟงเอ่ยเช่นนี้ลู่เหมยที่อุ้มหลานชายตัวน้อยอยู่ก็พลันถอยห่างไปจากร่างของเขาด้วยความหวาดหวั่น แต่เมื่อนางได้สบตากับเจียงฉิงฟางนางก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ
“เจ้าวางใจเถิด พวกเขาไม่กล้ามาสร้างความวุ่นวายให้เจ้าแน่ แม่เองก็จะไปอยู่กับพวกเขาจะไม่มาสร้างความลำบากใจให้เจ้าอีก” เมื่อลู่เหมยเอ่ยเช่นนี้เจียงฉิงฟางก็หลุบตาลง
“ฉิงฟาง แม่อยากจะขอโทษเจ้า เป็นเพราะแม่อ่อนแอมากเกินไปเจ้าจึงต้องทนทุกข์ใจเพราะคนในบ้าน แต่เจ้าวางใจเถิดหลังจากนี้แม่จะไม่ปล่อยให้คนเหล่านั้นมากวนเจ้าอีก” เมื่อนางเอ่ยเช่นนี้เจียงฉิงฟางก็จ้องมองลู่เหมยอย่างไม่คิดจะเชื่อถือคำพูดของนางลู่เหมยจึงได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเก้อกระดาก
“พวกเขาย่อมจะฟังข้า เพราะยามนี้มีแค่เพียงข้าคนเดียวที่ท่านแม่ทัพให้ความเคารพในฐานะที่เป็นมารดาของเจ้ามิใช่หรือ หากพวกเขากล้าไม่เชื่อฟังแม่ก็แค่ยกชื่อของท่านแม่ทัพมาอ้างเพียงเท่านั้น” เมื่อลู่เหมยเอ่ยเช่นนี้เจียงฉิงฟางก็พยักหน้าแล้วเอ่ยออกมาตามตรง
“หากพวกเขาไม่มาสร้างความเดือดร้อนให้ข้า มีหรือที่ข้าจะไปสร้างความเดือดร้อนให้แก่พวกเขา” เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยเช่นนี้ลู่เหมยก็พยักหน้า
“เจ้าวางใจเถิด ยามนี้พวกเขารู้ซึ้งถึงอำนาจของท่านแม่ทัพแล้วคงไม่กล้าคิดว่าตนเองจะสามารถสร้างความลำบากใจให้เจ้าได้อีกแล้ว” ลู่เหมยเอ่ยพลางยื่นทารกในอ้อมแขนของนางให้จ้าวถิงฟงอุ้ม เขารับทารกน้อยไปแล้วจึงได้เอ่ยกับลู่เหมยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ท่านแม่ยายไปพักผ่อนก่อนเถิด ข้าสั่งให้ซางผิงและฝานชิงจัดห้องพักให้ท่านแล้ว ยังมีเด็กที่บุตรสาวคนเล็กของท่านอุ้มมายามนี้ซางผิงให้คนนำไปรอท่านที่ห้องพักแล้ว” เมื่อจ้าวถิงฟงเอ่ยเช่นนี้ลู่เหมยก็พยักหน้าแล้วหันไปเอ่ยกับเจียงฉิงฟางด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
“ฉิงหร่วนหย่าร้างกับสามีของนางแล้ว ลูกของนางที่พึ่งจะคลอดเป็นลูกสามีของนางก็ไม่ยอมรับเขาอ้างว่าไม่ใช่ลูกของเขา เฮ้อ ฉิงหร่วนได้รับกรรมที่นางทำเอาไว้แล้ว ส่วนฉิงเหยาชื่อเสียงของนางก็ไม่ค่อยจะดีนักแต่งงานได้ไม่เท่าไหร่ก็ถูกหย่าร้างเช่นเดียวกัน พวกนางมีชีวิตย่ำแย่ท่านลุงและท่านพ่อของเจ้าจึงหวังจะพาพวกนางมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในเมืองหลวง” เมื่อลู่เหมยเอ่ยเช่นนี้เจียงฉิงฟางก็เอ่ยออกมาตามตรง
“พวกเขาจะมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในเมืองหลวงข้าไม่ว่า แต่พวกเขาคิดจะข่มขู่และบังคับให้ข้ามอบความช่วยเหลือให้แก่พวกเขา ข้าไม่อาจจะยอมรับการข่มขู่ของพวกเขาได้ แต่ท่านแม่วางใจเถิดเด็กไม่มีความผิด ตอนที่พวกท่านเดินทางไปหมู่บ้านเกษตรข้าจะมอบเสื้อผ้าและเงินสำหรับเลี้ยงดูเขาให้แก่ท่านเป็นกรณีพิเศษ หวังเพียงแค่ว่าวันหน้าเจียงฉิงหร่วนจะไม่มาสร้างความลำบากใจให้แก่ข้าอีก” เมื่อนางเอ่ยเช่นนี้ลู่เหมยก็พยักหน้าพลางขานรับออกมา
“เจ้าวางใจเถิด ยามนี้นางคงหวาดกลัวจนไม่กล้าคิดเพ้อฝันว่าจะมาเอาเปรียบเจ้าได้อีกต่อไปแล้ว” คำพูดของลู่เหมยทำให้เจียงฉิงฟางยิ้มออกมา คุกใต้ดินของจ้าวถิงฟงแม้แต่ชายฉกรรจ์ที่ถูกกุมขังอยู่ในนั้นไม่กี่วันยังไม่สามารถจะครองสติได้อยู่ คนสกุลเจียงที่ถูกกักขังเอาไว้ถึงสองวันย่อมจะรู้สึกหวาดหวั่นไม่ใช่น้อย
“ข้าก็ได้แต่หวังว่านางจะคิดได้ ท่านแม่ไปพักผ่อนเถิดท่านดูแลข้ามาเกือบทั้งคืนแล้ว” เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยเช่นนี้ลู่เหมยก็พยักหน้าแล้วติดตามสาวใช้กลับไปที่เรือน
“ร้องไห้เก่งจริงๆ เจ้าตัวน้อยของแม่” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางยื่นมือไปรับลูกชายคนเล็กมาอุ้มเอาไว้ ทารกน้อยส่งเสียงร้องไห้พลางอ้าปากและซุกไซร้เพื่อหาของกินทำให้เจียงฉิงฟางยิ้มออกมาแล้วมองจ้าวถิงฟงในทันที
“ข้าจะให้นมลูก ท่านจะนั่งมองเช่นนี้หรือ” คำถามของนางทำให้จ้าวถิงฟงที่มีรอยยิ้มอยู่แล้วพลันยิ้มกว้างขึ้น
“ใช่ว่าข้าไม่เคยเห็น เหตุใดจะต้องหลบออกไปด้วยเล่า” เมื่อเขาเอ่ยออกมาเช่นนี้เจียงฉิงฟางก็ทำได้แค่เพียงบ่นพึมพำใส่เขาว่า “คนหน้าไม่อาย” เพียงเท่านั้นแล้วหลังจากนั้นนางจึงได้ให้นมลูกด้วยใบหน้าอันแดงก่ำ ท่ามกลางความเก้อเขินของบิดาและมารดาทารกน้อยที่หิวอย่างเต็มที่ก็ออกแรงดูดกลืนนมตามสัญชาตญาณโดยไม่สนใจผู้ใดทั้งสิ้น
หลังจากนั้นอีกสองวันคนสกุลเจียงก็ถูกพาตัวออกมาจากคุกใต้ดินแล้วถูกส่งตัวไปยังหมู่บ้านเกษตร พวกเขาแต่ละคนทั้งหวาดหวั่นและหวาดกลัวต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพวกเขาไม่กล้าแล้ว ไม่กล้ามาหาเรื่องฮูหยินของท่านแม่ทัพอีกต่อไปแล้ว ยามที่ได้เดินทางออกจากจวนแม่ทัพพวกเขาก็ไม่คิดจะหันหลังกลับมามองอีกต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าชาตินี้พวกเขาจะไม่มาที่นี่อีกแล้ว
พอคนสกุลเจียงไปแล้วเจียงฉิงฟางก็พักฟื้นร่างกายจากการคลอดบุตรอย่างสบายใจ บุตรชายคนเล็กของนางมีชื่อว่าจ้าวฉางหยวน แต่ทุกคนต่างก็พากันเรียกเขาว่าหยวนเป่า นอกจากเขาจะชื่นชอบเงินทองตั้งแต่เล็กเหมือนมารดาแล้วเนื้อตัวของเขายังอ้วนกลมกลางลำตัวกลมนูนเหมือนเงินหยวนเป่า ทุกคนจึงต่างพร้อมใจกันตั้งชื่อนี้ให้แก่เขา
ลูกๆ ใช้ชีวิตกันอย่างดีคนเป็นบิดามารดาก็พลอยมีความสุข แม้ว่าเวลาจะผ่านไปหลายปีแต่จ้าวถิงฟงยังคงดูแลนางด้วยความเอาใจใส่ ความอ่อนโยนอย่างเสมอต้นเสมอปลายของเขาทำให้เจียงฉิงฟางใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างมีความสุข แม้ว่าจะมีความกังวลเรื่องอนาคตของลูกๆ อยู่บ้าง แต่เมื่อคิดได้ว่านางปูทางให้แก่พวกเขามาจนถึงขั้นนี้แล้ว ขั้นต่อไปก็ล้วนขึ้นอยู่กับตัวของพวกเขาแล้วว่าจะสามารถไขว่คว้าความสุขของตนเองเอาไว้ได้ไหม ส่วนตัวนางเองหลังจากนี้ก็จะไขว่คว้าหาความสุขให้แก่ตนเองบ้างแล้ว