จากเถ้าธุลีหวนคืนสู่บัลลังก์หงสา (จบ)

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 88 ออกไปคุกเข่านอกตำหนัก

            คิดจะทำร้ายข้ามิใช่หรือ? เหยียนอู๋อวี้คิดในใจ กระนั้นขาทั้งสองข้างกลับคุกเข่าลงโดยไม่ลังเลและเอ่ยว่า “แม่นมซูเข้าใจผิดแล้ว ครีมหยกบำรุงผิวที่ไทเฮามอบให้นั้นล้ำค่ายิ่งนัก หม่อมฉันเสียดายจึงไม่อยากใช้กับบาดแผลเพียงเล็กน้อย ยามนี้วางอยู่บนโต๊ะบูชา เพื่อจะได้สวดภาวนาขอบพระคุณในความเมตตาของไทเฮาทุกวันเพคะ!”

            คำพูดของนางจริงใจและไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ทว่าแม่นมซูกลับไม่รามือ “สิ่งของที่ไทเฮาทรงประทานให้ต้องใช้ หากต้องการรำลึกถึงพระเมตตาของไทเฮา เจ้าก็ควรวางสิ่งของมีค่าอย่างอื่นแทน เจ้าเดินประจานบาดแผลบนใบหน้า เห็นได้ชัดว่าเนื่องจากบาดแผลเจ้ายังมีความขุ่นเคืองต่อไทเฮาอยู่ในใจ หรือว่าเจ้าจะให้ไทเฮาทรงทาแผลให้เจ้าด้วยพระองค์เองจึงจะพอใจกระมัง?” 

            เหยียนอู๋อวี้โขกศีรษะทันทีและทูลว่า “กราบทูลไทเฮา คืนนั้นในตำหนักเฟิ่งชัย ไทเฮาทรงกังวลเกี่ยวกับเรื่องของฝ่าบาท จนทำให้หม่อมฉันบาดเจ็บโดยมิได้ตั้งใจ หม่อมฉันไม่เคยคิดขุ่นเคืองอันใดเพคะ และยิ่งรู้สึกสะเทือนใจต่อความรักที่ไทเฮามีให้ฝ่าบาท สาเหตุที่หม่อมฉันมิได้ใช้ครีมหยกบำรุงผิวนั้น ประการแรกเพื่อแสดงความกตัญญูต่อไทเฮาที่ทรงห่วงใย ประการที่สอง เพื่อเตือนสติตนเองว่าต่อไปจะต้องดูแลฝ่าบาทให้ดีกว่านี้ เพื่อมิให้ไทเฮาทรงเป็นกังวลอีก ประการที่สาม เพื่อรำลึกถึงความรักที่ไทเฮาทรงมีต่อบุตรชายของตนเองเพคะ”

            คำพูดของเหยียนอู๋อวี้นั้นจริงใจ สะเทือนอารมณ์ มีเหตุมีผล ยากที่จะหักล้างคำพูดเหล่านั้นได้

            แม่นมซูนิ่งอึ้งพูดไม่ออกครู่หนึ่ง นางอาจไม่คิดเช่นนั้น ทว่านางไม่สามารถหาจุดผิดได้เลย

            ไม่คาดคิดว่าไทเฮาจะกระชากเสียงฮึเย็นชาแล้วมีรับสั่งว่า “ปฏิเสธของขวัญที่ผู้อาวุโสมอบให้ ไม่เพียงไม่เชื่อฟังคำสั่งของอายเจีย ยังกล้าที่จะโต้แย้งเล่นลิ้นเช่นนี้ รีบออกไปคุกเข่านอกตำหนักเดี๋ยวนี้!”

            “เพคะ ไทเฮา ไทเฮา โปรดระงับโทสะ!” เหยียนอู๋อวี้ก้มลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว โขกศีรษะสามครั้งแล้วค่อยๆ ถอยออกไป

            นางรู้ดีว่าไทเฮาจะต้องออกหน้าในเรื่องนี้อย่างแน่นอน ในใจยังกังวลว่าครานี้ตนเองต้องเจ็บตัวอีกเป็นแน่ เมื่อได้ยินว่านางถูกลงโทษด้วยการคุกเข่า นางพลันรู้สึกโล่งใจ

            เมื่อคิดอย่างละเอียดคงเป็นเรื่องเฮ่อเสี่ยวซือเสียมากกว่า ไทเฮาทรงรู้สึกพอพระทัยในเรื่องนี้ จิตใจเบิกบานไม่ต้องการเห็นเลือดจึงมีเมตตาไม่ลงมือหนักกว่านี้

            เหยียนอู๋อวี้มิได้รู้สึกขอบพระทัยไทเฮาเลยสักนิด หนำซ้ำยังรู้สึกรังเกียจสุดขั้น การกระทำในวันนี้ทำให้เหยียนอู๋อวี้เข้าใจว่าเหตุใดไทเฮาจึงประทานครีมหยกบำรุงผิวแก่นาง

            องค์หญิงใหญ่ประทานหญิงงามสองคน ส่งผลให้ไทเฮาทรงเป็นกังวลอย่างยิ่ง นางต้องการใช้เฮ่อเสี่ยวซือผูกมัดหัวใจของซ่งอี้เฉิน ทว่าซ่งอี้เฉินมิได้มาหานางเลยเนื่องจากถูกอู๋เจาหรงวางยาพิษ เมื่อไม่กี่วันก่อนนางมอบตะกร้าดอกไม้ให้ซ่งอี้เฉิน และต่อมาได้ยินจากซูอิ่งว่า ซ่งอี้เฉินสั่งให้เว่ยหรูไห่ปลูกดอกไม้เหล่านั้นในวัง คาดว่าไทเฮาคงทราบเรื่องนี้แล้ว

            ไทเฮากังวลว่าหลังจากซ่งอี้เฉินหายดี นางจะมัดใจเขาได้อีกครั้ง ดังนั้นไทเฮาจึงต้องการใช้ครีมหยกบำรุงผิวทำลายโฉมนางเพื่อให้ซ่งอี้เฉินรังเกียจนาง เปิดโอกาสให้กับเฮ่อเสี่ยวซือ กลับนึกไม่ถึงว่านางจะไม่ได้ใช้มัน

            แผนที่วางไว้สูญเปล่า จะไม่พาลโกรธได้อย่างไร?

            ตามอุปนิสัยของไทเฮา เกรงว่าอีกไม่นานคงต้องลงมือจัดการหญิงงามทั้งสองคนที่องค์หญิงใหญ่ส่งมา การที่นางถูกลงโทษครั้งนี้ถือว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกันแล้ว

            เหยียนอู๋อวี้ค่อยๆ ออกจากตำหนักอี้คุน และคุกเข่าที่หน้าประตู หลังจากนั้นไม่นานนางพลันได้ยินเสียงร้องไห้ดังมาจากห้องโถง เสียงดังหนวกหูยิ่งนัก ครู่หนึ่งเสียงฟาดไม้พลองพลันดังขึ้น ตามที่นางคาดไว้ หญิงงามทั้งสองคนนั้นคงถูกลงโทษอย่างแน่นอน!

            เสียงร้องดังเข้าหูนางไม่หยุด เหยียนอู๋อวี้คุกเข่าหน้าประตูนิ่งไม่ขยับเขยื้อน ทว่าความคิดของนางกลับไม่สั่นคลอนเลยแม้แต่น้อย

            ในเมื่อเข้ามาในวังหลวงแล้ว ควรเตรียมตัวเตรียมใจเช่นนี้ การร้องไห้ร้องขอความเมตตานั้นไร้ประโยชน์

            เพียงแต่ในเวลานี้เหยียนอู๋อวี้พบว่านางประเมินไทเฮาต่ำเกินไป เหตุผลที่ไทเฮาไม่ลงโทษนางหนักไปกว่านี้ คงไม่ใช่เพราะนางไม่ต้องการเห็นเลือด หากแต่เป็นเพราะยามนั้นซ่งอี้เฉินปกป้องนาง ไทเฮาเองก็ยังหวาดกลัวแกมอิจฉาเล็กๆ เกรงว่าหากลงโทษนางมากเกินไป อาจจะทำให้ซ่งอี้เฉินขุ่นเคืองได้

            ไทเฮามิได้กลัวว่าซ่งอี้เฉินจะทำอันใดกับนางหรือสอบถามสาเหตุ ก็เพราะซ่งอี้เฉินเป็นบุตรชายของนาง สตรีผู้ให้กำเนิดย่อมมีจิตใจปกป้องบุตรชายของตนอยู่แล้ว

            เสียงร้องไห้ค่อยๆ เบาลง เหลือเพียงเสียงสะอื้น กระนั้นเสียงไม้ฟาดลงไปยังคงไม่หยุด

            ขณะที่เหยียนอู๋อวี้คิดว่าหญิงงามทั้งสองอาจมีอันตรายถึงชีวิต พลันมีเสียงฝีเท้าเดินเข้ามา นางเงยหน้าขึ้นมองคราหนึ่งแล้วก้มศีรษะลงทันที องค์หญิงใหญ่เป็นแขกผู้มาเยือนตำหนักอี้คุนที่หาได้ยาก สำหรับเสด็จแม่พระองค์นี้ คล้ายว่านางไม่จำเป็นต้องมาให้เห็นหน้าเลยก็ได้ แม้แต่ยามที่องค์หญิงจัดการฮูหยินเหยียนในงานร้อยบุปผาครั้งล่าสุด องค์หญิงก็ไม่เคยมาขอประทานอภัยที่ตำหนักอี้คุนเลย กระทั่งมารยาทที่พึงกระทำทั่วไปก็ไม่เคยเห็นเลยสักครั้ง

            องค์หญิงมาที่นี่ได้ คงเป็นเพราะเรื่องของอาลักษณ์อู๋กระมัง?

            เหยียนอู๋อวี้มีข้อสงสัยอยู่ในใจ ทว่านางยังคงก้มศีรษะแสร้งทำเป็นหมอบกราบ เนื่องจากชุดที่นางสวมใส่คล้ายกับชุดนางกำนัลในวัง องค์หญิงใหญ่เพียงแค่เหลือบมองแผ่นหลังนางและไม่สนใจอีก ก่อนจะให้ขันทีประคองนางเข้าไปในตำหนัก ขณะที่กำลังเดินผ่านประตูเข้าไปในตำหนัก นางพลันเอ่ยเสียงเย็นชาว่า “ไทเฮามีข้อห้ามมากมาย พวกเจ้ารออยู่ด้านนอกเถิด”

            บุรุษผู้หนึ่งตอบรับเสียงเบาพร้อมหยุดอยู่นอกประตู มององค์หญิงใหญ่เดินลับสายตาไป จากนั้นจึงเดินไปหาเหยียนอู๋อวี้

            เหยียนอู๋อวี้ค่อยๆ ยืดตัวคุกเข่าจากท่าหมอบกราบ ได้ยินใครบางคนถามนาง “นางกำนัล เจ้าทำผิดเรื่องอันใดหรือ?”

            เมื่อซูอิ่งได้ยินคำพูดนี้ นางกำลังจะตำหนิคนผู้นั้น เพียงแต่เหยียนอู๋อวี้ห้ามไว้ เหยียนอู๋อวี้หันหน้าไปมองบุรุษผู้นั้น จู่ๆ นางพลันยกยิ้มมุมปาก หากแต่สายตากลับเผยถึงความเศร้าหมอง ทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกเจ็บปวดใจยิ่งนัก

            บุรุษผู้นั้นตกตะลึง ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้โดยไม่รู้ตัวและเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “แม่นาง เจ้าเกิดอันใดขึ้น บอกให้ข้าฟัง ข้าจะช่วยเหลือเจ้า”

            เหยียนอู๋อวี้ก้มหน้ามิได้ใส่ใจในคำพูดนี้ ทว่าบุรุษผู้นั้นกลับสนใจและเอ่ยอย่างกังวล “ข้าเยวี่ยเซิน บิดาข้าเป็นรองเจ้ากรมการคลัง ยามนี้ข้าเป็นแขกขององค์หญิงใหญ่ หากแม่นางมีสิ่งใดคับข้องใจ บอกข้าได้เลย ข้าจะคืนความยุติธรรมให้เจ้า”

            เหยียนอู๋อวี้ยังคงเพิกเฉยและคุกเข่าเงียบๆ มองไปทางห้องโถงหลักของตำหนักอี้คุน

            องค์หญิงใหญ่ก้าวไปที่ประตูห้องโถงใหญ่ของตำหนัก ทำเป็นมองไม่เห็นหญิงงามฝาแฝดที่ยังนอนบนไม้กระดาน จากนั้นเชิดหน้าเดินเข้าไปด้านในโดยไม่รอให้ขันทีส่งเสียง

            เดิมทีไทเฮากำลังสนทนากับคนอื่นเกี่ยวกับเรื่องของเฮ่อเสี่ยวซือ เมื่อไทเฮาเห็นขันทีรีบวิ่งเข้ามา นางเอ่ยจบประโยคพอดีพลันเห็นองค์หญิงใหญ่เดินเข้ามา ไทเฮาค่อนข้างไม่พอใจ ทว่ายังคงระงับความโกรธ พลางแย้มยิ้มตรัสว่า “หมิงชิ่งมาแล้วหรือ?”

            หมิงชิ่งเป็นชื่อตำแหน่งขององค์หญิงใหญ่ นางแย้มยิ้มสดใส เดินเข้ามาย่อกายถอนสายบัวเป็นการทักทาย พลางเอ่ยว่า “เสด็จแม่ต้องการให้ทุกตำหนักมาถวายพระพรทุกวัน หม่อมฉันดูแลอยู่หนึ่งตำหนัก ย่อมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย หม่อมฉันจึงมาถวายพระพร ทว่าหม่อมมาสาย เสด็จแม่โปรดอย่าตำหนินะเพคะ”

            ไทเฮามองรอยยิ้มของนาง ไร้ซึ่งท่าทีโกรธเคือง เนื่องจากโค่นอาลักษณ์อู๋ไปหนึ่งคนก็เท่ากับการตัดแขนของนางไปข้างหนึ่ง ในฐานะผู้ชนะ ไทเฮามีความอดทนเพียงพอต่อผู้พ่ายแพ้ นางคิดในใจว่าหากไม่มีเรื่องสำคัญนางคงจะไม่มาเข้าเฝ้าแน่นอน ครั้งนี้องค์หญิงใหญ่ต้องมีเรื่องอันใดเป็นแน่ นางต้องระวังตัว กระนั้นสีหน้ายังคงแย้มยิ้มตรัสว่า “ไฉนจึงได้ทำตัวเกรงอกเกรงใจขึ้นมาได้ ทำให้อายเจียไม่รู้จะตอบเจ้าอย่างไรจริงๆ”

            ไทเฮาทรงรอให้องค์หญิงใหญ่เอ่ยจุดประสงค์ในการเดินทางมาครั้งนี้ ทว่าองค์หญิงใหญ่คล้ายจะไม่รู้ตัว นางกล่าวทักทายสองสามคำ ท่าทางขององค์หญิงแลดูอารมณ์ดีอย่างยิ่ง ในที่สุดนางก็เอ่ยปากพูดว่า “เสด็จแม่ หม่อมฉันไม่ทราบว่าแฝดหญิงงามสองคนนั้นทำผิดอันใดหรือเพคะ โดนทุบตีแต่เช้า ปกติเสด็จแม่ถือศีลสวดภาวนาแทบทั้งวัน และไม่อยากให้ตำหนักอี้คุนต้องแปดเปื้อนโลหิต”


    คล้ายกับเรื่องจากเถ้าธุลีหวนคืนสู่บัลลังก์หงสา (จบ) ที่คุณอ่าน