ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 86 ศึกสายล่าง วานรปะทะอาชา ตอน ปลาย(ซุนโหวหวัง)

    ตอนนี้เป็นการบรรยายผ่านปากของ

    ซุนโหวหวัง

             

            ความเงียบงันเข้าปกคลุมสนามประลองในชั่วพริบตา ราวกับว่าเสียงโห่ร้องอันกึกก้องเมื่อครู่ถูกกลืนหายไปในห้วงอากาศโดยฉับพลัน

            หลังจากที่พ่อชุนเฟิงใช้ออกด้วยวิชาอันชวนให้ตื่นตะลึง

            “คมทวนตระกูลหม่า ท่าที่ 5 ปราการทวนไร้ขอบเขต”

            ทวนเหล็กกล้าขนาดมหึมานับสิบเล่มผุดขึ้นจากพื้นดินโดยรอบร่างของมัน ต่างส่องแสงเรืองรองสะท้อนแสงอาทิตย์ยามบ่าย

            พลังปราณอันหนาแน่นแผ่ซ่านออกมาจากกายของมันราวกับอ้ายคนนี้กลายเป็นภูผาเหล็กที่ตั้งตระหง่าน มิอาจสั่นคลอนด้วยพลังใด ๆ

            ใบหน้าของพ่อชุนเฟิงยังคงสงบสุขุมเฉกเช่นเคย

            หากแต่ในแววตานั้นแฝงไว้ด้วยความมุ่งมั่นถึงขีดสุด ดวงเนตรของมันจับจ้องมาทางฉันไม่วางราวกับจักอ่านให้ทะลุทุกการเคลื่อนไหว

            แม้นกระทั่งความคิดในห้วงจิต

             

            ฉันแย้มยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย แววตาฉายความพึงใจเมื่อเห็นว่าคู่ต่อสู้เบื้องหน้าตัดสินใจ 'ยอมเอาจริง' กับฉันเสียที

            ครานี้คงได้สนุกกันเสียที

            “ไม่เลว.. ไม่เลวเลยพ่อชุนเฟิง!

            เล่นใหญ่ถึงเพียงนี้ เห็นทีฉันคงต้องตอบรับให้สมเกียรติบ้างแล้วกระมัง”

            ฉันเอื้อนเอ่ยวาจาเสียงดังพอให้อีกฝ่ายได้ยิน แม้นจะอยู่ท่ามกลางความเงียบอันน่าอึดอัดนี้ก็ตามที

            ในวินาทีถัดมา..

            เปลวนิพพานสีขาวบริสุทธิ์ก็เริ่มลุกโชนอย่างรุนแรงรอบกายฉัน

            เปลวไฟขาวพลิ้วระริกดูงดงาม หากแต่แฝงไว้ด้วยพลังแผดเผาทำลายอันมหาศาล รัศมีร้อนระอุที่แผ่ออกมานั้นกดดันจนพื้นสนามรอบตัวเริ่มปรากฏรอยไหม้บาง ๆ

            ควันจาง ๆ ค่อย ๆ ลอยขึ้นจากดินที่เกรียมร้อน ราวกับว่าผืนปฐพีก็มิอาจทานทนต่อพลังของเปลวเพลิงของฉันได้

            เรือนกายของฉันเริ่มเคลื่อนไหวด้วยท่วงท่าอันคล่องแคล่วว่องไว ปานวานรเพลิงที่เพิ่งตื่นจากนิทรา

            “ฤทธิ์กระบองบ้านสกุลซุน กระบวนที่ 3 กำแหงสุดกู่”

            ฉันใช้วิชาเสริมกำลังกาย ส่งผลให้ทุกกิริยาเคลื่อนไหวของฉันทั้งรวดเร็วและดุดันยิ่งขึ้น

            ฉันพุ่งเข้าสู่ปราการทวนของหม่าชุนเฟิงอย่างหาได้ยำเกรง

            เพลิงไฟของฉันกอปรเข้ากับปราณวาโยของมัน ผสมรวมจนเป็นเนื้อเดียว ราวกับพายุเพลิงที่มุ่งโหมกระหน่ำใส่ภูผาโดยมิลังเล

             

            พ่อชุนเฟิงซึ่งเสริมพลังด้วย 'ปราการทวนไร้ขอบเขต' หาได้รั้งรอไม่

            ร่างของอ้ายนั่นกลายเป็นเพียงเงาเลือนราง พุ่งเข้าใส่ฉันด้วยความเร็วเหนือปกติจากท่าร่างประจำสกุล

            ทวนยาวในมือฟาดฟันรัวเสียยิ่งกว่าพายุหมุนไร้จุดสิ้นสุด การโจมตีแต่ละครั้งรุนแรงเสียจนพื้นสนามแตกระแหงเป็นวงกว้าง

            เสียงปะทะที่ดังกึกก้อง ถึงขนาดผู้ชมที่อยู่ใกล้ถึงกับต้องยกมือขึ้นปิดหูด้วยความตื่นใจ

            ท่วงท่าของหม่าชุนเฟิงในยามนี้ เต็มไปด้วยความเด็ดขาดและแน่วแน่ ไม่มีช่องว่างให้ฉันสวนกลับได้ง่าย ๆ มันใช้ออกด้วยวิชาอีกขนาน

            “คมทวนตระกูลหม่า ท่าที่ 4 ทวนอาชาสะบั้นสวรรค์”

            วิชาหลังที่มันใช้ผสานกับพลังเดิมที่คงไว้ มันยิ่งทวีคูณจากปราการเดิม ซัดเข้าใส่ฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

            ทวนของอ้ายชุนเฟิงเสมือนม้าศึกบ้าคลั่ง ที่พร้อมจะเหยียบย่ำทุกสิ่งให้แหลกสลาย

             

            ฉันอาศัยความเร็วและความยืดหยุ่นแห่งท่ากายอันอยู่ในภาวะ 'กำแหงสุดกู่' หลบหลีกและปัดป้องการโจมตีของพ่อชุนเฟิงอย่างว่องไว กระบองปราบมังกรในมือฉันกลายเป็นเพียงเงาเลือน สะบัดรับการโจมตีอันรุนแรงดั่งห่าฝนโปรยได้อย่างแม่นยำ

            ทุกคราที่ทวนของมันกระทบกับกระบองของฉัน จะเกิดประกายไฟดิ้นไปมา เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นไปทั่วทั้งสนามอย่างเสียดหู

             

            แต่เมื่อการโรมรันของเราสองดำเนินมาอีกประเดี๋ยว ฉันก็เห็นช่องว่างที่ฝ่ายนั้นแย้มเผย

            เป็นเพียงชั่วครู่..

            แต่ชัดเจนยิ่งนัก!

             

            เห็นเยี่ยงนี้ฉันฤๅจักปล่อยผ่าน

            “ฤทธิ์กระบองบ้านสกุลซุน กระบวนที่ 8 วานรสะบั้นแหลก”

            ฉันวาดศาสตราอัดพลังแห่งเปลวนิพพานลงสู่กระบองจนเต็มพิกัด ก่อนจักฟาดกระบองปราบมังกรลงบนพื้นสนามประลองอย่างสุดแรง

            เกิดเป็นหลุมยุบขนาดใหญ่ใต้เท้า พลังสะเทือนแผ่กระจายออกไปราวกับแผ่นดินไหว มุ่งตรงเข้าหาพ่อชุนเฟิงที่กำลังจะถึงตัว

             

            อ้ายชุนเฟิงจำต้องชะงักจากการรุก ด้วยถูกแรงสั่นสะเทือนจากกระบวนท่า 'วานรสะบั้นแหลก' ซัดใส่จนเกือบเสียหลัก

            แม้นจักมีปราการทวนโอบล้อมไว้รอบกาย แต่ดูท่าว่ามันยังรู้สึกถึงแรงกระแทกมหาศาลที่แทรกซึมทะลุเข้าไปถึงกระดูก

             

            “ฮ่า ๆ เพียงแค่นี้ยังมิอาจทำให้ทวนของเอ็งกระเด็นไปได้ดอกฤๅ?

            ช่างไม่เร้าใจเสียเลยพ่อ!

            เช่นนั้น..

            ฉันคนนี้จักขอแสดงให้เห็นว่า 'พลังทำลายล้างที่แท้จริง' นั้นเป็นเยี่ยงไร!”

            ฉันหัวเราะกึกก้องด้วยความสาแก่ใจ พลางทอดสายตาไปยังพ่อชุนเฟิงผู้ยังยืนหยัดไม่ถอย

            ฉันหาได้รอให้ฝ่ายนั้นตั้งหลักไม่..

            พลันรวบรวมพลังปราณเปลวนิพพานลงสู่กระบองปราบมังกรอีกครา พร้อมเปล่งเสียงคำรามอันเป็นอัตลักษณ์จำเพาะสกุลพญาวานรออกไปดังก้องไปทั่วสนาม

            “โฮกกกกกกกกกก!”

            เสียงนั้นสะท้อนไปทั่วอัฒจันทร์ จนผู้ชมบางรายถึงกับสะดุ้งด้วยความตื่นตระหนก

            “ฤทธิ์กระบองบ้านสกุลซุน กระบวนที่ 7 บรรพกาลลั่นคำสาป”

            ฉันฟาดกระบองลงสู่พื้นสนามด้วยเรี่ยวแรงอันเกินขีดจำกัด ก่อให้เกิด 'วงแหวนสะท้อน' ประหนึ่งตราประทับวานรโบราณเรืองแสงสีขาวเจิดจ้าที่ผสมรวมด้วยเปลวนิพพาน พุ่งเข้าใส่พ่อชุนเฟิงเสียอย่างจัง

            วงแหวนนั้นแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมพื้นที่โดยรอบร่างของมันทั้งหมด

             

            ฝ่ายนั้นถูกซัดกระเด็นถอยหลังอย่างรุนแรง ปราการทวนรอบกายของมันสั่นคลอนอย่างหนักจนแทบจักแตกเป็นเสี่ยง ๆ และมีรอยไหม้คล้ายตราสัญลักษณ์วานร ปรากฏบนอาภรณ์ของอ้ายคนนั้นอย่างเด่นชัด

            ตราสัญญาลักษณ์นั้น แท้จริงแล้วคือ 'ตราประทับ' ที่เกิดขึ้นจากการถูกขนาน 'บรรพกาลลั่นคำสาป'

            ซึ่งปกติแล้วจักเป็นขนานวิชาที่ใช้ในลง 'ตราทาส' เพื่อติดตามตัว สามารถทำให้ฉันสามารถรู้ได้ว่าคนที่มีตราประทับอยู่แห่งหนใด

            แทบจักมิใช่ขนานวิชาที่ใช้ในการต่อสู้ได้เลย

            ทว่าตราประทับนั่น ฉันได้ใส่เปลวนิพพานลงไป

            ทำให้บนตัวของพ่อชุนเฟิงนั้นลุกอาบไปด้วยเปลวนิพพาน

            หากฉันไม่สลายขนานวิชา..

            เพลิงนั้นก็จักไม่มีวันดับ..

            ยกเว้นพ่อชุนเฟิงจักเก่งกาจเหนือฉัน

             

            แม้นบอบช้ำและมีรอยประทับ

            กระนั้นพ่อชุนเฟิงก็ยังคงยืนหยัดอย่างไม่ย่อท้อ ราวกลับไม่รู้สาในพลังความร้อนของเปลวไฟสีขาวนั้น

            อาจด้วยความดื้อรั้นซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำสกุลพยศอาชา..

             

            พ่อชุนเฟิงสะบัดทวนยาวในมืออย่างว่องไว ปราณธาตุวาโยพร้อมด้วยปราณทวนที่สะสมจาก 'ปราการทวนไร้ขอบเขต' ถูกรวบรวม ณ ปลายทวน จนปรากฏแสงสีฟ้าอ่อนผสมรวบกับแสงสีขาวหม่นหมุนวนรุนแรง

            พลังงานทั้งปวงแน่นขนัดรอการปลดปล่อย

            มันรู้แน่ชัดว่านี่คือโอกาสสุดท้าย

            พ่อชุนเฟิงพุ่งอาศัยสิ่งที่ก่อขึ้นมุ่งพุ่งเข้าหาฉันด้วยความเร็วเหนือขีดจำกัด

            ร่างกายกลายเป็นเพียงเงาเลือนพุ่งทะลุอากาศ พลังทั้งหมดถูกอัดแน่น ณ ทวน เพื่อสำแดงการโจมตีครั้งสุดท้ายที่เกรี้ยวกราดที่สุดในชีวิตของมัน

             

            ฉันเห็นแววตาที่มิยอมพ่ายแพ้ของพ่อชุนเฟิง อ้ายคนนั้นแย้มยิ้มอย่างพึงพอใจ

            ก็คงมิเป็นใดอื่นหากฉันจักทวีความเข้มข้นมากกว่านี้

            “เอาล่ะพ่อ..

            ในเมื่อเอ็งมุ่งมั่นถึงเพียงนี้!

            ฉันจำต้องตอบรับด้วยไม้ตาย ที่จะสลักความทรงจำให้เอ็งไปจนชั่วชีวิต”

            ฉันเอื้อนเอ่ยวาจาด้วยความมั่นใจ

            เงื้อกระบองปราบมังกรขึ้นเหนือศีรษะ เปลวนิพพานสีขาวบริสุทธิ์โหมลุกขึ้นรอบกายอย่างรุนแรง ประหนึ่งเปลวเพลิงมีชีวิตที่เต้นระริกด้วยโทสะ

            พลังงานทั้งมวลในกายวานรเพลิงถูกระดมออกมาใช้จนสุดพิกัด เสียงคำรามแห่งเทพวานรดังก้องไปทั่วสนามประลอง

            รัศมีขาวรุนแรงที่แผ่ซ่านจนบิดเบือนอากาศรอบด้าน ก่อให้เกิดแรงกดดันมหาศาลจนผู้ชมแม้นไกลตาทั่วอัฒจันทร์ยังรู้สึกถึง

            ฉันพุ่งเข้าใส่หม่าชุนเฟิงด้วยความเร็วเหนือกว่าทุกคราที่ผ่านมา

            ร่างของฉันกลายเป็นเส้นแสงสีขาวทะลวงผ่านอากาศไปเบื้องหน้า

            “ฤทธิ์กระบองบ้านสกุลซุน กระบวนที่ 9 วิถีวานร ตีให้ฟ้าจำชื่อ!”

            ฉันฟาดกระบองปราบมังกรลงยังจุดศูนย์กลางของการปะทะด้วยพลังทั้งสิ้น

             

            อานุภาพอันรุนแรงจนฟ้ากัมปนาท เสียงระเบิดแห่งปราณดังก้องกังวานเสียยิ่งกว่าเสียงอัสนีบาต พื้นดินโดยรอบกลายเป็นทะเลเพลิงเปลวนิพพานสีขาวอันลุกโชติช่วง ลมกระโชกแรงแผ่ซ่านไปทั่วอัฒจันทร์

            ทำให้ผู้ชมทั้งหลายต้องยกมือขึ้นบังหน้าด้วยความตื่นตระหนกพร้อมเพรียงกับความร้อนที่แผ่ออกโดยกว้าง

             

            เมื่อควันและเปลวไฟสีขาวบริสุทธิ์ค่อย ๆ จางลง

            ภาพเบื้องหน้าของฉันคือสนามประลองอันพังทลายจนแทบจักไม่เหลือเค้าเดิม

            พื้นสนามเกิดหลุมลึกขนาดมหึมา รอยไหม้และรอยร้าวแตกระแหงแผ่ขยายออกไปโดยรอบ

            พ่อชุนเฟิงยังคงยืนอยู่กลางสนาม..

            แม้นร่างจะทรุดลงคุกเข่าหนึ่งข้าง ทวนในมือมันปักทิ่มพื้นเพื่อพยุงกาย สีหน้าของมันซีดเผือด เหงื่อไหลชุ่มทั่วกายดั่งเพิ่งผ่านศึกหนักมา

            หากแต่ยังสามารถรักษาอาการและท่วงท่าอันสง่างามไว้ได้

            สายตาของอ้ายชุนเฟิงมองมาที่ฉันด้วยความเคารพและยอมรับ

             

            ส่วนฉันยืนหยัดอยู่กลางเปลวไฟสีขาวที่ยังเริงริ้วพลิ้วอ่อน

            กระบองปราบมังกรแนบอยู่ในมือ ใบหน้าของฉันเปื้อนรอยยิ้มแห่งชัยชนะ

            แม้นจักเหนื่อยล้าเล็กน้อยจากการใช้พลังอย่างถึงที่สุด

            ทว่าในแววตาของฉันยังคงเปี่ยมด้วยความมั่นใจและความซุกซนเฉกเช่นเดิม

             

            พ่อชุนเฟิงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองฉัน

            มันยิ้มอย่างอ่อนโยน แต่ใบหน้าสุดแสนเหนื่อยอ่อน

            “ข้า.. ขอยอมแพ้

            ท่านพี่ซุน.. ท่านเก่งกาจสมคำร่ำลือจริง ๆ”

            อ้ายคนนั้นค่อย ๆ ยื่นมือออกมาเพื่อจับมือฉันอย่างให้เกียรติ

             

            “เอ็งเองก็ใช่กระจอก..

            นับเป็นศึกที่สมน้ำสมเนื้อ”

            ฉันกล่าวกลั้วหัวเราะ พลางยื่นมือไปจับมือของพ่อชุนเฟิงอย่างแน่นหนัก

            “อย่างไร..

            เรื่องเรือนบุปผา.. เอ็งยังใคร่รองฤๅไม่?”

            ฉันยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ แฝงไว้ด้วยความเชื่อมั่นอันเปี่ยมล้นในตน

             

            พ่อชุนเฟิงได้แต่ส่ายหัวน้อย ๆ ก่อนที่ฉันจะออกแรงดึงร่างของมันให้ยืนขึ้นอีกครั้ง

            ผู้ชมบนอัฒจันทร์ส่งเสียงโห่ร้องกึกก้องไปทั่วสนาม ประหนึ่งสายลมแห่งชัยชนะที่พัดผ่านท่ามกลางเปลวเพลิงแห่งศึก

            เสียงของผู้คนดังกระหึ่มเสี่ยกว่าประกาศเกียรติคุณให้ฉันอย่างเกรียงไกร

             

            ผู้เฒ่ากรรมการก็ได้ประกาศผลการประลองอย่างเป็นทางการว่า

            “ผู้ชนะได้แก่ซุนโหวหวังแห่งบ้านตระกูลพญาวานร!!

            มันจักเข้ารอบต่อไปในวันพรุ่ง!!

            การประลองสายล่าง คู่ถัดไป

            คิมบีโฮแห่งสำนักดาบเหล็ก ปะทะ อุสางิซากิ แห่งบ้านตระกูลศศะ!

            พักสนามหนึ่งชั่วยาม!!”

             

            ฉันแค่นหัวเราะในลำคอเบา ๆ พลางใช้หลังมือเช็ดเหงื่อซึ่งซึมไหลออกจากปลายคางอย่างเงียบงัน

            “ถึงคราของแม่ซากิแล้ว..

            เธอคงไม่เป็นไรดอกหนา..”

             

            ภาพใบหน้านั้นผุดวาบขึ้นในห้วงคำนึงของฉันโดยไม่ทันตั้งตัว

            ดวงเนตรดื้อรั้นเยี่ยงผู้ไม่ยอมศิโรราบ และท่วงท่ายืนอย่างสง่างาม มิยอมก้มหัวให้ผู้ใดโดยง่าย

            ฉันรู้อยู่เต็มอกว่าเธอเจ็บลึกอยู่ภายใน ฉันก็รู้ว่าแม่ยังมิได้เยียวยาใจจากเรื่องราว 'เมื่อวาน' ได้โดยสิ้นเชิง

            แต่ฉันก็เชื่อมั่นว่าคนอย่าง 'อุสางิซากิ'

            หาใช่ผู้ซึ่งจะยอมพ่ายแพ้ให้แก่ผู้ใดโดยง่าย..

            หากล้ม..

            คนเยี่ยงเธอย่อมลุกขึ้นได้โดยไม่ต้องใช้มือของผู้ใดยื่นจับ

             

            ฉันสูดลมหายใจลึกอีกครา

            แม้นจักเหน็ดเหนื่อย แม้นกล้ามเนื้อทุกส่วนจักร่ำร้องขอการอ่อนคลาย หากแต่ดวงจิตของฉันยังคงมุ่งหน้าต่อไปโดยมิหยุดยั้ง

            ฉันเงยหน้าขึ้นมองฟ้ากว้าง..

            ใจพลันนึกถึงบุคคลหนึ่ง ผู้ซึ่งคงกำลังนั่งหลับตาสงบจิตในเรือนอันเงียบงัน

            “อ้ายหลิว..

            สบายเลยนะเอ็ง”

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน