ราชันเทพทมิฬ 4ทิศ

    ตอนที่ 29 – ใต้เงาแห่งหอคอยจักรกล

    แสงอรุณของวันใหม่ทอดเงายาวผ่านกระจกครึ่งวงกลมเหนือผนังห้องพักศิษย์ใหม่ เส้นแสงสีทองส่องกระทบผนังที่ประดับด้วยสัญลักษณ์กลจักรหมุนเวียนช้า ๆ เสียงกลไกในผนังภายในหอพักดัง “คลิ๊ก…คลั๊ก…” อย่างสม่ำเสมอ บ่งบอกว่าเครื่องควบคุมพลังงานยังทำงานอยู่ตลอดเวลา


    หลิงเซียวลืมตาตื่นจากนิทรา แววตาแม้ยังแฝงความเหนื่อยล้า แต่จิตใจกลับแจ่มกระจ่างอย่างประหลาด


    เมื่อคืน…เขาฝันอีกแล้ว


    ฝันถึงกลไกหมุนซ้อนกันนับไม่ถ้วน ฝันถึงหอคอยสูงทะลุเมฆที่ส่องแสงสีฟ้าเรืองรอง และฝันถึง “เงา” บางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้ฐานของมัน


    เขาไม่แน่ใจว่ามันคือความฝัน หรือเป็นเศษเสี้ยวของบางสิ่งที่พยายามจะบอกเขา


    …


    หลิงเซียวสวมเสื้อคลุมสีน้ำหมึกของศิษย์ใหม่ เดินออกจากห้องพักตรงไปยังลานฝึกกลางสำนักตามเสียงระฆังยามเช้า ข้างทางมีศิษย์ใหม่อีกหลายคนที่กำลังทยอยออกจากห้องเช่นกัน รวมถึงเซี่ยหรง ซ่งหลี่ และหลิงจื้อ


    เฟิ่งเหยาเดินเคียงข้างเขา ดวงตานิ่งสงบแต่แฝงความอยากรู้


    “เจ้าดูเหมือนไม่ได้นอนเต็มตื่น”


    “ข้า…ฝันแปลก ๆ” เขาตอบเบา ๆ


    “ฝันว่าอะไร?”


    “ฝันถึงเงาที่ซ่อนอยู่ใต้หอคอยนั้น” เขาชี้ไปยังยอดแหลมสูงที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลออกไป


    เฟิ่งเหยาไม่ตอบในทันที สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย


    “ข้าเคยได้ยินเรื่องเล่า…ว่าที่ฐานหอคอยแห่งนั้น เคยมีเขตต้องห้ามมาก่อน” นางเอ่ยเบา “แต่ไม่มีใครเคยเห็นมันจริง ๆ มานานมากแล้ว”


    “เขตต้องห้าม?” หลิงเซียวพึมพำในใจ


    ⸺


    เมื่อถึงลานฝึก เยว่อี้ยืนรออยู่ที่กลางลานพร้อมกับบุรุษในชุดคลุมสีน้ำเงินเข้มอีกคนหนึ่ง ใบหน้าคมดุ มัดผมขึ้นอย่างเรียบร้อย และพลังปราณรอบตัวนิ่งสนิทจนน่าขนลุก


    “นี่คืออาจารย์หลัวหาน หนึ่งในผู้คุมบทเรียนหลักของสำนัก” เยว่อี้แนะนำ


    หลัวหานกวาดตามองศิษย์ใหม่ทั้งหกอย่างเงียบงัน ก่อนเอ่ยเสียงต่ำ


    “จากนี้ไป—เจ้าจะได้เรียนรู้ทุกสิ่งที่สำนักหมื่นกลจักรยึดถือ ไม่ใช่เพียงกลไก…แต่คือหลักการของความสมดุลระหว่างพลังและสติปัญญา ระหว่างศาสตร์โบราณและความก้าวหน้าของผู้สร้าง”


    จากนั้น เขายกมือขึ้นชี้ไปยังแผ่นหินขนาดยักษ์ที่ตั้งอยู่ท้ายลาน เป็นแผ่นป้ายที่สลักลายเรขาคณิตกลไกสับซ้อน บางส่วนเรืองแสงอ่อนจาง ๆ ตามจังหวะลมหายใจ


    “นี่คือ ‘หินปัญญา’ เครื่องวัดศักยภาพด้านการประมวลผลเชิงกลของแต่ละคน”


    ศิษย์ใหม่คนหนึ่งถามเบา ๆ “ต้องทำอย่างไรขอรับ?”


    หลัวหานเพียงกล่าว “แตะฝ่ามือลงบนหิน…แล้วปล่อยจิตให้มองเห็นความซับซ้อนในใจตนเอง”


    เซี่ยหรงก้าวออกไปก่อน เขาวางฝ่ามือบนหินทันที แสงสีแดงปรากฏขึ้นเจิดจ้าเป็นประกาย “ระดับเจ็ด” ปรากฏบนหิน


    เสียงพึมพำของศิษย์ใหม่คนอื่นเริ่มดังขึ้น


    ซ่งหลี่เป็นคนถัดมา “ระดับแปด” ปรากฏออกมา แสงสีฟ้าเรืองรอง


    หลิงจื้อเดินไปเงียบ ๆ และวางมือลง—แสงสีม่วงเข้มส่องสว่าง และตัวเลข “เก้า” ปรากฏพร้อมกับเสียง “ติ๊ง” แผ่วเบา


    สายตาของหลิงเซียวสั่นไหวเพียงนิด


    ‘ระดับเก้า…?’ เขาพึมพำในใจ


    หลัวหานยิ้มจาง “ศักยภาพของเจ้ามิได้ขึ้นอยู่กับการต่อสู้เพียงอย่างเดียว…แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการ ‘เห็นทะลุ’ กลไกเช่นกัน”


    เมื่อถึงคราหลิงเซียว เขาสูดลมหายใจเข้า ลูบมือเบา ๆ ไปตามผิวหิน แล้ววางมือลงตรงจุดกลางอย่างช้า ๆ


    ในชั่วขณะนั้น ภาพกลไกนับไม่ถ้วนแทรกเข้าสู่จิตสำนึกของเขา—ล้อฟันเฟืองเชื่อมโยงกัน แกนหมุนต้านแรงเสียดทาน ความถ่วงน้ำหนักจำลอง สัญลักษณ์ที่เขาเคยเห็นในห้วงฝันเมื่อวานคืนลอยปรากฏต่อหน้าเขาอีกครั้ง


    ‘นี่มัน…ไม่ใช่แค่แบบจำลอง…แต่มันกำลังสื่อสารกับข้า’


    ป้ายหินเริ่มสั่นไหวเล็กน้อย แสงทองค่อย ๆ ก่อตัวเป็นเส้นสายซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ


    “ระดับสิบ…”


    “ไม่สิ…”


    “สิบ…แต่ไม่เสถียร…” หลัวหานพึมพำเบา ๆ


    แสงจางลงฉับพลัน ป้ายหินหยุดนิ่ง ตัวเลขสิบหายไป เหลือเพียงประกายแสงที่ลอยกระจาย


    หลิงเซียวค่อย ๆ ถอนมือออก ลมหายใจสะดุดไปหนึ่งครั้ง


    ทุกคนมองเขาอย่างแปลกใจ บางคนงุนงง บางคนตื่นกลัว


    เฟิ่งเหยาเดินเข้ามาใกล้ พูดเบา ๆ “เจ้าทำอะไรกันแน่…”


    เขาไม่ตอบ แต่เงยหน้ามองหอคอยจักรกลที่ตั้งอยู่ไกลออกไป


    ที่นั่น…


    มีบางอย่าง…


    บางสิ่งที่กำลัง “จ้องกลับมา” ยังเขาอยู่เช่นกัน