“โอ้มายก๊อด”
น้ำเสียงประชดประชันสุดๆแค่ได้ยินก็รู้ว่าเป็นไอ้โง่เฉียนตัวตัว ประชดประชันได้เก่งจริงๆ
ทุกคนในที่นี้ยังคงอึ้งตะลึงงันสมองเหมือนระเบิดพร้อมกัน เพราะรับข้อมูลใหม่แทบไม่ไหว แต่ลึกๆ แล้วก็รับรู้ได้ถึงความอาฆาตที่ซ่อนเร้นในเที่ยวบินนี้
กฎเกณฑ์ต่างๆเหมือนจะมีเหตุผล มีโอกาสรอดรำไร
แต่ถ้าไม่ได้สัมผัสมันด้วยตนเองอย่างผมคงเข้าไม่ถึงการสังหารไม่จบไม่สิ้นที่แท้จริง
แต่หากไม่ได้สัมผัสด้วยตนเองไม่ได้ผ่านการฆ่าฟันเป็นระลอกๆการลงมือสังหารเพื่อนร่วมห้องโดยสารอย่างเจ็บปวดในทุกๆ รอบและความสยองจากเสียงสะอื้นของเหล่าผู้รอคอยความตายก่อนหลับใหลก็คงไม่มีทางเข้าใจได้หรอก
เกมแวร์วูฟธรรมดาคงไม่มีทางสร้างความรู้สึกหนักอึ้งเช่นนี้ได้
“คราวนี้สนุกแล้วสิ ทีพูดซะน่ากลัว ตอนนี้ยังไม่เห็นมีใครตายสักคนเลยนี่นา”
นี่มันอะไรกันเนี่ยบรรยากาศน่าอึดอัด
โดยภาพรวมไม่มีใครพูดอะไรต่อ
ทั้งที่หลายคนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่พอเห็นสายตาคนอื่น กลับต้องกลืนคำพูดนั้นลงไปทันที
ไม่มีใครอยากสร้างแรงกระเพื่อมที่อาจทำให้ตนเองต้องกลายเป็นเหยื่อในรอบต่อไปหรอก
คนอย่างเฉียนตัวตัวกับเซี่ยหลิงที่พูดแบบไม่แคร์โลกก็ยังเป็นเพียงส่วนน้อย
คนสองคนนี้นะคนหนึ่งฉลาดเกิน ส่วนอีกคนก็โง่เกิน เลยพูดจาได้อย่างไร้ยางอายแบบนั้น
“เหมือนว่าคุณกัปตันจะทำหน้าที่ของตนเองได้แล้วนะคะความสามารถของคุณสามารถปกป้องคนได้หนึ่งคนในแต่ละรอบใช่ไหม”
ยังไม่ทันเริ่มโหวตก็เป็นไปตามคาด ทุกคนเริ่มเต็มไปด้วยความหวาดระแวง
สายตาการเคลื่อนไหว หญิงนิติเวชคนนั้นมีพรสวรรค์ด้านนี้ใช่เล่นเลยนะ
สุภาษิตกล่าวเอาไว้ชีวิตเปรียบดั่งละคร ทั้งหมดขึ้นอยู่กับทักษะการแสดง
เพราะถ้าฝีมือแย่ล่ะก็จะเล่นให้เนียนก็ยากเกินไป หลายๆ ครั้งมันไม่อาจปิดบังใครได้
“เธอฟังไม่รู้เรื่องรึไงกัน ขนาดฉันยังรู้เลยว่ามันไม่ใช่แบบนั้น!กัปตันทำได้แค่ตรวจสอบสถานะของใครสักคนหลังโหวตเท่านั้นล่ะ ยัยโง่เอ๊ย”
หลังจากเฉียนตัวตัวโดนหญิงนิติเวชเตือนเหมือนท่าทีจะเปลี่ยนไปแบบสุดขั้ว
ผมเข้าใจหัวอกคนที่นิสัยเหมือนพวกลูกเศรษฐีรุ่นใหม่อย่างนี้ดีถ้าจีบสาวไม่ติดก็คงจะหาเรื่องมาแขวะเขาซะหน่อยให้สมใจ ประมาณว่าถ้าผมไม่ได้แล้วคนอื่นก็อย่าหวังเลยว่าจะได้
ความคิดคับแคบแบบนี้บอกเลยว่าเรียกเฉียนตัวตัวว่าพวกสวะยังจะดูดีไปซะอีก
“เหอะๆ”
แม้แต่ชายชราก็อดขำไม่ได้พลางวางมือลงบนบ่าของเฉียนตัวตัว กระซิบกระซาบกับเขาอยู่สองสามคำ
“ฉัน...นี่...”
เหมือนคุณชายเศรษฐีจะเริ่มเอะใจบางอย่างแต่ก็ตรงตามที่หญิงนิติเวชต้องการนั่นแหละเธอเริ่มขยับเข้าใกล้พลางบิดตัวไปมาอย่างมีชั้นเชิง
“แน่นอนค่ะ ฉันไม่ได้พูดถึงความสามารถของกัปตันเสียหน่อย จะว่าไปแล้วเหมือนจะมีแค่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเท่านั้นที่ปกป้องคนอื่นได้ส่วนกัปตันน่ะ นอกจากจะตรวจสอบสถานะของคนแค่ครั้งเดียวแล้วยังมีประโยชน์อะไรอีกนะ”
น้ำเสียงเธอแฝงจังหวะที่ชวนคล้อยตามทำเหมือนพูดไปเรื่อย
แต่ที่จริงผมเดาได้ว่าเธอมองทะลุการเปลี่ยนแปลงในจิตใจของเฉียนตัวตัวอย่างแจ่มแจ้งไปหมดแล้ว
“เธอ เธอคิดจะพูดอะไร”
ท่าทางอับจนของเขาทำให้บรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลงหน่อย
“อย่าคิดนะว่าแค่พูดแบบนี้แล้วจะทำให้พวกเราทะเลาะกันเองได้ ฉัน…ฉันก็แค่มีมุมมองที่ต่างออกไปบ้างแต่ยังไงซะฉันก็อยู่ข้างซางจื้อหย่วนอยู่ดี ไม่ใช่เรื่องที่เธอจะมาแทรกกลางหรอก!”
แต่ถึงแม้จะพูดอย่างนั้นบรรยากาศกลับไม่ผ่อนคลายลงเลย ผมเข้าใจดีว่าสถานการณ์ไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้นการโยนหินถามทางแบบนี้เป็นเพียงเล่ห์เหลี่ยมภายนอกเท่านั้น
แต่ทุกครั้งที่เซี่ยหลิงพูดขึ้นมามักจะมีเจตนาซ่อนเร้นเสมอ ผู้หญิงคนนี้เหมือนจะไม่มีเป้าหมายอะไรจริงจังนักแค่มีรสนิยมประหลาดๆ เท่านั้น แต่แท้จริงแล้วท่าทีและคำพูดของเธอมักจะเผยถึงความตั้งใจบางอย่างเสมอ
“อ้อ ฉันนึกว่าทุกวันนี้จะไม่มีใครดูถูกผู้หญิงแล้วซะอีกนะ...เศร้านะ จริงๆแล้วฉันก็ตั้งใจจะช่วยเรื่องข้อมูลสักหน่อยอยู่หรอก”
“ท้ายที่สุดแล้ว ตอนนี้เราก็ได้ค่ำคืนที่ปลอดภัยมาแล้วฉันว่าแค่มีสมองนิดหน่อยก็น่าจะเข้าใจได้แล้วว่านี่หมายถึงอะไร”
เห็นได้ชัดว่าผู้หญิงคนนั้นมีความต้องการอยู่ในใจ
ทุกคนตั้งแต่ซางจื้อหย่วนผิ่นชวนเซี่ย รวมถึงหลิวเนี่ยนที่ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้วทั้งตัวผมและชายชราที่ประสบการณ์โชกโชน
ล้วนเป็นคนที่มีบทบาทในการวิเคราะห์และมีน้ำหนักในช่วงการลงคะแนนเสียงอย่างน้อยก็เป็นคนกลุ่มหนึ่งที่ยังมีกลยุทธ์บ้าง
ส่วนที่เหลือก็มีแต่คนที่ทักษะในการวิเคราะห์ไม่สูงนักเช่น หวังเฉียง กวนหลิงที่อายุน้อยหรือแม้แต่เจ้าหนูน้อยที่ยังไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์
แต่พวกเขาก็ไม่ใช่คนที่เป็นภาระหรือไร้ประโยชน์ไปเสียทีเดียว
มีเพียงแค่เฉียนตัวตัวและหลิวเนี่ยนที่ก่อนหน้านี้แสดงท่าทีไม่ค่อยดีเท่านั้นที่อาจถูกมองว่าเป็น“ตัวถ่วง” หรือเพื่อนร่วมทีมที่แทบจะไร้ประโยชน์ในเกมนี้
ส่วนตัวผมน่ะเหรอจริงๆ แล้วก็จัดอยู่ในระดับกลางๆ ไม่โดดเด่นอะไรแต่ก็ไม่เลวการแบ่งชั้นแบบนี้อาจดูไม่สำคัญ แต่การเล่นเกมที่มีการฆ่ากันไปมานั้นเพื่ออะไรล่ะ
ผู้คนมากมายที่นั่งหน้าคอมพิวเตอร์หรือนั่งอยู่หน้าโต๊ะล้อมกันเพื่อเล่นเกมปิดตายามค่ำคืนนี้ก็เพื่อหวังจะได้สถานะทางสังคมชั่วคราวจากการเล่นนี่แหละ
บทบาทของตำรวจการใช้เหตุผลอันแยบยล หรือการวางแผนและส่งสัญญาณที่แยบคายทั้งหมดนี้คือเสน่ห์ของเกมและความน่าสนใจที่ทำให้ผู้เล่นได้รับการยอมรับจากผู้อื่น
ผู้เล่นที่เล่นได้ดีเหล่านั้นย่อมลิ้มรสการเป็นที่สนใจไปโดยปริยายได้รับชื่อเสียงและคำพูดยกย่องไปในขณะเดียวกัน
ส่วนคนที่เล่นไม่เก่งก็จะซวยกลายเป็นผู้รับเคราะห์ไปโดยปริยาย เหมือนพวกตัวโกงในละคร
แต่ที่ตลกร้ายก็คือกฎกติกาที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ทางสังคมยังคงอยู่ในเครื่องบินลำนี้เสมอ
มนุษย์น่ะนอกจากจะมีพฤติกรรมที่น่ารังเกียจเพราะต้องการเอาตัวรอดแล้วการที่พวกเขายังรักษาหน้าตนเองไว้จนถึงที่สุดก็เป็นเรื่องที่น่าขบขันไม่แพ้กัน
“อาเมน ขอขอบคุณทูตแห่งพระเจ้าที่มาอยู่เคียงข้างเราเพื่อชี้ทางให้เราใช้แสงสว่างแห่งความศักดิ์สิทธิ์ในการป้องกันพวกมารพระเจ้าจงอยู่กับพวกท่านเถิด”
ตาเฒ่าคนนี้ไม่เบาเลยจริงๆคำพูดสวยหรูแบบนี้หลุดออกมาจากปากเขาได้อย่างลื่นไหลศิลปะการอวยพรแบบนักบวชนี่มันยิ่งกว่าหมอดูข้างทางบ้านเราเสียอีก
“มอง มองฉันทำไม”
พูดจบชายชราก็หันสายตาไปทางหลิวเนี่ยนคนที่กระโดดเข้ามาประกาศตัวเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเป็นคนแรกเจตนาของเขาชัดเจนจนไม่ต้องอธิบายเพิ่ม
ชวิ้งสายตาหลายคู่กลับเบนไปที่ผิงชวนเซี่ย เด็กสาวในชุดกระโปรงลายดอกไม้เพียงยิ้มเล็กน้อยพลางพยักหน้า
“พวกเขาน่าจะมองฉันมากกว่า”
พลังบางอย่างระหว่างทั้งสองเริ่มปะทะกันอย่างมองไม่เห็นน่าสนใจแฮะ แม้แต่บทบาทเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็ยังต้องแย่งกันเสียแล้ว
ไม่รู้จะพูดอะไรดีจริงๆ
ผมเคยเห็นคู่รักที่แสดงตัวเป็นคิวปิดผูกพันกันอยู่ในการโหวตหรือการเคลื่อนไหวต่างๆมามากแล้ว
เห็นนักพยากรณ์ที่โดดออกมาช่วยทุกคนให้เกมจบเร็วขึ้นก็เยอะแต่จะให้บทปกป้องในเกมนี้ออกมาสู้เสี่ยงชีวิตให้คนอื่นนี่สิ ไม่เคยเห็นจริงๆ
บรรดาพวกบ้าบอพวกนี้คงไม่รู้ว่าตามกติกาแล้วเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไม่สามารถป้องกันตนเองได้หากเปิดเผยตัวตนแล้วต่อให้สามารถช่วยคนอื่นได้ในรอบฆ่าก็จะต้องออกจากเกมไปในไม่ช้า
ในที่แห่งนี้หากพลาดพลั้ง ก็จะสูญเสียทุกอย่าง!
“คือ คือว่าความจริงแล้วผมก็...”
เจ้าหนูตัวน้อยหน้าเศร้าใกล้จะร้องไห้เหมือนเขาตั้งใจจะออกมาประกาศตนเองอย่างจริงจัง
แม้จะไม่มีหลักฐานที่หนักแน่นแต่การที่เด็กกล้าทำอะไรแบบนี้ย่อมต้องการการยอมรับจากคนอื่น จะไม่ชมก็ได้แต่อย่าเมินเฉย เพราะมันทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดเหลือเกิน
“ไม่เป็นไร พี่เชื่อเธอนะ”
คำพูดของหญิงสาวยิ่งเหมือนเติมเชื้อไฟเข้าไปในสถานการณ์ตึงเครียดแต่ก็เป็นแค่เหตุการณ์แทรกเข้ามาโดยบังเอิญจุดสนใจหลักของทุกคนยังคงอยู่ที่การยืนยันตัวตนของใครบางคนที่พิสูจน์ได้
“แทนที่จะสนใจเรื่องเล็กน้อย ลองมาคิดถึงสิ่งที่สำคัญกว่านี้ดีกว่าไหม”
ในที่สุดผมก็เอ่ยขึ้นความอึดอัดของบรรยากาศทำให้ผมรู้สึกเหมือนมีคมดาบจ่ออยู่ที่ลำคออย่างไรอย่างนั้น
ผมต้องการยืนยันบางอย่างที่อยู่ในใจด้วยสิ่งที่เป็นรูปธรรม
เพราะการโหวตครั้งนี้อาจพาให้ผมจบลงตรงนี้เช่นกัน!