บทที่ 130 ปราสาทที่ถูกทำลาย
ดินแดนจอมมารแห่งนี้นั้นกว้างใหญ่ ผู้ปกครองสูงสุดที่ชิว เหวินเจี้ยนเคยรักษาไปนั้นในอดีตเคยแข็งแกร่งกว่านี้และทำให้จอมมารทั้งสิบสามคนเชื่อฟัง
พวกเขาทั้งหมดแยกตัวกันออกไปปกครองดินแดนที่ถูกแบ่งออกอย่างเท่าเทียม มีหลายครั้งที่หลังจากท่านผู้นำสูงสุดนั้นป่วยลง พวกที่เหลือก็ต่างรบรากันเพื่อชิงดินแดนและกองกำลังมาเป็นของตน จนสุดท้ายดินแดนกว้างใหญ่ก็ถูกแบ่งเอาไว้สามส่วน
ส่วนแรกจอมมารลำดับที่หนึ่งเป็นคนดูแล ดินแดนแห่งนั้นไกลโพ้นไปจากที่นี่มากนัก ไม่มีใครกล้าไปยุ่งย่ามกับเขาเพราะพลังที่แข็งแกร่งเกินทัดทาน
ส่วนที่สองนั้นเป็นของจอมมารลำดับที่สองถึงลำดับที่หก ทุกคนตกลงกันแบ่งการปกครอง แต่เพราะซูหยางเป็นหญิงสาวคนเดียวที่ดูจะไว้ใจได้มากที่สุด จึงทำให้นางกลายเป็นผู้นำมานับแต่นั้นมา
ส่วนสุดท้ายเป็นของจอมมารลำดับที่เจ็ดถึงคนสุดท้าย เพราะพลังที่น้อยกว่าลำดับแรกๆ พวกเขาจึงแยกตัวออกมาช่วยกันดูแลดินแดนร่วมกัน ผนึกกำลังเป็นหนึ่งเดียวเพื่อจะยืนหยัด
ซูหยางนั้นพลังน้อยกว่าจอมมารลำดับที่สามหลายเท่านัก นางจึงอดเป็นกังวลไม่ได้ว่าจะสามารถปกป้องบัลลังก์นี้เอาไว้ได้หรือไม่
ไม่ใช่ไม่รู้ว่าจอมมารลำดับอื่นๆ ก็อยากจะปกครอง แต่นางไม่คิดว่าการที่นางชะล่าใจมานานขนาดนี้จะทำให้เรื่องราวบานปลาย สุดท้ายแล้วจอมมารตนอื่นๆ ก็คิดจะโค่นนางแต่แรกแล้ว การเจอดาบนั่นเป็นเหมือนเครื่องเร่งเวลาให้ทุกอย่างเกิดเร็วขึ้น
ซูหยางขมวดคิ้วแน่น นางหันไปหาหนี่เหยาด้วยความกังวลใจแต่พยายามปิดเอาไว้เพราะในยามนี้นางจะต้องเป็นกำลังให้กับคนที่เหลือ เหล่าทหารในปราสาทจะลดกำลังลงมากหากผู้นำยังหวั่นเกรง
หนี่เหยาพยักหน้ารับ เขาหันไปหาซูเหยียนก่อนจะเดินเข้าไปหานาง
"ข้าจะไปช่วยซูหยางต้านพวกมันเอาไว้ก่อน เจ้าช่วยดูแลร่างของชิว เหวินเจี้ยนได้หรือไม่" เอ่ยถามเสียงแผ่วเบาราวกับขอร้อง ซูเหยียนรีบรับปากแม้ว่าชิว เหวินเจี้ยนจะไม่ได้สติและเหมือนจะค่อยๆ ตายลงอย่างช้าๆ ก็ตาม
"ข้าสัญญา" ซูเหยียนกล่าวพร้อมทั้งนั่งลงที่พื้นอย่างรวดเร็ว ทั้งคู่เมื่อเห็นแบบนั้นก็รีบถอยห่างออกมาจากบรเวณนั้นโดยทันที ซูเหยียนไม่ใช่คนใช้เวทย์ที่เก่งกาจ พลังของนางไม่ได้เทียบเท่าเขตแดนศักดิ์สิทธิ์เลยแม้แต่น้อย แต่เพียงพลังเขตแดนเมฆาขั้นเก้าคงเพียงพอ
วงเวทย์ของนางเป็นสีฟ้าเหมือนกับเมฆในยามสาย อักษรที่ดูคุ้นตาทั้งคู่ปรากฏไปรอบห้อง พวกมันไหลไปตามกำแพงและเพดานอย่างรวดเร็วก่อนที่ทั้งห้องจะถูกฉาบด้วยไอเวทย์นั้น
"เวทย์คุ้มครองงั้นหรือ ข้าไม่รู้มาก่อนว่าแพทย์อัจฉริยะจะใช้เวทย์เหล่านี้ด้วย" หนี่เหยาพึมพำอยู่ข้างซูหยาง จอมมารยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจรู้ดีว่าชิว เหวินเจี้ยนจะปลอดภัยตราบใดที่ซูเหยียนยังมีชีวิตอยู่ การจะทำลายเวทย์นี้ได้จำเป็นต้องฆ่าคนสร้างให้ได้ นางจึงวางใจที่จะปล่อยห้องนี้ หญิงสาวเดินออกมาพร้อมทั้งทหารครบอาวุธที่รออยู่ด้านนอก
"เห็นเช่นนั้นซูเหยียนเองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร นางแค่สนใจทางรักษามากกว่าเท่านั้น แต่ผู้รักษาทุกคนก็มีเวทย์และวิชาที่จะป้องกันตัวเองสูงสุดเช่นกัน เป็นบุปฝางามที่ซ่อนหนามคนเอาไว้" ซูหยางกล่าวกับหนี่เหยาที่วิ่งตามมาข้างหลัง
เสียงระเบิดที่เคยดังขึ้นนั้นเงียบไปแล้ว คาดว่าพวกจอมโจรเหล่านั้นคงทุ่มพลังเพื่อพังกำแพงเวทย์ของปราสาทในคราวเดียวแต่ไม่สำเร็จ ซูหยางและคนอื่นๆ เดินไปที่หน้าปราสาท ทิ้งกองกำลังส่วนหนึ่งเอาไว้ด้านในและนอกเพื่อป้องกันคนที่อยู่ด้านใน
ด้านนอกนั้นพลังแข็งแกร่งของซูหยางปกคลุมทั่วปราสาทเอาไว้เพื่อคุ้มภัยอีกชั้นหนึ่ง ถึงบางส่วนจะหลุดเข้ามาได้ คนใต้การปกครองของซูหยางก็จะช่วยกันต่อสู้
นางเงยหน้ามองท้องฟ้าเห็นเงาทะมึนของอะไรบางอย่างเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ หญิงสาวจอมมารหันไปถามทหารของนาง
"นอกเมืองเป็นอย่างไร คนของข้า"
ทหารน้อมคำนับสดับฟังเสียงของเหล่าพวกพ้องที่ออกอยู่ทั่วดินแดน
"น่าแปลกมาเลยขอรับท่านซูหยาง กองกำลังของจอมโจรมิได้ทำร้ายคนในเมืองเลยแม้เพียงคนเดียว ทัพของพวกเขามุ่งตรงมาที่ปราสาทพร้อมกับจอมมารลำดับที่สามและเสกเวททำลายกำแพงเลยขอรับ"
หนี่เหยาและซูหยางหันไปมองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจ แต่อีกใจหนึ่งซูหยางก็ดีใจที่คนของนางไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยตลอดไป ถ้านางพ่ายแพ้คนในเมืองของอยู่ใต้การปกครองของจอมมารลำดับที่สามและนั่นคงเป็นความคิดที่ไม่ดีนัก
นางไม่รู้เลยว่าจอมมารคิดจะทำอะไร
"หากเป็นไปตามภาพนิมิตรของเทพมาร จอมมารลำดับที่สามคงคิดจะเข้ามาชิงดาบศักดิ์สิทธิ์ไปก่อน" ซูหยางพูดขึ้น มองไปรอบกายที่มีทหารมากมายยืนรายล้อมอยู่
"ถ้าเข่นฆ่าคนของเราน่าจะทำให้เรายอมมอบไปง่ายๆ มิใช่หรือ" หนี่เหยาเอ่ยถาม สายตาไม่ได้ละไปจากบรรยากาศดำทะมึน เกราะป้องกันสีม่วงสะเทือนเลือนลั่นเป็นบางครั้งเพราะกองทัพด้านนอกกำลังเสกเวทย์ทำลายมัน ทหารหลายคนหันมามองซูหยางราวกับจะรอฟังคำสั่ง
"ข้าไม่คิดว่าจอมมารลำดับที่สามจะเสียเวลาทำอะไรเช่นนั้น" ซูหยางเผยร่างที่แท้จริง เขาสีดำงอกออกมาจากศีรษะ ดวงตาของนางฉายแววของสัตว์ร้าย พลังเวทรุนแรงแผ่ออกมาจากใต้ฝ่าเท้า เขี้ยวเล็กๆขยายกว้าง "เขาคิดว่าการจะบุกเข้ามานั้นง่ายกว่ายิ่งนัก และการสังหารข้าจักทำให้คนของข้ายินยอมแต่โดยง่าย"
หนี่เหยาขยับออกห่างร่างของจอมมารลำดับที่หกซึ่งดูเหมือนจะเริ่มโกรธแค้น เหมือนการดูแคลนอย่างนัยๆ ว่าเขาสามารถเอาชนะนางได้อย่างง่ายดาย ไกลออกไปสุดขอบฟ้า ร่างของใครคนนั้นก็ดูเหมือนจะสนุกกับการทำลายล้างครั้งนี้ในเมื่อในมือของซูหยางไม่ได้มีดาบไว้ในมือ
ซูหยางแผ่พลังของตนไปยังเกราะป้องกันนั้นอย่างเต็มกำลัง ผู้อยู่เบื้องหลังลอยออกมาด้านหน้า ชายหนุ่มร่างกายใหญ่โตที่มีเขาเช่นเดียวกันกับนางหากแต่พลังต่างกันลิบลับยิ้มเยาะ เขายื่นมือที่มีกรงเล็บออกมา พลังงานความร้อนสีม่วงเข้มข้นก่อตัวอย่างรวดเร็ว จากนั้นซูหยางก็เบิกตากว้างร่างของนางกระเด็นออกไปไกลพร้อมกับเวทย์ป้องกันที่แตกสลาย
ลูกบอลพลังงานนั้นรุนแรงมหาศาล มันทะลุทะลวงปราการใหญ่ที่สุดของซูหยางอย่างไม่มีชิ้นดี หนี่เหยารีบเข้าไปประคองร่างของจอมมารที่กระอักเลือดออกมาเพราะพลังเมื่อครู่ เสียงระเบิดดังกัมปนาทไปทั่วบริเวณ ปราสาทของซูหยางบางส่วนพังทลายลง ทหารวิ่งวุ่นหนีกันไปทั่ว
"พวกมันกำลังบุกเข้ามาขอรับท่าน!"
ซูหยางผลักหนี่เหยาออกให้พ้นทาง จอมมารหญิงลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว นางรีบแผ่พลังออกไปอีกครั้งหวังสร้างเกราะป้องกันให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฉับพลันนั้นเองอาวุธบางอย่างก็พุ่งฝ่าอากาศเข้ามา แม้พลังสีม่วงของซูหยางจะรีบก่อตัวขึ้นเป็นกำแพงอีกครั้งแต่ก็เชื่องช้าเกินไป ทันทีที่เกราะถูกสร้างขึ้นมาใหม่ หอกสีม่วงก็ลอดรูโหว่เล็กๆ นั้นมาได้ก่อนจะพุ่งตรงไปยังหัวของซูหยาง
หญิงสาวจอมมารรีบกระโดดหนีถอยห่าง พลังที่แผ่ไปทั้งหมดนั้นดึงกลับคืนมาเพราะความตกใจ ในจังหวะที่หอกของจามมารลำดับที่สามพุ่งเข้ามา ซูหยางก็เบี่ยงตัวหลบได้ทันท่วงที หอกนั้นมีพิษสงมากกว่าที่คิด มันแยกตัวเองออกเป็นสามอัน หนี่เหยากระโดดเข้าเตะหอกอันแรกออกไปได้ ซูหยางใช้พลังของตนสลายหอกอันที่สองแต่อันสุดท้ายนั้น
ไม่พลาดเป้า...