ตอนที่ 14 ชายชุดขาวที่หล่อเหลาประดุจเซียน
ดวงดาวเต็มท้องฟ้า แสงจันทร์สว่างไสว สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านต้นหลิว กิ่งก้านหลิวนับไม่ถ้วนแกว่งไกวไปมา
มองร่างเงาเล็กๆ ที่นำทางอยู่ข้างหน้า ดวงตาสุกใสของชายชุดขาวขรึมลงหลายส่วน ต้องยอมรับว่าวรยุทธ์และความสามารถวิเคราะห์ของแม่นางผู้นี้ล้วนอยู่ในระดับสูง ยังไม่ต้องพูดถึงความมั่นใจที่กล้าเชื่อใจคนแปลกหน้าส่วนนั้นของนาง ตอนนางประมือกับถังฉู่เมื่อครู่ การเงื้อมมือที่รวดเร็วเด็ดขาดเช่นนั้น ไม่สามารถฝึกได้ในชั่วข้ามคืนเลย
หรือว่าคุณหนูรองของบ้านรองผู้บัญชาการไม่ได้สติปัญญาด้อยเหมือนที่ผู้คนเล่าลือกัน
หรือภายในนี้ยังมีความลับอะไรที่ผู้คนไม่รู้อยู่
เหนียนอิ๋งสี่ที่เดินอยู่ข้างหน้ามักรู้สึกว่าข้างหลังตนเองมีดวงตาที่มีความสามารถวิเคราะห์สูงมากสายหนึ่ง เหมือน้ามองร่างกายตนเองให้ชัดเจน แน่นอนว่าไม่ใช่การมองแบบหื่นกามเช่นนั้น แต่เป็การกวาดมองและสำรวจอย่างละเอียด ก่อนที่หมอในโรงพยาบาลจะแยกชิ้นส่วนหนูทดลอง
เหนียนอิ๋งสี่ขนลุกซู่ หันกลับมาโบกมือให้ชายทั้งสองคน แล้วชี้ลานข้างหน้าพลางเดินเข้าไปก่อน
เวลาผ่านไปราวชาครึ่งชาม[1] นางพาชายแปลกหน้าทั้งสองคนกลับมาถึงลานเรือนเล็กๆ ของตนเอง
ชายสองคนเดินเข้าไปในสถานที่ที่ถูกเรียกว่าห้องส่วนตัวของนาง เหมือนคาดไม่ถึงว่าห้องนอนของคุณหนูรองท่านหนึ่งจะเรียบง่ายและทรุดโทรมเช่นนี้ หลังจากมองคร่าวๆ หนึ่งรอบ ในที่สุดชายชุดแดงก็อดกล่าวถากถางไม่ได้ “เ้าคงจะไม่ได้สวมรอยคุณหนูรองของผู้อื่นกระมัง”
สำหรับคำพูดของชายชุดแดง เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาเหนียนอิ๋งสี่ อย่างไรเสียั้แ่นางมาถึง สิ่งที่ได้ยินมากที่สุดคือการดูถูกถากถางและประชดประชัน นางเริ่มลงมือมองหายาและผ้าพันแผลที่เคยเก็บไว้ในที่ต่างๆ ภายในห้อง เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว นางจึงจะเห็นว่าเืบนเสื้อผ้าของชายทั้งสองแข็งตัวติดกับร่างกายแล้ว เพื่อไม่ให้เชียนเชียนที่นอนแล้วในห้องเล็กๆ ข้างๆ ใ นางหันกายถือกะละมังเดินออกจากห้องไป
เมื่อเหนียนอิ๋งสี่กลับมาพร้อมกับกะละมัง ชายชุดขาวได้ถอดผ้าคลุมศีรษะสีดำที่ปกปิดใบหน้าลงแล้ว เนื่องจากหันหน้าไปทางประตู นางจึงมองไม่เห็นหน้าตาของชายผู้นั้น เห็นเพียงการเคลื่อนไหวของเขาเท่านั้น แต่ว่านางเห็นสีหน้าที่สอดคล้องของชายชุดแดงอย่างชัดเจน ความประหลาดใจและเหลือเชื่อเช่นนั้น ทำให้เหนียนอิ๋งสี่รู้สึกว่าเหมือนพวกเขาสองคนไม่ได้รู้จักกัน
เมื่อเห็นชายผู้นั้นกำลังจะถอดเสื้อของตนเอง พลันนึกถึงคราบเืแห้งกรังที่ติดบนไหล่ เหนียนอิ๋งสี่ก็เดินถือกะละมังเข้าไป ยัดกะละมังใส่อ้อมแขนของชายชุดขาว พลางกล่าวอย่างมืออาชีพมากว่า “เืติดเสื้อกับาแเข้าด้วยกันแล้ว เ้าถอดออกเช่นนี้จะฉีกหนังออกมาเป็ชั้น…นะ” ที่จริงแล้วคำว่า ‘นะ’ สุดท้ายนั้นนางไม่ได้เปล่งออกมา เพราะทันทีที่นางเงยหน้า ก็ถูกหน้าตาของชายชุดขาวทำให้ใทันควันอย่างงดงามแล้ว
จำได้ว่าเมื่อก่อนมีคำพูดที่เก่าแก่มากประโยคหนึ่ง ‘ผิวพรรณผ่องใสชุ่มชื้นแข่งหิมะ ม่านตาสีน้ำตาลคิ้วเข้มราวปิศาจ’ เมื่อเหนียนอิ๋งสี่เห็นประโยคนี้ในตอนนั้น เหมือนว่าหลงงงงวยอย่างยิ่ง แม้สิ่งที่ไม่ขาดแคลนมากที่สุดในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดคือความงาม แต่จากคำพูดประโยคนี้ นางไม่สามารถจินตนาการถึงความงดงามเช่นนั้นได้จริงๆ
และตอนนี้ชายชุดขาวคนนี้ ก็มาเพื่อพิสูจน์คำพูดประโยคนี้จริงๆ แล้ว
ความงามของเขาต่างจากความงามของชายชุดแดงอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่ความงามอันสมบูรณ์แบบที่ทำให้ไม่สามารถละสายตาเช่นนั้น แต่เป็ความรู้สึกสุนทรียเย้ยหยันความบรรจงที่ยิ่งกว่าธรรมชาติสร้าง
รูปลักษณ์เด่นเป็เลิศ บุคลิกสง่าน่าเกรงขาม ท่วงทีอันสูงศักดิ์ะเิออกมาภายใต้อวัยวะััทั้งห้า ผมสีดำเข้มสยายตามผ้าคลุมศีรษะที่ถูกเปิดออก ห้อยตกลงมายังใต้เอวเหนือสะโพกด้านหลังอย่างเรียบร้อย
ผิวพรรณเกลี้ยงเกลาประดุจหยดน้ำค้างแข็งที่จับตัวบนกลีบดอกไม้ ใสแพรวพราวกลับทำให้ไม่กล้าัั ใบหน้าเมล็ดแตงโม[2]ที่ได้สัดส่วนมองไม่เห็นความรู้สึกเว้านูนเพราะผอมหรืออ้วนเกินไป ส่วนโค้งที่สมบูรณ์เช่นนั้นไล่ั้แ่หน้าผากถึงคาง มากไปหนึ่งจุดก็รู้สึกว่ามากไป น้อยไปหนึ่งจุดก็รู้สึกว่าน้อยไป
ชายที่มีหน้าตาทำให้ผู้คนรู้สึกว่าแม้กรีดร้องออกมาก็ไม่สามารถสนองความใส่วนที่อยู่ในใจเช่นนี้ เวลานี้กำลังใช้ดวงตาทั้งคู่ที่ควบรวมเอาแสงมาเป็จุดศูนย์กลาง ก้มมองเหนียนอิ๋งสี่ที่ได้สารภาพความจริงออกมาหมดเปลือกอย่างเกียจคร้าน
มุมปากของชายชุดขาวเผยอรอยยิ้มเ็าที่มีเหมือนไม่มี โดยไม่ได้สนใจสายตาตะลึงงันของนาง “ไม่ทราบว่าคุณหนูรองของรองผู้บัญชาการจะมองถึงเมื่อไรหรือ”
เชิงอรรถ
^ เวลาชาครึ่งชาม หน่วยของเวลาที่เคยคำนวณเท่ากับ 5 นาที^ เป็นอีกหนึ่งรูปหน้าในอุดมคติของสาวจีน เปรียบเหมือนสัญลักษณ์ความงามแบบดั้งเดิมของจีน ด้วยใบหน้าที่เล็กเรียว คางเชิดแหลมเล็กน้อย โหนกแก้มโค้งมน ใบหน้าเป็นรูปทรงวงรีและอวบอิ่มเหมือนไข่หรือเมล็ดแตงโม