บันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer

    บทที่ 46 | วิหารแห่งก็อปลิน อูโบโบ 14

            ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่กวีและพวกพ้องกำลังเผชิญหน้ากับอสูรร้ายระดับสี่

            ห่างออกไปทางตะวันออกของทะเลทรายอาวาเลส ณ ที่แห่งนั้นคือที่ตั้งของเมืองซึ่งว่ากันว่างดงามประดุจดังงานวิจิตรศิลป์แห่งยุคสมัยใหม่ 

            มีตึกรามบ้านช่องสูงใหญ่ราวตึกระฟ้าในเมืองลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา 

            ณ ใจกลางจะมีตึกแห่งหนึ่งซึ่งสูงราวสามสิบชั้น ที่แห่งนั้นถูกใช้งานในฐานะศูนย์ใหญ่แห่งสมาคมนักบุกเบิกสากล 

            ห้องปฏิบัติการที่สามสิบสอง ชั้นยี่สิบห้า เวลาสิบสี่นาฬิกายี่สิบเอ็ดนาทีตามเวลาสากล

            “วึ่ด วึ่ด วึ่ด !!”

            เสียงเตือนภัยดังก้องกังวานอย่างต่อเนื่อง ผู้คนราวยี่สิบชีวิตกำลังวิ่งพลุกพล่าน ราวกับขณะนี้กำลังเกิดเหตุสึนามิหรือแผ่นดินไหวหลายสิบริกเตอร์

            “เกิดอะไรขึ้น ?!!” ชายคนหนึ่งได้ก้าวเดินไปหาพนักงานสาว เขาใส่สูทสีดำแลดูมีระเบียบและเป็นทางการ ซึ่งในยามนี้ พนักงานสาวกำลังงุ่นง่านอยู่กับจอคอมพิวเตอร์สี่ถึงห้าจอตรงหน้า พร้อมสองมือเร่งกดลงไปบนแป้นพิมพ์รวดเร็วราวกับเครื่องจักร

            “ขอรายงานค่ะ ตอนนี้ได้เกิดการผันผวนของมานาภายในดันเจี้ยนค่ะ !!” เธอกล่าวด้วยวาจาร้อนรน

            เพียงแต่ว่า สีหน้าของชายใส่สูทกลับได้อิทธิพลในเชิงลบเมื่อสิ้นสุดถ้อยคำของเธอ 

            “ที่ไหน ขอพิกัดที่ชัดเจนด้วย !!” เขาเร่งเอ่ยถาม

            หญิงสาวจึงเร่งตรวจสอบหาข้อมูลโดยเร็วและกล่าว “เหตุเกิดที่ทะเลทรายอาวาเลส พิกัดแกนXคือ151114 และพิกัดแกนYคือ75412ค่ะ !!”

            ดังที่แมรี่เคยกล่าว การวัดและประเมินระดับของดันเจี้ยนสามารถอ้างอิงได้จากระดับความเข้มข้นของมานาที่ดันเจี้ยนดังกล่าวแผ่ขยายออกมา เพียงแต่ว่า จะมีหนึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อระดับความเข้มข้นของมานาเกิดการเพิ่มทวี เรียกกันว่า..

            ‘การผันผวนของมานา’

            โดยปกติแล้ว การผันผวนของมานาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการปลุกผู้พิทักษ์แห่งชั้นลับ ระดับความเข้มข้นของมานาที่เพิ่มขึ้นจากอ้างอิงจากระดับพลังของผู้พิทักษ์ ซึ่งโดยทั่วไปมักจะมีระดับที่เพิ่มขึ้นสูงในระดับสามหรือในระดับขั้นที่เหนือกว่า

            นับตั้งแต่เทคโนโลยีทางด้านดาวเทียมและการวัดระดับมานาถูกนำมาประยุกต์ใช้งาน สมาคมนักบุกเบิกจึงเริ่มทำการเก็บข้อมูลเชิงสถิตินับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ซึ่งหากอ้างอิงจากค่าสถิติ ดันเจี้ยนได้ปรากฏขึ้นบนผืนโลกมาแล้ว581,444ครั้ง และมีเพียง1,211ครั้งที่ดันเจี้ยนเกิดปรากฏการณ์การผันผวนของมานา นับเป็น0.2%จากอัตราส่วนต่อการเกิดดันเจี้ยนนับตั้งแต่มีการเก็บสถิติมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งในทุก ๆ ครั้งที่ปรากฏการณ์นี้ได้เกิดขึ้น กลับมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากถูกเก็บเป็นตัวเลขในเชิงสถิติเช่นเดียวกัน

            ชายผู้สวมสูทสีดำเพ่งสายตาไปยังหน้าจอที่อยู่เหนือศีรษะด้วยสีหน้าเคร่งเครียด 

            “ตอนนี้ดันเจี้ยนเปลี่ยนเป็นระดับอะไร ?” เขาเร่งเอ่ยถาม พลางเฝ้าภาวนาว่าอย่าได้เพิ่มทวีจนมีระดับเกินกว่าสาม

            เมื่อได้ยินคำถาม หญิงสาวจึงมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก “ระดับในตอนนี้.. เปลี่ยนแปลงจากระดับหนึ่ง.. กลายเป็นระดับสี่ค่ะ”

            สีหน้าของชายใส่สูทแปรเปลี่ยนสีไปในชั่วครู่ขณะ “นี่มันแย่มาก” เขากล่าวและเอามือเท้าคางพลางครุ่นคิด

            ซึ่งโดยปกติทั่วไปแล้ว ดันเจี้ยนที่ปรากฏขึ้นบนผืนโลกจะถูกประมูลโดยองค์กรใต้สังกัดของสมาคมนักบุกเบิกในนามของกิลด์ 

            ผู้เข้าร่วมการประมูลจำต้องจดทะเบียนชื่อกิลด์ของตนจึงจะมีสิทธิ์เข้าร่วมได้ตามกฎหมาย เพียงแต่ว่า ด้วยนโยบายว่าด้วยการสร้างประสบการณ์ให้แก่บรรดานักบุกเบิกหน้าใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่มิได้สังกัดอยู่ ณ กิลด์ใด ด้วยเหตุผลดังกล่าว ดันเจี้ยนซึ่งมีระดับสองหรือต่ำกว่าจึงถูกสงวนให้แก่นักบุกเบิกที่มีระดับต่ำกว่าทองคำขั้นที่หนึ่งได้ท้าทายเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์

            “จากสถิติที่เราเก็บมา อัตราส่วนที่การพิชิตดันเจี้ยนระดับสี่จะเกิดผลสำเร็จมีสูงถึง81%” ชายใส่สูทเริ่มกล่าว “เพียงแต่ว่า จากค่าเฉลี่ย การพิชิตจำต้องมีนักบุกเบิกระดับทองคำบริสุทธิ์จำนวนสามคน และนักบุกเบิกระดับทองอีกราวสองกลุ่ม”

            ชายใส่สูทครุ่นคิดอย่างขะมักเขม้น “ไหนดูสิว่ามีกลุ่มใดเข้าร่วมดันเจี้ยนที่เกิดการผันผวนของมานาบ้าง ?” เขาเอ่ยถามเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการคิด

            เมื่อนั้นพนักงานสาวจึงเร่งค้นหาข้อมูลตามมคำสั่งและจึงตอบ “มีอยู่สองกลุ่มค่ะ ทั้งสองล้วนเป็นกลุ่มนักบุกเบิกอิสระไม่ได้สังกัดกิลด์ใด กลุ่มแรกมีจำนวนหนึ่งร้อยสิบคน หัวหน้ากลุ่มมีชื่อว่าเซลฟิส ทูเบอร์ กลุ่มต่อมามีสมาชิกกลุ่มเพียงสี่คน ซึ่งหัวหน้ากลุ่มมีชื่อว่าเซนต์ จอสค่ะ”

            สีหน้าของชายใส่สูทได้เพิ่มทวีความตกใจยิ่งขึ้นไปอีก “รีบส่งข้อมูลของสมาชิกทั้งหมดที่เข้าร่วมมาให้ชั้นด้วย !!” เขาเร่งกล่าวเพื่อสั่งการอีกครั้ง ใช้เวลาราวสองนาทีจึงได้รับข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่แท็บเล็ตส่วนตัวของเขา 

            เขาเร่งเลื่อนดูข้อมูลสมาชิกทั้งหมด และแล้วใบหน้าก็แปรเปลี่ยนสีกลายเป็นความตกตะลึงจนถึงขีดสุดเมื่อใบหน้าของแมรี่ได้ปรากฏขึ้นบนหน้าจอของเขา

             “แย่มากๆ นี่มันจะกลายเป็นเรื่องระดับชาติได้เลยนะเนี่ย !!” เขากล่าวด้วยความลนลาน กระนั้นพนักงานสาวกลับรู้สึกงุนงงฉงนสงสัย แม้จะมีรายชื่อที่น่าประหลาดใจเช่นเซลฟิส ทูเบอร์ ผู้เป็นพี่ชายของกรีดดี้ ทูเบอร์ กระนั้นก็มิใช่เรื่องราวอันใหญ่โตจนสามารถแปรเปลี่ยนเป็นวาระระดับชาติ 

            ทันใดนั้น ชายใส่สูทได้คว้าโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงข้างขวา เร่งเข้ารหัสเพื่อปลดล็อกและใช้งาน เขาเลื่อนไปยังฟังก์ชันการโทร จากนั้นจึงเลื่อนหาหมายเลขอย่างขะมักเขม้น จนในท้ายที่สุดก็หยุดอยู่ ณ หมายเลขหนึ่ง ซึ่งมีนามกำกับหมายเลขว่า..

            ‘ประธานสมาคมนักบุกเบิก อีวาน เฮลเซนเบิร์ก’

            เขาเร่งติดต่อไปยังปลายสายโดยเร็ว

            “สวัสดีครับท่านอีวาน ต้องขออภัยที่รบกวนช่วงเวลาพักในยามบ่ายของท่าน แต่ตอนนี้เรากำลังมีปัญหาใหญ่ครับ” 

            ณ ที่ฟากหนึ่ง ในห้องทำงานขนาดไม่กว้างไม่ใหญ่มาก ปรากฏภาพมือของชายผู้หนึ่งกำลังลูบแมวของตนที่นั่งอยู่บนตัก รูปลักษณ์ภายนอกของเขาเป็นชายร่างกำยำ กระนั้นกลับมีใบหน้าที่แก่หง่อมหากแต่ยังเปี่ยมล้นไปด้วยกำลังวังชา 

            “อืม เข้าใจแล้ว ชั้นอนุญาตให้เธอลงมือได้ตามที่เห็นสมควร” ชายชรากล่าวเมื่อสิ้นสุดการรับฟังเนื้อความจากปลายสายโดยไร้ซึ่งความลังเล

            อีวานตัดสายโทรศัพท์ทิ้งเมื่อสิ้นสุดการว่ากล่าว แววตาของเขาจดจ้องออกไปนอกหน้าต่าง “ดูเหมือนว่าคำทำนายจากร้านขนมปังร้านป้าแก่จะถูกต้องอีกแล้วสินะ แต่ก็หวังว่าจะไม่เกิดเรื่องร้าย ๆ ขึ้นนะ” สีหน้าของเขาช่างนิ่งสงบในขณะที่กล่าว 

            ตัดกลับมาที่อีกฟากหนึ่ง ชายใส่สูทเมื่อวางสายจึงเร่งฝีเท้ากลับไปหาพนักงานสาวและกล่าว “รีบตรวจหานักบุกเบิกที่ทำภารกิจในละแวกห้าไมล์ใกล้ที่เกิดเหตุ หากเป็นนักบุกเบิกระดับเพชรหรือสูงกว่าได้ยิ่งดี และจงมอบภารกิจพิเศษสองอย่าง หนึ่ง ทำการช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้อยู่รอดปลอดภัย และสอง จงปิดดันเจี้ยนที่เกิดการผันผวนของมานาให้เสร็จสิ้น ให้เน้นย้ำพวกเขาว่าภารกิจแรกสำคัญยิ่งกว่าภารกิจที่สอง หากเมื่อใดที่ประเมินแล้วว่ามีความเสี่ยงที่ผู้ประสบภัยจะได้รับอันตราย จงดำเนินภารกิจแรกให้เสร็จสิ้นพร้อมกับละทิ้งภารกิจที่สองและทำการล่าถอยในทันที” 

            สิ้นสุดถ้อยคำของเขา พนักงานสาวกลับแสดงออกถึงสีหน้างวยงงแต่จำต้องตอบรับกลับไป 

            ในความเป็นจริงนั้น องค์หญิงโรสเมเรียจะถูกแทนที่ด้วยตัวตนที่ถูกสร้างขึ้น มีเพียงผู้คนราวหนึ่งหยิบมือจึงจะล่วงรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเธอ 

            ซึ่งหากเป็นกรณีโดยปกติทั่วไป สมาคมนักบุกเบิกมิได้มีสิทธิ์มีเสียงในการสั่งการบรรดานักบุกเบิกมืออาชีพ หน้าที่ของพวกเขามีเพียงสองสิ่ง

            หนึ่ง ลงโทษผู้ซึ่งกระทำผิดกฎ

            สอง ให้การอนุญาตในเรื่องที่ทางนักบุกเบิกทั้งที่สังกัดและไม่สังกัดกิลด์ร้องขอ

            .

            < นี่เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ถึงแม้การช่วยพี่ชายของกรีดดี้จะเป็นเพียงผลพลอยได้ก็ตาม ในกรณีที่การช่วยเหลือล้มเหลว ก็จริงที่ทางสมาคมคงได้มีเรื่องบาดหมางกับกรีดดี้อย่างแน่นอน แต่นั่นเป็นเพียงปัญหาอันเล็กกระจ้อยร่อย สิ่งสำคัญคือชีวิตองค์หญิงโรสเมเรียต่างหาก ในกรณีที่เราไม่สามารถช่วยเหลือพระนางออกมาได้ มีหวังสงครามได้ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งแน่ !! >

            .

            ชายใส่สูทได้ช่างน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทน ซึ่งไม่จำเป็นต้องคาดเดาให้มากความ การช่วยเหลือองค์หญิงโรสเมเรียย่อมมาก่อนเป็นอันดับแรก 

            เขาเฝ้ารอรับฟังผลการตรวจสอบอย่างใจจดใจจ่อ จนกระทั่งในท้ายที่สุด..

            “เจอแล้วค่ะ! มีนักบุกเบิกซึ่งอยู่ในระดับเพชรขั้นที่หนึ่งอยู่ในรัศมีใกล้เคียงค่ะ” พนักงานสาวกล่าว 

            เมื่อนั้นชายใส่สูทจึงไม่เร่งรีรอส่อห้า “แล้วคนคนนั้นเป็นใคร ?!!” 

            “ดิฉันคิดว่าหัวหน้าเองก็รู้จักค่ะ” เธอเริ่มกล่าวในขณะที่แววตาเป็นประกายไปด้วยแสงแห่งความตื่นเต้นและจึงพูดอีกครั้ง “ชายที่ทำให้ทั่วทั้งโลกต้องตกตะลึง ใช้เวลาเพียงหนึ่งปีในการไต่เต้าตนเองและกลายเป็นนักบุกเบิกระดับเพชรขั้นที่หนึ่ง เขาก็คือ..”

            ‘หนึ่งในสามผู้กล้าแห่งอินดูเอลค่ะ !!’

            ณ ช่วงเวลาเดียวกัน ภายในวิหารแห่งก็อปลิน อูโบโบ

            เสียงคำรามของปีศาจร้ายดังก้องไปทั่วทั้งบริเวณ ในขณะที่ทุกคนกลับยังคงตกอยู่ในภวังค์แห่งความน่าสะพรึง เรือนร่างมิอาจเคลื่อนไหวได้ดั่งใจ ประหนึ่งว่าพวกเขากำลังถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนที่มิอาจมองเห็น

            กวีเป็นคนแรกที่ได้สติกลับคืนมา เขาเร่งเหลียวมองซ้ายขวา พบว่าทุกคนยังตื่นตะลึงมิจางหาย “แบบนี้แย่แน่ !!” เขาเปล่งวาจาเพื่อกล่าว แผนการที่วางมากำลังจะสูญเปล่า ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ฝ่ายแรกที่ต้องเริ่มลงมือคือฝั่งของเรเชล เพียงแต่ว่า ด้วยสติสัมปชัญญะที่หลุดลอยไป กว่าที่เธอจะฟื้นคืนสติกลับมาก็คงไม่ทันการณ์

            “ช่วยไม่ได้ แบบนี้ชั้นคงต้องรีบลงมือทำอะไรสักอย่างแล้ว” กวีกล่าวอีกครั้งและเหลียวมองไปที่กามู ทั้งสองพยักหน้าให้แก่กันเป็นการส่งสัญญาณ 

            แต่แล้ว ในทันใดนั้นเพียงไม่กี่วินาทีต่อมา

            “บทสวดภาวนาต่อดาราประจักษ์ บทที่สอง ดาราร่ายรำ !!” เสียงของเรเชลพลันถูกเปล่งขึ้นดังก้องกังวานไปทั่วทั้งบริเวณ ครู่ต่อมา ร่างกายของแมรี่กวีและกามูได้เปล่งประกายแสงสีน้ำตาลอ่อนก่อนจะเลือนหายไป

            “เยี่ยมมากเรเชล !!” กวีกล่าวเพื่อเชยชม โชคยังดีที่เรเชลยังไหวตัวทัน จึงเร่งร่ายมนตร์เพื่อสนับสนุนพวกพ้องตามที่นัดหมายกันไว้จนสำเร็จลุล่วง 

            พลันสิ้นเสียงของเธอ กามูจึงเร่งฝีเท้ามุ่งไปข้างหน้าพร้อมโล่ยักษ์ในมือขวา 

            “เนตรมารแห่งการยั่วยุ !” ทักษะของกามูถูกเรียกใช้งานพร้อมประกายแสงที่ถูกเปล่งขึ้นผ่านดวงตา 

            เมื่อนั้นเสียงคำรามของอินเซก้าจึงเริ่มต้นกู่ก้อง สองเท้าย่ำลงสู่พื้นดินแปรเปลี่ยนเป็นเสียงดังสนั่นไปทั่วห้องโถงมุ่งตรงเข้ามาหากามูด้วยอารมณ์ร้าย

            ทันใดนั้น โล่ฟาเรมสีขาวบริสุทธิ์และโล่ฟาลูสีครามประดุจดังผืนทะเลได้ปรากฏขึ้นและเรียงรายกลายเป็นกำแพงสี่ชั้น

            “ตู้ม ตู้ม ตู้ม !!”

            โล่ทั้งสองชนิดถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดภายในห้าวินาที มิอาจหยุดยั้งการเคลื่อนที่ของมัน ทว่าทุกครั้งที่มันพุ่งเข้าทำลายโล่แต่ละชั้น พื้นดินใต้เท้าของมันจะระเบิดออกในทันใด

            กระนั้นแล้ว ร่างกายของมันกลับทนทานเกินจะเรียกว่าสิ่งมีชีวิต ซึ่งหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป โล่ยักษาที่ตั้งตระหง่านคงแหลกสลายและรายต่อไปก็คือกามู

            อินเซก้ากระหน่ำหมัดเมื่อเข้าถึงตัว ความเร็วและพลังทำลายช่างมากล้นประหนึ่งลูกปืนใหญ่ 

            “โล่ศักดิ์สิทธิ์ ฟาบา !!” เสียงของเรเชลได้ถูกเปล่งขึ้นอย่างกะทันหัน และเมื่อสิ้นสุดถ้อยคำ ปรากฏลูกบาศก์แสงสีทองเข้าปกคลุมรอบกายของกามู พลันปัดป้องทุกกระบวนท่าการโจมตีของราชันแห่งเผ่าก็อปลิน ยืดเยื้อชีวิตของกามูให้อยู่รอดปลอดภัยได้อีกช่วงเวลาหนึ่ง

            “ตู้ม ตู้ม ตู้ม !!” 

            อินเซก้ากระหน่ำหมัดเข้าใส่ลูกบาศก์แสงพร้อมความโกรธซึ่งอัดแน่น กระนั้นพลังทำลายกลับไม่เพียงพอ มิอาจสร้างแม้กระทั่งรอยขีดข่วนให้แก่ทักษะการป้องกันระดับเจ็ด

            “คุกหนามหมื่นเข็ม !!” กามูเปล่งเสียงตะโกนขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับทักษะประจำศาสตร์ที่สองได้ถูกเรียกขานชื่อเพื่อเริ่มต้นใช้งาน ครู่ต่อมา เถาวัลย์ซึ่งรายล้อมไปด้วยหนามทมิฬจึงปรากฏขึ้นจากหน้าดิน เลื้อยไปรอบตัวศัตรูประหนึ่งอสรพิษกำลังเข้าตะครุบเหยื่ออย่างเงียบงันและรวดเร็วจนกระทั่งสามารถพันธนาการเอาไว้ได้ในท้ายที่สุด 

            “แย่ล่ะสิ ทำอะไรสักเร็วเข้ากวี ชั้นหยุดมันได้ไม่นานหรอกนะ !!” กามูกล่าวในขณะที่ศัตรูกำลังทำลายเถาวัลย์ที่เลื้อยพันอยู่รอบกายด้วยเรี่ยวแรงอันมหาศาล

            ถึงกระนั้น เมื่อกามูเหลียวมองไป กลับไม่พบว่ากวีอยู่ ณ ที่แห่งใดภายใต้ระยะสายตาของตนเอง

            ย้อนเวลากลับไปเมื่อราวหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้า

            “ฟังให้ดีล่ะทุกคน หลังจากนี้ผมจะอธิบายหน้าที่และลำดับขั้นตอนของแต่ละคนให้ฟัง” กวีเริ่มกล่าว การวางแผนเสร็จสิ้นและกำลังเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย “ก่อนอื่น เรเชลจะเป็นฝ่ายที่ต้องเริ่มต้นแผนการ เธอจะเรียกใช้งานทักษะดาราร่ายรำเพื่อเพิ่มพลังและความเร็วให้แก่ทุกคน ในขั้นตอนต่อมา คุณกามูจะใช้ทักษะยั่วยุยิ่งยวดเพื่อหลอกล่อศัตรู ซึ่งเมื่อทำได้สำเร็จ พวกเราจะดำเนินแผนการในขั้นต่อไปในทันที”

            ไม่มีผู้ใดคัดค้านในแผนการของกวี

            “หรือก็คือ ผมและคุณกามูจะใช้ทักษะป้องกันเพื่อสร้างกำแพงสี่ชั้นซึ่งจะขวางกั้นระหว่างคุณกามูและศัตรู ในขณะเดียวกัน พวกเราจะวางระเบิดด้วยดินระเบิดต่อเนื่อง ยีลของคุณกามูไว้ด้านหน้าของกำแพงแต่ละชั้น แน่นอนว่าเราจะประเมินศัตรูว่ามีพลังเหนือกว่าพวกเรา ในกรณีที่ดีที่สุด กำแพงทั้งสี่ชั้นคงจะสามารถป้องกันหรือยับยั้งการเคลื่อนไหวของมันได้ และมันจะได้รับบาดเจ็บอย่างมากด้วยผลของแรงระเบิด หรือในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ศัตรูจะทำลายกำแพงทั้งสี่ชั้นและไม่ได้รับบาดแผลใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งหากเป็นกรณีที่สอง รายต่อไปที่ต้องรับการโจมตีของศัตรูก็คือคุณกามู ด้วยเหตุนั้น โล่ศักดิ์สิทธิ์ ฟาบาของเรเชลจะเป็นกำแพงชั้นสุดท้ายที่จะปกปักรักษาชีวิตของคุณกามู ทั้งหมดก็เพื่อถ่วงเวลาจนกว่าแมรี่จะร่ายเวทเสร็จ ทักษะของเธอคือกระสุนปืนใหญ่เพียงลูกเดียวที่พวกเราสามารถหวังพึ่งได้ ซึ่งในขณะเดียวกัน ผมจะคอยอยู่เคียงข้างเพื่อปกป้องพวกเธอในกรณีที่มีผู้พิทักษ์มากกว่าหนึ่งตน”

            ประสบการณ์ได้สอนให้กวีรู้จักระมัดระวังในสิ่งที่มิอาจคาดเดา จากการพิชิตดันเจี้ยนเมื่อครั้งก่อน ตัวเขาเองก็ลืมนึกไปเสียสนิทและคิดว่าศัตรูคงมีเพียงหนึ่ง จนกระทั่งเกือบเอาชีวิตไม่รอดเมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้พิทักษ์ตนที่สอง 

            ถึงกระนั้น ไม่ว่าจะวางแผนมาดีเยี่ยงไร สุดท้ายก็ต้องยอมจำนนต่ออนาคตที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ 

            “อย่างไรก็ตาม” กวีเริ่มปริปากขึ้นมาอีกครั้ง “พวกเราจำต้องเลือกหัวหน้ากลุ่มกันก่อน ในยามที่แผนการทั้งหมดล้มเหลว การแก้สถานการณ์ ณ ที่เกิดเหตุคือสิ่งที่สำคัญที่สุด คนคนนั้นจะต้องมีความหนักแน่นและบารมีมากพอจะสั่งการทุกคนให้อยู่หมัด”

            ในใจของกวีมีแมรี่เป็นตัวเลือกแรก ด้วยนามของเธอ บารมีในฐานะเชื้อพระวงศ์ย่อมสร้างขวัญกำลังใจให้แก่พันธมิตร ถึงแม้จะมิอาจเทียบเคียงด้านประสบการณ์และทักษะระหว่างเธอและกามู ทว่าหากเป็นไหวพริบและปณิธาน แมรี่กลับเป็นหนึ่งคนที่สามารถเรียกได้ว่าอัจฉริยะ

            แต่แล้ว กามูกลับยกมือขึ้น เมื่อนั้นทุกคนจึงเร่งให้ความสนใจ 

            “ชั้นมีคนที่อยู่ในใจอยู่หนึ่งคน”

            “พูดมาสิครับ”

            เมื่อสิ้นสุดคำถามของกวี มุมปากของกามูจึงขยับยกขึ้นสูง แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มและกล่าวด้วยวาจาอันเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ

            “ก็นายยังไงล่ะ”

            กลับมายังช่วงเวลา ณ ปัจจุบัน 

            เสียงคำรามของอินเซก้าได้ก้องกังวานไปทั่วทั้งบริเวณ มันหลุดพ้นจากพันธนาการของคุกหนามหมื่นเข็ม และจึงง้างหมัดขวาออกไปจนสุดแขนเพื่อเข้าจู่โจมลูกบาศก์แสงสีทองอีกครั้งหนึ่ง

            “ดวงเนตรแห่งความหวาดกลัว !” 

            ทักษะของกวีถูกเรียกใช้งาน อินเซก้าหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง กระนั้นกลับมิอาจหยุดยั้งได้เกินไปกว่าสามวินาที เพียงแต่ว่า แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว

            “ฉึบ-”

            เพียงเสี้ยววินาทีเปรียบดังการขยี้ตาเพียงหนึ่งครั้ง กวีได้พุ่งทะยานเข้ามาจากพื้นที่อันว่างเปล่า เงียบเชียบจนไม่มีผู้ใดสังเกต และตัดขาดแขนข้างขวาจนขาดสะบั้นออกจากร่างกายเมื่อหมัดใกล้เข้ากระทบกับลูกบาศก์สีทอง