เช้าวันต่อมา ภัทรรีบทานอาหารเช้าและหอบหนังสือวิ่งไปยังห้องทำงานด้วยความกระตือรือร้นจากไอเดียต่างๆที่คิดมาทั้งคืน แต่กลับต้องพบกับความผิดหวังเมื่อถูกพนักงานที่มาใหม่ไล่เขาออกมาอย่างไม่ไยดี
พนักงานชายวัยรุ่นคนหนึ่งได้พลักเขาจนเกือบล้มก่อนจะชี้มีไปอีกทางหนึ่ง“ตึกนี้ถูกยึดเป็นกองบัญชาการของหน่วยที่หนึ่งแล้ว! พวกแกหน่วยสองไปใช้อาคารเก่าด้านหลังนู่น!”
ภัทรมองไปที่อาการไกลลิบดูมอซอหลังหนึ่ง ภัทรเดินคอตกเพราะอุปกรณ์งานช่างหลายอย่างยังคงอยู่ในอาคารเดิมแต่เขาไม่สามารถเข้าไปเก็บได้ ได้แต่ถอนหายใจ เมื่อมาจนถึงอาคารเก่าที่ว่า... และมันก็เก่าสมชื่อจริงๆ
มันเป็นอาคารปูนรูปทรงโบราณสถาปัตยกรรมยุคอาณานิคมผสมเรือนไทยปั้นหยา แม้โครงสร้างจะดูคลาสสิกสวยงาม แต่สภาพในตอนนี้สีปูนลอกร่อนจนเหลืองซีด ผิวปูมีรอยร้าวประปราย หน้าต่างไม้สักก็ผุกร่อนไปตามกาลเวลา
เมื่อเขาเดินเข้าไปข้างใน ก็เห็นริศกำลังง่วนอยู่กับการทำความสะอาดครั้งใหญ่ด้วยเวทมนตร์ รินกำลังจัดอัปกรณ์ และนัทใช่ชุดกันเปื้อนเพื่อต่อสู้กับห้องน้ำโบราณ
“เอ้าภัทร! มาพอดีเลย มาช่วยขนของพวกนี้ไปทิ้งหน่อย” ริศโบกไม้กายสิทธิ์ ร่ายมนตร์ยกพรมเน่าเปื่อยและซากเฟอร์นิเจอร์ผุพังให้ลอยมารวมกันเป็นกองพะเนิน
“เราใช้เวทมนตร์ในนี้ได้เหรอครับ?” ภัทรวางกระเป๋าหนังสือลงแล้วเดินไปช่วยหิ้วถุงขยะ
“อาคารนี้ไม่ได้ติดตั้งระบบตรวจจับเอาไว้น่ะสิ เพราะมันถูกปลดระวางไปนานแล้ว” ชีตาห์ตอบพลางแบกโซฟาที่ขาหักข้างหนึ่งขึ้นหลังอย่างสบายๆ
“จะได้วาดลวดลายได้เต็มที่ไงล่ะ!”ชาตสห์ยิ้มชั่วร้าย
“วาดบ้าอะไรยะ! กลัวอาคารจะถล่มลงมาทับหัวมากกว่า!” ริศบ่นอุบพลางเอาด้ามไม้กายสิทธิ์เคาะหัวชีตาห์
พวกผู้ชายต่างใช้แรงงานกัน ปล่อยให้สาวๆ จัดการเรื่องฝุ่นและคราบสกปรก ส่วนภัทรกับชีตาห์รับหน้าที่แบกของหนักไปทิ้งที่จุดพักขยะด้านหลัง
รินหยุดมือจากการจัดอุปกรณ์ให้เข้าที่ แล้วชะเง้อมองตามหลังภัทรที่เพิ่งเดินออกไป ริศสังเกตเห็นดังนั้นจึงเอ่ยทักขึ้น
"เป็นไง สบายใจขึ้นบ้างรึเปล่า? ดูเหมือนเจ้าตัวจะกลับมาเป็นปกติได้แล้วนะ"
"ค่ะ..." รินตอบรับพลางทำหน้าเศร้าลงเล็กน้อย "แต่หนูก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี เขาไม่ควรต้องมาเจออะไรแบบนี้ แถมต้นเหตุก็เป็นเพราะหนูด้วย"
"ภัทรน่ะ เขาเคยสูญเสียรุ่นน้องคนสำคัญไป เขาเลยมักจะโทษตัวเองอยู่ตลอด" ริศอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ที่เขาพยายามปกป้องเพื่อนร่วมงานขนาดนี้ ก็คงเพราะไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยนั่นแหละ รินไม่ต้องคิดมากหรอกนะ... อีกอย่าง ดูหมอนั่นกลับมาอารมณ์ดีขึ้นแล้ว พี่ว่าป่านนี้คงกำลังคิดแผนแผลงๆ อะไรอยู่แน่ๆ"
"งั้นเหรอคะ..." รินพยักหน้ารับคำริศ แต่คล้อยหลังเพียงครู่เดียว เธอก็อดพึมพำกับตัวเองเบาๆ ไม่ได้
"รุ่นน้องคนนั้น... คงจะน่ารักมากสินะ"
จู่ๆ ภัทรก็ขนที่คอลุกหันไปรอบตัว ชีตาห์ที่เห็นภัทรทำท่าทางแปลกๆจึงถามขณะโยนโซฟาลงกองขยะเสียงดังโครม “ภัทร เองเป็นไงบ้าง? อารมณ์ขึ้นรึยัง?”
“ก็ดีขึ้นแล้วครับกินยาฟื้นฟูสูตรพี่ริศช่วยผมได้มากเลย ถึงแรงจะกลับมาไม่เต็มที่ก็เถอะ... จริงสิ ผมกำลังคิดจะสร้างอะไรสักอย่างที่พอจะต้านพลังของคนที่อัดผมได้ แต่ผมไม่รู้จะไปหาสิ่งที่เรียกว่า ‘แก่นสัตว์วิเศษ ที่มีความสามารถในการสร้างฝุ่นผงหรืออะไรที่ใกล้เคียงกันได้’ มาจากไหน”
“ฝุ่นผงงั้นเหรอ?” ชีตาห์ปัดมือที่เปื้อนฝุ่น
“ฉันว่ามันคุ้นๆ เหมือนจะรู้จักแก่นสัตว์วิเศษที่มีความสามารถนี้อยู่นะ ใช้แล้ว เจ้า‘ด้วงขี้เถ้า’ ขี้เถ้าไง มันสามารถสร้างฝุ่นผงจากตดของมันได้ นับว่าเป็นเวทมนตร์ประจำตัวมันอย่างหนึ่ง”
ภัทรทิ้งม้วนพรมเก่าจนยุ่ยแล้วลงถังขยะ “ว่าแต่... แก่นสัตว์เวทมนตร์คืออะไรเหรอครับ?”
“อ้าวไอนี่...เองอ่านหนังสือยังไงให้ไม่รู้ว่ามันคืออะไรฟ๊ะ แก่นพวกนั้นก็แกนบรรจุพลังเวทมนตร์ของสัตว์วิเศษไง แต่สิบตัวจะมีสักตัวที่มีเวทมนตร์ติดมาด้วย แก่นทั่วไปเองก็เคยเก็บมานี่ แกนที่ได้มาจาก ‘สไลม์ขยะ’ ในภารกิจแรกไง ไอ้ลูกกลมๆ สีเหลืองนั่นแหละเรียกว่าแก่นของสัตว์วิเศษ”
ชีตาห์เริ่มอธิบายแบบลูกพี่สอนน้อง “แต่แก่นของสไลม์นั้นมันไม่นับเป็นแก่นสัตว์วิเศษที่แท้จริงหรอกนะ ปกติมันจะมีเฉพาะสัตว์วิเศษระดับหนึ่งขึ้นไปมากกว่า ฉันว่ามันเป็นเหมือน ‘ต่อมผลิตเมือก’ ที่แข็งตัวมากกว่า แต่มันก็มีคุณสมบัติผลิตกาวเมือกได้ ถึงฉันจะไม่รู้ว่าเองเอาไปทำประโยชน์อะไรก็เถอะ... แต่จำไว้นะ อย่าให้เจ๊ริศเห็นเชียวล่ะ เพราะเมือกพวกนั้นมันทำลายหน้าดิน ปลูกต้นไม้ไม่ขึ้น”
“ส่วนแก่นที่แท้จริงน่ะ...” ชีตาห์ทำมือประกอบ “มันจะมีรูปทรงคล้ายผลึก หรือกระดูกที่มีสีสันสดใสกว่าปกติ และไม่ใช่ว่าสัตว์ทุกตัวจะมีมัน ดังนั้นแค่แก่นสัตว์วิเศษระดับต่ำๆ ก็มีราคาปาเข้าไปหลายเหรียญเงินแล้ว ส่วนไอ้ด้วงขี้เถ้าที่เองอยากได้แบบมีเวทมนตร์ติดมาด้วย ฉันว่าอย่างต่ำก็ต้องมี 5ถึง6 เหรียญเงิน”
“หา! แพงขนาดนั้นเลยเหรอครับ... แล้วเราจะไปหาซื้อได้ที่ไหน?” ภัทรหน้าซีดนับนิ้วตำนวนเงินในกระเป๋าที่มีน้อยแสนน้อย
“ก็ตลาดในเมืองนิลไง น่าจะมีขายนะ แต่อาจจะโดนฟันหัวแบะหน่อย”ชีตาห์ยักไหล่
“งั้นเหรอครับ...” ภัทรก้มหน้านับนิ้วคำนวณเงินเก็บอันน้อยนิดในใจ
ระหว่างเดินกลับ ชีตาห์อยู่ๆก็เหมือนคิดอะไรได้ เดินเข้ามากอดคอภัทรแล้วยื่นหน้ามากระซิบ “เอ้... ภัทร”
“ครับ?”
“ฉันพานายไปที่เด็ดๆ ราคาของถูกๆ ได้นะ... ฉันกำลังเบื่อพวกขี้เก๊กนั้นอยู่พอดี” ชีตาห์ยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย
“ที่ไหนเหรอครับ?” ภัทรเริ่มสนใจ
“มันคือ ‘ตลาดมืดตรอกสนิม’… ที่นั่นมีของเยอะมาก นายสนใจมั้ย? เดี๋ยวคืนนี้ฉันพาไปเปิดหูเปิดตา เลี้ยงค่าเที่ยวด้วยเลยเอ้า!” ชีตาห์ยิ้มอย่างชั่วร้าย
ภัทรลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่พอนึกถึงหน้าภาคิน ความแค้นที่สุมอกก็แทบกลั้นไว้ไม่ไหว เขาก็พยักหน้า
“ตกลงครับ”
“ดีมากไอ้น้องชาย!” ชีตาห์ตบไหล่ภัทร “แต่เหยียบให้มิดนะ ห้ามให้เจ๊ริศรู้เด็ดขาด ไม่งั้นเราสองคนศพไม่สวยแน่”
ทั้งคู่ทำเนียนเดินกลับเข้าไปในตึก ริศที่กำลังร่ายเวท ‘มาคูล่า (คาถาทำความสะอาด)’ ขจัดคราบฝังแน่นอยู่บนกำแพง หันมาเห็นท่าทางมีพิรุธของชีตาห์พอดี
“วางแผนจะทำอะไรแผลงๆ อีกแล้วล่ะสิ” ริศดักคออย่างรู้ทัน
“ปะ... เปล่าครับเจ๊! ผมไม่ได้ทำอะไรเลย!” ชีตาห์ปฏิเสธเสียงสูง หน้าตาเลิ่กลั่กโกหกไม่เนียนเหมือนเคย
“อย่าให้ฉันจับได้แล้วกัน” ริศคร้านจะใส่ใจจึงหันไปทำความสะอาดต่อ
ชีตาห์รีบกระซิบภัทรเสียงเบาหวิว “คืนนี้หนึ่งทุ่มตรง... หลังโรงรถหมายเลข 2” ก่อนชีตาห์จะวิ่งขนขยะไปทิ้ง
การทำความสะอาดกินเวลาทั้งวันจนตกเย็นหัวหน้าก็ไม่มีทีท่าว่าจะโพล่มาพวกเขาจึงได้ตัดสินใจกลับกันก่อน หลังจากทานข้าวเย็นและแยกย้ายกันกลับที่พัก ภัทรรีบอาบน้ำแต่งตัว
เขาเลือกชุดที่ดูธรรมดาที่สุด เพื่อไม่ให้ดูเหมือนเจ้าหน้าที่รัฐ ภัทรในชุดเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตสีขาวคาดแดงทับเสื้อยืด กางเกงขายาว แอบย่องออกมาจากหอพักพนักงาน มุ่งหน้าไปยังจุดนัดพบที่เงียบสงัด
บรื้นนนนน! แปร๋นนนน!
ไม่นานนัก เสียงเครื่องยนต์ที่แปลกประหลาดก็ดังขึ้น มันกึ่งเสียงคำรามของเครื่องจักรและเสียงร้องของช้างป่า
รถมอเตอร์ไซค์ทรงช็อปเปอร์สีดำสนิท ลวดลายหัวกะโหลกไฟ ขับเคลื่อนเข้ามาจอดเทียบท่า
คนขับสวมชุดหนังสีดำตอกหมุดหนามรอบตัวเหมือนชาวร็อกยุค 80s สวมวิกผมฟูฟ่องสีดำ และปิดบังใบหน้าด้วย “หน้ากากหัวกะโหลก”
ภัทรยืนอึ้งเกือบจำไม่ได้ ถ้าไม่ใช่เสียงที่คุ้นเคยทักขึ้น
“ภัทร! ขึ้นรถเร็ว! ...อ่ะ นี่หน้ากากของนาย”
ชีตาห์โยนหน้ากากอันหนึ่งให้ภัทร ภัทรหยิบดูมันคือ 'หน้ากากจิ้งจอกขาว'แบบงานวัดญี่ปุ่น
“หน้ากาก? ใส่ทำไมเหรอครับ?”
“ก็เพื่อให้คนจำไม่ได้ไงว่าเอ็งเป็นใคร! เพราะที่เราจะไปไม่ใช่สถานที่บนดิน ที่นั่นเขาใส่กันทุกคนแหละ ใส่ซะ!”
“อะ... โอเคครับ” ภัทรสวมหน้ากากจิ้งจอก แล้วกระโดดขึ้นซ้อนท้ายรถช็อปเปอร์คันยักษ์
“เกาะแน่นๆ นะน้องชาย... ไปกันเลย!!!”
แปร๋นนนน!
รถเวทมนตร์ออกตัวแรงจนหน้าหงาย ภัทรเกือบหงายหลังตกรถ ความเร็วมันพุ่งทะยานราวกับรถแข่ง F1 ในพริบตา!
โชคดีที่มี ม่านลมเวทมนตร์ คลุมรอบตัวรถ ทำให้ภัทรรู้สึกเพียงสายลมแผ่วเบาที่ปะทะหน้า ทั้งคู่หายวับไปในความมืดของยามราตรี ทิ้งไว้เพียงเสียงคำรามที่ค่อยๆ จางหายไป
โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวเลยว่า...
ณ หน้าต่างบานหนึ่งของอาคารเก่า มีสายตาคู่หนึ่งกำลังมองดูพวกเขาจากเงามืดหลังผ้าม่าน
ภัทรเองก็ไม่เคยเที่ยวกลางคืนเลยแม้แต่ครั้งเดียว นี่นับว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ๆ แต่ก็แอบรู้สึกผิดในใจเช่นกัน รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กไม่ดี
พวกเขาสองคนขับรถแหวกความมืดไปด้วยความรวดเร็ว จนในที่สุดก็มาถึงเมืองเหล็ก เหมืองที่ดูคล้ายคลึงกับเมืองเหล็กที่เขาเคยไปกับริศในครั้งก่อน ซึ่งครั้งนี้ซ่อนอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรร้างแห่งหนึ่ง หลังจากที่เขาเข้าไปแล้วก็พบว่าก็เหมือนเมืองเหล็กทุกประการ ไม่เห็นจะมีคนเยอะๆ หรือสถานที่อโคจรเลย
“พี่ชีตาห์ครับ มันอยู่ที่ไหนเหรอ”
“ใจเย็นไอ้น้อง ของดีต้องมีขั้นตอนหน่อย ปกติมันย่อมไม่อยู่บนดินอยู่แล้วเพราะมันมีของผิดกฎหมายอยู่ด้วย เราต้องหาสัญลักษณ์ก่อน... อยู่ไหนนะ… นั่นไง”
ภัทรหันตามชีตาห์พบว่ามีอาคารที่มีป้อมตรวจหลังหนึ่งมีสัญลักษณ์ กบสามขาคาบเหรียญ ชีตาห์ขับรถเข้าไปเทียบด้านใน
ชายคนหนึ่งในหน้ากากลูกเป็ดในชุดคลุมสีดำพูดขึ้น “สี่เหรียญเงิน”
“ค่าเข้าครั้งที่แล้ว สองเหรียญเงิน ห้าเหรียญทองแดงเองนะ”ชีตาห์ท้วงติง
“วันนี้มี ‘งานประมูลของภาคีกบสามขา’ มาไงล่ะ จะเข้ามั้ย”
“งานประมูล!!!” ชีตาห์ตาลุกวาว รีบจ่ายเงิน แล้วถาม “มีรายการของประมูลขายด้วยมั้ย”
“มี ห้าเหรียญทองแดง”
หลังชีตาห์จ่ายเรียบร้อยก็รับกระดาษสีน้ำตาลมาใบหนึ่ง ก่อนรีบบิดรถเข้าไปด้านใน เมื่อผ่านไม้กั้นเข้ามา ภัทรพบว่าร่างกายเหมือนผ่านม่านน้ำเข้าไปทำให้รู้สึกแสบตาเล็กน้อย
เมื่อเข้ามาพบว่าเขาอยู่ในพื้นที่คล้ายหลุมยุบหรือขอบผาขนาดใหญ่ที่มีทางลงด้านล่าง เขาเห็นซุ้มขายของมากมายเปิดไฟสว่างไสว โดยจุดกลางของพื้นที่มีเต็นท์สูงขนาดใหญ่ราวตึกสูงสามชั้นโดดเด่นเป็นสง่า ซึ่งทุกเต็นท์ทุกซุ้มมีสีน้ำตาลสนิม มีคนจำนวนมากใส่หน้ากากและที่คลุมหน้าในชุดแปลกประหลาดมากมายเดินกันเบียดเสียดอยู่
“ต้อนรับสู่ ตรอกสนิม”