BEWARE เด็กอันตราย (จบแล้ว)

    50 : ความยุ่งยาก

    50 : ความยุ่งยาก

     

            ว่าแล้วเชียว  ว่าถ้าเจ้าพวกนี้มาจะต้องได้เรื่อง

            เนียร์ถอนใจขณะอยู่ท่ามกลางควันดำที่ชวนให้สำลัก  ได้ยินเสียงกริ่งเตือนภัยแหลมบาดหูและของพวกคนที่อยู่ในตึกนี้ส่งเสียงกรีดร้องอยู่เบื้องล่าง  ไม่ต้องสงสัยเลยว่ากำลังวิ่งกันอลหม่านอยู่แค่ไหนเพื่อหนีไปจากนี่เพราะเหตุการณ์เมื่อครู่นี้เป็นต้นเหตุ

            ทันทีที่มีคนพาเด็กจากโรงเรียนเทพาพิทักษ์เข้ามาในห้องนี้ที่เธออยู่ก่อนหน้า  และเมื่อได้ประจันหน้ากับเด็กหนุ่มที่ปัดผมหน้ามาปิดตาไว้ข้างนึงซึ่งเดินนำกลุ่มมาราวกับหัวหน้า  ทั้งคู่ก็รู้โดยทันทีว่าอีกฝ่ายนั้นคือคนที่เคยสู้ด้วยเมื่อคืนวันไปโรงเรียนประถมอนุรักษ์  แม้ตอนนั้นจะไม่เห็นหน้าเพราะใส่หน้ากากอยู่ก็ตามที  จากสัญชาตญาณ..จากธรรมชาติมันบอกให้รู้ว่าพวกเธอนั้นคือศัตรูกัน

            พูดกันได้เพียงไม่กี่ประโยค  ก็เริ่มสู้กันโดยที่เพื่อนของฝ่ายนั้นไม่ห้ามเลยสักนิด  แล้วอีกครู่เดียวถัดมา  อากาศในห้องก็ร้อนระอุขึ้นจนถึงขั้นระเบิดออกมาแบบนี้  ยังดีที่เนียร์สร้างน้ำดันแรงดันพวกนั้นออกไปได้อย่างฉิวเฉียด  จึงไม่เป็นอะไร

            ควันในห้องถูกลมพัดขจัดออกไปอย่างง่ายดายโดยฝีมือใครบางคน

            “ไม่ไหวๆ”  เสียงผู้ชายคนนึงพูด  แม้จะยังไม่เห็นหน้า  แต่เนียร์ก็รู้ว่าเป็นหนึ่งในเพื่อนของคนที่กำลังสู้ด้วย  “เล่นระเบิดสุ่มสี่สุ่มห้าไม่เตือนกันก่อนแบบนี้  พวกฉันก็แย่เหมือนกันนา  อั๊ค”

            ตอนแรกเนียร์นึกว่าเขาจะโมโห  แต่เมื่อภาพเบื้องหน้าชัดเจนขึ้น  เนียร์กลับเห็นแค่อั๊คหันมองผู้ชายที่พูดนั้นด้วยสายตาเรียบนิ่ง  แน่นอนว่าสี่คนนั้นไร้บาดแผลใดๆ  ก่อนจะหันมาที่เนียร์อีกครั้งพลางพูด

            “โทษที  บังเอิญฉันมั่นใจมากไปหน่อย  ว่าพวกนายจะเตรียมพร้อมรับการระเบิดอารมณ์ของฉันได้ตลอดเวลา”

            “งั้นก็โทษด้วยละกัน  บังเอิญฉันไม่ได้รวมเอาคำว่าระเบิดอารมณ์ของนาย  กับคำว่าระเบิดจริงมาเป็นกรณีเดียวกัน”  ผู้ชายคนเดิมพูด 

            เมื่อเห็นได้ชัดๆ  เนียร์ถึงสังเกตว่าชายคนนั้นเจาะหูแค่ข้างเดียว  เขามีท่าทางสบายๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้นพอๆ กับคนอื่น  แต่คำพูดนั้นกลับจิกอีกฝ่ายไม่ยั้ง  คนถูกจิกก็รู้ตัวเหมือนกันเพราะหันไปถลึงตาใส่อีกรอบ

            “ไม่ต้องมามอง  นายก็รู้ว่ามันเป็นความจริง”

            “ขอเถอะ”  อั๊คดูจะกลั้นอารมณ์อย่างยากลำบาก  “ถ้านายอยากยั่วโมโหฉันมากนักนะ ดีม  ช่วยทำหลังจากที่ฉันเสร็จธุระกับผู้หญิงคนนี้ก่อนได้มั้ย”

            ดีมหัวเราะในลำคอ  ก่อนจะผายมือออกพร้อมกับค้อมหัวให้อย่างนอบน้อมอย่างล้อเลียน  “เชิญตามสบายเลยครับ  คุณผู้ชาย”

            เป็นกิริยาที่น่าโดนตื๊บมากในความคิดของเนียร์  และเธอก็รู้ว่าอั๊คคิดเหมือนกัน  เพียงแต่เอาความอยากตื๊บนั้นมาลงที่เธอแทน

            “แน่ใจแล้วเหรอว่ายังอยากคบพวกนั้นเป็นพวกต่อน่ะ”  เนียร์พยักหน้าไปทางชายหญิงสี่คนคนนั้น  ซึ่งแต่ละคนล้วนมีเอกลักษณ์ติดตาม  อย่างน้อยเธอก็คิดว่าเห็นผู้หญิงคนนึงเจาะจมูกและคิ้วด้วย

            “พวกนั้นเป็นเพื่อนฉัน”  อั๊คตอบเสียงหนักแน่นสำหรับเพื่อน  และแฝงไปด้วยความเย็นชาสำหรับเนียร์  “แล้วเธอล่ะ  ไม่มีเพื่อนรึไง”

            เป็นการย้อนคำถามที่ทำให้สีหน้าคนถูกย้อนขึงตึงขึ้นมาทันที  ราวกับเป็นคำต้องห้าม  และอั๊คก็จับความรู้สึกนั้นได้จนต้องถามกลับเสียงเยาะเย้ย  “ไม่มีสินะ?”  เขายกมือขึ้นมา  มีเปลวไฟลุกติดมาด้วย  ก่อนจะผลักมาทางเธอเร็วสูงราวกับปืนพ่นไฟ  “ก็แค่ตัวคนเดียว!”

            เนียร์มองไฟที่พุ่งมาที่เธอด้วยสายตาเรียบนิ่ง  เธอเตรียมรับป้องกันอยู่แล้วหากแต่ไม่ได้ทำ  เมื่อร่างของใครบางคนเข้ามาขวางหน้าไว้อย่างรวดเร็ว..แผ่วเบา  และเพียงแค่สะบัดมือออกเป็นวงกว้าง  ลมแรงประดุจพายุขนาดย่อมก็ดันเปลวไฟนั้นสลายหายไป

            “เนียร์ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวนะ  เพราะฉันเป็นเพื่อนของเธอ”  เสียงหญิงสาวคนนั้นกล่าวลั่น

            ท่ามกลางความแปลกใจจากการปรากฏตัวของผู้มาใหม่  แต่เนียร์ทำเพียงแค่ลอบฉีกยิ้มออกมา

            “...คิก”

             

            อั๊คมองเอลที่ปรากฏตัวขึ้นโดยไม่มีการบอกกล่าวด้วยความประหลาดใจ  เมื่อมองเลยไปข้างหลังที่ประตู...ซึ่งถูกระเบิดพังไปเรียบร้อยแล้ว  ก็มีกลุ่มคนอีกพวกนึงอายุคราวเดียวกันกับพวกเขาทยอยกันเข้ามา

            “รู้สึกที่นี่จะมีจัดปาร์ตี้  เลยมาขอร่วมแจมสักหน่อยคงไม่ว่ากันนะ”  ชายหนุ่มคนที่สูงที่สุดในบรรดาพวกที่มาใหม่  และสีผมดำแซมทองแปลกประหลาดพูดขึ้นเมื่อจับได้ว่าเขากำลังจ้องอยู่

            “เขาว่าคนหล่อมักงี่เง่า  สงสัยท่าจะจริง”  เอม  ผู้หญิงในกลุ่มอั๊คที่ไปเจาะจมูกและคิ้วว่า  ส่งสายตาดูถูกไปให้ทินแบบที่ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนกล้าทำมาก่อน

            “งั้นเธอก็คงตกวิชาภาษาไทย  ถึงได้แยกไม่ออกว่ามันเป็นแค่คำอุปมา”  ทินตอบกลับอย่างไม่สนใจ  “มีระเบิดจุดพลุ  มีผู้คนแบบนี้ไม่ใช่งานเลี้ยงหรอกเหรอ  อ้อ  บางทีอาจไม่ใช่เพราะไม่มีอาหารคอยเลี้ยงแขก  แต่เอาเถอะ...”  เขาทำเป็นยักไหล่ตัดใจไม่เอาความ  “ที่เธอไม่รู้  คงเพราะมีห่วงนั้นถ่วงจมูกอยู่”

            “นี่แก...”

            “หุบปากเถอะ”  อั๊คหันไปสั่งเอม  ที่ยอมฝืนกลั้นคำเอาไว้อย่างฝืนๆ  เนื่องด้วยสายตาที่เขาส่งไปบ่งบอกว่าหากเธอไม่ทำตามอาจทำให้เธอต้องนึกเสียใจภายหลังเอาได้

            “ถอยไปซะ  ถ้าไม่อยากเจอดี”  อั๊คบอกเอล  แต่เอลก็ไม่ยอมขยับไปไหนเพื่อยืนยันในสิ่งที่พูดไป  กระนั้น..เอลก็ยังอดไม่ได้ต้องหันไปมองเนียร์ที่อยู่ข้างหลัง

            ภาพที่เห็นนั้นคือเนียร์ส่งยิ้มกลับมาให้  ทำให้เอลรู้สึกว่าหินหนักที่ถ่วงหัวใจอยู่นั้นถูกยกถอนออกไปในทันที  แล้วกลับไปมองคู่ต่อสู้ตรงหน้าอย่างไม่นึกกลัวอะไรอีก

            อั๊คมองอย่างไม่สบอารมณ์  “อยากรนหาที่เองนะ”

            เพียวร้องเรียกชื่อเพื่อนเมื่อจู่ๆ เพลิงก็เข้าโหมใส่เอลและเนียร์  ซึ่งเสียงนั้นสูงจนเหมือนเสียงกรีดร้องซะมากกว่า  แล้วตั้งท่าจะวิ่งเข้าไปช่วย  แต่ก็ถูกฟิวส์ยกมือขึ้นขวางเสียก่อน  ทำให้เธอแทบจะกรี๊ดใส่เขาหากจู่ๆ พื้นตรงหน้าก็เกิดไฟโผล่ขี้นมาราวกับมีคนไปจุดไฟบนน้ำมัน..เสียแต่ไม่มีน้ำมันอยู่บนพื้นนั้น  ซึ่งหากฟิวส์ไม่ห้ามเพียวไว้  เธอคงโดนเผาไปแล้ว

            “อย่าเข้าไปสอดจะดีกว่านะ”  ธุม  คนที่มีผ้าโพกหัวเป็นนักเลงส่งยิ้มเย็นเยือกมาให้

            เพียวหันมองฟิวส์  “พี่ฟิวส์ทำอะไรสักอย่างสิ  ไปช่วยพวกนั้นเร็ว”

            “พี่ฟิวส์?”  โมเรียกเขาอย่างไม่มั่นใจ  เมื่อเห็นว่าฟิวส์ทำเพียงแค่ก้มหน้ามองพื้น  ไร้ความมั่นใจต่างจากทุกครั้ง  ราวกับกำลังกลัวอะไรบางอย่างอยู่...ที่กลัวมากจนไม่กล้าแม้แต่จะเข้าไปช่วยผู้หญิงที่ตัวเองชอบ

            “กรี๊ด” 

            เสียงร้องของเอลเรียกความสนใจของพวกเธอ  เห็นเอลไปกองอยู่กับพื้นพร้อมกับจับต้นแขนซ้ายที่ถูกไฟลนเผาไปเมื่อครู่นี้ทำให้เธอไร้การป้องกันโดยสิ้นเชิง  ในขณะที่เนียร์ไร้บาดแผลใดบ่งบอกว่าเอลช่วยปกป้องเธอไว้จริงตามที่ว่าไว้  และยังพยายามจะลุกขึ้นมาเพื่อสู้กับอั๊คอีกครั้ง

            อั๊คมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายชื่นชมแกมสมเพช  ใจที่พร้อมจะสู้เพื่อเพื่อนนั้นช่างน่าชื่นชม  หากแต่ความพยายามนั้นช่างไร้ความหมายซะเหลือเกินเมื่อคนที่ได้รับนั้นไม่เห็นคุณค่า

            ไฟที่พุ่งไปตรงๆ หาหญิงสาวที่ลุกขึ้นมาได้อีกครั้งกลับอ้อมวกหลังเธอไป  เอลที่ได้รับบาดเจ็บนั้นไม่อาจตามมันทัน  ทว่าข้างหลังนั้นมีเนียร์ยืนอยู่ซึ่งสามารถช่วยเธอได้

            “เนียร์!”  พวกเพียวร้องเรียก  ด้วยความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมว่าผู้ถูกเรียกนั้นจะต้องเข้าไปช่วยแน่นอน

            ทว่าสิ่งที่เอลเห็นนั้น  เพียงชั่วครู่เดียวที่เห็นดวงตาสีดำของเนียร์นั้นฉายแววเพียงความเฉยชาและรอยยิ้มสาแก่ใจ  ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกเปลวเพลิงบดบังจนสิ้น

            “เอล!!”

            ทุกคนร้อง  เมื่อร่างของเอลถูกไฟลุกโหมไปทั่วทั้งตัว  จนกระทั่งเสียงของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้น

            “ทำลายตึกฉันยังไม่พอ  ยังคิดจะฆ่าสหายร่วมชะตาอีกหรือไงกัน”

            ไฟบนตัวเอลมอดดับลงทันที  อั๊คและคนอื่นต่างมองไปที่ชายที่เข้ามาใหม่  ผู้ที่สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวและเสื้อนอกสีควันเข้มดูกลืนไปกับควันที่นี่  ดวงตาสีน้ำตาลแก่เด็ดเดี่ยวจ้องมาตรึงสายตาทุกคู่ไว้

            เขามองไปรอบๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องนี้อย่างประเมินความเสียหาย  แล้วมาหยุดที่เนียร์  ทั้งคู่จ้องตากันราวกับกำลังสื่ออะไรบางอย่างอยู่

            “ก็ไม่ใช่ไม่ดีหรอกนะ  อย่างน้อยก็ช่วยไล่พวกตัวเกะกะออกจากที่นี่ให้  แต่...ก่อนได้คำตอบอย่าพึ่งเอากันให้ตายจะได้ไหม”  คำพูดนั้นเหมือนจะบอกอั๊ค  ทว่าสายตากับจ้องไปทางเนียร์

            “นาย...”  อั๊คมองเขาแล้วเหยียดยิ้ม  รู้ได้ทันทีว่าเป็นใคร  “วางใจเถอะ  ผมเบาไฟให้แล้ว  ไม่ถึงตายหรอก”

            เพียวกับโมรีบเข้าไปประคองเอล  แล้วก็พบกับรอยไหม้แดงเหมือนถูกไอน้ำร้อนลวกตามตัวเพียงเล็กน้อย  ไม่ถึงกับสาหัสนัก

            “ไม่..ไม่ต้องห่วง  ฉันไม่เป็นไรมากหรอก”  เอลรีบบอกให้ทั้งคู่วางใจ

            “ถ้าไม่เป็นอะไรมากก็ดี”  ตนัยเห็นหญิงสาวกลับมาลุกได้ก็วางใจ  “ฉันจัดการพวกตำรวจแล้วก็รถดับเพลิงเรียบร้อยแล้ว  ไม่ต้องเป็นห่วง  แล้วก็..ขอให้ตามฉันมาด้วย”

            ราวกับจงใจหรืออย่างไรไม่อาจทราบ  เมื่อผู้ที่ไปหลงเหลือไว้เพียงคนที่ไม่กล้าแม้สบตา  ทำให้ห้องเงียบจนได้ยินกระทั่งเสียงเศษปูนเล็กๆ ที่ร่วงกราวลงมา

            โชลเป็นคนทำลายความเงียบ  “เอล  คุณไม่เป็นอะไรมากใช่มั้ย”  เขาถามขณะเดินอ้อมเนียร์ไปหา  ทว่าเอลกลับไม่ตอบ  แล้วเนียร์ก็ทำเพียงก้าวเดินออกไปอย่างไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง  จนเพียวทนไม่ไหวอีก

            “เดี๋ยว  นี่แกไม่คิดจะสนใจเอลหน่อยรึไง”  เพียวเข้าไปถามตรงๆ  แล้วเธอก็ได้ยินเสียงเนียร์พึมพำแว่วมาว่า  ‘ฉันไม่ผิด’ เป็นตัวกระตุ้นให้เพียวโกรธจนต้องตะคอกออกมา  “ไม่ผิดบ้าอะไร  นี่มันความผิดของแกชัดๆ  เมื่อกี้แกมีโอกาสช่วยแล้วทำไมถึงไม่ช่วยเอลกันหา! มัวยืนนิ่งทำบ้าอะไรอยู่”

            แล้วเนียร์ก็หันมองเพียว รวมทั้งคนอื่นๆ ด้วยที่ได้เห็นดวงตาสีดำคู่นั้นมีแต่ความเย็นชา  แม้ริมฝีปากบางจะแยกยิ้มขณะตอบกลับมาว่า 

            “จำเป็นต้องทำด้วยเหรอ”

            เพียวถึงกับผงะถอยหลังโดยไม่ตั้งใจ  โมเองยังไม่อยากเชื่อว่าเนียร์จะตอบแบบนี้

            “ทำไมล่ะ”  เอลไม่ได้สนกับบาดแผลที่ได้รับ  ตะโกนถาม  “ทำไมกันเนียร์  ก็เธอยิ้มให้ฉันแล้วไม่ใช่เหรอ  นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเรากลับมาเป็นเหมือนเดิมหรือไง”

            เนียร์ส่งเสียงหึออกมา  จ้องเอลอย่างดูแคลน  “ของพวกนี้มีความหมายด้วยเหรอ”  เมื่อได้เห็นสีหน้าตกตะลึงของเอล  เนียร์ก็หัวเราะน้อยๆ แล้วมองไปยังคนอื่นๆ อีก  ทั้งเพียว โม ฟิวส์ โชลและวาล  “พวกเธอเป็นคนสอนฉันเองนี่  ทั้งรอยยิ้ม  ทั้งคำพูดพวกนั้นล้วนแต่หลอกลวง  เชื่อใจไม่ได้แม้เพียงนิด  แม้กระทั่งตอนนี้...” 

            เธอเดินเข้าไปใกล้  แล้วได้เห็นแทบทุกร่างนั้นสะดุ้งเฮือกทำให้เธอต้องหยุดไว้แค่นั้น  ระลอกความเจ็บปวดผ่านสู่สายตาเพียงครู่  ก่อนจะหายไปเหลือเพียงความเย็นชาดังเดิม  แล้วคลี่ยิ้มออกมาใหม่

            “รีบตามมาแล้วกัน  เขาไม่ชอบรอนานนักหรอก”

            เสียงของเนียร์ทิ้งค้างเอาไว้ในห้องที่เป็นซากปรักหักพัง  ที่ไม่ต่างไปจากหัวใจของคนที่ถูกทิ้งไว้ในห้องนี้เลย

             

            เหตุการณ์ตึกระเบิดสร้างความฮือฮาให้ไม่น้อยสำหรับเมืองที่ค่อนข้างเงียบสงบมาตลอด  หากไม่นับเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่นานมานี้  นี่ก็ถือเป็นเรื่องใหญ่สุด  แม้กระทั่งกับพวกตำรวจเอง  จึงเป็นธรรมดาเมื่อเห็นเพื่อนร่วมงานที่ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุกลับมาจะรีบเข้าไปไถ่ถามความเป็นมา

            “แปลก”

            คำอธิบายสั้นๆ ของเรื่องนี้  ทำให้คนถามถึงกับขมวดคิ้ว

            “ก็พอไปถึง  เจ้าของบริษัทก็ลงมาบอกหน้าตาเฉยเลยว่าไม่ต้องดำเนินการอะไรทั้งนั้น  ตอนพูดเนี้ยหน้าเฉยโคตร  เหมือนไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นงั้นแหละ  แล้วบอกอีกว่ามันไม่ได้เสียหายอะไรขนาดนั้น”

            “แต่ฟังจากเสียงนี่ไม่น่าเล็กน้อยตามปากว่าเลยนะ”  ตำรวจที่คอยอยู่เฝ้าอยู่ที่สถานีพูด  เพราะถึงสถานีตำรวจจะอยู่ห่างจากที่นั่นไกลไม่น้อยก็ยังได้ยินเสียง

            คนไปดูสถานที่จริงทำแค่ยักไหล่  “ไม่รู้ว่ะ  ก็เขาบอกเล็กน้อยนี่  แถมยังไม่คิดโทรเรียกประกันอีกต่างหาก  ทำเอางงเลย  แล้วถึงจะประกาศให้พวกที่ทำงานที่นั่นลาพัก  แต่ข้าเห็นมีเด็กกลุ่มนึงเดินเข้าไปในตึกนั้นเฉยเลย”

            “เด็ก?  เข้าไปในตึกที่เกิดระเบิดเนี่ยนะ”    ถึงคราวตำรวจงง  เด็กสมัยนี้ไม่กลัวบ้างหรือไง

            “ใช่  แถมยังดูเป็นพวกลุกคนมีกะตังค์อีก”

            “หรือว่าเป็นการจับตัวมาเรียกค่าไถ่”  เริ่มตั้งข้อสมมติฐานกัน

            “ไม่น่านะ  ก็เห็นพวกเด็กๆ เต็มใจเดินเข้าไปเองเลย”

            “ฮึ้ย”  คนนั่งเดาชักหัวเสีย  “ไอ้เรื่องนี้ทำไมมันดูแปลกพิลึกแบบนี้นะ”

            คนส่วนใหญ่เริ่มทำหน้าแบบว่า  ปล่อยมันไป  ในเมื่อผู้เสียหายไม่ได้คิดจะทำอะไร  ก็คงไม่ใช่หน้าที่ที่พวกเขาจะต้องสนใจอีก  ยกเว้นแต่มีคนตายนี่สิค่อยว่ากันอีกเรื่อง

             

            ในเวลาใกล้เคียงกันนั้น  ในห้องคอนโดหรูแห่งหนึ่งก็เกิดการเคลื่อนไหวขึ้นเช่นกัน

            “พี่กิลกำลังจะไปทำตามคำสั่งท่านเดสิตใช่มั้ยคะ”  เกลถาม  มองอีกฝ่ายที่กำลังจัดการกับเครื่องแต่งตัวอยู่  โดยไม่ลืมที่จะหยิบดาบไปด้วย  ซึ่งฝักดาบนั้นมีเชือกยาวผูกไว้อยู่  ทำให้สามารถจะเอาไปผูกต่อไว้ที่เอวหรือกับอะไรก็ได้  ซี่งตอนนี้ชายหนุ่มผูกพาดไว้จากบ่าข้างนึงพันล้อมใต้วงแขนอีกข้าง  ทำให้ตัวดาบห้อยติดอยู่ที่หลังสามารถเอื้อมหยิบได้ง่ายๆ

            เกลมองพี่ตัวเองกำลังผูกเชือกอยู่แล้วคิดเองในใจว่าคราวต่อไปต้องเปลี่ยนเชือกนั่นให้เป็นเข็มขัดแทน  เพราะเชือกแบบนี้ดูไม่เข้ากับชุดที่ใส่อยู่เอาซะเลย

            “มีอะไรรึเปล่า”  กิลถามกลับ  ตรวจความแน่นหนาของอาวุธดีแล้วนึงจึงหันมองน้องสาว

            “อ้อ”  เกลเลิกคิดถึงดีไซน์เข็มขัดไปครู่นึง  แล้วสีหน้าเธอก็กลับมาเต็มไปด้วยความกลุ้มใจอีกครั้ง  “เกลขอให้พี่กิลช่วยอะไรเกลอย่างนึงได้มั้ยคะ”

            กิลไม่ได้พูดอะไร  เพียงแต่รอให้เธอพูดออกมาเอง

            “พี่กิลช่วยเนียร์ด้วยเถอะค่ะ”

            “อะไรนะ”  กิลหรี่ตาลง  นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาคิดว่าอีกฝ่ายจะขอเลย  แต่เกลก็เข้ามาใกล้แล้วจับเสื้อเขาเอาไว้

            “ขอร้องล่ะค่ะพี่กิล  เกล..เกลทนไม่ได้ที่เนียร์จะกลายเป็นคนที่คิดถึงแต่เรื่องความแค้นแบบนั้น  เกลอยากให้เนียร์กลับไปยิ้มร่าเริงได้แบบเดิม  ขอร้องเถอะนะคะพี่กิล  ช่วยเนียร์ด้วยเถอะ”

            ตลอดเวลาที่เธอไปเฝ้าจับตาดูเนียร์ในห้องเล็กๆ นั้น  เนียร์ที่มีสีหน้าเฉยชาไม่ยิ้มไม่หัวเราะแบบนั้นมันทำให้เธอรู้สึกเจ็บจิ๊ดที่หัวใจเหลือเกิน  เธออยากได้เนียร์ที่ลูบหัวเธออย่างอ่อนโยนคนเดิมนั้นกลับคืนมา

            “นะ  พี่กิล”  เกลเงยหน้ามองพี่ชายพร้อมกับน้ำที่เอ่อล้นจนตาสีน้ำเงินเป็นประกายใสกว่าทุกครั้ง  “ช่วยเนียร์ด้วย”

            เมื่อเห็นน้ำตาของน้องสาว  แล้วมีหรือที่พี่อย่างเขาจะทำใจแข็งได้  เขาไม่เคยเอาชนะน้องสาวได้เลยสักครั้ง  แน่นอนว่าครั้งนี้ก็เช่นกัน  “ก็ได้  พี่จะไปคุยกับเธอให้”  ประโยคที่ช่วยเรียกรอยยิ้มของอีกฝ่ายกลับมา  แต่กิลก็อดไม่ได้ต้องเสริมต่อว่า  “แต่เธอคนนั้นจะยอมทำตามที่บอกหรือเปล่ามันก็อีกเรื่องนะ”

            “แค่พยายามไปพูดให้เนียร์เข้าใจ  เกลก็พอใจแล้วล่ะค่ะ  เพราะอย่างน้อย”  เกลยิ้มเศร้า  “ก็ถือว่าเกลได้พยายามจะช่วยแล้ว  ดีกว่าปล่อยเนียร์ไปโดยที่ตัวเองไม่ได้ทำอะไรเลย”

            “...อืม”  กิลตอบรับเบาๆ ในลำคอ  มองไปที่พื้นแล้วไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก

             

            การที่มีห้องนึงถูกระเบิดไปไม่มีผลต่อโครงสร้างตึกเท่าไรนัก  ตามจริงต้องบอกว่าแทบไม่มีผลอะไรเลยนอกจากแค่ทำให้กำแพงเป็นรูโหว่กับห้องเละเท่านั้น  ไม่ถึงกับทำให้ล้มครืนลงมาได้  ก็ยังนับเป็นเรื่องดีที่ทำให้คนที่ยังต้องอยู่ในตึกนั้นไม่อยู่อย่างหวาดผวาว่าจะมีอะไรพังลงมาอีก

            ในห้องประชุมเล็กๆ  ที่มีโต๊ะเป็นรูปวงรีที่เป็นรูกว้างข้างในเหมือนโดนัท  ตนัยนั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะ  โดยมีกลุ่มเด็กของโรงเรียนเทพาพิทักษ์และนิรารักษ์นั่งอยู่ทางด้านซ้าย  ส่วนเด็กจากโรงเรียนมัธยมปลายหฤทัยอยู่ทางด้านขวา  โดยที่เนียร์นั่งห่างจากพวกเอลไปอยู่ใกล้กับตนัย  เปรียบเสมือนเป็นมือขวาของเขา

            ทั้งหมดกำลังรอคอย  ขณะที่วาลกำลังทำแผลตามตัวให้เอลอยู่  ซึ่งวาลพันแผลที่แขนของเอลให้อย่างคล่องแคล่วดูเชี่ยวชาญราวกับทำให้คนอื่นบ่อย

            สีหน้าของพวกเทพาพิทักษ์บอกชัดว่ารำคาญกับเวลาทำแผล  ตรงกันข้ามกับพวกเล็ทที่พึ่งมาถึงเป็นกลุ่มสุดท้าย  ที่ทั้งเป็นห่วง  ประหลาดใจ และสงสัย  ยิ่งเห็นเนียร์ที่ควรอยู่ใกล้กับเพื่อนตัวเองไปอยู่ใกล้ตัวอันตรายแบบนั้น  แล้วยังไม่แยแสกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเอลอีก  ยิ่งทำให้พวกเขาประหลาดใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น

            “เสร็จแล้ว  แผลไม่หนักมากไม่กี่วันก็หาย”  วาลพูดเสียงเรียบ  ปิดกล่องปฐมพยาบาลที่คนของตนัยนำมาให้เสียงดังฉับ  เอลบอกขอบคุณเสียงเบา  มือคลำแขนที่มีผ้าพันอยู่อย่างใจลอย  ไม่กล้าหันไปทางหัวโต๊ะ  หรือความจริงนั้นคือไม่มีใครในกลุ่มเอลกล้าหันไปมองที่หัวโต๊ะเลยสักคน  ทั้งที่หัวหน้าเรื่องทั้งหมดที่ควรให้ความสนใจอยู่ทางนั้น  แต่ก็ไม่กล้ามองเพียงเพราะเนียร์นั่งอยู่ตรงนั้น

            เมื่อเห็นว่าทำแผลเสร็จ  ตนัยจึงค่อยๆ เริ่ม “ถ้าอย่างนั้นก็...”  แต่เขาก็พูดไม่จบเมื่อคนข้างตัวกลับผุดลุกขึ้นกะทันหัน  อีกทั้งยังคิดจะเดินออกไปจากห้องนี้อีก

            “จะไปไหนนิศาชล”

            เนียร์เอี้ยวตัวมาตอบ  “ก็ไปจากนี่ไง  อยู่ห้องนี้แล้วมันอึดอัด  เห็นแต่พวกขวางหูขวางตา”  ว่าแล้วก็จิกสายตาขณะเดินผ่านกลุ่มเอลไป  “ยังไงฉันก็รู้เรื่องที่นายจะพูดกับพวกนี้หมดแล้วนี่  จะฟังซ้ำอีกรอบให้หูชาอีกทำไม” 

            “นิศาชล”

            ตนัยเรียกด้วยน้ำเสียงเรียบรื่น  เหมือนไม่ได้สังเกตว่าอีกฝ่ายทำท่ารีบร้อนอยากออกไปให้พ้นจากห้องนี้  เขารู้ว่าเธอจะต้องหยุด  จะต้องฟังอย่างแน่นอน  แล้วมันก็ไม่ผิดจากที่คาดไว้แม้แต่น้อย  เมื่อร่างบางหยุดชะงัก...ตนัยกระตุกยิ้มพูดต่อจนจบ

            “อ่านง่ายดีนะ”

            เท่านั้นเอง...ตนัยก็ได้เห็นดวงตาลุกโชนข่มขู่จากหญิงสาวก่อนเสียงปิดประตูจะดังสนั่นจนแทบจะเอาให้พังให้ได้ตามมา  ดังกลบเสียงหัวเราะในลำคอของตนัยจนมิด

            บรรยากาศที่ดูจะดีขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย  ไม่ชวนให้อึดอัดอีก  มีแต่พวกเล็ทเท่านั้นที่ยิ่งงงจนอยากตะโกนถามเพื่อนที่นั่งตรงข้ามว่าทำไมเนียร์ถึงทำแบบนั้น  แต่ก็ไม่ได้ถาม  สีหน้าของพวกเอลเองก็ไม่ได้มีอารมณ์อยากจะตอบนัก

            ตนัยเริ่มเดินตามสเต็ป  สเต็ปแรกคือกล่าวแนะนำตัวเอง  ก่อนจะเล่าถึงเรื่องพลังจากธรรมชาติ  ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่พวกเขาเคยได้ยินมาก่อนแล้วหน้านี้ทั้งนั้น

            ขณะที่นั่งฟังอยู่โมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนเกินชอบกล  เพราะเรื่องที่เขาพูดมาไม่ได้เกี่ยวกับตัวเองเลยสักนิด  จึงทำเป็นหูทวนลม  ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง

            หากถามโมว่าโกรธมั้ยกับสิ่งที่เนียร์ทำลงไป  เธอคงตอบแบบไม่ลังเลเลยว่า  โกรธสิ  เป็นใครบ้างจะไม่โกรธ  เพียงแต่ไม่ได้แค้น  โกรธที่ทำไมเนียร์ถึงไม่ช่วยเอล  ทำไมถึงทำตัวเป็นศัตรูใส่  เธอไม่รู้หรอกว่าเนียร์รู้สึกยังไง  เพียงแต่สงสัยว่ามันโกรธมากจนถึงขึ้นยอมตัดขาดความเป็นเพื่อนเลยอย่างนั้นเหรอ

            คนเรามันจะแค้นกันได้ขนาดไหนกัน  ที่ถึงกับยอมปล่อยให้เพื่อนถูกทำร้ายต่อหน้าต่อตาได้หน้าตาเฉย

            พอคิดเรื่องยากซับซ้อนของจิตใจมนุษย์คนแล้วโมก็เริ่มขมวดคิ้ว  รู้ดีว่าคิดแทบตายก็คงไม่เข้าใจมากไปกว่านี้  ก่อนจะเหลือบตามองพี่ใหญ่ของกลุ่ม

            ตั้งแต่เจอหน้ากัน  โมสังเกตว่าเนียร์ไม่ได้หันมองพี่ชายเลยสักนิด  จะชายตาแลสักหน่อยก็ไม่  ทำเหมือนเขาไม่มีตัวตนอยู่ยังไงยังงั้น  และที่แปลกยิ่งไปกว่านั้น  พี่ทินกลับนิ่งเฉย  ทั้งที่ตามปกติหากโดนเนียร์เมินใส่ขนาดนั้นคงได้มีอัดกันแล้ว...เพียงแต่เรื่องนี้โมเข้าใจ

            ...เพราะครอบครัวนั้นไม่มีทางตัดขาด...

            ...เพราะตัดไม่ขาดถึงได้แสร้งทำเป็นไม่มีตัวตนอยู่

            พี่ทินเองก็ไม่ได้ทำอะไร  ราวกับกำลังรอบางอย่าง  ซึ่งอันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เธอไม่เข้าใจเช่นกัน 

            โมหันมาสนใจฟังตนัยพูดอีกนิดที่เหมือนจะเข้าเรื่องหลักจริงๆ เสียที

            “ฉันอยากจะชำระโลกใบนี้เสียใหม่  ให้ใสสะอาด  แล้วค่อยสร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้ง”

            นั่นถือเป็นอุดมคติที่นักอุดมการณ์ทั้งหลายต่างต้องการทำให้มันเป็นจริง  นับมาแต่ในอดีตกาล  สมัยยุคประวัติศาสตร์  ที่ผู้คนยอมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาติมนุษย์ด้วยกันเอง  เพียงเพื่อทำตามอุดมการณ์เหล่านั้น  เพียงแต่ผู้นำสมัยนั้นมีกองทัน  ส่วนสมัยนี้...

            โมมองไปรอบๆ  แล้วก็เห็นแต่เด็กที่ยังไม่โตเต็มที่ดีอยู่สิบกว่าคน  แล้วเธอก็ยักไหล่ในความคิดไม่ได้ทำจริง...จุดเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่เสมอไป

            “โลกใบใหม่ที่เราจะสร้างขึ้นมา  จะเป็นแบบไหนก็ได้ตามที่เราต้องการ”

            “คิดว่าตัวเองเป็นพระเจ้ารึไง”  ริสบ่นพึมพำแต่เอาให้ได้ยินไปทั่วห้อง  ทว่าตนัยไม่ได้กล่าวว่าอะไรเธอ  ซ้ำยังเหมือนจะเห็นด้วยกับสิ่งที่เธอพูด

            “ประดุจพระเจ้า”  ตนัยพยักหน้าน้อยๆ  “สร้างโลกอุดมคติ  โลกที่ไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นวรรณะ  ไม่มีคนจนหรือรวย  ไร้คนอดอยาก  ไร้ผู้ถูกทอดทิ้ง”

            ตอนนั้นเองที่โมได้เห็นเด็กแปลกหน้าจากโรงเรียนเทพาพิทักษ์ห้าคนนั้นไหวตัวกัน  สายตาของพวกเขาเหมือนถูกปลุกให้ตื่น  หลังจากมีท่าทีเบื่อหน่ายกับสิ่งที่ตนัยพล่ามมานาน  ห้าคนนั้นพูดอะไรที่ข้างหูก่อนจะหันมาตั้งใจฟังอย่างสนใจตนัยเป็นครั้งแรก  ถึงกับ...โหยหาด้วยซ้ำ

            การต่อตั้งสาวกเริ่มขึ้นแล้ว...  โมคิดในใจเมื่อเห็นสีหน้าพวกนั้น  แอบอดใจมองเพื่อนๆ พี่ๆ ตัวเองไม่ได้  ในเมื่อเธอเองก็แอบสนใจนิดๆ กับโลกที่ไม่ต้องไปโรงเรียน  ไม่ต้องทำการบ้าน  ไม่ต้องไปสอบเข้ามหาลัยด้วยข้อสอบที่นับวันจะแย่ลงทุกปี...  ก็ชักไม่แน่ใจว่าคนอื่นจะไม่รู้สึกแบบเดียวกัน

            โอ้  ขอบคุณ  คนของเธอไม่ได้ถูกโลกไร้การบ้านมายั่วยุให้เคลิ้มตาม...รึเปล่าหว่า

            โมไม่แน่ใจ  เมื่อเห็นสีหน้าบางคนอย่างพี่ฟิวส์ที่ดูเหม่อเหมือนกำลังคิดถึงโลกใบนั้นตาม  แต่เพียงครู่เดียวก็กลับมาส่ายหน้า  แล้วเป็นปฏิปักษ์ต่อความคิดนั้นทันที

            “โลกแบบนั้นไม่มีทางมีจริงหรอก”  ฟิวส์ท้วง  “คิดว่าในอดีตที่ผ่านมาไม่มีคนอยากทำแบบคุณรึไง”

            โมก็อยากจะท้วงเขากลับเหมือนกัน  ว่าไอ้ที่ไม่เห็นด้วยนั้นหมายถึงว่ามันไม่มีทางเป็นจริง  หมายความว่าถ้าทำขึ้นมาได้จริงๆ จะเห็นด้วยแล้วเข้าร่วมหรือไง

            “คนพวกนั้นไร้พลังอำนาจมากพอจะสยบคนทั้งโลกได้”  ตนัยบอก  ทันทีที่มองสายตาของเด็กแต่ล่ะคนที่จ้องมองมาราวกับจะถามว่า  แล้วตัวเขามีอำนาจมากกว่าคนพวกนั้นหรืออย่างไร  เขามองกลับไปราวกับจะบอกว่าคำตอบของคำถามนั้นมาอยู่ตรงหน้านี้แล้วยังไงล่ะ 

            “แสนยานุภาพใดจะไปมีชัยเหนือกว่าธรรมชาติได้กันเล่า”

            พอเห็นสีหน้าไม่เข้าใจคำตอบของเด็กๆ ตนัยจึงถามกลับ  “พวกเธอช่วยบอกหน่อยได้มั้ยว่าเคยเห็นใครคนไหนสามารถสยบภัยธรรมชาติได้  ธรรมชาติสร้างมนุษย์  ธรรมชาติสร้างสรรพสิ่ง  พวกเธออาจเห็นแต่มนุษย์ทำลายธรรมชาติ  แต่คิดหรือว่าพวกท่านไม่ได้เอาคืน“  ตนัยพูดราวกับธรรมชาติที่ว่านั้นมีตัวตนอยู่จริงๆ  “สักวันนึงพวกท่านจะต้องเอาคืนอย่างแน่นอน  ฉันเพียงแค่เร่งให้มันเกิดเร็วขึ้นอีกนิดก็เท่านั้น”

            “จริงเร้อ”  ธุมคนที่มีผ้าโพกหัวว่าพลางเอนหลังพิงพนัก  แล้วประสานมือตรงท้ายทอย  จ้องตนัยอย่างท้าทาย  “เราเจอมาเยอะแล้วกับพวกผู้ใหญ่ที่ดีแต่พูดอย่างคุณ”

            ตนัยมองเขาที่ทำท่าเป็นเด็กเกเรคอยก่อกวนคุณครูอยู่หลังห้อง  “ถึงขั้นนี้แล้วเธอยังกังขาถึงความไม่เอาจริงของฉันอีกงั้นเหรอ” 

            ไม่บอกก็รับรู้ได้  หากฆ่าคนตายเมื่อไหร่  ก็ยากจะถอยกลับ  หากไม่ได้เตรียมใจมาถึงขั้นนั้นแล้วล่ะก็...

            แล้วอั๊คก็ถามตนัย  “สรุปแล้วคือคุณจะใช้พลังที่พวกเรามีอยู่เพื่อสร้างโลกที่ว่านั้นใช่มั้ย”

            “ก็ไม่ผิด”

            “ก็เท่ากับว่าจะเอาเราไปฆ่าคนงั้นเหรอ”  เล็ทเริ่มแขยง

            “เป็นเรื่องปกติที่ต้องมีคนตายเพื่อการสร้างใหม่”  ตนัยตอบอย่างสงบ  ชีวิตคนอื่นนั้นไร้ค่าสำหรับเขามานานแล้ว  “ฉันไม่ได้คาดหวังว่าพวกเธอจะตอบรับฉันตอนนี้ทันทีหรอก  เอาเป็นว่า...ฉันให้เวลาพวกเธอคิดคืนนึง  คิดให้ดีแล้วพรุ่งนี้ค่อยมาให้คำตอบฉัน  ที่นี่มีห้องพักอยู่  แล้วฉันจะให้คนนำทางไป”  ตนัยว่าเป็นการจบเรื่อง

            ขณะที่คนอื่นค่อยๆ ลุก  ทินกลับยังนั่งติดอยู่ที่เดิม

            “แล้วคุณล่ะ”  ทุกคนได้ยินเสียงชายหนุ่มผมสีดำแซมทองส่งคำถามออกไป  “โลกแบบไหนกันที่คุณอยากสร้างขึ้นมา”

            เกิดเป็นความเงียบ   ตนัยไม่ได้ตอบคำถามในทันทีแบบทุกครั้ง  อาจเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่มีคนถามคำถามนี้  และไม่ทันได้คิดด้วยว่าจะมีคนถาม  เขาคิดว่าทุกคนจะกำลังคิดถึงโลกที่ตัวเองต้องการอยู่จนไม่สนคนอื่นเสียอีก

            “ดาว”  นานทีเดียวกว่าตนัยจะตอบด้วยท่าทีเหม่อลอย  เงยหน้ามองขึ้นไปบนเพดานราวกับกำลังจะมองผ่านไปถึงดวงดาวบนฟากฟ้าได้  “ฉันจะสร้างโลกที่สามารถมองเห็นดาวได้ชัดทุกที่ไม่ว่าจะไปที่ไหน”  ตอบจบ  เขาก็หันมายิ้มให้ทิน  “กลับไปคิดถึงโลกของเธอเองเถอะ ทิวกาล” 

            เขารู้ชื่อทิน  ซึ่งไม่น่าแปลกใจ  และคงรู้ชื่อของเพียวและโมแล้วด้วย 

            น้ำเสียงนั้นบ่งบอกว่าไม่ต้องการจะพูดด้วยอีก  ทำให้ทินและคนอื่นที่เหลือออกไปจากห้องประชุมนี้  เหลือเพียงตนัยที่ครุ่นคิดบางอย่างอยู่เพียงคนเดียว

     


    คล้ายกับเรื่องBEWARE เด็กอันตราย (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน

    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    นิยาย แฟนตาซี
    312K 292
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

    ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    971K 2377
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    นิยาย แฟนตาซี
    127K 373
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 2 สยบสวรรค์)

    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 2 สยบสวรรค์)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.13M 1288