มิใช่เพียงเหล่ามหาจักรพรรดิแม้แต่เหล่าเซียนอมตะบางส่วนที่ได้รับการชี้นำจากบรรพบุรุษและปู่ทวดของเผ่าพันธุ์ตนต่างก็รับรู้ถึงความแข็งแกร่งของเผ่าพันธุ์พญาปักษากรงเล็บเพลิง หนึ่งในสิบอสูรบรรพกาล
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อครั้งที่รังของพญาปักษากรงเล็บเพลิงได้รับการอัญเชิญปรากฏภาพความน่าสะพรึงกลัวของวิถีแห่งเต๋า
คนทั่วไปอาจจะไม่สนใจสิ่งเหล่านี้แต่เหล่าเซียนอมตะเหล่านั้นหาได้เป็นเช่นนั้นไม่พวกเขารู้ว่านี่มิใช่การสืบทอดจากสุดยอดเซียนอมตะ จึงเตรียมใจไว้บ้างแล้ว
ทว่าก็ยังคงตกตะลึงอยู่ดี
เหล่าราชันเซียนอมตะกระอักเลือดอย่างต่อเนื่องโลหิตสาดกระเซ็นทั่วห้วงอากาศ พญาปักษากรงเล็บเพลิงอาบโลหิตราชันเซียนอมตะ ร่างเงาที่ดูคล้ายเทพและมารได้สร้างความตกตะลึงให้กับเหล่าเซียนอมตะที่อยู่ในที่นั้นทั้งหมด
“ไม่คิดเลยว่าสำนักศึกษาหุนคุนเล็กๆจะเกี่ยวข้องกับการสืบทอดของผู้มีตัวตนในระดับนี้!”
“น่าประหลาดใจยิ่งนัก!”
ความคิดบางอย่างผุดขึ้นมา‘คนธรรมดาไร้ความผิด แต่กลับมีโทษเพราะครอบครองสมบัติล้ำค่า’
“สำนักศึกษาหุนคุนเล็กๆไม่ควรปิดบังความลับของการสืบทอดพญาปักษากรงเล็บเพลิงไว้แต่เพียงผู้เดียว!”
เซียนอมตะผู้แข็งแกร่งตนหนึ่งกล่าวพร้อมกับปลดปล่อยแรงกดดันแห่งวิถีเซียนอันไร้ขอบเขตเหล่ามหาจักรพรรดิที่อยู่ด้านหลังจึงรีบตามมาและเห็นด้วย
“ใช่แล้วสำนักเล็กๆ เช่นนั้น แม้จะมีคนหนุนหลังอยู่บ้างก็เถิด แล้วอย่างไรกัน!”
“พวกเราผนึกกำลังกันและบีบบังคับให้พวกมันมอบความลับของการสืบทอดพญาปักษากรงเล็บเพลิงออกมา!”
“สหายทั้งหลายรีบตัดสินใจเถิดเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของเหล่าศิษย์ในเผ่าพันธุ์ของพวกเรา!”
มีคนหนึ่งกล่าวอย่างตรงไปตรงมาจนแทบจะฉีกหน้ากากออก
“พวกเจ้ามันรังแกกันเกินไปแล้ว!”
เหล่าผู้อาวุโสระดับกึ่งจักรพรรดิของสำนักศึกษาหุนคุนไม่อาจทนได้อีกต่อไปพวกเขาได้ลุกขึ้นเผชิญหน้า ที่นี่คือดินแดนของสำนักศึกษาหุนคุน การที่เหล่าผู้ฝึกตนจากภายนอกเข้ามาก็มากพออยู่แล้วยังจะมาหมายปองความลับของสำนักอีก มิหนำซ้ำยังจงใจมากลั่นแกล้งกันพวกเขาจึงไม่อาจนิ่งเฉยต่อไปได้!
“หึ! ไม่ใช่ว่าพวกข้ารังแกพวกเจ้าแต่เป็นเพราะพวกเจ้าอ่อนแอเกินไป ถึงได้ครอบครองความลับเช่นนี้คนอ่อนแอก็ควรจะมอบมันมาแต่โดยดี มิฉะนั้นจะเกิดหายนะใหญ่หลวง!”
“ความลับของราชันเซียนอมตะพวกเจ้าไม่อาจปกป้องมันไว้ได้ มอบมันมาเสียเถิด!”
เซียนอมตะชุดขาวตนหนึ่งก้าวออกมากล่าว
เขามาจากเผ่าพันธุ์เซียนเก่าแก่ที่แข็งแกร่งและหยิ่งผยองมาก ที่มาของเผ่าพันธุ์เขานั้นยิ่งใหญ่จนน่าหวาดหวั่น
เผ่าพันธุ์เซียนนี้มีปฏิสัมพันธ์กับวิหารเซียนอมตะ และเคยปะทะกับเหล่าเผ่าพันธุ์เซียนชั้นนำอย่างตระกูลเย่และตระกูลกู้มาแล้วสามารถยืนหยัดต่อกรกันได้ พวกเขาไม่เคยเสื่อมถอยและยังคงแข็งแกร่งมาจนถึงทุกวันนี้ พวกเขาปกครองดินแดนสวรรค์อันทรงอำนาจนับสิบแห่ง
เหล่าผู้อาวุโสระดับกึ่งจักรพรรดิของสำนักต่างหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธยังมีบางคนที่ไม่กลัวตายและพยายามก้าวไปข้างหน้า
“ข้าเตือนพวกเจ้าให้มอบความลับออกมาแต่โดยดีอย่าประเมินตนเองสูงเกินไป!”
เขาแสดงท่าทีเย็นชาไม่ใส่ใจที่จะลงมือกับเหล่ากึ่งจักรพรรดิเหล่านี้ เพราะจะทำให้เขาเสียหน้า
ในเวลานี้เอง
ปรากฏกลิ่นอายอันเก่าแก่และเปี่ยมด้วยความรู้สึกแห่งกาลเวลาเสียงอันกึกก้องดังก้องในหูของเหล่าเซียน!
เหล่ามหาจักรพรรดิต่างสั่นสะท้านและหนาวสั่นจนไม่อาจควบคุมได้!
“หึหึ สหายทั้งหลายเชิญมาที่สำนักศึกษาหุนคุนเถิด ข้าได้จัดเตรียมน้ำชาไว้แล้วหวังว่าท่านทั้งหลายจะไม่ปฏิเสธที่จะให้คำแนะนำแก่ข้า!”
“นี่...นี่เป็นกลิ่นอายของสุดยอดเซียนอมตะ!”
“สำนักศึกษาหุนคุนมีสุดยอดเซียนอมตะอยู่ด้วยหรือ”
“เป็นไปไม่ได้!”
เหล่ามหาจักรพรรดิทั้งหลายต่างสงสัยและตกตะลึงหากมีเซียนอมตะอยู่จริง แล้วก่อนหน้านี้พวกเขา...
เหล่าเซียนอมตะต่างหันไปมองเหล่าสุดยอดเซียนอมตะ ซึ่งเป็นผู้อาวุโสของเผ่าพันธุ์เซียนชั้นนำหลายเผ่าพันธุ์ซึ่งคำพูดของพวกเขามีอำนาจอย่างมาก!
“เรื่องนี้เป็นความจริง!”
“ท่านผู้นี้เกรงว่าจะกำลังก้าวไปสู่ระดับนั้น!”
เหล่าเซียนอมตะที่อยู่ในที่นั้นต่างรู้สึกหวาดหวั่นเมื่อได้รับการยืนยันจากสุดยอดเซียนอมตะ พวกเขาจึงรู้สึกยินดีที่ตนเองมิได้ล่วงเกินท่านผู้นั้นของสำนักศึกษาหุนคุน
เซียนอมตะจากเผ่าพันธุ์เซียนนั้นหน้าแดงก่ำกลิ่นอายเมื่อครู่พุ่งเป้ามาที่เขาโดยเฉพาะทำให้พลังเซียนในร่างกายของเขาแทบจะหยุดชะงักลงกลิ่นอายแห่งความตายปกคลุมอยู่ในใจของเขา
ช่างน่าหวาดกลัวยิ่ง!
เมื่อได้รับการยืนยันจากเซียนอมตะ เหล่ามหาจักรพรรดิที่เคยส่งเสียงก่อนหน้านี้ก็รู้สึกกระวนกระวายใจในทันที
มีคนเคยพูดไม่ดีเกี่ยวกับสำนักศึกษาหุนคุน และยังโอ้อวดว่าสำนักศึกษาหุนคุนอ่อนแอเกินไปแค่ลงมือเพียงเล็กน้อยก็สามารถปราบปรามได้แล้ว!
บัดนี้ต่างรู้สึกถึงความหวาดกลัวและกังวลว่าตนเองจะถูกตามมาสะสางบัญชีในภายหลัง
การปรากฏตัวของปิศาจตนนี้ทำให้ผู้แข็งแกร่งหลายคนล้มเลิกความคิดที่ไม่ควรมีอยู่ในใจไป!
ในห้วงอากาศอันว่างเปล่าที่ถูกปกคลุมไปด้วยความโกลาหลซูฉางเซิงเผยสีหน้าที่เข้าใจบางอย่างออกมา
เมื่อครั้งที่เขาเดินทางไปยังถ้ำปิศาจ เขาก็เคยสัมผัสถึงการมีอยู่ของบุคคลผู้นี้อย่างเลือนรางมาแล้ว
เขาไม่แปลกใจที่เซียนอมตะของสำนักจะออกมาทว่านี่มิใช่เวลาที่เขาจะปรากฏตัว
ซูฉางเซิงหรี่ตาลงเล็กน้อยมองไปยังทิศทางของวิหารเซียนอมตะและกล่าวในใจ
“ยัยตัวแสบเหยาเหยา จับคนจากโลกมืดมาแล้วไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำ!”
เมื่ออยู่ในห้วงอากาศว่างเปล่าและมองเห็นทุกสิ่งหากเขาไม่อยากปรากฏตัว ก็ไม่มีผู้ใดสามารถบังคับเขาออกมาได้เขาเพียงเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลง
ซูฉางเซิงกวาดสายตามองไปยังค่ายกลของวิหารเซียนอมตะ และแววตาของเขาก็ฉายแววเย็นชาออกมา
เขาสามารถยืนยันได้ว่าวิหารเซียนอมตะนั้นสมคบคิดกับโลกมืดและร่วมมือกันอย่างลับๆและเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในยุคแห่งความโกลาหล
และดูเหมือนว่าการล่มสลายของพญาปักษากรงเล็บเพลิงจะเกี่ยวข้องกับบรรพบุรุษของวิหารเซียนอมตะด้วย!
“ฮิฮิ เหตุใดหน้าของตาแก่นั่นถึงได้เปลี่ยนไปเหมือนก้นลิงอย่างนั้นเล่า”
กลิ่นอายของสุดยอดเซียนอมตะที่กำลังจะก้าวข้ามขีดจำกัดของสำนักได้แผ่ซ่านออกไปเหล่าเซียนอมตะทั้งหลายต่างหวาดกลัวทว่าบรรยากาศที่เงียบสงัดก็ถูกทำลายลงโดยคำพูดของซูชิงอิ่ง
“ก้นลิงรึ”
“นั่นคือเซียนอมตะเชียวนะเจ้าหนูช่างกล้าพูดจริงๆ!”
“เหมือนมากจริงๆด้วย!”
เหล่าผู้แข็งแกร่งต่างกลั้นหัวเราะไม่กล้าส่งเสียงหัวเราะออกมา ได้แต่ก็หัวเราะอยู่ในใจ
และบางสำนักก็ไม่สนใจที่จะเก็บซ่อนความรู้สึกพวกเขาก็หัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงใจ ตัวอย่างเช่นสุดยอดเซียนอมตะจากตระกูลกู้และตระกูลเย่
“ฮ่าๆเด็กน้อยพูดได้ดี สีหน้าของคนผู้นั้นเหมือนก้นลิงจริงๆ!”
พวกเขามองซูชิงอิ่งด้วยความเอ็นดูยิ่งนักเพราะนางช่างมีอุปนิสัยที่ถูกใจพวกเขาเสียเหลือเกิน!
ซูฉางเกอแอบยกนิ้วโป้งให้น้องหญิง ไม่คิดเลยว่านางจะกล้าพูดเช่นนั้นนั่นคือเซียนอมตะเชียวนะ ระดับสูงกว่าท่านพ่อเสียอีก!
แน่นอนว่าในด้านพลังต่อสู้ท่านพ่อของพวกเขาสามารถบดขยี้เซียนตนนั้นได้ด้วยนิ้วเดียว!
เซียนอมตะผู้นั้นหน้าดำคล้ำและไม่น่าดูเอาเสียเลยเขาจ้องมองซูชิงอิ่งด้วยความโกรธเกรี้ยว
“กระไรเล่าเซียนอมตะยังอยากจะรังแกเด็กน้อยด้วยหรือ ยังมีเกียรติอยู่บ้างหรือไม่”
สุดยอดเซียนอมตะของตระกูลกู้ได้ยืนอยู่ด้านหน้าของซูชิงอิ่ง มองไปยังโดยรอบด้วยความหยิ่งผยองและเยาะเย้ยเซียนอมตะจากเผ่าพันธุ์เซียนที่แข็งแกร่ง
ในเวลานี้มีร่างเงาหนึ่งปรากฏขึ้นด้านหลังของเซียนอมตะตนนั้นซึ่งกลิ่นอายของเขานั้นไม่ด้อยไปกว่าสุดยอดเซียนอมตะของตระกูลกู้เลย
“เผ่าพันธุ์เซียนมิอาจลบหลู่ ตระกูลกู้ของเจ้าต้องการเปิดสงครามเซียนกับเผ่าพันธุ์ข้าเช่นนั้นรึ”
สุดยอดเซียนอมตะตนนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ผู้คนตกตะลึงเขาสวมหมวกใบใหญ่ให้กับคู่ต่อสู้ในทันที
อย่างไรก็ตามในเวลานี้เอง มีหญิงชราคนหนึ่งก้าวออกมาจากตระกูลเย่ซึ่งก็เป็นสุดยอดเซียนอมตะเช่นกัน และปลดปล่อยกลิ่นอายของตนเองออกมา
“สงครามเซียนแล้วอย่างไรเจ้าเรียกวิหารเซียนอมตะมาด้วยก็แล้วกัน”
“นี่พวกเขากำลังจะเปิดสงครามเซียนกันรึ”
“น่ากลัวเกินไปสามสุดยอดเซียนอมตะกำลังเผชิญหน้ากัน บรรยากาศที่นี่ตึงเครียดถึงขีดสุด!”
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียงเพราะคำพูดโดยไม่ตั้งใจของเด็กหญิงคนหนึ่งทว่าก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่สองตระกูลเซียนใหญ่มอบให้แก่ตระกูลซู
ซูชิงอิ่งยังคงอยากจะพูดกระไรบางอย่างแต่ก็ถูกซูฉางเกอรีบเอามือมาปิดปากไว้ เพราะด้วยอุปนิสัยของท่านย่าหากปล่อยให้นางพูดต่อ สงครามคงจะปะทุขึ้นในทันที
หากสามตระกูลเซียนใหญ่เกิดสู้รบกันรวมถึงวิหารเซียนอมตะด้วยก็เพียงพอที่จะส่งผลกระทบต่อโลกแห่งเสวียนหวงเกือบทั้งใบได้เลยทีเดียว
“ทุกท่านหากเช่นนั้นก็หยุดเพียงเท่านี้เป็นอย่างไร”
สุดยอดเซียนอมตะของสำนักกล่าวขึ้นในฐานะที่เป็นคนกลาง พวกเขาไม่ต้องการให้เกิดสงครามเซียนในสำนักเพราะผู้ที่จะได้รับความเสียหายก็คือสำนักศึกษาหุนคุน
ทั้งสองตระกูลใหญ่อย่างตระกูลกู้และตระกูลเย่ต่างยิ้มและกล่าวขึ้นว่า
“แน่นอนอยู่แล้ว!”
พวกเขาเพียงต้องการแสดงความสำคัญที่ตนมีให้แก่ตระกูลซูเท่านั้นมิได้ต้องการที่จะทำสงครามกับวิหารเซียนอมตะหรือเหล่าเผ่าพันธุ์เซียนที่คบหากับวิหารเซียนอมตะอย่างจริงจัง
ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาไม่มีความคิดที่จะต่อสู้กันตั้งแต่แรก เพียงต้องการที่จะกดข่มความโอหังของอีกฝ่ายเท่านั้น!