สุดยอดบอดี้การ์ดอหังการ

    สุดยอดบอดี้การ์ดอหังการ_44_คำท้าทายของสาวชุดแดง

    หลังจากที่เห็นทั้งสามคนเดินออกไปจากหลังเวที สีหน้าเคร่งเครียดของพี่ตงก็ผ่อนคลายลงในที่สุด ลมหายใจที่หยุดชะงักกลายเป็นหอบหายใจอย่างหนัก ราวกับว่าการปรากฏตัวของเซียวเจิ้งได้ทำให้หลังเวทีขาดออกซิเจนอย่างรุนแรงจนหายใจไม่ออก


    “พี่ตง........เป็นอะไรหรือเปล่าครับ?” ลูกน้องคนสนิทเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง


    “พี่ตง ทำไมพวกเราไม่ไปสั่งสอนไอ้เด็กนั่นกันล่ะครับ? มันจะทำตัวจองหองเกินไปแล้ว!”


    “หุบปากไปเลย!”


    พี่ตงตวาดเสียงดังลั่น หัวเข่าของเขาได้รับบาดเจ็บโดยไม่ทันระวังตัว เขากัดฟันกรอดแล้วกล่าวอย่างมีโทสะว่า


    “พวกแกจะไปรู้อะไร!”


    ลูกน้อง 4 – 5 คนเห็นพี่ตงโกรธจัด จึงได้แต่เงียบเสียงลงและหันมามองหน้ากันเอง


    พี่ตงระบายลมหายใจออกมาทางปาก พลางกล่าวด้วยแววตาที่พร่ามัว


    “พวกแกรู้ไหมว่าเขาเป็นใคร?”


    “ใครเหรอครับ?” ทุกคนจ้องมองไปยังพี่ตง


    “พวกแกไม่ได้ยินชื่อที่เขาเพิ่งพูดออกมาเหรอ?” มุมปากพี่ตงพลันกระตุก “เซียวเจิ้ง! พี่เจิ้งที่หายตัวไปเมื่อ 5 ปีก่อนนั่นไงเล่า!”


    “พี่เจิ้ง? อย่าบอกนะว่าเป็นพี่เจิ้งที่ร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับบอสเย่คนนั้น?”


    สีหน้าของลูกน้องคนหนึ่ง ที่อยู่ในวงการนักเลงมาค่อนข้างนานเปลี่ยนไปทันที


    “นอกจากเขาจะยังเป็นใครไปได้อีก?” พี่ตงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง


    “พวกแกไม่เห็นท่าทางของไอ้พิการนั่นเหรอ? ตอนที่เขาเจอบอสเย่ เขายังไม่เคารพขนาดนั้นเลยใช่ไหม?”


    ทุกคนหนังศีรษะชาวาบ พูดอะไรไม่ออกไปพักหนึ่ง


    ถ้าไอ้หนุ่มคนเมื่อกี้คือพี่เจิ้ง ที่ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับบอสเย่ในอดีตจริง ๆ งั้นพวกเขาก็กำลังผิดใจกับคนในฝั่งตัวเอง ไปสร้างความขุ่นเคืองให้กับบุคคลผู้น่ากลัวที่ไม่สมควรไปลองดีเข้า


    ต้องทราบเสียก่อนว่า ในช่วงที่บอสเย่ยังคงต่อสู้ดิ้นรน บอสเย่ได้นับถือคนคนนี้ว่าเป็นพี่น้องที่มีฐานะเท่าเทียมกัน ถึงจะไม่ได้ปรากฏตัวมานานหลายปี แต่ตำแหน่งภายในใจของบอสเย่ก็ไม่ใช่สิ่งที่พี่ตง หัวโจกตัวเล็ก ๆ จะสามารถต่อกรด้วยได้


    สถานะในวงการนักเลงถูกกำหนดเอาไว้อยู่แล้ว ถึงไม่อยากยอมรับก็ทำไม่ได้!


    ความจริงแล้ว วงการนักเลงกับวงการบังเทิงนั้นคล้ายกันมาก อย่างเช่นเรื่องความอาวุโส และสถานะในวงการ นักเลงรุ่นหลังที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ไม่ว่าจะแข็งแกร่งขนาดไหน หากไม่ถูกหักหน้าอย่างรุนแรงจริง ๆ พวกเขาก็จะไม่ไปล่วงเกินหัวหน้าแก๊งผู้อาวุโสง่าย ๆ ดังนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงพี่ตงที่พอจะมีชื่อเสียงอยู่บ้าง ส่วนเซียวเจิ้งก็ไม่ใช่คนอายุเยอะ หรือเป็นจิ้งจอกเฒ่าที่อาศัยความอาวุโสมายืดลมหายใจเฮือกสุดท้ายออกไป ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เกรงกลัวการแก้แค้นของเซียวเจิ้ง แต่เขาก็กลัวท่าทีของบอสเย่ ดังนั้นเมื่อเห็นสถานการณ์ไม่แน่นอนเช่นนี้แล้ว เขาจึงไม่กล้าตอบโต้กลับไป เพราะเกรงว่าตัวเองจะพลาดท่าเสียเอง


    “พี่ตงครับ เมื่อกี้นี้เขาบอกว่าจะลงแข่งในระดับ S ด้วย” ลูกน้องหูแหลมคนหนึ่งกล่าวเตือน “แต่การแข่งระดับ S เป็นการแข่งขันที่ได้กำไรมากที่สุด บอสเย่เคยบอกว่าจะพลาดไม่ได้เด็ดขาดนะครับ”


    “อืม”


    พี่ตงพยักหน้าเบา ๆ และขมวดคิ้วมุ่น กล่าวออกมาว่า “ไปแจ้งเรื่องนี้กับบอสเย่ซะ แล้วรอดูว่าบอสเย่จะว่ายังไง”


    “เข้าใจแล้วครับ”


    หลังจากที่ลูกน้องวางสายโทรศัพท์ ก็วิ่งกลับมาด้วยสีหน้าซับซ้อน และกล่าวอย่างระมัดระวัง


    “บอสเย่บอกว่า ให้จัดการทุกอย่างตามปกติ อย่ามุ่งเป้าไปที่เขาครับ”


    “แค่นี้เองเหรอ?” พี่ตงเอ่ยถามด้วยสีหน้าแปลกใจ


    “ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติมเลยเหรอ?”


    “ไม่เลยครับ” ลูกน้องกล่าว พลางส่ายหน้าไปด้วย


    “ถ้าการจัดอันดับวุ่นวายเพราะเขา จนส่งผลกระทบต่อผลแพ้ชนะ พวกเราก็เสียหายไปอย่างมหาศาลเลยน่ะสิ!”


    พี่ตงกล่าวอย่างเป็นกังวล เขาแน่ใจขึ้นเรื่อย ๆ แล้วว่าความสัมพันธ์ระหว่างเซียวเจิ้งกับบอสเย่นั้นต้องไม่ธรรมดา ไม่อย่างนั้นบอสเย่ผู้รอบคอบจะยอมให้มีปัจจัยที่ไม่แน่นอนแบบนี้เกิดขึ้นได้ยังไง?


    ……..


    หลี่เฟิงยังมีงานที่ต้องทำ ฝ่ายเซียวเจิ้งก็ไม่ได้เรียกร้องอะไร เพียงแค่ตบไหล่อีกฝ่ายและปล่อยให้เขาจากไปเท่านั้น ถึงจะยังอยากระลึกถึงความหลังกับเพื่อนเก่าที่รู้จักกันมาเกือบ 10 ปี และพูดคุยเรื่องชีวิตในตอนนี้ว่าเป็นยังไงบ้าง แต่เขาก็รู้ดีว่าหลี่เฟิงนั้นมีชีวิตเป็นของตัวเอง และยังมีครอบครัวที่ต้องดูแล ถึงครั้งนี้เขาช่วยหลี่เฟิงได้ แต่ก็ไม่สามารถช่วยเหลือไปได้ตลอดชีวิต นี่แหละคือชีวิต ไม่ว่าใครก็หนีมันไม่พ้น


    “แผ่นหลังของเขาดูอ้างว้างมากเลย”


    หลินเสี่ยวจู้จ้องมองหลี่เฟิงที่ค่อย ๆ ไกลห่างออกไป และถอนหายใจ พลางพูดขึ้นมา


    “ทำไมถึงได้พูดแบบนั้นล่ะ?” เซียวเจิ้งคลี่ยิ้ม และเอ่ยถามด้วยความขื่นขม


    “ไม่ทำไมหรอก ฉันก็แค่รู้สึกแบบนั้น”


    หลินเสี่ยวจู้หยุดชะงักไปชั่วครู่ ก่อนที่จะเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา


    “เขาเป็นนักเลงใช่ไหม?”


    “อืม เมื่อก่อนเขาเคยได้รับการยกย่อง” เซียวเจิ้งพยักหน้ารับ


    “อายุก็ไม่ได้เยอะแท้ ๆ แต่ฉันกลับรู้สึกว่าเขาดูแก่มากเลย” หลินเสี่ยวจู้พูดขึ้นมา


    “ชีวิตที่ผ่านประสบการณ์มามากมาย ก็ต้องดูแก่กว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว” เซียวเจิ้งกล่าวออกมาเบา ๆ


    “ตอนนี้ฉันแน่ใจแล้วว่าพี่เคยเป็นนักเลงมาก่อน ไม่อย่างนั้น เขาคงจะไม่เคารพพี่ถึงขนาดนั้น และพวกนักเลงที่อยู่หลังเวทีก็คงจะไม่เกรงกลัวพี่ถึงขนาดนั้นเหมือนกัน” หลินเสี่ยวจู้บ่นพึมพำกับตัวเอง


    “ฉันรู้ว่าพี่ไม่มีทางยอมรับ และฉันก็ไม่ต้องการให้พี่อธิบายอะไรด้วย ไม่ต้องห่วงนะ ฉันไม่บอกพี่สาวหรอก นี่จะเป็นความลับเรื่องที่สองที่พวกเราช่วยกันปิด!”


    เซียวเจิ้งลูบหัวหลินเสี่ยวจู้ด้วยความเอ็นดู จากนั้นหัวเราะ แล้วกล่าวออกมาว่า


    “รู้จักเข้าใจคนอื่นมากกว่าพี่สาวอีกนะ”


    ถึงจะยังรู้จักกันได้ไม่ถึง 24 ชั่วโมง แต่ความสนิทสนมของคนทั้งสองกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ช่างแตกต่างจากตอนที่เพิ่งเจอกันมากเหลือเกิน เซียวเจิ้งรู้สึกประทับใจในตัวน้องสาวของภรรยามากขึ้นเรื่อย ๆ แต่หลินเสี่ยวจู้นั้นไม่เข้าใจสามีของพี่สาวตัวเองมากขึ้นทุกที เธอรู้สึกเหมือนกำลังขุดหาสมบัติล้ำค่าที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและความแปลกใหม่


    ทั้งเคยเป็นนักเลง ทั้งอาศัยอยู่กับพี่สาวที่ไม่เคยสนใจผู้ชายมาก่อน ต่อสู้กับคนเป็นสิบได้อย่างสบาย ๆ แม้แต่หัวโจกอย่างพี่ตงก็ยังเกรงกลัวเขาจนไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม แถมยังรู้จักบุคคลระดับตำนานที่เคยถูกยกย่องว่าเป็นเซียนรถแห่งภูเขาจิ่วผาน


    ผู้ชายที่ดูเหมือนคนธรรมดาคนนี้ แท้จริงแล้วมีความลับมากมายขนาดไหนกันแน่? และทำไมเขาถึงมาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตัวเล็ก ๆ ที่ด้อยคุณค่าอยู่ในกลุ่มบริษัทซินอ้าว?


    เด็กสาวที่อยู่ในวัยต่อต้านมักจะสนใจผู้ชายลึกลับและไม่อยู่ในกรอบอย่างเซียวเจิ้ง โดยเฉพาะเด็กสาวที่ไม่ขาดแคลนเงินและซุกซนอย่างหลินเสี่ยวจู้


    “ฮิ ๆ........”


    เสียงหัวเราะอันทรงเสน่ห์ ยั่วยวนใจคนดังออกมาจากรถเฟอร์รารี่อีกครั้ง กระจกรถได้เลื่อนลงมาอย่างช้า ๆ บนใบหน้าหวานซึ้งระดับสาวงามล่มเมืองเต็มไปด้วยรอยยิ้มอันน่าหลงใหล เธอเอ่ยด้วยท่าทีสูงส่งว่า


    “สุดหล่อ ฉันพอจะรู้แล้วว่านายกับน้องเมียมีความสัมพันธ์ที่น่าทึ่งมาก อย่าบอกนะว่านายคิดจะยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว หาความสุขจากภรรยาหลายคนแบบนั้น?”


    เซียวเจิ้งยังไม่ทันตอบโต้ หลินเสี่ยวจู้ก็เถียงกลับไปว่า


    “ก่อนออกจากบ้าน เธอไม่ได้แปรงฟันเหรอ? ปากของเธอมันถึงได้เหม็นเน่าขนาดนี้!”


    หญิงสาวชุดแดงหัวเราะ พลางกล่าวออกมาว่า “รอให้พี่เขยของเธอมาชิมก่อนสิ แล้วค่อยให้เขาบอกเธอว่าปากของฉันเหม็นหรือหอมกันแน่”


    ท้าทายกันอย่างโจ่งแจ้ง!


    ยั่วโมโหกันเกินไปแล้ว!


    หลินเสี่ยวจู้เคยเห็นคนหน้าไม่อาย แต่เธอไม่เคยเห็นผู้หญิงโสมมที่หน้าไม่อายขนาดนี้มาก่อน อยู่ต่อหน้าน้องเมียแท้ ๆ แต่ยังมีหน้ามายั่วยวนพี่เขยของเขา ไม่มีจิตสำนึกบ้างเลยหรือไง?


    หลินเสี่ยวจู้คิดที่จะเถียงอีกครั้ง แต่เธอถูกเซียวเจิ้งรั้งเอาไว้ เขาส่งยิ้มให้หญิงสาวชุดแดงที่ไม่รู้ที่มาคนนี้ แล้วพูดว่า


    “สนใจจะมาพนันกันไหม?”


    “พนันอะไร?” หญิงสาวชุดแดงคลี่ยิ้ม “แล้วจะใช้อะไรมาเดิมพัน?”


    “พนันกันว่าใครจะเป็นที่หนึ่งในการแข่งขันระดับ S” เซียวเจิ้งกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ส่วนเดิมพันคือ ถ้าฉันชนะ ฉันขอรบกวนให้เธอช่วยปิดปากให้สนิท ไม่มีใครบอกเธอเหรอว่าเธอเสียงดังมาก?”


    หญิงสาวชุดแดงได้ยินคำพูดที่เพียงพอจะทำให้สาวสวยโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ใบหน้างามล้ำราวกับนางจิ้งจอกก็มีสีหน้าประหลาดใจไปชั่วขณะ ก่อนที่จะเอ่ยถามด้วยความขบขันว่า


    “แต่ถ้านายแพ้ นายจะต้องนอนกับฉันหนึ่งคืนนะ ว่ายังไงล่ะ?”

    คล้ายกับเรื่องสุดยอดบอดี้การ์ดอหังการ ที่คุณอ่าน