แสงอรุณของวันใหม่ทอดเงายาวผ่านกระจกครึ่งวงกลมเหนือผนังห้องพักศิษย์ใหม่ เส้นแสงสีทองส่องกระทบผนังที่ประดับด้วยสัญลักษณ์กลจักรหมุนเวียนช้า ๆ เสียงกลไกในผนังภายในหอพักดัง “คลิ๊ก…คลั๊ก…” อย่างสม่ำเสมอ บ่งบอกว่าเครื่องควบคุมพลังงานยังทำงานอยู่ตลอดเวลา
หลิงเซียวลืมตาตื่นจากนิทรา แววตาแม้ยังแฝงความเหนื่อยล้า แต่จิตใจกลับแจ่มกระจ่างอย่างประหลาด
เมื่อคืน…เขาฝันอีกแล้ว
ฝันถึงกลไกหมุนซ้อนกันนับไม่ถ้วน ฝันถึงหอคอยสูงทะลุเมฆที่ส่องแสงสีฟ้าเรืองรอง และฝันถึง “เงา” บางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้ฐานของมัน
เขาไม่แน่ใจว่ามันคือความฝัน หรือเป็นเศษเสี้ยวของบางสิ่งที่พยายามจะบอกเขา
…
หลิงเซียวสวมเสื้อคลุมสีน้ำหมึกของศิษย์ใหม่ เดินออกจากห้องพักตรงไปยังลานฝึกกลางสำนักตามเสียงระฆังยามเช้า ข้างทางมีศิษย์ใหม่อีกหลายคนที่กำลังทยอยออกจากห้องเช่นกัน รวมถึงเซี่ยหรง ซ่งหลี่ และหลิงจื้อ
เฟิ่งเหยาเดินเคียงข้างเขา ดวงตานิ่งสงบแต่แฝงความอยากรู้
“เจ้าดูเหมือนไม่ได้นอนเต็มตื่น”
“ข้า…ฝันแปลก ๆ” เขาตอบเบา ๆ
“ฝันว่าอะไร?”
“ฝันถึงเงาที่ซ่อนอยู่ใต้หอคอยนั้น” เขาชี้ไปยังยอดแหลมสูงที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลออกไป
เฟิ่งเหยาไม่ตอบในทันที สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“ข้าเคยได้ยินเรื่องเล่า…ว่าที่ฐานหอคอยแห่งนั้น เคยมีเขตต้องห้ามมาก่อน” นางเอ่ยเบา “แต่ไม่มีใครเคยเห็นมันจริง ๆ มานานมากแล้ว”
“เขตต้องห้าม?” หลิงเซียวพึมพำในใจ
⸺
เมื่อถึงลานฝึก เยว่อี้ยืนรออยู่ที่กลางลานพร้อมกับบุรุษในชุดคลุมสีน้ำเงินเข้มอีกคนหนึ่ง ใบหน้าคมดุ มัดผมขึ้นอย่างเรียบร้อย และพลังปราณรอบตัวนิ่งสนิทจนน่าขนลุก
“นี่คืออาจารย์หลัวหาน หนึ่งในผู้คุมบทเรียนหลักของสำนัก” เยว่อี้แนะนำ
หลัวหานกวาดตามองศิษย์ใหม่ทั้งหกอย่างเงียบงัน ก่อนเอ่ยเสียงต่ำ
“จากนี้ไป—เจ้าจะได้เรียนรู้ทุกสิ่งที่สำนักหมื่นกลจักรยึดถือ ไม่ใช่เพียงกลไก…แต่คือหลักการของความสมดุลระหว่างพลังและสติปัญญา ระหว่างศาสตร์โบราณและความก้าวหน้าของผู้สร้าง”
จากนั้น เขายกมือขึ้นชี้ไปยังแผ่นหินขนาดยักษ์ที่ตั้งอยู่ท้ายลาน เป็นแผ่นป้ายที่สลักลายเรขาคณิตกลไกสับซ้อน บางส่วนเรืองแสงอ่อนจาง ๆ ตามจังหวะลมหายใจ
“นี่คือ ‘หินปัญญา’ เครื่องวัดศักยภาพด้านการประมวลผลเชิงกลของแต่ละคน”
ศิษย์ใหม่คนหนึ่งถามเบา ๆ “ต้องทำอย่างไรขอรับ?”
หลัวหานเพียงกล่าว “แตะฝ่ามือลงบนหิน…แล้วปล่อยจิตให้มองเห็นความซับซ้อนในใจตนเอง”
เซี่ยหรงก้าวออกไปก่อน เขาวางฝ่ามือบนหินทันที แสงสีแดงปรากฏขึ้นเจิดจ้าเป็นประกาย “ระดับเจ็ด” ปรากฏบนหิน
เสียงพึมพำของศิษย์ใหม่คนอื่นเริ่มดังขึ้น
ซ่งหลี่เป็นคนถัดมา “ระดับแปด” ปรากฏออกมา แสงสีฟ้าเรืองรอง
หลิงจื้อเดินไปเงียบ ๆ และวางมือลง—แสงสีม่วงเข้มส่องสว่าง และตัวเลข “เก้า” ปรากฏพร้อมกับเสียง “ติ๊ง” แผ่วเบา
สายตาของหลิงเซียวสั่นไหวเพียงนิด
‘ระดับเก้า…?’ เขาพึมพำในใจ
หลัวหานยิ้มจาง “ศักยภาพของเจ้ามิได้ขึ้นอยู่กับการต่อสู้เพียงอย่างเดียว…แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการ ‘เห็นทะลุ’ กลไกเช่นกัน”
เมื่อถึงคราหลิงเซียว เขาสูดลมหายใจเข้า ลูบมือเบา ๆ ไปตามผิวหิน แล้ววางมือลงตรงจุดกลางอย่างช้า ๆ
ในชั่วขณะนั้น ภาพกลไกนับไม่ถ้วนแทรกเข้าสู่จิตสำนึกของเขา—ล้อฟันเฟืองเชื่อมโยงกัน แกนหมุนต้านแรงเสียดทาน ความถ่วงน้ำหนักจำลอง สัญลักษณ์ที่เขาเคยเห็นในห้วงฝันเมื่อวานคืนลอยปรากฏต่อหน้าเขาอีกครั้ง
‘นี่มัน…ไม่ใช่แค่แบบจำลอง…แต่มันกำลังสื่อสารกับข้า’
ป้ายหินเริ่มสั่นไหวเล็กน้อย แสงทองค่อย ๆ ก่อตัวเป็นเส้นสายซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ
“ระดับสิบ…”
“ไม่สิ…”
“สิบ…แต่ไม่เสถียร…” หลัวหานพึมพำเบา ๆ
แสงจางลงฉับพลัน ป้ายหินหยุดนิ่ง ตัวเลขสิบหายไป เหลือเพียงประกายแสงที่ลอยกระจาย
หลิงเซียวค่อย ๆ ถอนมือออก ลมหายใจสะดุดไปหนึ่งครั้ง
ทุกคนมองเขาอย่างแปลกใจ บางคนงุนงง บางคนตื่นกลัว
เฟิ่งเหยาเดินเข้ามาใกล้ พูดเบา ๆ “เจ้าทำอะไรกันแน่…”
เขาไม่ตอบ แต่เงยหน้ามองหอคอยจักรกลที่ตั้งอยู่ไกลออกไป
ที่นั่น…
มีบางอย่าง…
บางสิ่งที่กำลัง “จ้องกลับมา” ยังเขาอยู่เช่นกัน