กะดึก..นึกหลอน

    ออเดอร์หลังเที่ยงคืน ตอนที่ 2 : อัปเดตแผนที่สีเลือด

    ถนนไปหมู่บ้านศิลาโชติไม่อยู่ใน Google Maps แล้ว

    อย่างน้อยแอปปกติก็บอกแบบนั้น สัญญาณ GPS ดับไปตั้งแต่ผมขับพ้นปั๊มน้ำมันร้าง แผนที่สีเทาหายไป เหลือเพียงหน้าจอดำกับเส้นสีแดงใน RiderGo ที่ลากคดเคี้ยวไปข้างหน้าเหมือนเส้นเลือดสด ๆ ผมยึดโทรศัพท์ไว้กับแฮนด์รถ สายตาต้องแบ่งระหว่างถนนลูกรังที่มีหลุมกับเส้นทางบนจอ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไรเดอร์ทุกคนเกลียด เพราะพลาดนิดเดียวก็ล้มได้

    ไรเดอร์ทุกคนมีความสัมพันธ์ประหลาดกับแผนที่ เราเกลียดมันเวลาพาเข้าซอยตัน เกลียดเวลามันบอกให้เลี้ยวเข้าถนนที่มีแต่หมาไล่ เกลียดเวลาลูกค้าปักหมุดผิดแล้วบอกว่า "ตามแผนที่มาเลยค่ะ" แต่สุดท้ายเราก็ต้องเชื่อมัน เพราะถ้าไม่เชื่อ เราจะส่งช้า ถ้าส่งช้า คะแนนจะตก ถ้าคะแนนตก งานจะหาย ชีวิตทั้งชีวิตของคนขับรถสองล้อบางวันจึงถูกฝากไว้กับเส้นสีฟ้าเล็ก ๆ บนหน้าจอ

    คืนนั้น เส้นสีฟ้ากลายเป็นสีแดง และมันไม่ได้บอกชื่อถนน ไม่บอกระยะทาง ไม่บอกเวลาถึงโดยประมาณ มีเพียงลูกศรเล็ก ๆ แทนตำแหน่งรถผมที่ค่อย ๆ เคลื่อนไปในความมืด ถ้าหยุดรถ ลูกศรก็กะพริบเหมือนเตือน ถ้าลดความเร็ว มันจะขึ้นข้อความว่า โปรดรักษาความต่อเนื่องของการจัดส่ง ราวกับถนนไม่ใช่พื้นที่ให้ขับผ่าน แต่เป็นสายพานที่ผมถูกวางไว้แล้วห้ามกระโดดลง

    แจ้งเตือนแชตเด้งขึ้นมา

    "กำลังเข้าสู่เส้นทางศิลาโชติ ห้ามเงยหน้ามองเสาไฟข้างทาง"

    ผมอ่านแล้วรู้สึกต้นคอแข็งขึ้นทันที ข้างหน้ามีเสาไฟต้นแรกตั้งอยู่ริมถนน ไฟสีส้มกะพริบถี่ ๆ จนลายตา ปกติผมจะมองทางไกลเพื่อดูหลุมกับรถสวน แต่กฎบังคับให้ก้มมองเส้นแดง ผมจึงเหลือบแค่พอให้เห็นขอบถนนกับแสงไฟหน้า แล้วกดคางต่ำลง

    เสาไฟต้นนั้นสูงกว่าที่ควรจะเป็น เงาของมันทอดลงมาตัดถนนเหมือนเชือกสีดำขึงอยู่ตรงหน้า ผมเห็นแค่ฐานเสาจากหางตา ฐานปูนแตกร้าว มีดอกไม้แห้งกับธูปหักวางอยู่ข้าง ๆ แบบที่คนมักวางตามจุดเกิดอุบัติเหตุ แต่มีมากเกินไป มากจนดูเหมือนทั้งถนนเคยเป็นที่ตาย ไม่ได้มีเพียงจุดเดียว

    แชตลูกค้าเด้งขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่ข้อความระบบ แต่เป็นชื่อผู้รับออร์เดอร์

    สมชาย ศิลาวงศ์: อย่ามองขึ้นมา

    นิ้วผมเย็นขึ้นทั้งที่กำแฮนด์แน่น ผมอยากถามว่าขึ้นมาที่ไหน แต่กฎข้อแรกของงานนี้เหมือนแผ่ตัวครอบทุกอย่างไว้แล้ว เปิดแชตได้ อ่านได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าควรตอบ

    ตอนรถแล่นผ่านเสาไฟ ลมเย็นวูบลงจากด้านบน

    ผมไม่ได้เงยหน้า แต่กระจกมองข้างขวาทรยศผม มันสะท้อนเงาบางอย่างเกาะอยู่บนเสาไฟ หัวห้อยลง แขนขายาวและงอผิดธรรมชาติ ใบหน้าสีซีดไม่มีรายละเอียดชัด มีเพียงช่องมืดตรงที่ควรเป็นตา ผมรีบเบนสายตากลับมาที่เส้นสีแดง บิดคันเร่งให้รถพุ่งผ่านไป

    หัวใจผมเต้นแรงกว่าเครื่องยนต์

    เสียงอะไรบางอย่างตกลงบนเบาะหลังเบา ๆ

    ตุบ

    รถผมไม่มีเบาะหลังจริง ๆ มีเพียงตะแกรงเหล็กกับกล่องท้ายเล็ก ๆ แต่เสียงนั้นชัดเจนพอให้ไหล่ผมหดเอง ผมไม่หัน ไม่มองกระจก ไม่ขยับมือจากแฮนด์ กล่องท้ายส่งเสียงกรอบแกรบเหมือนมีน้ำหนักกดลงไปแล้วขยับหาที่อยู่

    โทรศัพท์สั่น

    สมชาย ศิลาวงศ์: ถ้ามันติดรถมา อย่าให้มันรู้ว่าคุณรู้

    ผมกัดฟันจนกรามปวด บิดคันเร่งให้เร็วขึ้น ถนนลูกรังสะเทือนจนถุงกระดาษในกระเป๋าเก็บความร้อนกระแทกข้างรถเบา ๆ แต่ของบนกล่องท้ายยังอยู่ น้ำหนักนั้นทำให้ท้ายรถหนักขึ้นเล็กน้อย เหมือนมีเด็กตัวเล็กนั่งซ้อนอยู่โดยไม่จับเอว

    พ้นเสาไฟไปได้ไม่ถึงนาที ซุ้มหมู่บ้านก็โผล่ขึ้นจากหมอกขาว ป้ายชื่อเหล็กผุห้อยเอียง คราบเขม่าดำพาดบนคอนกรีตเหมือนรอยไฟเคยลามขึ้นไปถึงยอดซุ้ม ด้านข้างมีหญิงชราคนหนึ่งยืนกวาดถนนอยู่จริง ๆ เธอหันหลังให้ผม เสื้อคอกระเช้าซีด ผ้าถุงเก่า มือจับไม้กวาดทางมะพร้าวลากกับพื้นดังครืด ครืด

    ผมไม่ทัก ไม่บีบแตร และไม่มองกระจกหลัง

    แต่การไม่ทักคนแก่ที่ยืนกลางถนนตอนกลางคืนยากกว่าที่คิด คนไทยถูกสอนมาให้เกรงใจคนแก่ เห็นใครขวางทางก็ต้องบีบแตรเบา ๆ หรือพูดว่า ขอโทษครับ ขอทางหน่อย มือผมเกือบแตะแตรตามนิสัยหลายครั้ง หญิงชราคนนั้นกวาดช้า ๆ ขวางครึ่งเลนเหมือนตั้งใจให้ผมต้องส่งเสียงขอทาง

    พอรถผมเบี่ยงหลบ เธอหยุดกวาด

    "พ่อหนุ่ม"

    เสียงเรียกเบาและแห้งเหมือนใบไม้ขูดพื้น ผมเกือบตอบครับด้วยอัตโนมัติ แต่กัดลิ้นตัวเองไว้ทัน รถผ่านเธอไปในระยะที่ปลายไม้กวาดเฉียดรองเท้าผม ลมจากร่างเธอเย็นเหมือนอากาศในห้องแช่ศพ

    แชตเด้งขึ้น

    ระบบ: ดีมาก ห้ามสุภาพกับผู้ที่รอให้คุณตอบ

    แต่เสียงกวาดถนนตามมา

    ตอนแรกมันอยู่ด้านข้าง จากนั้นค่อย ๆ ย้ายมาด้านหลัง เสียงครืดถี่ขึ้นเหมือนคนกวาดกำลังวิ่งไล่รถมอเตอร์ไซค์ ผมกัดฟันบิดคันเร่งสุดปลอก เครื่องฮอนด้าเวฟแผดเสียงแห้ง ๆ ถนนใต้ล้อเปลี่ยนจากลาดยางแตกเป็นดินปนกรวด ผมอยากมองกระจกหลังจนแทบเจ็บตา แต่คำว่าห้ามในกระดาษโน้ตติดอยู่ในหัวแน่นกว่าเสียงตามหลัง

    เสียงกวาดหายไปเมื่อผมหักเข้าซอยยี่สิบสี่

    หมู่บ้านข้างในเงียบสนิท บ้านทาวน์เฮาส์สองชั้นเรียงกันเป็นแถว ผนังบางหลังไหม้ดำ บางหลังถล่มครึ่งหนึ่ง เถาวัลย์เลื้อยผ่านหน้าต่างที่ไม่เหลือกระจก ไม่มีเสียงหมา ไม่มีเสียงจิ้งหรีด ไม่มีแม้แต่เสียงลมผ่านต้นไม้ มีเพียงเครื่องยนต์รถผมที่ดังต่อเนื่อง เพราะผมยังไม่กล้าดับ

    บ้านแต่ละหลังมีเลขที่เขียนด้วยสีดำบนแผ่นกระเบื้องหน้ารั้ว แต่หลายเลขซ้ำกันผิดปกติ 12/3 ผ่านไปแล้วครั้งหนึ่ง แล้วกลับมาอีกครั้งหลังเลี้ยวซ้าย 18/6 อยู่ติดกับ 18/6 อีกหลังเหมือนหมู่บ้านถูกคัดลอกแล้ววางทับกันผิดตำแหน่ง บางบ้านมีรองเท้าแตะเก่าวางหน้าประตูครบคู่ บางบ้านมีรถเด็กเล่นอยู่กลางลาน ทั้งหมดถูกเถาวัลย์และฝุ่นคลุมไว้ แต่รู้สึกเหมือนเพิ่งถูกทิ้งไว้เมื่อครู่

    โทรศัพท์ขึ้นข้อความ

    โปรดอย่าเปรียบเทียบเลขบ้านกับความทรงจำของคุณ

    ผมไม่รู้ว่าระบบรู้ได้อย่างไรว่าผมกำลังสงสัย แต่เริ่มเข้าใจแล้วว่าแชตลูกค้าไม่ได้มีไว้ให้ผมสื่อสารกับผู้รับ มันมีไว้สังเกตว่าผมคิดผิดทางหรือกำลังจะทำผิดกฎตรงไหน แล้วเตือนแบบที่ทำให้กลัวมากขึ้นแทนที่จะปลอดภัยขึ้น

    แอปหยุดเส้นทางหน้าบ้าน 44/9

    บ้านหลังนั้นรั้วเหล็กเปิดอ้า ผนังหน้าบ้านไหม้ไปครึ่งซีก ตรงประตูมีชายคนหนึ่งยืนรออยู่ เขาผอมจนเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตดูหลวมเกินตัว ใบหน้าซีกหนึ่งถูกไฟกินจนเนื้อหดติดกระดูก ดวงตาข้างที่เหลือเปิดกว้างและไม่กะพริบ

    ผมจอดรถโดยยังแตะคันเร่งให้เครื่องไม่ดับ ถือถุงกระดาษลงไป ก้มมองแค่ระดับอกของเขา ไม่มองหน้า ไม่มองตา กลิ่นไหม้เก่าลอยออกมาจากตัวเขาเหมือนเสื้อผ้าที่ตากแดดไม่หายกลิ่นควัน

    หน้าบ้านมีคราบเขม่ารูปมือหลายรอยอยู่บนผนัง เหมือนคนในบ้านเคยตะเกียกตะกายออกมาแล้วไม่ทัน ประตูเหล็กดัดหลอมงอเป็นคลื่น บานหน้าต่างชั้นสองแตกหมดทุกบาน แต่ข้างในมีแสงโทรทัศน์สีฟ้ากะพริบอยู่ ทั้งที่บ้านควรไม่มีไฟมาหลายปี เสียงรายการเกมโชว์หัวเราะดังออกมาเบา ๆ จากในบ้าน เสียงคนดูปรบมือปะปนกับเสียงไฟไหม้แตกเปรี๊ยะ ๆ

    ถุงกระดาษในมือผมเริ่มอุ่นขึ้น เหมือนข้างในมีอาหารเพิ่งออกจากเตา ทั้งที่ตอนรับมามันเบาและเย็น ผมก้มมองฉลากอีกครั้ง เห็นชื่อออร์เดอร์เปลี่ยนไปจากเดิม

    เมนู: ข้าวผัดกะเพราหมูกรอบ ไม่ใส่พริก

    หมายเหตุ: เขาเคยสั่งไว้ก่อนแก๊สระเบิด

    ผมไม่อยากรู้ว่าสิ่งที่อยู่ในถุงเป็นอาหารจริงหรืออะไรที่ร้านสะดวกซื้อร้างทำขึ้นเพื่อคนตาย

    "ส่งอาหารเรียบร้อยครับ"

    มือแห้งเย็นคว้าถุงไปจากผมเร็วเกินคาด ปลายนิ้วเฉียดมือผมจนชา เขาขยับปากช้า ๆ

    "ขอบ... คุณ..."

    เขายื่นเหรียญสิบเก่า ๆ มาให้ เหรียญนั้นเย็นเหมือนแช่น้ำแข็งและมีคราบเขียวเกาะตามขอบ ผมรับไว้เพราะกฎไม่ได้ห้าม ทันทีที่เหรียญแตะฝ่ามือ แอปก็ดังขึ้น

    ก่อนผมจะถอย เขาพูดอีกคำหนึ่ง

    "ไฟ..."

    ผมหยุดโดยไม่ตั้งใจ

    "ไฟ... ยัง... ไม่... ดับ..."

    จากในบ้าน เสียงเกมโชว์หยุดลงทันที ความเงียบกางออกเหมือนมีคนปิดผ้าคลุมทั้งหลัง ผมเกือบถามว่าไฟอะไร แต่คำถามติดคออยู่ทันเวลา ผมถอยกลับไปที่รถช้า ๆ ไม่หันหลังให้เขาจนกว่าจะถึงแฮนด์

    บนหน้าจอแชต ข้อความจากสมชายขึ้นมา

    ขอบคุณที่ไม่ถาม

    จัดส่งออร์เดอร์ที่ 1 สำเร็จ

    คะแนนรีวิว: 5.0 ดาว

    รายได้สะสมคืนนี้: 10,000 บาท

    ยอดเงินในแอปเพิ่มจริง ตัวเลขทำให้ผมเกือบลืมหายใจ สิบพันบาทสำหรับออร์เดอร์เดียว ถ้าอีกสี่งานสำเร็จ หนี้ของผมจะหายไปในเช้าเดียว

    ก่อนออกจากหน้าบ้าน ผมเปิดค้นชื่อผู้รับตามนิสัยโง่ ๆ ของคนอยากพิสูจน์ว่ายังมีเหตุผลอยู่ในโลก ข่าวเก่าเด้งขึ้นมาแทบจะทันที

    สมชาย ศิลาวงศ์ เสียชีวิตเหตุแก๊สระเบิด บ้านเลขที่ 44/9 หมู่บ้านศิลาโชติ

    รูปในข่าวคือชายที่เพิ่งรับถุงจากผม

    ข่าวนั้นมีรูปบ้านหลังเดียวกันในสภาพหลังไฟไหม้ นักข่าวยืนหน้ารั้ว รายงานว่าผู้เสียชีวิตคือพ่อบ้านวัยสี่สิบสองปีที่กลับจากกะดึกแล้วอุ่นข้าวกินคนเดียว ก่อนแก๊สระเบิดลามทั้งชั้นล่าง เพื่อนบ้านให้สัมภาษณ์ว่าได้ยินเขาตะโกนขอความช่วยเหลือ แต่ประตูเหล็กดัดติดจากความร้อน ไม่มีใครงัดออกทัน

    ผมอ่านถึงตรงนั้นแล้วนึกถึงคำว่าไฟยังไม่ดับ ขนแขนลุกขึ้นช้า ๆ ไฟในบ้านอาจดับไปห้าปีแล้ว แต่สำหรับเขา มันอาจยังลุกอยู่ทุกคืน รอออร์เดอร์ที่สั่งไว้ก่อนตายมาถึงเสียที

    โทรศัพท์สั่นอีกครั้ง เส้นสีแดงก่อตัวใหม่ ลึกเข้าไปในซอยกว่าเดิม ผมเก็บเหรียญสิบไว้ในกระเป๋าเสื้อ ขึ้นคร่อมรถ และบิดออกจากหน้าบ้านโดยไม่หันกลับไปมอง

    งานนี้จ่ายจริง

    และลูกค้าก็ตายจริง


    เงินหนึ่งหมื่นในแอปทำให้โลกข้างนอกกลับมามีเสียงชั่วครู่ ผมนึกถึงไอ้ท็อป นึกถึงเฮียเชียร นึกถึงหนี้ที่ลดลงได้ทันทีถ้าผมรอดกลับไปกดถอนเงินตอนเช้า แต่พอมองกระจกหน้าจอโทรศัพท์ที่สะท้อนหน้าตัวเอง ผมเห็นแววตาของคนที่เพิ่งขับรถเข้าไปหาคนตายแล้วรับเหรียญจากมือเขา

    ออร์เดอร์แรกผ่านไปแล้วก็จริง แต่เหรียญสิบในกระเป๋าเสื้อเย็นขึ้นเรื่อย ๆ จนเหมือนมันไม่อยากอยู่กับคนเป็นนานนัก และเส้นสีแดงเส้นใหม่ที่ลากลึกเข้าไปในหมู่บ้านก็ดูเหมือนไม่ใช่เส้นทางส่งอาหารอีกต่อไป มันเหมือนเส้นด้ายที่ผูกกับคอผม แล้วค่อย ๆ ดึงเข้าไปหาบ้านหลังถัดไป