ราตรีที่เงียบงัดภายในโรงเตี๊ยมรักพักใจบัดนี้ถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศที่บิดเบี้ยวไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง แสงจันทร์เสี้ยวที่สาดส่องผ่านรอยแตกของบานหน้าต่างไม้ดูสลัวลางประดุจดวงตาของปีศาจที่กำลังเฝ้ามองโศกนาฏกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้น ลมราตรีที่เคยเซาะผ่านใบไผ่ด้วยเสียงเศร้าหงอยบัดนี้กลับเงียบกริบ ราวกับธรรมชาติเองก็หวาดกลัวต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นภายในห้องพักชั้นบนสุด
ภายในห้องพักที่เคยอบอวลด้วยรังสีธรรมอันบริสุทธิ์ บัดนี้กลับคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นควัน "บุปผา์" ที่เข้มข้นจนอากาศหนืดเหนียว กลิ่นหอมหวานแปลกๆ นั้นแทรกซึมเข้าไปในทุกซอกทุกมุม ผสมผสานกับกลิ่นเหงื่อกาฬที่เซาะออกมาจากร่างกายของปรมาจารย์เหลียนที่กำลังดิ้นรนอยู่บนเตียง
อาหลาง ยืนอยู่หน้าประตูไม้หนาหนัก มือของเขากำ ศิลาเนตรมาร ไว้แน่น บัดนี้ศิลาไม่ได้ส่องแสงสีม่วงทองอย่างเคย แต่มันกลับเปล่งประกาย สีแดงฉานประดุจโลหิต สดๆ ที่เพิ่งหลั่งริน แสงสีเืนั้นกะพริบเป็จังหวะตามอัตราการเต้นของหัวใจที่บ้าคลั่งของเหยื่อที่อยู่ภายในห้อง
เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเป็เวลานานหลายนาที เพลิดเพลินกับเสียงครางแ่เบาที่ดังออกมาจากภายในห้อง เสียงนั้นเต็มไปด้วยความทรมานและความซ่านสยิวที่ปนเปกัน มันคือดนตรีที่หวานหอมที่สุดสำหรับหูของพญามารอย่างเขา
"นางเซียนผู้บริสุทธิ์..." เขาพึมพำด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ "ท่านกำลังสู้กับตัวเองอยู่ใช่หรือไม่? กำลังพยายามกดทับความปรารถนาที่ถูกปลุกขึ้นมาด้วยควันบุปผา์? แต่ท่านรู้หรือไม่ว่า ยิ่งท่านต่อสู้มากเพียงใด ไฟราคะก็ยิ่งลุกโชนแรงขึ้นเพียงนั้น"
ทันใดนั้น พื้นผิวของศิลามารพลันปรากฏอักขระสีดำสนิทที่จารึกความลับส่วนลึกที่สุดของปรมาจารย์เหลียนออกมาเป็ประโยคสั้นๆ ทว่าเขย่าขวัญผู้ที่พบเห็น:
'ภายใต้ตบะหมื่นปี คือจิติญญาที่โหยหาััอันไร้ความปรานี... นาง้าเพลิงนรกมาเผาผลาญเพื่อทำลายกรงขังแห่งธรรมที่จองจำนางไว้ในความว่างเปล่า'
อาหลางอ่านข้อความนั้นแล้วแสยะยิ้มจนเห็นเขี้ยวฟัน ความลับนี้คือ "กุญแจ" สู่การทำลายล้างที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เขาเคยทำมา มันเผยให้เห็นว่าปรมาจารย์เหลียนไม่ได้เป็นางเซียนผู้บริสุทธิ์อย่างที่โลกเข้าใจ แต่นางคือผู้หญิงที่กดทับความปรารถนาอันรุนแรงไว้ภายใต้ผิวเผินของการบำเพ็ญเพียร
"ข้าเข้าใจแล้ว..." เขากระซิบ "นางไม่ได้้าความสงบสุข นาง้าความรุนแรง นาง้าให้ใครสักคนมาทำลายกรงขังที่นางสร้างขึ้นเอง นางอยากให้ใครสักคนมาบังคับนาง... มาทำในสิ่งที่นางไม่กล้าทำเอง"
ปัง!
อาหลางเตะประตูห้องพักให้เปิดออกอย่างแรงโดยไม่มีการขออนุญาตหรือแสดงความนอบน้อมดั่งเช่นยามกลางวันอีกต่อไป เขาเดินก้าวเข้าไปในห้องด้วยท่วงท่าของพญามารผู้เกรงขาม รังสีมารในกายพุ่งพล่านจนทำให้เปลวเทียนในห้องดับวูบลง เหลือเพียงแสงสีแดงจากศิลามารที่สะท้อนใบหน้าอันโเี้ของเขา
ห้องพักที่เคยเป็สถานที่ศักดิ์สิทธิ์บัดนี้กลายเป็เวทีแห่งการล่มสลาย บนโต๊ะไม้เล็กๆ ข้างเตียง เทียนธูปที่จุดไว้เพื่อการสวดมนต์ได้ดับสนิทหมด หนังสือธรรมะที่วางเรียงอย่างเป็ระเบียบกลับกระจัดกระจายไปทั่วพื้น ราวกับมีลมพายุพัดผ่าน แต่ความจริงแล้วมันคือผลจากการดิ้นรนของปรมาจารย์เหลียนที่พยายามต่อสู้กับความปรารถนาที่ถูกปลุกขึ้นมา
บนเตียงไม้หลังใหญ่ ปรมาจารย์เหลียน นอนขดกายอยู่ภายใต้ชุดนักพรตที่หลุดลุ่ย ใบหน้าของนางแดงซ่านด้วยพิษจากควันบุปผา์ ลมหายใจหอบกระชั้นจนอกอิ่มชูชันกระเพื่อมไหวอย่างน่าตื่นตา ผมยาวสีดำที่เคยเกล้าไว้อย่างเรียบร้อยบัดนี้กระจายไปทั่วหมอน เหงื่อกาฬเซาะออกมาตามแผ่นหน้าผากและลำคอ ทำให้ชุดนักพรตสีขาวเปียกชื้นติดแนบไปกับผิวกาย
เมื่อเห็นอาหลางเดินเข้ามา นางพยายามพยุงกายที่สั่นเทาขึ้นนั่ง ดวงตาที่เคยนิ่งสงบดุจมหาสมุทรบัดนี้สั่นระริกด้วยความสับสนและไฟราคะที่พุ่งพรวดถึงขีดสุด ในดวงตาคู่นั้นมีทั้งความกลัว ความโกรธ และสิ่งที่น่าหวาดกลัวที่สุดคือ "ความหิวกระหาย" ที่นางเองก็ไม่เข้าใจ
"เ้า... เสี่ยวเอ้อต่ำต้อย... เ้าบังอาจ..." น้ำเสียงของนางสั่นพร่า ไร้ซึ่งอำนาจสะกดใจดั่งเก่า แต่ในความสั่นพร่านั้นกลับแฝงไปด้วยสิ่งที่นางไม่อยากยอมรับ—ความคาดหวัง
"เสี่ยวเอ้อหรือ?" อาหลางหัวเราะก้องห้อง เสียงหัวเราะนั้นเต็มไปด้วยความเยาะเย้ยและความโเี้ "ในคืนนี้ ข้าคือ 'เ้าชีวิต' ของท่านต่างหากเล่านางเซียนเหลียน ข้าคือผู้ที่จะปลดปล่อยท่านจากกรงขังที่ท่านสร้างขึ้นเอง"
เขาเดินเข้าไปใกล้เตียงอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจและอำนาจ เขารู้ดีว่าบัดนี้เขาถือหัวใจของนางไว้ในมือแล้ว ควันบุปผา์ได้ทำหน้าที่ของมันเสร็จสิ้น ตบะที่นางสร้างมาเป็เวลานับร้อยปีได้แตกสลายลงแล้ว เหลือเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังดิ้นรนกับความปรารถนาที่ถูกปิดกั้นมานาน
เขาไม่รอให้นางได้ตั้งตัว อาหลางพุ่งเข้าไปคว้าลำคอระหงของนางแล้วเหวี่ยงร่างที่อ่อนแรงนั้นลงบนเตียงอย่างแรงจนเสียงไม้ลั่นเกรียบ ความป่าเถื่อนที่ไร้การเกรงใจทำให้นางเซียนผู้สูงส่งถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
ปรมาจารย์เหลียนไม่เคยถูกใครปฏิบัติด้วยความรุนแรงเช่นนี้มาก่อน ตลอดชีวิตของนาง ผู้คนมักจะก้มกราบด้วยความเคารพ พูดจากับนางด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและสุภาพ แม้แต่ศัตรูก็ยังให้เกียรติในฐานะนางเซียนผู้สูงส่ง แต่อาหลางกลับปฏิบัติกับนางประดุจสิ่งของ ประดุจของเล่นที่เขาจะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ
"บังอาจนัก! มารชั้นต่ำ!"
ปรมาจารย์เหลียนเค้นพลังตบะเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่ รวบรวมปราณบริสุทธิ์ไว้ที่ฝ่ามือขวาจนเกิดแสงสีขาวนวลกระจ่าง นางซัดฝ่ามือเข้าใส่หน้าอกของอาหลางด้วยความเร็วและรุนแรงหวังจะปลิดชีพมารร้ายตนนี้ให้ดับดิ้น หากเป็จอมยุทธทั่วไป พลังฝ่ามือนี้คงทำให้ทรวงอกแตกละเอียดไปแล้ว
แต่ในใจลึกๆ ของนาง มีเสียงกระซิบเบาๆ ที่ถามว่า "นาง้าให้เขาตายจริงหรือ?" เสียงนั้นทำให้นางสั่นะเื เพราะคำตอบที่แท้จริงคือ "ไม่" นางไม่้าให้อาหลางตาย นาง้าให้เขาอยู่ต่อไป เพื่อทำในสิ่งที่นางไม่กล้าขอ
ทว่า... อาหลางกลับไม่หลบเลี่ยง เขาเพียงแต่ยกศิลาเนตรมารขึ้นมารับััจากฝ่ามือนั้นตรงๆ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจที่น่าหวาดกลัว ราวกับเขารู้ล่วงหน้าแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น
วูบ!
เสียงประหลาดดังขึ้นประดุจลมพัดเข้าสู่หลุมดำ แสงสีขาวจากฝ่ามือของนางเซียนกลับถูกศิลาสีเืดูดกลืนเข้าไปทั้งหมดอย่างง่ายดาย ไม่เพียงแต่พลังธรรมของนางจะถูกดูดซับ แม้แต่พลังชีวิตของนางก็เริ่มไหลเข้าสู่ศิลามารเช่นกัน ศิลามารสั่นระริกด้วยความเปรมปรีดิ์ที่ได้ลิ้มรสพลังธรรมอันบริสุทธิ์เพื่อเปลี่ยนเป็เชื้อเพลิงแห่งราคะ
ปรมาจารย์เหลียนหน้าถอดสี มือที่เคยเปล่งแสงสีขาวบัดนี้กลับซีดเผือดและสั่นเทา "เป็ไปไม่ได้... พลังของข้า... มันถูกดูดไปหมดแล้ว..."
"พลังของท่านมันช่างเบาบางเหลือเกิน เมื่อเทียบกับ 'ความ้า' ที่ท่านซ่อนไว้" อาหลางเอ่ยเสียงเย็น แต่ในน้ำเสียงนั้นมีความพึงพอใจที่แทบจะปิดบังไว้ไม่อยู่ "ท่านคิดว่าการบำเพ็ญตบะเป็เวลานับร้อยปีจะทำให้ท่านแข็งแกร่งขึ้น แต่ความจริงแล้วมันกลับทำให้ท่านอ่อนแอลง เพราะท่านไม่เคยเผชิญหน้ากับความมืดภายในใจของตัวเอง"
เขาก้าวเข้าไปใกล้มากขึ้น จนนางสามารถรู้สึกถึงลมหายใจร้อนๆ ของเขาที่พัดโชยมาถึงใบหน้า กลิ่นกายของเขาผสมกับกลิ่นควันบุปผา์ทำให้นางรู้สึกมึนเมาและสับสน
"ท่านรู้หรือไม่ว่าทำไมศิลาเนตรมารถึงได้แสดงความลับของท่านออกมา?" เขาถามด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยการเยาะเย้ย "เพราะมันอ่านความปรารถนาที่แท้จริงจากจิตใต้สำนึกของท่าน ท่านไม่ได้้าความสงบสุข ท่าน้าความรุนแรง ท่าน้าให้ใครสักคนมาบังคับท่าน มาทำลายกรงขังที่ท่านสร้างขึ้นเอง"
เมื่อเห็นว่าพลังธรรมไม่อาจทำอะไรเขาได้ และนางเซียนก็อ่อนแรงลงจากการถูกดูดพลัง อาหลางจึงเริ่มลงมือตามคำสั่งของศิลามาร เขาคว้าข้อมือทั้งสองข้างของนางตรึงไว้เหนือหัวด้วยมือเพียงข้างเดียว แรงกำที่แ่าทำให้นางรู้สึกถึงความแข็งแกร่งที่เหนือกว่าของเขา
"ปล่อยข้า! เ้าไม่รู้หรือว่าข้าคือใคร!" นางดิ้นรนพยายามหลุดพ้น แต่ร่างกายที่อ่อนแรงจากการถูกดูดพลังทำให้การต่อสู้ของนางดูไร้ประสิทธิภาพ
"ข้ารู้ดีว่าท่านคือใคร" อาหลางกระซิบใกล้หูนาง "ท่านคือปรมาจารย์เหลียน นางเซียนผู้สูงส่งที่ทุกคนเคารพบูชา แต่ท่านก็คือดรุณีน้อยผู้โหยหาความรักและความอบอุ่น ผู้หญิงที่ถูกบังคับให้ละทิ้งความเป็มนุษย์เพื่อเข้าสู่มรรคาแห่งเซียน"
การที่เขาเอ่ยชื่อ "ดรุณี" ออกมาทำให้ปรมาจารย์เหลียนใจนหยุดดิ้นรน ชื่อนั้นเป็ชื่อที่นางไม่ได้ยินมานานนับร้อยปี ชื่อของหญิงสาวธรรมดาที่นางเคยเป็ ก่อนที่นางจะกลายเป็นางเซียนผู้เ็า
"เ้า... เ้ารู้ได้อย่างไร..." นางกระซิบด้วยเสียงที่สั่นเทา
"ข้ารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับท่าน ดรุณี" เขายิ้มอย่างโเี้ "ข้ารู้ว่าท่านเคยรักชายหนุ่มคนหนึ่งในหมู่บ้าน ข้ารู้ว่าท่านเคยฝันถึงการแต่งงานและมีลูก ข้ารู้ว่าท่านถูกบังคับให้เข้าสู่มรรคาแห่งเซียนเพื่อหลีกหนีจากความเ็ปที่เกิดจากการสูญเสียเขา"
ทุกคำพูดของเขาเป็เหมือนมีดที่แทงเข้าไปในหัวใจของนาง ความทรงจำที่นางพยายามฝังลึกเริ่มผุดขึ้นมาอย่างชัดเจน นางเห็นภาพชายหนุ่มผู้นั้นอีกครั้ง เห็นรอยยิ้มอันอบอุ่นของเขา เห็นมือที่เคยประคองมือนาง เห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความรัก
"หยุด... อย่าพูดอีก..." นางร้องขอด้วยเสียงที่แหบพร่า
แต่อาหลางไม่หยุด เขาเงื้อมือขึ้นสูงแล้ว ตบเข้าที่ใบหน้าสวยงามของนางอย่างแรง
เพียะ!
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังก้องกังวานไปทั่วห้อง ใบหน้าหยกขาวลออของนางเซียนหันตามแรงตบจนปิ่นหยกที่เสียบผมหลุดกระเด็นไปกระทบผนัง ผมสีดำยาวสยายเต็มเตียง เืสีแดงสดเริ่มไหลซึมออกมาจากมุมปากที่แตกช้ำ รอยนิ้วมือทั้งห้าปรากฏเด่นชัดบนแก้มเนียนประดุจตราบาปที่ไม่อาจล้างออก
ความเ็ปจากการถูกตบแผ่กระจายไปทั่วใบหน้า แต่สิ่งที่น่าใกว่านั้นคือความรู้สึกที่ตามมา ความเ็ปนั้นไม่ได้ทำให้นางรู้สึกโกรธหรือเศร้า แต่มันกลับปลุกความรู้สึกแปลกๆ ที่นางไม่เคยรู้จักมาก่อน
ความป่าเถื่อนและไร้ความปรานีนี้คือสิ่งที่ปรมาจารย์เหลียนไม่เคยพบเจอมาตลอดหลายร้อยปีของการบำเพ็ญเพียร ผู้คนมักจะก้มกราบกราบนางด้วยความเคารพ บูชานางประดุจเทพธิดา พูดจากับนางด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและสุภาพ ทว่าอาหลางกลับปฏิบัติกับนางประดุจสิ่งของต่ำต้อย ประดุจของเล่นที่เขาจะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ
แต่สิ่งที่น่าหวาดกลัวที่สุดกลับเกิดขึ้นภายในจิตใจของนาง...
เมื่อความเ็ปจากการถูกตบแล่นเข้าสู่ประสาทัั ตบะที่นางเพียรสร้างมาเพื่อกดทับความรู้สึกกลับ ทลายลง ทันทีประดุจเขื่อนที่แตกพัง ความเจ็บนั้นกลับกลายเป็ตัวจุดชนวนให้ไฟราคะที่พุ่งสูงถึง 99 ะเิออกมาจนทะลุขีดจำกัด ร่างกายของนางสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ไม่ใช่เพราะความโกรธ แต่เพราะความเสียวซ่านที่แฝงมากับความเ็ปอย่างที่นางไม่เคยคาดคิดมาก่อน
ความรู้สึกนั้นเหมือนกับมีกระแสไฟฟ้าพุ่งผ่านร่างกายของนาง เริ่มจากแก้มที่ถูกตบ แล้วแผ่กระจายลงไปตามลำคอ ไหลผ่านหน้าอก และจมลงสู่จุดกึ่งกลางกายที่เริ่มเปียกชื้น นางไม่เข้าใจว่าทำไมความเ็ปถึงได้กลายเป็ความเสียวซ่าน ทำไมการถูกทำร้ายถึงได้ทำให้นางรู้สึกตื่นเต้น
"อ๊า..." เสียงครางแ่เบาที่เต็มไปด้วยตัณหาหลุดออกมาจากริมฝีปากที่แตกช้ำ เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของนางเซียนผู้สูงส่ง แต่เป็เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังจมอยู่ในความปรารถนาอันรุนแรง
อาหลางจ้องมองผลงานของตัวเองด้วยสายตาพึงใจสูงสุด เขาเห็นค่าราคะในศิลามารพุ่งขึ้นเป็ 100 และกลายเป็สัญลักษณ์รูปดวงตาสีเืที่เบิกกว้าง ตัวเลข 100 หมายความว่านางได้ยอมจำนนต่อความปรารถนาอย่างสมบูรณ์แล้ว ไม่มีทางกลับ
"เห็นหรือไม่? ตบะของท่านช่างเปราะบางนัก เพียงแค่ความรุนแรงเล็กน้อย ท่านก็เผยธาตุแท้ออกมาแล้ว" เขากระซิบพลางใช้นิ้วหัวแม่มือปาดเืที่มุมปากนางแล้วนำมาป้ายที่ลิ้นของตนเอง "รสชาติของนางเซียนที่แปดเปื้อน... ช่างหอมหวานเหลือเกิน มันมีรสชาติของความบริสุทธิ์ที่ถูกทำลาย ของความศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกเหยียบย่ำ"
เขาเลียริมฝีปากตัวเองด้วยความพึงพอใจ เืของนางเซียนมีรสชาติที่แตกต่างจากเหยื่อรายอื่นๆ มันหวานและมีกลิ่นหอมของดอกบัว แต่ก็มีความขมเล็กน้อยของความเศร้าโศกที่ถูกกดทับมานาน
ปรมาจารย์เหลียนบัดนี้ไร้ซึ่งท่าทีขัดขืน ดวงตาของนางเลื่อนลอยและฉ่ำวาวไปด้วยน้ำตาแห่งความใคร่ ร่างกายของนางตอบสนองต่อความป่าเถื่อนของอาหลางด้วยการบิดส่ายสะโพกอย่างรุนแรง ความอัปยศที่ถูกตบหน้ากลับกลายเป็แรงขับเคลื่อนให้นางโหยหาััที่รุนแรงกว่าเดิม
นางรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมลงสู่ก้นบึ้งของความปรารถนา ทุกอย่างที่นางเคยเชื่อ ทุกอย่างที่นางเคยยึดถือ กำลังละลายหายไปในไฟแห่งตัณหา นางไม่ใช่ปรมาจารย์เหลียนอีกต่อไป นางคือดรุณี ผู้หญิงที่โหยหาความรักและความอบอุ่น ผู้หญิงที่้าให้ใครสักคนมานาง
"ฆ่าข้า... หรือไม่ก็... ทำกับข้าให้มากกว่านี้..." นางเพ้อพร่ำด้วยเสียงที่แหบพร่า ในน้ำเสียงนั้นมีทั้งความสิ้นหวังและความหิวกระหาย "ข้าทนไม่ไหวแล้ว... ความรู้สึกนี้... มันเผาผลาญข้าจากภายใน..."
อาหลางหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นเต็มไปด้วยความพึงพอใจและความโเี้ เขาเริ่มหยิบ "เชือกไหมปีศาจ" ออกมาเตรียมพร้อม เชือกสีดำที่เปล่งประกายระยิบระยับภายใต้แสงจันทร์ คืนนี้กรงขังแห่งธรรมได้พังทลายลงแล้ว เหลือเพียงมารร้ายที่กำลังจะร่ายมนต์พันธนาการนางเซียนผู้สูงส่งให้จมลงสู่ก้นบึ้งของนรกที่หอมหวานที่สุด
"ไม่ต้องรีบร้อนไป ปรมาจารย์เหลียน... หรือควรเรียกว่าดรุณีดีกว่า" เขากระซิบใกล้หูนาง "คืนนี้ข้ามีเวลาเหลือเฟือที่จะมอบ 'ความไร้ปรานี' ให้แก่ท่านจนกว่าท่านจะร้องขอความตาย แต่ข้าจะไม่ให้ท่านตาย ข้าจะทำให้ท่านอยู่ในสภาพนี้ไปตลอดกาล เป็ทาสของความปรารถนาที่ไม่มีวันสิ้นสุด"
เขาเริ่มผูกเชือกไหมปีศาจรอบข้อมือของนาง เชือกนั้นมีคุณสมบัติพิเศษที่จะดูดซับพลังธรรมและเปลี่ยนเป็ความรู้สึกเสียวซ่าน ยิ่งนางพยายามดิ้นรน เชือกก็ยิ่งรัดแน่น และความเสียวซ่านก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
"อ๊า... มันร้อน... เชือกนี้มันร้อนมาก..." นางครางด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความทรมานและความเสียวซ่าน
"นั่นเพราะมันกำลังดูดซับพลังธรรมของท่านและเปลี่ยนเป็พลังแห่งตัณหา" อาหลางอธิบายด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ "ยิ่งท่านมีพลังธรรมมากเท่าใด ความรู้สึกนี้ก็จะยิ่งรุนแรงขึ้นเท่านั้น ท่านจะไม่มีทางหลุดพ้นได้"
อาหลางเริ่มลงมือกดร่างนางลงอีกครั้ง พร้อมกับเงื่อนเชือกชุดแรกที่กำลังจะพันธนาการร่างกายอันศักดิ์สิทธิ์นี้ไว้ชั่วนิรันดร์ เขารู้ดีว่าคืนนี้จะเป็คืนที่ยาวนานที่สุดในชีวิตของเขา และจะเป็คืนสุดท้ายของปรมาจารย์เหลียนในฐานะนางเซียนผู้สูงส่ง
พรุ่งนี้เมื่อแสงแรกของรุ่งอรุณส่องผ่านหน้าต่าง จะมีเพียงดรุณีผู้หิวกระหายที่รอคอยการมาเยือนของนายของนางเท่านั้น...