บทที่49ไช่ลู่ลำบาก
เมื่อออกมาถึงด้านหน้าของถ้ำหยุนฟู่ก็มองเห็นไช่ลู่ที่จ้องมองมาในสายของนางเต็มไปด้วยความห่วงใย เพราะหากต้องสูญเสียสหายที่ดีในสถานที่เช่นนี้คงมิอาจหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดดวงใจเป็นแน่แท้
หยุนฟู่ยิ้มตอบ ส่งสัญญาณบอกว่าตัวเขาสบายดีและกำหมัดเป็นสัญลักษณ์ให้กำลังใจแก่ไช่ลู่เนื่องจากนางก็กำลังจะเข้าสู่ถ้ำลวงใจแล้วเหมือนกัน
แต่เมื่อเขาพยายามมองหาจ้าวเฟยหลงเพื่อบอกกล่าวความสำเร็จของตนกลับไม่พบตัวของสหายคนนี้ไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวของจ้าวเฟยหลงไปอยู่ที่ตรงไหนหลังจากมองหาจนทั่วหยุนฟู่จึงยอมแพ้แล้วเดินไปหาที่พักผ่อนเพื่อรอให้สหายทั้งสองทดสอบเสร็จ
ปากทางเข้าถ้ำลวงใจร่างสวยงามสะท้านใจคนกำลังรวบรวมสมาธิเพื่อเข้าไปทดสอบภายในถ้ำ สายลมพัดแรงทำให้เสื้อผ้าแนบไล้ไปกับลำตัวเผยสัดส่วนที่น่าหลงไหลออกมาชายใดได้เห็นภาพนี้ย่อมต้องจิตใจสั่นไหวคลั่งไคล้ ไช่ลู่ยืนหลับตารวบรวมสมาธิ เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วจึงก้าวเดินเข้าไปยังภายในถ้ำ
ฉับพลันถ้ำส่องสว่างแสงสว่างนั้นเจิดจ้ายิ่งนัก แสงสว่างห้าสีสว่างเรืองรองไปทั่วทั้งถ้ำดึงดูดความสนใจจากทุกคนที่อยู่ด้านนอกไม่เว้นแม้แต่สามผู้อาวุโสที่มาควบคุมการคัดเลือก
“นี่มัน...” เฉินถงจู่ ถึงกับเผลอตัวอุทานออกมาสีหน้าบ่งบอกถึงความตื่นเต้น สองมือกำแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าไปในฝ่ามือ
“ผู้อาวุโสเฉิน...ท่านว่านี่คือ....”สายตาที่ตื่นเต้นไม่แพ้กันของผู้อาวุโสจางเสี่ยวตงหันไปสบตากันกับผู้อาวุโสเฉินอย่างมีความหมาย
“รอดูไปก่อนอย่าพึ่งด่วนสรุป”ผู้อาวุโสเฉินกล่าวออกมาทำให้ผู้อาวุโสที่อยู่ด้านข้างได้สติสามารถกลับมานิ่งสงบได้
“ใช่แล้วเราต้องรอดูต่อไป แต่หากเป็นเช่นดังที่คาดเรื่องนี้พวกเราคงเข้าไปยุ่งเกี่ยวไม่ได้แล้วล่ะ”
ผู้อาวุโสจางกล่าวเสียงอ่อยๆสีหน้าบ่งบอกถึงความเสียดายอย่างสุดซึ้ง
“อืม..” เสียงตอบรับสั้นๆจากผู้อาวุโสเฉินที่ได้ยินคำพูดของผู้อาวุโสจางก็มีสีหน้าหมองลงไปหลายส่วนทันที
เนินที่นั่งของบรรดาอัจฉริยะ
“นั่น!แสงห้าสี!!!เกิดอะไรขึ้นในถ้ำนั้นกันน่ะ” เซี่ยหลี่เฉียงอุทานขึ้นมา
บรรดาอัจฉริยะทั้งหลายต่างพากันตะลึงกับเหตุการณ์ที่แปลกประหลาดนี้เพราะขนาดพวกเขาเวลาที่เข้าสู่ถ้ำลวงใจก็ไม่ได้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเลย
“ใครกันนะที่สามารถทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ได้”อิงชิงหรูที่นั่งนิ่งมานานก็ไม่อาจอดใจได้จนเอ่ยปากออกมา
“คงต้องเป็นยอดฝีมือที่ปกปิดตนเองในการสอบจนกระทั่งตอนนี้”
เพราะอยากเอาใจอิงชิงหรูโหย่วลี่จงจึงตอบออกไปอย่างรวดเร็วจนเมื่อสิ้นเสียงสุดท้ายทำให้ตัวเขาอยากกัดลิ้นตนเองให้ตายไปในทันทีเพราะทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ต่างก็รู้ว่า ต้องเป็นคนที่เก่งกล้าสามารถแน่จึงทำให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าอัศจรรย์ได้ถึงเพียงนี้แล้วจะพูดไปทำไม
การเสียหลักครั้งนี้ของโหย่วลี่จงทำให้วงสนทนาเกิดบรรยากาศอึมครึมไปทั่ว ทว่ายังไม่มีใครที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสถานะการณ์ในตอนนี้เพราะการได้ชื่นชมความผิดพลาดของอัจฉริยะนับเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง
“ข้ารู้จักนาง”จู่ๆเหยาหมิงลู่ก็พูดออกมา ทำให้ทุกคนหันมามองที่ตัวเขาเป็นตาเดียว
“เป็นผู้หญิงอย่างนั้นหรือ”โหย่วลี่จงเอ่ยถาม แต่เหยาหมิงลู่ยังไม่ทันได้ตอบ อิงชิงหรูก็ขัดขึ้นเสียก่อน
“แล้วเป็นหญิงมันผิดตรงไหน”สีหน้าของโหย่วลี่จงเจื่อนลงไปทันที
“มิผิดๆข้าเพียงแต่สงสัยว่านางมาจากตระกูลใดถึงมีพลังที่กล้าแกร่งเพียงนี้”
สายตาของอิงชิงหรูอ่อนโยนลงเมื่อได้ยินคำตอบโหย่วลี่จงถอนหายใจยาวเมื่อครู่เกือบพลาดไปอีกแล้ว
“วันนี้มันเป็นวันซวยอะไรของข้านะ”
“นางมาจากแคว้นหลัวโจมีนามว่าไช่ลู่” เหยาหมิงลู่เอ่ยบอก
“หึๆ! ดูท่าพี่หมิงลู่คงได้พบหญิงงามในดวงใจอีกแล้วเป็นแน่”
เสียงคังจ้านดังขึ้นจงใจเน้นเสียงไปที่คำว่าอีกแล้วโดยเฉพาะ เขาก็พอใจตัวไช่ลู่เช่นกันจนถึงกับสั่งให้ศิษย์สายนอกนำตัวของนางไปไว้ที่ห้องเพื่อรอให้เขาได้เชยชมหลังจากการคัดเลือกจบลงแต่ไม่นึกว่านอกจากนางจะไม่ได้อยู่ที่ห้องแล้ว ยังสามารถสร้างปรากฏการณ์ใหญ่โตได้ถึงขนาดนี้
“พี่จ้านก็กล่าวเกินไปข้ายังเยาว์นักมิกล้าคิดเรื่องรักใคร่แต่ได้ข่าวมาว่าท่านก็สนใจนางเช่นกันมิใช่หรือ”
คังจ้านถูกเหยาหมิงลู่ตอกกลับถึงกับต้องอ้ำอึ้งไปสองลมหายใจ
“ฮ่าๆ ข้าเพียงอยากรู้จักผู้ที่มีความสามารถเท่านั้นพี่หมิงลู่อย่าล้อข้าเล่นเลย”
แม้ทั้งสองจะพยายามออกตัวอย่างดีแต่ไม่มีใครไม่รู้ว่าทั้งเหยาหมิงลู่และคังจ้าน ต่างเป็นผู้มากรักเชยชมหญิงงามมาแล้วนับไม่ถ้วนดังนั้นคนที่เหลือจึงได้แต่แอบส่ายหน้าไม่พูดจาอะไรต่ออีก
“แต่เหมือนว่านางจะเป็นพวกเดียวกันกับไอ้สวะชั้นต่ำ จ้าวเฟยหลงคนนั้นด้วยนะข้าเคยเจอพวกมันตอนอยู่ในเขาวงกต”
คังจ้านต้องการเปลี่ยนเรื่องและเรื่องของจ้าวเฟยหลงนั้นเหมาะสมที่สุดแล้วในตอนนี้เพราะตามข่าวที่ได้รับมาเกินครึ่งของที่นี่ล้วนแล้วแต่มีเรื่องบาดหมางกับจ้าวเฟยหลงมาแล้ว
“ใช่ๆคนของข้าบอกว่านางพักอยู่ในกระโจมของจ้าวเฟยหลงไม่ยอมออกไปไหนเลย” โหย่วลี่จงเพิ่มน้ำมันเติมน้ำส้ม*ต่อหน้าของอิงชิงหรูหวังให้นางรังเกียจจ้าวเฟยหลงและหันมาสนใจตนเอง
“แต่ข่าวของข้าพวกเขาพักอยู่ด้วยกันสามคนไม่มีอะไรเกินเลยกันนะ”
อิงชิงหรูพูดออกมาด้วยสายตาที่อดชื่นชมไม่ได้ไช่ลู่สามารถนับได้ว่าเป็นนางงามล่มเมืองคนหนึ่งแต่จ้าวเฟยหลงก็ไม่ได้ทำอะไรเกินเลยกับนางแม้แต่น้อย การที่ต้องอยู่กับสาวงามในกระโจมยามมืดมิด แล้วต้องหักห้ามใจไม่ทำอะไรกับนางถือเป็นความหนักแน่นของจิตใจที่หาคู่เปรียบได้ยากส่งผลให้อิงชิงหรูประทับใจในตัวของจ้าวเฟยหลงเป็นอย่างมาก
“ฮึ!!”เสียงร้องในลำคอของชายหนุ่มทุกคน ก็ดังขึ้นมาทันที
“ไอ้เศษสวะจ้าวเฟยหลงบังอาจล่วงเกินตระกูลเซี่ยของข้า มันอยู่ได้อีกไม่นานหรอก” เซี่ยหลี่เฉียงคำรามออกมา
“ใช่แล้ว!พี่หลี่เฉียงท่านกับข้ามีศัตรูคนเดียวกันหากท่านต้องการให้ข้าช่วยอย่าได้เกรงใจโปรดส่งข่าวให้ข้าด้วยรับรองข้าจะไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวัง” คังจ้านเอยออกมา
“ดี...ดีน้องจ้านเป็นสหายที่น่าคบหาอย่างยิ่งแบบนี้แล้ว ไอ้เศษสวะจ้าวเฟยหลงมันต้องตายแน่ๆอย่ากังวลไปเลย”
เหยาหมิงลู่ถือโอกาสผสมโรงด้วย“ถึงเวลานั้นอย่าลืมข้าด้วยคน”
โหย่วลี่จงได้แต่พยักหน้าเห็นด้วย เพราะไม่อยากทำให้อิงชิงหรูไม่พอใจ
“นี่เขาถือได้ว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ในการสร้างศัตรูอย่างแท้จริง”จื่อโม่คิดในใจ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
“แบบนี้ซิผู้คู่ควรเป็นคู่แข่งของข้า”
อิงชิงหรูเองก็ตกใจไม่น้อยที่จ้าวเฟยหลงกล้าขัดแย้งกับกลุ่มของบรรดาอัจฉริยะหากไม่นับนางก็เหลือเพียงจื่อโม่เท่านั้นที่ไม่ได้เป็นศัตรูกับเขา
จื่อโม่ลุกขึ้น“ทุกท่านข้าต้องขอตัวก่อน”
“พี่โม่เหตุใดจึงรีบร้อนจากไปเล่า” เซี่ยหลี่เฉียง ท้วงขึ้น
“ไม่ได้รีบร้อนอะไร เพียงแต่ต้องการไปดูเหตุการณ์นั้นใกล้ๆ”จื่อโม่หันหน้าไปทางถ้ำที่ไช่ลู่กำลังรับการทดสอบอยู่
“ข้าก็อยากไปดูเช่นกัน” อิงชิงหรูได้โอกาสเหมาะที่จะปลีกตัวออกจากกลุ่ม จึงลุกขึ้นเตรียมตัวเดินจากไป
“เมื่อเป็นเช่นนี้พวกเราทุกคนไปดูให้เห็นกับตาด้วยกันเป็นเช่นไร” โหย่วลี่จงเสนอขึ้น
“ดี...ดี” คนที่เหลือต่างตอบรับจากนั้นทุกคนจึงเดินไปที่ถ้ำ เพื่อชมเหตุการณ์ประหลาดนี้
ในถ้ำ
ไช่ลู่ กำลังร้องไห้อย่างหนักนางในตอนนี้กำลังอยู่ในเหตุการณ์ฆ่าล้างตระกูลของนางสิ่งที่เห็นทุกอย่างคือสิ่งที่เคยเกิดขึ้นจริง แม้นางจะประสบพบเจอมาแล้วแต่เมื่อต้องเผชิญซ้ำอีกครั้งก็เหมือนมีมีดกรีดลงใส่แผลที่กลัดหนองของนาง ความรู้สึกที่เจ็บปวด เศร้าหมองมิอาจบรรยายได้เอ่อท่วมทั้งจิตใจ
“ท่านพ่อ ท่านแม่!!” เสียงตะโกนดังก้องเมื่อเห็นภาพพ่อและแม่ถูกสังหารตอนที่ส่งนางออกมาจากตระกูล
“ไม่.....อย่าฆ่าพวกเขา...”สิ้นเสียงตะโกนร่างของพ่อและแม่ทรุดกองลงกับพื้นสิ้นใจต่อหน้าไช่ลู่ถึงกับคลุ้งคลั่ง
“พวกชั่ว!! ข้าจะฆ่าพวกเจ้า”
นางนำดาบของนางออกมาเข้าต่อสู้กับกลุ่มคนที่มาสังหารครอบครัวของนางเสียงกรีดร้องที่ดังก้องต่อเนื่องน้ำตาที่ไหลออกมาราวแม่น้ำที่ไหลทะลักยามหน้าฝน ผมเผ้ายุ่งเหยิงสภาพของนางในตอนนี้หากใครพบเข้าก็ต้องคิดว่านางเป็นคนเสียสติแน่นอน
เวลาไหลผ่านไปราวหนึ่งเค่อไช่ลู่ยังต่อสู้กับร่างของคนร้ายอย่างไม่ลดละจิตใจของนางเริ่มหลุดลอย สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ดวงตาเหม่อลอยทีละนิดถ้ำลวงใจกำลังจะพิชิตนางได้อย่างสมบูรณ์เมื่อมิอาจยับยั้งจิตใจหลงอยู่ในภาพลวงตาไม่สามารถหาทางออกได้เมื่อเป็นเช่นนี้นางก็ถือว่าล้มเหลวในการทดสอบไปแล้ว
ไช่ลู่หยุดเคลื่อนไหวดวงตาที่กำลังหมดแววจิตใจที่เหลือเพียงเศษเสี้ยวเกือบถูกขุมขังด้วยความเกลียดชังของนางเองพลันเกิดร่างเล็กเหมือนเด็กชายปรากฏขึ้นในเศษเสี้ยวดวงจิตนั้น
“ท่านพี่ข้าจะเฝ้านับวันเวลาเพื่อกลับมาพบท่านอีกครั้ง ได้โปรดรอข้ากลับมา”
ร่างของไช่ฉีที่เกิดขึ้นในใจของนางกล่าวขึ้นกับนางด้วยสีหน้าใสซื่อแววตาที่มุ่งมั่นตั้งใจ ทำให้ดวงจิตของไช่ลู่เริ่มเปล่งประกายทีละน้อย
“ข้ายังมีน้องชายที่รอข้าอยู่ข้าตอนนี้ยังเป็นอะไรไปไม่ได้”
แววตาที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวากลับมาอีกครั้งจิตใจที่เกือบมืดมิดก็พลันเปล่งแสงใสเขียวสดใสออกมา ขับไล่พลังของถ้ำลวงใจออกไป
พลันทั้งโถงถ้ำถูกสาดส่องไปด้วยพลังลมปราณที่โบราณและศักดิ์สิทธิ์แสงสีที่ส่งออกมานอกถ้ำทั้งห้าสีบัดนี้มีสีเขียวสดเป็นแกนหลักห้อมล้อมด้วยสีอีกสี่สีพุ่งออกไปไกลเป็นพันจั้งทำให้ผู้คนรับรู้ถึงอำนาจพลังอันยิ่งใหญ่นี้
“นี่เป็นพลังของใครกัน! มันทำให้รู้สึกว่าข้าเป็นคนต่ำต้อยยิ่งนักเพียงแค่รู้สึกถึงพลังนี้เท่านั้น”
“ถูกต้อง! เป็นพลังลมปราณที่สูงส่งยิ่งนัก”บรรดาผู้เข้ารับการคัดเลือกต่างพูดคุยกันอย่างตื่นเต้น
“ผู้อาวุโสเฉิน”เสียงเรียกของผู้อาวุโสจางดังขึ้น
“อืม..”แต่อีกฝ่ายตอบกลับมาเพียงเสียงในคอสั้นๆ
“ผู้อาวุโสเฉินข้าคิดว่าเราเจอของดีเข้าให้แล้ว” เสียงสั่น ตื่นเต้นของผู้อาวุโสเซี่ยดังขึ้นมา
“ผู้อาวุโสเซี่ยหากข้าคาดไม่ผิดตัวตนระดับสูงของสำนักคงจะรู้สึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่แล้ว”
ผู้อาวุโสเฉินกล่าวขึ้นอย่างเยือกเย็นเมื่อรู้ว่าตัวตนระดับสูงของสำนักให้ความสนใจผู้อาวุโสเซี่ยก็สลดลงไปทันที
“คงถูกรับตัวไป ตัดหน้าพวกเราแล้ว”
ผู้อาวุโสทั้งสามแม้จะเป็นระดับผู้อาวุโสแต่ก็ไม่อาจเทียบได้กับผู้อาวุโสระดับสูงของสำนักเช่นผู้อาวุโสหลักที่ดูแลบรรดาศิษย์หลักของสำนักหรือกระทั่งตัวตนระดับเจ้าหอซึ่งเป็นรองเพียงเจ้าสำนักและรองเจ้าสำนักเท่านั้น
ดังนั้นผู้ที่ทำหน้าที่คัดเลือกศิษย์ใหม่อย่างพวกเขาจึงทำได้เพียงมองดูคนที่เก่งกล้าสามารถถูกรับไปศิษย์ของคนอื่นเท่านั้น
หลังจากไช่ลู่ผ่านการทดสอบแล้วก็ได้รับพลังในการขัดเกลาจิตใจแล้วร่างบอบบางเดินออกมาที่หน้าปากถ้ำเมื่อมาถึงบริเวณทางเข้าสายตาของนางก็ต้องปรับตัวอยู่ครู่หนึ่งเพื่อให้ชินกับระดับแสงของภายนอกทันใดนั้นเสียงฮือฮาก็ดังขึ้นมาไปทั่วทั้งบริเวณ
ไช่ลู่เองแทบไม่อยากเชื่อสายตาของนางผู้คนหลายพันคนต่างพากันมายืนออกันที่หน้าถ้ำของนาง พากันจ้องมองนางอย่างไม่กระพริบตาจนทำให้นางประหม่าไม่กล้าขยับตัว
“เป็นผู้หญิงหรือนี่”
“ช่างน่าอิจฉานางจริง ที่มีพลังขนาดนี้”
เสียงพูดคุยดังขึ้นมาจากกลุ่มคนที่เฝ้ามองเหตุการณ์
วืด!.... ร่างของผู้อาวุโสที่ทำหน้าที่คัดเลือกศิษย์ใหม่ทั้งสามปรากฏด้านหน้าไม่ห่างจากไช่ลู่นักปลดปล่อยพลังน่าเกรงขามของระดับจ้าวยุทธ์ออกมาส่งผลให้ผู้คนสงบลงเมื่ออยู่ต่อหน้าพลังที่ยิ่งใหญ่คนทั้งหลายต้องยำเกรง
“พวกเจ้าอย่าได้รบกวนนางอีกต่อไปจงกลับไปตั้งใจเตรียมตัวเข้ารับการทดสอบเสีย”
ผู้อาวุโสเซี่ยประกาศเสียงดังนั่นจึงทำให้ผู้คนที่มารายล้อมที่หน้าปากถ้ำทยอยแยกย้ายกันไปไม่นานจึงเหลือเพียงไม่กี่คนที่ยังอยู่บริเวณนั้น
“นางได้รับการอารักขาจากผู้อาวุโสทั้งสามเลยหรือนี่”
หยุนฟู่รำพึงตัวเขาเองก็ได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดและยังตะลึงไม่หายไม่นึกมาก่อนว่าสหายของเขาจะครอบครองพลังที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้
บรรดาเหล่าอัจฉริยะ ก็ยังมิอาจซ่อนเร้นความประหลาดใจของตนเองได้
“พลังของนางคืออะไรนะ ข้าไม่เคยเห็นพลังลมปราณเช่นนี้มาก่อนเลย”โหย่วลี่จงเกิดความสงสัยอย่างปกปิดไม่ได้
“ใช่แล้วพี่ลี่จงตัวข้าก็ไม่เคยพบเห็นผู้มีพลังเช่นนี้มาก่อน”
เหยาหมิงลู่พูดพลางนึกย้อนถึงตอนที่ให้คนไล่ต้อนนาง ทำให้สีหน้าหมองลงเห็นได้ชัด
คังจ้านคืออีกผู้หนึ่งที่มีสีหน้าไม่สู้ดีนักเพราะก่อนหน้านี้เขาพึ่งทำการไหว้วานให้คนนำตัวนางไปส่งที่ห้องของเขา
“ด้วยพลังของนางย่อมต้องดึงดูดผู้อาวุโสที่ทรงอำนาจมาหานางได้แน่และเมื่อนั้นอนาคตของนางย่อมต้องรุ่งโรจน์ไร้สิ่งกีดขวาง”
อิงชิงหรูพยักหน้าเห็นด้วยกับจื่มโม่ที่กล่าวออกมาแบบนั้น
ทันใดนั้นเอง เสียงหัวเราะที่บ่งบอกอารมณ์ที่สุดแสนมีความสุขและยินดีปรีดาอย่างมากก็ดังขึ้นซึ่งเมื่อหันหน้าไปตามที่มาขอเสียงก็พบว่าที่นั่นคือยอดเขาหลักของสำนักนั่นเอง
*เพิ่มน้ำมันเติมน้ำส้ม –เติมเนื้อหาที่เกินจริงเข้าไป