ข้าก็แค่กลั่นลมปราณ 3,000 ปี [จบ]

    บทที่ 44 คนบ้าเอ๊ย! ผู้ใดเป็นภรรยาของเจ้ากัน?!

    บทที่ 44 คนบ้าเอ๊ย! ผู้ใดเป็นภรรยาของเจ้ากัน?!

     

    ถังรั่วเวยเดินตามเส้นทางภายในโพรงดินปริศนา ไปพร้อมกับไป๋ชิวหรานและจั่วเหยียนเฟย มุ่งสู่ถ้ำใต้ดินอันกว้างขวาง

     

    ดูเหมือนว่าเมื่อมาถึงจุดนี้ เหล่าอสูรก็พากันกลับคืนสู่ร่างมนุษย์ ใช้เคล็ดวิชาขุดโพรงดินให้เป็นถ้ำใหญ่เช่นนี้เพื่อหลบซ่อนตัว

     

    “ระวังตัวด้วย”

     

    จั่วเหยียนเฟยชักเอาหอกขนาดสั้นออกมาสองเล่ม โดยที่หอกทั้งสองเล่มลักษณะต่างกันโดยสิ้นเชิง

     

    “อสูรที่สามารถแปลงกายได้ อย่างน้อยความสามารถก็คงจะเทียบเท่าผู้ฝึกตนระดับเรา นอกจากนี้พวกอสูรยังมีพลังวิญญาณ จึงเป็นการยากที่จะรับประกันว่าพวกนางจะไม่มีทักษะเหนือธรรมชาติ ศิษย์น้องไป๋... เจ้าจงซ่อนตัวอยู่ระหว่างข้ากับรั่วเวยให้ดี”


    “ได้ขอรับพี่จั่ว”

     

    ไป๋ชิวหรานวิ่งเข้าไปหลบอยู่ระหว่างศิษย์พี่สายตรงของตนอย่างไร้ยางอาย ยอมรับการปกป้อง ท่าทีไร้ซึ่งร่องรอยของความละอายใด ๆ ทั้งสิ้น

     

    ถังรั่วเวยมองการกระทำนั้นด้วยสีหน้าซับซ้อน

     

    นางฉวยโอกาสตอนที่จั่วเหยียนเฟยเผลอและขยับเข้าไปใกล้ไป๋ชิวหรานก่อนเอ่ยถามด้วยเสียงแผ่วเบา

     

    “ท่านอาจารย์ ท่านตามมาที่นี่ด้วยเหตุใดกัน?”

     

    “ข้าเคยบอกแล้ว ประสบการณ์ของเจ้าในครั้งนี้ ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานเช่นเดียวกัน ข้าก็คงไม่อาจยื่นมือเข้าไปช่วยจัดการได้”

     

    ไป๋ชิวหรานใช้กระแสจิตกล่าวตอบกลับไป

     

    “ข้ามาเพื่อช่วยกำจัดปัจจัยอื่น ๆ ที่ไม่อาจจัดการได้ด้วยตนเองวางใจเถิด... กระทำการตามแผนที่วางไว้แต่แรกได้เลย ข้าไม่ปล่อยให้มันส่งผลกระทบต่อการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ของเจ้าแน่”

     

    “รู้แล้ว”

     

    ถังรั่วเวยตอบเสียงเบา

     

    ทั้งสามคนเดินตามจั่วเหยียนเฟยไป ไม่นานนักพวกเขาก็เดินลึกเข้าไปจนสุดปลายทางของถ้ำใต้ดิน ถ้ำใต้ดินถูกสร้างขึ้นด้วยเวทมนตร์คาถา ภายในกว้างขวางพอสมควร ขณะที่เดินสำรวจได้เพียงไม่กี่อึดใจ ทันใดนั้นก็มีเงาร่างสีขาวปรากฏขึ้นตรงหน้า!

     

    “หือ?”

     

    จั่วเหยียนเฟยยกหอกสั้นในมือขึ้นเฝ้าระวังภัย พร้อมเอ่ยถามหยั่งเชิงว่า

     

    “ผู้ใดกัน?”

     

    ท่ามกลางความมืดไม่มีผู้ใดตอบกลับมา ทว่าในพื้นที่ซึ่งบรรยากาศรอบข้างมืดสนิท กลับมีเพียงเสียงหวีดหวิวดังแทรกมา ทั้งยังทวีความเร็วขึ้น!

     

    ถังรั่วเวยเองก็ตื่นตัวเช่นกัน มีเพียงไป๋ชิวหรานที่ยังคงนิ่งเฉย แสดงท่าทางราวกับแยกแยะภยันตรายไม่เป็น

     

    ทันใดนั้น ถังรั่วเวยจึงอาศัยสภาวะธาตุส่วนตนรวมจิตสำนึกเป็นหนึ่งกับผืนดินโดยรอบ พลันสัมผัสได้ว่าด้านหลังตน มีวัตถุบางอย่างกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ นางรีบเอียงตัวไปด้านหน้า กระแสลมพัดกระโชกมาพร้อมกับหางจิ้งจอกสีขาวสะอาดที่พุ่งออกมาจากความมืดอย่างรวดเร็ว ทำให้กระแสลมร้ายนั้นเฉียดผ่านหน้าไป ก่อนจะฟาดลงบนแผ่นหลังไป๋ชิวหรานอย่างแรง!

     

    เสียงอู้อี้ดังกึกก้อง ถังรั่วเวยเห็นไป๋ชิวหรานชะงักอึ้งไป ไม่นานจึงยกมือขึ้นกุมหลัง พร้อมทำท่าทางที่เห็นได้ชัดว่า... จงใจล้มลงกับพื้น

     

    “โอ๊ย!”

     

    ชายหนุ่มเรือนผมขาวนอนเกลือกกลิ้งไปมาบนพื้นอย่างไร้ยางอาย

     

    “ข้ากำลังจะตาย!”

     

    “ศิษย์น้องไป๋!”

     

    จั่วแหยียนเฟยรีบย่อตัวลงไปด้วยความกังวล พยายามดึงแขนไป๋ชิวหรานเพื่อเรียกสติ

     

    “เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?!”

     

    ถังรั่วเวยพลันได้ยินเสียงอุทานดังขึ้นจากความมืดมิด

     

    “เหตุใดชายผู้นี้ถึงได้หนังเหนียวนัก?”

     

    นางจับจ้องไปยังอาจารย์ที่กำลังเอนกายพิงลำตัวจั่วเหยียนเฟยไว้ ด้วยท่าทีเสแสร้ง พลันสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเรียบเฉย...

     

    “พี่เหยียนเฟย วางใจเถิด... บนร่างเขามียุทธภัณฑ์เวทที่ท่านอาจารย์ข้าเคยมอบไว้ให้เขาคอยปกป้อง ถึงอย่างไรก็ย่อมไม่ตายตกไปโดยง่ายหรอก”

     

    จากนั้น นางหันมองไปรอบ ๆ ก่อนจะเอ่ยถามผู้ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในความมืดมิด

     

    “พวกเจ้าโปรดปล่อยวางความอาฆาตแค้นลงเสียก่อน พวกเรากับกลุ่มคนที่พยายามไล่ตามพวกเจ้าไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียวกันแต่อย่างใด ดูสิ... คนของเราออกจะอ่อนแอถึงเพียงนี้ เราเพียงต้องการถามไถ่ถึงต้นสายปลายเหตุการตายขององค์ชายรัชทายาทแห่งติ่งกั๋ว เช่นนี้แล้วออกมาพูดคุยกันแต่โดยดีได้หรือไม่?”

     

    บางทีอาจเป็นเพราะเสียงคร่ำครวญโหยหวนด้วย ‘ความเจ็บปวด’ ของไป๋ชิวหรานที่ดังอยู่พักหนึ่ง เสียงกรอบแกรบจึงดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิด จากนั้นหญิงสาวเรือนผมดำสนิทในชุดสีขาว สวมเสื้อคลุมขนฟู พร้อมด้วยหญิงสาวสวมเสื้อผ้าสีสันแตกต่างกันอีกหลายนางพากันเดินออกมาจากความมืดและปรากฏกายอยู่เบื้องหน้า

     

    เหล่าหญิงสาวมีรูปกายงดงามไร้ที่ติ ด้านหลังยังมีหางจิ้งจอกมีลักษณะและสีที่แตกต่างกัน

     

    หญิงสาวร่างขาวผ่องสืบเท้าเข้ามาตรงหน้าถังรั่วเวยและพวกพ้อง ส่วนอสูรจิ้งจอกที่เหลือต่างเดินเข้ามาล้อมพวกเขาไว้ตรงกลาง ก่อนจะเริ่มสนทนา

     

    “เผ่ามนุษย์ พวกเจ้าต้องการถามไถ่เรื่องใดจากข้า?”

     

    “เป็นเรื่องเกี่ยวกับองค์ชายรัชทายาทแห่งรัฐติ่งกั๋ว พวกเจ้าพอจำสิ่งใดเกี่ยวกับเขาได้บ้างหรือไม่?”

     

    ถังรั่วเวยเอ่ยถามนาง

     

    “ในคืนที่พวกเจ้าจัดแสดงมหรสพกลางเมืองหลวงติ่งกั๋ว มีใครบางคนในกลุ่มนี้ถูกองค์รัชทายาทแห่งติ่งกั๋วหมายปอง เรียกตัวให้ไปพบที่เรือสำราญส่วนพระองค์ หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง? เจ้าบอกเราได้หรือไม่?”

     

    “เหตุใดเราจึงต้องบอกเจ้าด้วย?”

     

    นางจิ้งจอกขาวซึ่งเป็นผู้นำเอ่ยถามหยั่งเชิงด้วยความระแวดระวัง

     

    “พวกเราไม่ขอปิดบังความจริงกับเจ้า เพราะต่างก็เป็นตัวแทนแห่งองค์ฮ่องเต้แห่งรัฐติ่งกั๋ว และได้รับมอบหมายให้มาตรวจสอบเรื่องนี้”

     

    จั่วเหยียนเฟยประคองไป๋ชิวหรานให้นอนราบลงกับพื้น ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นพร้อมเอ่ยต่อไป

     

    “เวลานี้มีผู้ฝึกตนอีกกลุ่มหนึ่งอยู่ด้านนอก น่าจะเป็นผู้ฝึกตนจากสำนักไหนสักแห่งที่ อีกทั้งยังต้องการแกนผลึกอสูรของพวกเจ้าในการปรุงยา หากเป็นผู้บริสุทธิ์ในเรื่องนี้ เราจะช่วยเหลือได้แลกกับการร่วมมือกัน หากเจ้ายินดีช่วยพวกเราจับฆาตกรตัวจริงไปลงทัณฑ์ ทางนี้ยินดีช่วยเจ้าให้หลบหนีจากการตามล่าได้”

     

    “นี่...”

     

    นางจิ้งจอกขาวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นหญิงสาวที่มีหางสีแดงเพลิงซึ่งยืนอยู่ด้านหลังกลับกล่าวเตือนเสียงเบาว่า

     

    “ฝ่าบาท คำกล่าวของเผ่าพันธุ์มนุษย์ไม่น่าเชื่อถือ”

     

    “โอ๊ย!”

     

    เสียงตะโกนของไป๋ชิวหรานดังขึ้นขัดจังหวะคำกล่าวของนางจิ้งจอกตนนั้น แล้วสูดลมหายใจเย็นเฉียบเข้าไปอย่างแรงด้วยความเจ็บปวดพร้อมคร่ำครวญไปพลาง

     

    “ไหล่...ไหล่ข้าหักแล้ว แม้แต่ยุทธภัณฑ์เวทที่ท่านอาจารย์มอบไว้ให้ก็ปริแตกเช่นกัน...”

     

    สีหน้าของนางจิ้งจอกขาวฉายชัดซึ่งความลังเล แต่แล้วจึงตัดสินใจได้

     

    “ย่อมได้... เช่นนั้น ข้าจะบอกพวกเจ้าถึงเรื่องทั้งหมด”

     

    “ฝ่าบาท!”

     

    “ไม่เป็นไร”

     

    นางจิ้งจอกขาวหันกลับไปมองผู้ติดตามของตน

     

    “ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่”

     

    นางกระแอมไอหนึ่งครั้ง จากนั้นจึงเริ่มเล่าให้ถังรั่วเวยและอีกสองคนฟังถึงต้นสายปลายเหตุของเรื่องราว

     

    “เรื่องนี้เริ่มจากการที่ข้าเดินทางมาถึงชางโจว หลังจากมาถึงพวกเราก็ไม่มีหน่วยเงินตราจากเผ่าพันธุ์อื่นไว้ในครอบครองเลยแม้แต่น้อย... จึงคิดหาวิธีหาเงิน ข้าจึงพาเหล่าสาวใช้มาทำการแสดงอ้ายเต๋าลู่”

     

    “อ้ายเต๋าลู่คือสิ่งใดกัน?”

     

    ถังรั่วเวยและจั่วเหยียนเฟยเอ่ยถามขึ้นพร้อมกัน

     

    “เป็นภาษาจำเพาะของเผ่าพันธุ์ต่างแดน มีต้นกำเนิดมาจากบ้านเถิดของข้าในแคว้นที่อยู่ห่างไกลออกไป หากอธิบายตามความหมายแล้วอาจหมายถึงผู้ทำให้หลงใหล นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเราเป็นที่จับตามอง”

     

    นางจิ้งจอกขาวอธิบาย

     

    “อันที่จริงแล้วตัวตนของพวกเจ้าคงไม่ใช่เพียงอสูรธรรมดาหรอกกระมัง?”

     

    ถังรั่วเวยตั้งข้อสงสัย

     

    “เหตุใดเจ้าจึงต้องทำการแสดงที่ว่านี่ด้วย? หากต้องการเงินจริง... ข้าว่ามีสารพันหนทางที่ดีกว่าการเปิดเผยรูปโฉมให้เป็นที่ประจักษ์”

     

    “ไอหยา! นี่เป็นงานอดิเรกส่วนตัว เป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่งเท่านั้น”

     

    นางจิ้งจอกขาวโบกมือ

     

    “กล่าวโดยสรุปแล้ว ยิ่งกลุ่มของเราจัดแสดงบ่อยครั้งเท่าไร ก็ยิ่งมีชื่อเสียงลือเลื่องมากขึ้นเท่านั้น ต่อมาจึงได้รับคำเชิญจากบุคคลสำคัญของรัฐติ่งกั๋ว ข้าตอบรับคำเชิญพร้อมกับพาพวกนางไปทำการแสดง ณ เมืองหลวงของติ่งกั๋ว ในคืนนั้นหลังจากการแสดงก็มีคนมาเชิญข้าเป็นการส่วนตัว บอกเพียงว่าองค์ชายต้องการสนทนาด้วย ข้าเลยตามเขาไปแต่โดยดี”

     

    “เหตุใดเจ้าจึงตอบรับคำเชิญง่ายดายนัก?”

     

    จั่วเหยียนเฟยนึกสงสัย

     

    “เขาสาธยายถึงสุราชั้นยอดรวมถึงอาหารเลิศรสมากมายที่จัดเตรียมไว้”

     

    พูดมาถึงตรงนี้นางจิ้งจอกขาวก็รู้สึกกระดากอายเล็กน้อย

     

    “ตอนนั้นข้าคิดเพียงว่าหากไม่ไปตามคำเชิญจนพลาดโอกาสดีงามเช่นนี้ คงน่าเสียดายไม่น้อย”

     

    ถังรั่วเวยและจั่วเหยียนเฟยหันมองสบตากัน ถึงขั้นกล่าวคำใดไม่ออก

     

    “ใครจะรู้ว่าเมื่อไปถึงเรือสำราญนั่นแล้ว องค์ชายรัชทายาทกลับสั่งให้ทหารองครักษ์อื่นลงจากเรือไป ก่อนจะกอดรัดทำรุ่มร่ามกับข้า”

     

    ใบหน้านางจิ้งจอกขาวแปรเปลี่ยนเป็นรังเกียจเดียดฉันท์

     

    “หนำซ้ำยังเรียกขานข้าว่า ‘ภรรยา’ ‘ฮูหยิน’ หรือคำอื่นใดที่มีความหมายทำนองนั้น เมื่อคิดทบทวนดูแล้ว คนบ้าเอ๊ย... ใจคอจะเรียกหญิงสาวสะสวยทุกนางว่าภรรยาหรืออย่างไร? ข้าจึงกัดไหล่เขาแล้วกระโดดข้ามลำคลองหนีไป แม้แต่อาหารยังไม่ทันได้ลองชิมสักคำ หลังจากที่เดินทางออกจากเมือง กลุ่มผู้ฝึกตนจากเผ่าพันธุ์มนุษย์กลับติดตามไล่ล่าเรา จนต้องหลบหนีมาถึงที่นี่”

     

    “หรือกล่าวให้ชัดเจนคือ เจ้าเพียงกัดองค์ชายรัชทายาทเท่านั้น มิได้สังหารเขากระนั้นหรือ?”

     

    จั่วเหยียนเฟยเอ่ยถาม

     

    “ไม่อย่างแน่นอน”

     

    นางจิ้งจอกขาวส่ายหน้า

     

    “เหตุใดจึงไพล่คิดไปว่ามนุษย์ถึงแก่ความตายเพียงเพราะถูกกัดเข้าที่ไหล่เล่า? เขี้ยวของข้าไม่มีพิษเสียหน่อย คาดว่าอาจจะเป็นฝีมือของมนุษย์ที่ไล่ตามเรามา ตอนที่กระโดดหนีออกไปทางหน้าต่าง คล้ายพบเห็นใครคนหนึ่งลอยตัวอยู่ในลำคลองประหนึ่งจระเข้”

     

    จั่วเหยียนเฟยก้มหน้าครุ่นคิด สบตากับถังรั่วเวยเป็นครั้งคราว ทั้งสองไม่เชื่อคำบอกเล่าของนางจิ้งจอกขาวเสียทีเดียว ทว่าสิ่งที่นางจิ้งจอกขาวกล่าวมา สอดคล้องกับสิ่งที่พวกนางตรวจสอบพบก่อนหน้านี้จริง

     

    ทันใดนั้นเอง พื้นดินกลับสั่นสะเทือนโดยแรง

     

    ดินโคลนร่วงตกลงมาจากบริเวณเหนือศีรษะ ด้านนอกของโพรงดินมีใครคนหนึ่งพ่นลมหายใจออกพร้อมตะโกนลงมาจนผู้คนได้ยินโดยทั่วกัน

     

    “ออกมาซะ พวกอสูรเผ่ามาร เราเจอพวกเจ้าแล้ว หลบซ่อนกายต่อไปก็ไร้ประโยชน์!”


    คล้ายกับเรื่องข้าก็แค่กลั่นลมปราณ 3,000 ปี [จบ] ที่คุณอ่าน