ตอนที่ 6.1 ฟ้าใหม่ โลกใหม่ ชีวิตใหม่
ซูอันหนิงมองหีบข้าวของที่หวงจื่อเฟยแซ่ซูนำติดตัวมาจากบ้านเดิม นางจำเป็ต้องเรียนรู้สถานการณ์ที่ตนเองกำลังเผชิญอยู่ให้เร็วที่สุด
ในเมื่อไม่อาจกลับโลกเดิมได้ในเร็ววัน เช่นนั้นก็ต้องมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ต่อไปให้ได้เสียก่อน
สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับนางคือ… นางกลายมาเป็คนของราชวงศ์แล้ว
เพียงคำว่า พระชายาในองค์ชายรอง ก็ทำให้นางรู้สึกเหมือนยืนอยู่ริมขอบผา ก้าวพลาดเมื่อใดก็อาจกลายเป็ร่างไร้ิญญาเมื่อมั้น
ขวดกระเบื้องสีขาวเรียงรายอยู่ในหีบไม้ใบย่อม เป็หนึ่งในของสำคัญที่เ้าสาวกำชับให้ลี่หนานนำติดตัวมาด้วย ซูอันหนิงหยิบขึ้นมาดูทีละขวด ข้างขวดมีเพียงอักษรตัวเดียว ราวกับเป็อักษรลับที่มีเพียงเ้าของเท่านั้นที่รู้ความหมาย
“หลัว… หยาง… เหอ… จื่อ ?”
ซูอันหนิงหยิบแต่ละขวดขึ้นมาดู ก่อนจะหันไปมองลี่หนานกับชางอิงเป็เชิงถาม
สองสาวใช้ส่ายหน้าเบา ๆ “บ่าวก็ไม่ทราบเ้าคะ เห็นคุณหนู… เอ่อ เห็นหวงจื่อเฟยจัดการหีบนี้ด้วยตัวเอง เป็สมุนไพรสำหรับป้องกันตัว แต่ขวดใดคืออะไรบ้าง บ่าวก็ดูไม่ออก”
ซูอันหนิงนวดคลึงหว่างคิ้ว ก่อนจะปิดหีบแล้วผลักออกไปด้านข้างชั่วคราว นางรู้สึกว่าหากหยิบผิดขวดขึ้นมา คนที่ซวยที่สุดอาจเป็นางเอง
จากนั้นจึงหันไปทางหีบใส่สมบัติทั้งสี่ ม้วนภาพเขียนพู่กัน หนังสือการครองเรือน
แล้วยังมีหนังสือ...ภาพวังวสันต์ ?
นางแอบเปิดขึ้นมาดู พลิกอ่านด้วยด้วยสนใจเพียงไม่กี่หน้าก็ต้องรีบปิดลงทันทีเมื่อเหลือบไปเห็นสีหน้าใของสาวใช้ตัวน้อย
“เอ่อ...นั่นเป็หนังสือที่ฮูหยินใส่ในหีบด้วยตัวเองเลยนะเ้าค่ะ ยังเคยกำชับบ่าวด้วยว่า ถ้าคุณหนูทำไม่เป็...” ลี่หนานพูดขึ้นเบา ๆ
เดิมที่ซูอันหนิงก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่พอได้ฟังคำพูดของลี่หนานใบหน้าก็พลันร้อนผ่าว อดคิดถึงคนที่ต้องมาทำเื่นี้ร่วมกันไม่ได้ แต่พอภาพใบหน้าเ็าองค์ชายรองผุดขึ้น ในใจนางก็สงบราบคาบลงอย่างอย่างน่าประหลาด
เขารูปงามหล่อเหลาปานนั้นแท้ ๆ แต่นางกลับไม่กระตือรือร้นอยากร่วมหอกับเขาแม้แต่น้อย
อาจเป็เพราะนางมาจากยุคนั้น ยุคที่คนรักกันเท่านั้นจึงจะทำเื่นั้นด้วยกันได้
หญิงสาวโยนหนังสือภาพลงไปไว้ใต้ก้นหีบอย่างไม่ลังเล
อีกหีบหนึ่งคือเครื่องดนตรีชิ้นเล็ก มีเซียว ตี้จื่อ และเอ้อหู
นางเลิกคิ้วมองข้าวของทั้งสามหีบอย่างครุ่นคิด ก่อนจะหยิบเอ้อหูขึ้นมา
ปลายนิ้วกดลงบนสายไหม คันชักขนม้าถูกยกขึ้นอย่างแ่เบา เสียงเอ้อหูสั่นะเืกลางอากาศ เสียงทุ้มนุ่มทอดยาวคร่ำครวญราวสายหมอก ซูอันหนิงหลับตาลง บรรเลงบทเพลงหนึ่งจบลงโดยไม่รู้ตัว
แปลกมาก !…
เครื่องดนตรีเหล่านี้ นางไม่เคยเล่นเลยสักครั้งในยุคปัจจุบัน ทว่ายามนี้กลับสามารถบรรเลงได้อย่างไม่ติดขัด ราวกับร่างกายจดจำมันได้เอง
เสียงปรบมือเบา ๆ ดังขึ้นจากสองสาวใช้ ชางอิงยิ้มด้วยใบหน้าเบิกบาน “บ่าวไม่ได้ฟังคุณหนูบรรเลงเอ้อหูนานแล้ว ในที่สุดวันนี้ก็ได้ฟังอีกครั้ง ไพเราะยิ่งนักเพคะ”
ปลายนิ้วที่จับคันชักสั่นเล็กน้อย ทั้งที่บทเพลงจบไปแล้ว
ซูอันหนิงชะงัก รีบวางเอ้อหูลงอย่างลนลาน
แม้แต่ยามนี้ นางก็ยังรู้สึกว่าหัวใจหวิวไหวไม่สร่างซา…
หรือว่าเ้าของร่างนี้… ไม่ได้จากไปไหน !
ความคิดนี้ทำให้ซูอันหนิงขนพองสยองเกล้า ความเศร้าหมองในใจแปรเปลี่ยนเป็ความใจนแทบผมชี้ตั้ง
นางเงยหน้าขึ้น เบิกตากว้างมองสาวใช้ทั้งสอง ดวงตาสั่นไหวเล็กน้อยขณะเอ่ยถามเสียงต่ำ “บอกข้ามา… เขา...หวงจื่อมีสตรีอื่นใช่หรือไม่ ?”
ลี่หนานกับชางอิงอึ้งงันไปพร้อมกัน ริมฝีปากเดี๋ยวอ้าเดี๋ยวหุบ ทว่ากลับไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา
ท่าทางอ้ำอึ้งของลี่หนาน ชางอิง ทำให้ซูอันหนิงกระจ่างแจ้งอยู่ในใจ แววตาของนางสงบนิ่งลงอย่างรวดเร็ว ไม่รอฟังคำตอบจากสาวใช้ นางก็เอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง “ปีนี้เป็ปีอะไร”
ลี่หนานมองหวงจื่อเฟยที่จู่ ๆ ก็เปลี่ยนท่าทีอย่างฉับพลัน ตอบอย่างระมัดระวังว่า “รัชศกหย่งคัง ปีที่สองเพคะ”
หย่งคัง... นี่มันปีแบบใดกัน ?
ซูอันหนิงคิ้วขมวดเป็ปม นางเอียงคอครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะลืมตาขึ้นมา ดวงตาเบิกกว้างแทบถลน เอ่ยถามเสียงสั่น “แล้ว...เอ้อร์หวงจื่อของพวกเ้าชื่ออะไร ?”
ชางอิงรีบกล่าวแก้ทันใด “เป็องค์ชายของหวงจื่อเฟยเ้าค่ะ”
ลี่หนานตอบอย่างระมัดระวังยิ่ง “บ่าวไม่เอ่ยพระนามของท่าน ทุกคนเรียกท่านว่า...เอ้อร์หวงจื่อเ้าค่ะ”
ซูอันหนิงชะงัก หูอื้อไปชั่วขณะ ใบหน้าซีดเผือด
จักรพรรดิหย่งคัง... รัชศกหย่งคัง...
เหตุใดพระนามขององค์จักรพรรดิและชื่อรัชศกนี้จึงเหมือนกับในประวัติศาสตร์เพียงนี้ หากเป็เหตุการณ์เดียวกันจริง องค์ชายรองผู้นั้นจะไม่ถูกปะาทั้งตระกูลหรอกหรือ
นี่ข้า...กลายมาเป็หวงจื่อเฟย ของคนผู้นี้จริงหรือ ?!
ความคิดนี้ช่างน่าในัก ซูอันหนิงตื่นตระหนกจนเหงื่อเย็นกาย ถึงอย่างนั้นนางก็ต้องยืนยันความเป็ไปได้ ด้วยการก้มลงมองชุดที่ตนเองสวมใส่ เมื่อเห็นรูปแบบเสื้อผ้าหนังศีรษะก็พลันชาซ่าน
ทั้งเสื้อ และกระโปรง ล้วนเป็รูปแบบของชุดตรียุคิอย่างไม่ต้องสงสัย
ร่างบางทรุดตัวพังพาบกับเก้าอี้ เหงื่อชื้นเต็มฝ่ามือ
อุตส่าห์เก็บชีวิตหนึ่งกลับมาได้ กลับต้องมารอความตายภายใต้โทษปะาในวันข้างหน้าอยู่อีกหรือ ?
ไม่ได้ จะมานั่งรอความตายแบบนี้ไม่ได้ !
“ข้าจะหย่า !”
ซูอันหนิงโพล่งออกมาอย่างเด็ดเดี่ยว ดวงตาโชนแสงได้ครู่เดียวก็อ่อนลง เมื่อค้นพบความจริงที่น่าเ็ปยิ่งกว่า
นางไม่รู้จักใครในโลกโบราณแห่งนี้แม้แต่คนเดียว !
ทันใดนั้นร่างบางก็ฟุบลงไปนอนพาดอยู่บนโต๊ะ ถ้วยชาที่วางอยู่ข้าง ๆ คว่ำลงโดยไม่รู้ตัว เหล่าสาวใช้อุทานพลางห้ามปรามอุตลุด พากันชะโงกซ้ายขวาด้วยเกรงว่าจะมีคนนอกมาได้ยิน
จูเกาเซวียนชะงักมือที่กำลังจะเปิดประตู คิ้วกระบี่เลิกขึ้น มือค่อยลดลงข้างตัว รอคอยอยู่นานคนด้านในก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีก เขาจึงหมุนตัวเดินออกมา มุ่งกลับไปยังตำหนักหน้า
เห็นเกาเฉินผิงกำลังนั่งเล่นหมากล้อมอยู่กับเหอไห่ในศาลาสุ่ยเซี่ย จึงเปลี่ยนทิศทางจากห้องหนังสือเดินไปที่ศาลาริมน้ำแทน
เกาเฉินผิงมองเห็นผู้เป็นายเดินกลับมาด้วยใบหน้าเรียบตึงก็นึกแปลกใจ
เมื่อครู่ขณะประชุมในห้องหนังสือ จู่ ๆ เสียงเอ้อหูก็ดังขึ้น เป็เสียงครวญคร่ำชวนให้คนฟังเศร้าอาลัยเป็อย่างยิ่ง เหล่าที่ปรึกษาแต่ละคนเหมือนถูกความเศร้าของเสียงดนตรีแบ่งสมาธิออกไป องค์ชายรองจึงสั่งเลิกประชุม ตัวก็เขาลุกจากไป บอกจะไปหยิบของที่เรือนชั้นใน แล้วไฉนจึงกลับมามือเปล่าเล่า ?
เกาเฉินผิงกับเหอไห่ลุกขึ้นต้อนรับ จูเกาเซวียนกดมือลงสองทีเป็สัญญาณให้นั่งลงได้ ขณะเดินไปนั่งที่ตำแหน่งประธาน
“ท่านไปหยิบสิ่งใดหรือ เหตุใดจึงกลับมาเร็วยิ่งนัก” เกาเฉินผิงถามยิ้ม ๆ
จูเกาเซวียนจิบชาอึกหนึ่ง ปลายนิ้วคลึงถ้วยชาอยู่ครู่ใหญ่แววตาใคร่ครวญอย่างจริงจัง
“ข้ารู้สึกว่าหวงจื่อเฟยแปลก วาจาของนางฟังดูประหลาด...”
“เป็เื่ปกติมิใช่หรือ นางความจำเสื่อมนี่นะ” เกาเฉินผิงหันกลับไปวางหมาก
ดวงตาของจูเกาเซวียนลึกซึ้งขึ้น เขาส่ายหน้าพลางเอ่ยช้า ๆ “ความจำเสื่อม แต่ยามลับหลังข้า นางกลับแสดงความไม่พอใจออกมาตรง ๆ”
เกาเฉินผิงเก็บท่าทีล้อเล่นลงไป ถามด้วยสีหน้าจริงจัง “ท่านกำลังจะบอกว่า หวงจื่อเฟยแสร้งความจำเสื่อมหรือ”
“ข้าไม่มั่นใจ อาจจะต้องลองทดสอบดู”