ตอนที่ 13 คาถาปราบผีบทแรก
พื้นดินใต้เท้าของธีรภพสั่นะเืราวกับแผ่นดินจะแยกออก เสียงกระดูกกระทบกันดังกราวใหญ่พุ่งขึ้นมาจากหลุมลึกใจกลางหมู่บ้านบางระมาด กลิ่นอายของความตายที่สะสมมานานนับสิบปีพวยพุ่งขึ้นมาเป็ไอสีเขียวคล้ำ ร่างของอสูรบรรพชนที่นกฮูกราตรีปลุกขึ้นมานั้นมีขนาดมหึมา มันคือการหลอมรวมของซากศพนับร้อยที่ถูกอาคมเย็บติดกันจนกลายเป็ั์กระดูกที่มีเกราะเป็อิฐหินจากวัดเก่า
“ธีรภพ! พลังของมันมหาศาลเกินไปแล้วค่ะ!” ลลินทิพย์ะโขณะพยายามใช้ไม้เท้าสร้างข่ายมนต์จันทราล้อมรอบพวกชาวบ้านที่เพิ่งหลุดจากคำสาป เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาถูกแรงกดดันิญญาบีบจนร่างแหลก
ธีรภพยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางฝุ่นละอองที่ปลิวว่อน เขาไม่ได้มองอสูรกายตรงหน้าด้วยความหวาดกลัว แต่ดวงตาของเขากำลังจับจ้องไปที่กระแสพลังในอากาศ คำพูดของปู่ในมิติจิตยังคงดังก้อง การเป็ผู้ใช้อาคมที่แท้จริงไม่ใช่การพลังทำลายล้าง แต่คือการจัดระเบียบพลังงานที่ยุ่งเหยิงให้กลับสู่สมดุล
“ลลินทิพย์ ช่วยประคองวงเวทนี้ไว้ให้ผมที” ธีรภพกล่าวเสียงเรียบ เขาเก็บดาบนิรันดร์โลหิตเข้าฝัก “ดาบนี้ยังไม่ใช่คำตอบสำหรับศัตรูที่เกิดจากความโศกเศร้า”
เขานั่งขัดสมาธิลงบนพื้นดินที่แตกร้าว แบฝ่ามือขวาออกช้าๆ เนตรอสูรกลางฝ่ามือที่เคยดูดุดัน บัดนี้กลับหรี่ลงครึ่งหนึ่ง คล้ายกับดวงตาของนักปราชญ์ที่กำลังเพ่งพินิจ
ั์กระดูกเหวี่ยงหมัดที่ทำจากศิลาทรายพระพุทธรูปเก่าเข้าใส่ธีรภพ แรงลมจากหมัดนั้นรุนแรงพอจะพัดบ้านไม้ข้างๆ ให้พังพินาศได้ในพริบตา ลลินทิพย์กลั้นหายใจ เตรียมจะพุ่งเข้าไปช่วย แต่เธอก็ต้องเบิกตากว้าง
หมัดของอสูรหยุดนิ่งอยู่ห่างจากหน้าของธีรภพเพียงไม่กี่นิ้ว ราวกับมีกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นไว้ แสงสีทองจางๆ แผ่ออกมาจากตัวธีรภพ มันไม่ใช่แสงจากอาคมขาวของสมาคม แต่มันคือรัศมีธรรมที่เกิดจากการกลั่นกรองเืในกายให้กลายเป็ตบะบารมี
“นะโม โพธิสัตโต ศราวิญญ์...”
ธีรภพเริ่มร่ายคาถาบทแรกที่ปู่เคยสอนไว้ั้แ่เขายังจำความไม่ได้ คาถาบทนี้ไม่ใช่คาถาฆ่าฟัน แต่มันคือคาถาเบิกเนตริญญาที่ใช้สื่อสารกับดวงจิตที่หลงทาง
“ิญญาัง ติฏฐะตุ สัมปันโน ปล่อยวาง!”
เสียงของธีรภพดังกังวานไปทั่วทุ่งประลัย ไม่ใช่เสียงะโ แต่เป็เสียงที่สั่นะเืเข้าถึงจิติญญา เนตรอสูรบนฝ่ามือฉายแสงสีทองอำพันพุ่งตรงเข้าใส่หน้าอกของั์กระดูก จุดที่เป็หัวใจของค่ายกลศพ
วูบบบบบบ!
ภาพเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อนเริ่มปรากฏขึ้นในมโนภาพของทุกคนที่อยู่ที่นั่น ธีรภพเห็นภาพชาวบ้านบางระมาดที่รักใคร่กัน เห็นภาพแม่หญิงนวลที่กำลังร่ายรำในงานวัด และเห็นวินาทีที่พวกคุณไสยดำบุกเข้ามาฆ่าล้างหมู่บ้านเพื่อทำพิธี ความแค้นและความเศร้าเ่าั้ถูกแปรเปลี่ยนเป็เชื้อเพลิงให้อสูรกายตนนี้
“พวกท่านลำบากมามากแล้ว” ธีรภพกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเมตตา “เืของข้า จะเป็น้ำล้างบาปให้พวกท่านเอง”
เขาใช้มีดพกสั้นกรีดฝ่ามือซ้าย แล้วประกบเข้ากับฝ่ามือขวาที่มีเนตรอสูร เืของเขาไม่ได้ไหลนองพื้น แต่มันกลับระเหยกลายเป็ไอสีแดงทองพุ่งเข้าหาอสูรกายกระดูก
เมื่อไอเืของธีรภพัักับซากศพเ่าั้ รอยยิ้มที่สงบเริ่มปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เน่าเปื่อยของเหล่าิญญาที่ถูกเย็บติดกัน ด้ายสีดำที่พันธนาการกระดูกแต่ละชิ้นเริ่มมอดไหม้หายไปเปลี่ยนเป็มาลัยดอกมะลิสีขาวที่ร่วงหล่นลงมาแทน
“คาถาปราบผีบทแรก คือการปราบใจ” ธีรภพพึมพำออกมา
เปรี้ยง!
ั์กระดูกั์พังทลายลง แต่มันไม่ได้ถล่มลงมาทำร้ายใคร ซากอิฐและกระดูกค่อยๆ สลายกลายเป็ฝุ่นผงที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมกับดวงิญญานับร้อยที่เปลี่ยนจากสีดำกลายเป็สีขาวนวล พวกเขาต่างก้มกราบมาทางธีรภพก่อนจะหายวับไปสู่ภพภูมิที่ดีกว่า
หมอกสีเทาเขียวที่ปกคลุมหมู่บ้านบางระมาดสลายไปในพริบตา แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องลงมายังลานวัดร้างเป็ครั้งแรกในรอบทศวรรษ ความเงียบที่เคยน่าขนลุกบัดนี้กลายเป็ความสงบเย็นที่แท้จริง
“ธีรภพ” ลลินทิพย์วิ่งเข้ามาประคองร่างของชายหนุ่มที่ทรุดฮวบลงทันทีที่จบพิธี
ธีรภพใบหน้าซีดเผือดจากการเสียเืและพลังิญญามหาศาล เนตรอสูรบนฝ่ามือปิดสนิทจนมองเห็นเพียงเส้นเืสีดำที่เต้นตุบๆ อย่างเหนื่อยอ่อน
“ผม ทำสำเร็จแล้วใช่ไหม” เขาถามเบาๆ
“ค่ะ คุณช่วยพวกเขาไว้ได้ทั้งหมด ทั้งคนเป็และคนตาย” ลลินทิพย์น้ำตาคลอ เธอใช้เวทรักษาชโลมไปที่าแบนฝ่ามือของเขา
“คุณทำในสิ่งที่จอมเวทย์ระดับสูงหลายคนยังทำไม่ได้ คุณใช้เมตตาในการสยบอสูร”
“แต่นี่เป็แค่จุดเริ่ม” ธีรภพมองไปที่หน้าอกของเขา ที่ซึ่งตำราอาคมเืส่งแรงสั่นะเืจางๆ “นกฮูกราตรียังลอยนวลอยู่ และมันรู้แล้วว่าผมมีพลังสายพุทธคุณแฝงอยู่ในเืศราวิญญ์”
ขณะที่เขากำลังจะหลับตาลงเพื่อพักผ่อน สายตาของเขาเหลือบไปเห็นบางอย่างตกอยู่ที่ฐานพระพุทธรูป มันคือเศษหน้ากากไม้ของนกฮูกราตรีที่แตกออกมาจากการปะทะครั้งสุดท้าย ธีรภพพยายามเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมา
ทันทีที่ปลายนิ้วััเศษไม้นั้น เนตรอสูรบนฝ่ามือก็กระตุกเปิดขึ้นเพียงครึ่งเดียว และมันฉายภาพที่น่าสะพรึงกลัวให้เขาเห็น
เขามองเห็นนกฮูกราตรีกำลังนั่งคุกเข่าต่อหน้ากระจกบานหนึ่งในสถานที่มืดมิด และในกระจกนั้น ไม่ได้สะท้อนเงาของเขา แต่มันสะท้อนร่างของชายคนหนึ่งที่หน้าตาเหมือนธีรภพทุกประการ
“นั่นใคร” ธีรภพพึมพำด้วยความสับสน
“มีอะไรเหรอคะ” ลลินทิพย์ถามด้วยความเป็ห่วง
“ลลินทิพย์ ในกระจกของมัน มีคนหน้าเหมือนผม แต่เขามีดวงตาเป็สีขาวโพลน”
ธีรภพรู้สึกหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ เขารู้สึกได้ว่าาครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เขากับพวกคุณไสยดำ แต่มันมีความลับเื่คู่แฝดหรือตัวตนในเงามืดของตระกูลศราวิญญ์ที่ปู่ไม่ได้บอกเขาไว้
เฒ่าพรายเคยบอกว่าเนตรอสูรคือประตูสู่ขุมนรก แต่ตอนนี้ธีรภพเริ่มสงสัยแล้วว่า นรกที่แท้จริงอาจจะอยู่ในกระจกที่สะท้อนตัวตนของเขาก็ได้
หลังจากพักฟื้นในหมู่บ้านบางระมาดได้หนึ่งคืน ชาวบ้านที่รอดชีวิตต่างพากันมาขอบคุณและมอบของมงคลเล็กๆ น้อยๆ ให้ธีรภพ แม้หมู่บ้านจะยังต้องใช้เวลาฟื้นฟู แต่ความมืดดำได้ถูกชำระล้างออกไปหมดสิ้นแล้ว
ธีรภพและลลินทิพย์ตัดสินใจเดินทางกลับไปยังวัดสีกระจ่างที่อยุธยา เพื่อค้นหาคำตอบเกี่ยวกับเงามืดในกระจกจากตำราที่เหลืออยู่ในห้องลับ
“เราต้องไปหาเฒ่าพรายอีกครั้ง” ธีรภพกล่าวขณะมองดูเศษหน้ากากนกฮูกในมือ “เขาน่าจะรู้ว่าใครคือคนที่หน้าเหมือนผมในกระจกใบนั้น”
“แล้วถ้า คนในกระจกคือความทรงจำที่ถูกลบไปของตระกูลศราวิญญ์ล่ะคะ” ลลินทิพย์ตั้งข้อสังเกต
ธีรภพไม่ได้ตอบ เขาเพียงแต่กำเศษหน้ากากแน่นจนมันบาดมือ แสงสีแดงจางๆ เริ่มกลับมาเรืองแสงที่หลังมืออีกครั้ง เป็สัญญาณว่าพลังของเขากำลังฟื้นคืน และความท้าทายใหม่ที่รออยู่ในเงามืดนั้น จะยิ่งใหญ่กว่าทุกสิ่งที่เขาเคยพบเจอมา
เขาก้าวออกจากหมู่บ้านบางระมาดพร้อมกับความรู้สึกที่เปลี่ยนไป คาถาปราบผีบทแรกทำให้เขารู้จักพลังของการปล่อยวาง แต่การค้นหาความจริงอาจจะทำให้เขาต้องแบกรับทุกอย่างให้หนักขึ้นกว่าเดิม
จบตอนที่ 13
สนับสนุนค่ากาแฟ หรือโดเนทเป็กำลังใจให้ได้นะครับ
4380169722 : ธนาคารไทยพาณิชย์