ตลอดหกสิบปีที่ผ่านมา ข้าได้ยินเื่ราวของคัมภีร์ลับมานักต่อนัก สี่ในแปดครั้งของการยึดครองยุทธภพล้วนมีความเกี่ยวข้องกับคัมภีร์ลับทั้งสิ้น คัมภีร์เล่มแรกที่จะก่อหายนะกำลังจะปรากฏในอีกไม่ช้า มันเป็คัมภีร์ที่หายสาปสูญมานานกว่าหกร้อยปี มันถูกเรียกว่า ‘คัมภีร์ทำลายรากแก่น’ เป็วรยุทธอันร้ายกาจที่ใช้ทำลายปราณของผู้อื่นโดยเฉพาะ ผู้ที่ใช้มันคือจอมยุทธหน้ากากเหล็ก คนผู้เดียวทำลายยุทธภพไปครึ่งหนึ่งเพราะถูกดูแคลนเื่หน้าตา ในเวลานั้นจอมยุทธหน้ากากเหล็กได้กล่าวว่า “ในเมื่อข้าไม่หล่อ พวกเ้าก็อย่าได้หวังจะสงบสุขเลย”
ยามที่ข้าได้ฟังครั้งแรกก็รู้ว่ามันไร้เหตุผลสิ้นดี มันคือเหตุผลในการทำลายที่บ้าบอที่สุด ตอนแรกข้าก็คิดว่ามันไร้สาระ แต่หลังจากได้รับฟังเื่ราวของเ้าหน้ากากเหล็กข้าก็ว่ามันสมเหตุสมผลอยู่ คนยามจนตรอกอาจจะทำอะไรที่คาดไม่ถึงออกมานั่นก็เกิดจากกรรมที่พวกมันสร้างขึ้นกันเอง
อันวิชาทำลายรากแก่น ทีแรกก็เป็วิชาพื้นๆ แต่หลังจากเ้าหน้ากากเหล็กตีความกระบวนท่าในคัมภีร์ใหม่มันก็เริ่มดูน่าสนใจ ในทีแรกข้าก็คิดว่าอานุภาพมันแค่พื้นๆแต่ต่อมาเมื่อได้เห็นผลลัพท์จากการทำลายล้างข้าถึงกับหลงรักมันหัวปักหัวปำ อานุภาพของมันก็ตรงตัว ทำลายปราณและวิชาการต่อสู้จนถึงแก่น แต่วิชานี้กลับเหมือนเหรียญสองด้านบางครั้งมันก็ส่งผลเสียต่อผู้ใช้อาจทำให้ผู้ใช้แก่ชราลงได้่ระยะเวลาหนึ่ง
ผู้คนต่างแย่งชิงวิชานี้กันอย่างบ้าคลั่ง มีการท้าประลองบนโรงเตี๊ยมหลังคาของข้ากันแทบทุกวันเพื่อแย่งชิงวิชานี้ แต่ทว่าแม้อยากจะเท่าใดก็มิอาจมีผู้ใดได้ ในตอนนั้นเ้าหน้ากากเหล็กเลือกที่จะเผาคัมภีร์ต่อหน้าทุกคนทำให้คัมภีร์หายสาปสูญไปตลอดกาล
แต่ทว่าตอนนี้มันกลับอยู่ในมือข้าแล้ว คัมภีร์โบราณซึ่งถูกสอดแทรกไว้ในหนังสือประโลมโลก ใครจะคิดว่ามันถูกซุกซ่อนไว้เช่นนี้
ข้านั่งอ่านหนังสือด้วยใจจดจ่อ ผู้ที่มองผ่านท่วงท่าอันหวาดเสียวเท่านั้นจึงจะสำเร็จวิชาได้ สำหรับข้าเื่รักๆใคร่ๆล้วนเป็เพียงลมที่พัดผ่าน แก่นแท้ของวิชาล้วนต้องตีความออกมาอย่างยากเย็น แต่เมื่อสำเร็จวิชาแล้วผลลัพท์ของมันล้วนน่าตกตะลึง ไม่เพียงทำลายปราณยังทำลายแก่นวรยุทธดั้งเดิมจนไม่สามารถใช้ออกได้อีก ฮ่าๆๆข้าคิดว่าไม่มีวิชาอะไรที่จะทำร้ายจิตใจผู้คนได้ดีเช่นนี้แล้ว
แน่นอน!วรยุทธอันล้ำเลิศเช่นนี้ข้าไม่มีทางปล่อยให้ผู้อื่นได้เป็อันขาด...
“หลันเยว่นั่นเ้ากำลังทำอะไร!”
ควับบบ!!
หนังสือประโลมโลกถูกชิงไปต่อหน้าต่อตาโดยสาวรับใช้ร่างใหญ่อาเจียว มันส่งหนังสือเล่มนั้นให้กับคุณหนูของมันได้อ่าน และยามที่คุณหนูใหญ่ได้อ่านนางถึงกับหน้าแดงขึ้นมา
“นี่เ้าเด็กเหลือขอ งานการไม่ทำยังจะกล้านั่งอ่านหนังสืออุจาดตาเช่นนี้ จับนางไปโบย!”
‘เห้อ หนวกหูจริงๆ’ ข้าลุกขึ้นยืนพลางบิดี้เีไปมา
“หลันเยว่เ้าลูกคนใช้ผู้ต่ำต้อย หากไม่ไปหาบน้ำให้เสร็จวันนี้เ้าจะไม่ได้กินข้าว!”
“ข...ข้ากลัวแล้วคุณหนู ข้าจะรีบทำ”
คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเฟิงชี้หน้าด่าเด็กสาวตัวผอมแห้งด้วยท่าทางเอาเื่ นั่นคือเื่ราวในอดีต
โครม!!!
แต่ครั้งนี้ข้าโยนถังลงพื้นอย่างหน้าตาเฉย ข้าเดินเข้าหาคุณหนูใหญ่ด้วยใบหน้าอันน่าสะพรึงกลัว ข้ารู้ความลับของนางมากมาย เหตุใดครั้งนี้ข้าจึงต้องกลัวนางอีก
“ข้าลาออก!”
“จ...เ้าจะลาออกได้อย่างไร เ้าเป็ทาสของตระกูลเรา”
“ท่านก็ไล่ข้าออกสิคุณหนูใหญ่”
“ห๊ะ!”
“ั้แ่เมื่อไหร่กันที่เ้าเหิมเกริมขนาดนี้หลันเยว่ เ้าไปกินอะไรผิดสำแดงมารึไง!”
หลันเยว่หลี่ตาจนเรียวแหลม ใบหน้าของนางในเวลานี้ยังน่ากลัวกว่าหัวหน้าตระกูลผู้ถูกเรียกว่านายใหญ่เสียอีก
“คราที่แล้วมิใช่ท่านรึที่วางยาน้าสะใภ้สามจนเกือบตาย หากเื่นี้ถูกแพร่งพรายออกไปท่านต้องโดนอะไรน้า!”
คุณหนูใหญ่เฟิงใบหน้าเปลี่ยนเป็ขาวซีด เหงื่อของนางไหลซึมจนเต็มใบหน้านั่นเพราะหัวหน้าตระกูลได้ประกาศแล้วว่าจะลงโทษผู้กระทำผิดขั้นรุนแรงที่สุด
“เช่นนั้นมิใช่ว่าท่านมีสองทางรึ ฆ่าข้าหรือไม่ก็ไล่ข้าออกไปซะ”
นางเดินวนรอบตัวคุณหนูใหญ่ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “หากท่านคิดจะฆ่าข้าละก็ ข้าได้ซ่อนจดหมายสารภาพบาปและความผิดที่ท่านได้ก่อไว้เกือบร้อยเื่ให้ทุกคนในตระกูลได้รับรู้ไว้แล้ว ว่ากันว่าคนตายไม่โกหก ทุกเื่ล้วนสอดคล้องและมีหลักฐาน หากข้าตายไปข้าจะลากท่านไปลงนรกด้วย หรือไม่ก็เพียงไล่ข้าออกไป มอบตำลึงเล็กๆน้อยๆให้ข้าแล้วจากลากันด้วยดี ข้าสาบานว่าความลับเหล่านี้จะติดตัวข้าไปตลอดชีวิต ท่านว่าท่านควรเลือกข้อไหนดีน้า!?”....
เด็กน้อยเดินออกมาพร้อมถุงทองคำในมืออย่างสบายใจ แม้ว่านางจะตัวเล็กและออกจากตระกูลมาก่อนกำหนดถึงสิบกว่าปี แต่นั่นก็มิใช่ปัญหา นางรู้วิธีทำมาหากินแล้วยังล่วงรู้เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้าทั้งหมด นางสามารถทำกำไรจากการค้า หรือแม้กระทั่งเปิดโรงเตี๊ยมเทียมเมฆาเลยก็ย่อมได้ แต่ทว่านางต้องพิจารณให้ดีเสียก่อนเพราะเงินทุนของนางยังถือว่าน้อยเกินไป
‘ข้าควรนำเงินก้อนนี้ไปทำอะไรดีนะ เดินทางไปยังภาคใต้ค้นหากระบี่ในตำนานแล้วเอามาประมูลขายดี หรือว่าเอาไปตุนแร่สำหรับตีอาวุธดีนะ หรือไม่ก็ไปกว้านซื้อสมุนไพรที่กำลังจะขาดตลาด’
นางครุ่นคิดอยู่นาน มันมีหลายอย่างที่นางจะสามารถทำกำไรได้ในระยะเวลาอันสั้น เพียงแต่นางต้องคิดว่าอันไหนจะคุ้มสุด
‘หากเปิดโรงเตี๊ยมเลยแค่นี้คงไม่พอแน่ หรือเอาไปลงทุนหอนางโลม’
หลังจากคิดวิเคราะห์อยู่ครึ่งวันในที่สุดนางก็ตัดสินใจ ได้เสียที
เด็กน้อยเดินเข้าสู่ร้านเครื่องเขียนเป็อันดับแรก…
“เถ้าแก่ มีกระดาษเก่าๆขายรึไม่ ยิ่งเก่ามากหรือมีรอยเืติดยิ่งดี”
นางซื้อกระดาษและดินสอไม้ดินดำแท่งเล็กๆมาสองสามแท่ง ก่อนจะไปนั่งวาดอะไรบางอย่างอยู่ที่ลานวัด