ว่าแล้วเชียว ว่าถ้าเจ้าพวกนี้มาจะต้องได้เรื่อง
เนียร์ถอนใจขณะอยู่ท่ามกลางควันดำที่ชวนให้สำลัก ได้ยินเสียงกริ่งเตือนภัยแหลมบาดหูและของพวกคนที่อยู่ในตึกนี้ส่งเสียงกรีดร้องอยู่เบื้องล่าง ไม่ต้องสงสัยเลยว่ากำลังวิ่งกันอลหม่านอยู่แค่ไหนเพื่อหนีไปจากนี่เพราะเหตุการณ์เมื่อครู่นี้เป็นต้นเหตุ
ทันทีที่มีคนพาเด็กจากโรงเรียนเทพาพิทักษ์เข้ามาในห้องนี้ที่เธออยู่ก่อนหน้า และเมื่อได้ประจันหน้ากับเด็กหนุ่มที่ปัดผมหน้ามาปิดตาไว้ข้างนึงซึ่งเดินนำกลุ่มมาราวกับหัวหน้า ทั้งคู่ก็รู้โดยทันทีว่าอีกฝ่ายนั้นคือคนที่เคยสู้ด้วยเมื่อคืนวันไปโรงเรียนประถมอนุรักษ์ แม้ตอนนั้นจะไม่เห็นหน้าเพราะใส่หน้ากากอยู่ก็ตามที จากสัญชาตญาณ..จากธรรมชาติมันบอกให้รู้ว่าพวกเธอนั้นคือศัตรูกัน
พูดกันได้เพียงไม่กี่ประโยค ก็เริ่มสู้กันโดยที่เพื่อนของฝ่ายนั้นไม่ห้ามเลยสักนิด แล้วอีกครู่เดียวถัดมา อากาศในห้องก็ร้อนระอุขึ้นจนถึงขั้นระเบิดออกมาแบบนี้ ยังดีที่เนียร์สร้างน้ำดันแรงดันพวกนั้นออกไปได้อย่างฉิวเฉียด จึงไม่เป็นอะไร
ควันในห้องถูกลมพัดขจัดออกไปอย่างง่ายดายโดยฝีมือใครบางคน
“ไม่ไหวๆ” เสียงผู้ชายคนนึงพูด แม้จะยังไม่เห็นหน้า แต่เนียร์ก็รู้ว่าเป็นหนึ่งในเพื่อนของคนที่กำลังสู้ด้วย “เล่นระเบิดสุ่มสี่สุ่มห้าไม่เตือนกันก่อนแบบนี้ พวกฉันก็แย่เหมือนกันนา อั๊ค”
ตอนแรกเนียร์นึกว่าเขาจะโมโห แต่เมื่อภาพเบื้องหน้าชัดเจนขึ้น เนียร์กลับเห็นแค่อั๊คหันมองผู้ชายที่พูดนั้นด้วยสายตาเรียบนิ่ง แน่นอนว่าสี่คนนั้นไร้บาดแผลใดๆ ก่อนจะหันมาที่เนียร์อีกครั้งพลางพูด
“โทษที บังเอิญฉันมั่นใจมากไปหน่อย ว่าพวกนายจะเตรียมพร้อมรับการระเบิดอารมณ์ของฉันได้ตลอดเวลา”
“งั้นก็โทษด้วยละกัน บังเอิญฉันไม่ได้รวมเอาคำว่าระเบิดอารมณ์ของนาย กับคำว่าระเบิดจริงมาเป็นกรณีเดียวกัน” ผู้ชายคนเดิมพูด
เมื่อเห็นได้ชัดๆ เนียร์ถึงสังเกตว่าชายคนนั้นเจาะหูแค่ข้างเดียว เขามีท่าทางสบายๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้นพอๆ กับคนอื่น แต่คำพูดนั้นกลับจิกอีกฝ่ายไม่ยั้ง คนถูกจิกก็รู้ตัวเหมือนกันเพราะหันไปถลึงตาใส่อีกรอบ
“ไม่ต้องมามอง นายก็รู้ว่ามันเป็นความจริง”
“ขอเถอะ” อั๊คดูจะกลั้นอารมณ์อย่างยากลำบาก “ถ้านายอยากยั่วโมโหฉันมากนักนะ ดีม ช่วยทำหลังจากที่ฉันเสร็จธุระกับผู้หญิงคนนี้ก่อนได้มั้ย”
ดีมหัวเราะในลำคอ ก่อนจะผายมือออกพร้อมกับค้อมหัวให้อย่างนอบน้อมอย่างล้อเลียน “เชิญตามสบายเลยครับ คุณผู้ชาย”
เป็นกิริยาที่น่าโดนตื๊บมากในความคิดของเนียร์ และเธอก็รู้ว่าอั๊คคิดเหมือนกัน เพียงแต่เอาความอยากตื๊บนั้นมาลงที่เธอแทน
“แน่ใจแล้วเหรอว่ายังอยากคบพวกนั้นเป็นพวกต่อน่ะ” เนียร์พยักหน้าไปทางชายหญิงสี่คนคนนั้น ซึ่งแต่ละคนล้วนมีเอกลักษณ์ติดตาม อย่างน้อยเธอก็คิดว่าเห็นผู้หญิงคนนึงเจาะจมูกและคิ้วด้วย
“พวกนั้นเป็นเพื่อนฉัน” อั๊คตอบเสียงหนักแน่นสำหรับเพื่อน และแฝงไปด้วยความเย็นชาสำหรับเนียร์ “แล้วเธอล่ะ ไม่มีเพื่อนรึไง”
เป็นการย้อนคำถามที่ทำให้สีหน้าคนถูกย้อนขึงตึงขึ้นมาทันที ราวกับเป็นคำต้องห้าม และอั๊คก็จับความรู้สึกนั้นได้จนต้องถามกลับเสียงเยาะเย้ย “ไม่มีสินะ?” เขายกมือขึ้นมา มีเปลวไฟลุกติดมาด้วย ก่อนจะผลักมาทางเธอเร็วสูงราวกับปืนพ่นไฟ “ก็แค่ตัวคนเดียว!”
เนียร์มองไฟที่พุ่งมาที่เธอด้วยสายตาเรียบนิ่ง เธอเตรียมรับป้องกันอยู่แล้วหากแต่ไม่ได้ทำ เมื่อร่างของใครบางคนเข้ามาขวางหน้าไว้อย่างรวดเร็ว..แผ่วเบา และเพียงแค่สะบัดมือออกเป็นวงกว้าง ลมแรงประดุจพายุขนาดย่อมก็ดันเปลวไฟนั้นสลายหายไป
“เนียร์ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวนะ เพราะฉันเป็นเพื่อนของเธอ” เสียงหญิงสาวคนนั้นกล่าวลั่น
ท่ามกลางความแปลกใจจากการปรากฏตัวของผู้มาใหม่ แต่เนียร์ทำเพียงแค่ลอบฉีกยิ้มออกมา
“...คิก”
อั๊คมองเอลที่ปรากฏตัวขึ้นโดยไม่มีการบอกกล่าวด้วยความประหลาดใจ เมื่อมองเลยไปข้างหลังที่ประตู...ซึ่งถูกระเบิดพังไปเรียบร้อยแล้ว ก็มีกลุ่มคนอีกพวกนึงอายุคราวเดียวกันกับพวกเขาทยอยกันเข้ามา
“รู้สึกที่นี่จะมีจัดปาร์ตี้ เลยมาขอร่วมแจมสักหน่อยคงไม่ว่ากันนะ” ชายหนุ่มคนที่สูงที่สุดในบรรดาพวกที่มาใหม่ และสีผมดำแซมทองแปลกประหลาดพูดขึ้นเมื่อจับได้ว่าเขากำลังจ้องอยู่
“เขาว่าคนหล่อมักงี่เง่า สงสัยท่าจะจริง” เอม ผู้หญิงในกลุ่มอั๊คที่ไปเจาะจมูกและคิ้วว่า ส่งสายตาดูถูกไปให้ทินแบบที่ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนกล้าทำมาก่อน
“งั้นเธอก็คงตกวิชาภาษาไทย ถึงได้แยกไม่ออกว่ามันเป็นแค่คำอุปมา” ทินตอบกลับอย่างไม่สนใจ “มีระเบิดจุดพลุ มีผู้คนแบบนี้ไม่ใช่งานเลี้ยงหรอกเหรอ อ้อ บางทีอาจไม่ใช่เพราะไม่มีอาหารคอยเลี้ยงแขก แต่เอาเถอะ...” เขาทำเป็นยักไหล่ตัดใจไม่เอาความ “ที่เธอไม่รู้ คงเพราะมีห่วงนั้นถ่วงจมูกอยู่”
“นี่แก...”
“หุบปากเถอะ” อั๊คหันไปสั่งเอม ที่ยอมฝืนกลั้นคำเอาไว้อย่างฝืนๆ เนื่องด้วยสายตาที่เขาส่งไปบ่งบอกว่าหากเธอไม่ทำตามอาจทำให้เธอต้องนึกเสียใจภายหลังเอาได้
“ถอยไปซะ ถ้าไม่อยากเจอดี” อั๊คบอกเอล แต่เอลก็ไม่ยอมขยับไปไหนเพื่อยืนยันในสิ่งที่พูดไป กระนั้น..เอลก็ยังอดไม่ได้ต้องหันไปมองเนียร์ที่อยู่ข้างหลัง
ภาพที่เห็นนั้นคือเนียร์ส่งยิ้มกลับมาให้ ทำให้เอลรู้สึกว่าหินหนักที่ถ่วงหัวใจอยู่นั้นถูกยกถอนออกไปในทันที แล้วกลับไปมองคู่ต่อสู้ตรงหน้าอย่างไม่นึกกลัวอะไรอีก
อั๊คมองอย่างไม่สบอารมณ์ “อยากรนหาที่เองนะ”
เพียวร้องเรียกชื่อเพื่อนเมื่อจู่ๆ เพลิงก็เข้าโหมใส่เอลและเนียร์ ซึ่งเสียงนั้นสูงจนเหมือนเสียงกรีดร้องซะมากกว่า แล้วตั้งท่าจะวิ่งเข้าไปช่วย แต่ก็ถูกฟิวส์ยกมือขึ้นขวางเสียก่อน ทำให้เธอแทบจะกรี๊ดใส่เขาหากจู่ๆ พื้นตรงหน้าก็เกิดไฟโผล่ขี้นมาราวกับมีคนไปจุดไฟบนน้ำมัน..เสียแต่ไม่มีน้ำมันอยู่บนพื้นนั้น ซึ่งหากฟิวส์ไม่ห้ามเพียวไว้ เธอคงโดนเผาไปแล้ว
“อย่าเข้าไปสอดจะดีกว่านะ” ธุม คนที่มีผ้าโพกหัวเป็นนักเลงส่งยิ้มเย็นเยือกมาให้
เพียวหันมองฟิวส์ “พี่ฟิวส์ทำอะไรสักอย่างสิ ไปช่วยพวกนั้นเร็ว”
“พี่ฟิวส์?” โมเรียกเขาอย่างไม่มั่นใจ เมื่อเห็นว่าฟิวส์ทำเพียงแค่ก้มหน้ามองพื้น ไร้ความมั่นใจต่างจากทุกครั้ง ราวกับกำลังกลัวอะไรบางอย่างอยู่...ที่กลัวมากจนไม่กล้าแม้แต่จะเข้าไปช่วยผู้หญิงที่ตัวเองชอบ
“กรี๊ด”
เสียงร้องของเอลเรียกความสนใจของพวกเธอ เห็นเอลไปกองอยู่กับพื้นพร้อมกับจับต้นแขนซ้ายที่ถูกไฟลนเผาไปเมื่อครู่นี้ทำให้เธอไร้การป้องกันโดยสิ้นเชิง ในขณะที่เนียร์ไร้บาดแผลใดบ่งบอกว่าเอลช่วยปกป้องเธอไว้จริงตามที่ว่าไว้ และยังพยายามจะลุกขึ้นมาเพื่อสู้กับอั๊คอีกครั้ง
อั๊คมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายชื่นชมแกมสมเพช ใจที่พร้อมจะสู้เพื่อเพื่อนนั้นช่างน่าชื่นชม หากแต่ความพยายามนั้นช่างไร้ความหมายซะเหลือเกินเมื่อคนที่ได้รับนั้นไม่เห็นคุณค่า
ไฟที่พุ่งไปตรงๆ หาหญิงสาวที่ลุกขึ้นมาได้อีกครั้งกลับอ้อมวกหลังเธอไป เอลที่ได้รับบาดเจ็บนั้นไม่อาจตามมันทัน ทว่าข้างหลังนั้นมีเนียร์ยืนอยู่ซึ่งสามารถช่วยเธอได้
“เนียร์!” พวกเพียวร้องเรียก ด้วยความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมว่าผู้ถูกเรียกนั้นจะต้องเข้าไปช่วยแน่นอน
ทว่าสิ่งที่เอลเห็นนั้น เพียงชั่วครู่เดียวที่เห็นดวงตาสีดำของเนียร์นั้นฉายแววเพียงความเฉยชาและรอยยิ้มสาแก่ใจ ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกเปลวเพลิงบดบังจนสิ้น
“เอล!!”
ทุกคนร้อง เมื่อร่างของเอลถูกไฟลุกโหมไปทั่วทั้งตัว จนกระทั่งเสียงของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้น
“ทำลายตึกฉันยังไม่พอ ยังคิดจะฆ่าสหายร่วมชะตาอีกหรือไงกัน”
ไฟบนตัวเอลมอดดับลงทันที อั๊คและคนอื่นต่างมองไปที่ชายที่เข้ามาใหม่ ผู้ที่สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวและเสื้อนอกสีควันเข้มดูกลืนไปกับควันที่นี่ ดวงตาสีน้ำตาลแก่เด็ดเดี่ยวจ้องมาตรึงสายตาทุกคู่ไว้
เขามองไปรอบๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องนี้อย่างประเมินความเสียหาย แล้วมาหยุดที่เนียร์ ทั้งคู่จ้องตากันราวกับกำลังสื่ออะไรบางอย่างอยู่
“ก็ไม่ใช่ไม่ดีหรอกนะ อย่างน้อยก็ช่วยไล่พวกตัวเกะกะออกจากที่นี่ให้ แต่...ก่อนได้คำตอบอย่าพึ่งเอากันให้ตายจะได้ไหม” คำพูดนั้นเหมือนจะบอกอั๊ค ทว่าสายตากับจ้องไปทางเนียร์
“นาย...” อั๊คมองเขาแล้วเหยียดยิ้ม รู้ได้ทันทีว่าเป็นใคร “วางใจเถอะ ผมเบาไฟให้แล้ว ไม่ถึงตายหรอก”
เพียวกับโมรีบเข้าไปประคองเอล แล้วก็พบกับรอยไหม้แดงเหมือนถูกไอน้ำร้อนลวกตามตัวเพียงเล็กน้อย ไม่ถึงกับสาหัสนัก
“ไม่..ไม่ต้องห่วง ฉันไม่เป็นไรมากหรอก” เอลรีบบอกให้ทั้งคู่วางใจ
“ถ้าไม่เป็นอะไรมากก็ดี” ตนัยเห็นหญิงสาวกลับมาลุกได้ก็วางใจ “ฉันจัดการพวกตำรวจแล้วก็รถดับเพลิงเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง แล้วก็..ขอให้ตามฉันมาด้วย”
ราวกับจงใจหรืออย่างไรไม่อาจทราบ เมื่อผู้ที่ไปหลงเหลือไว้เพียงคนที่ไม่กล้าแม้สบตา ทำให้ห้องเงียบจนได้ยินกระทั่งเสียงเศษปูนเล็กๆ ที่ร่วงกราวลงมา
โชลเป็นคนทำลายความเงียบ “เอล คุณไม่เป็นอะไรมากใช่มั้ย” เขาถามขณะเดินอ้อมเนียร์ไปหา ทว่าเอลกลับไม่ตอบ แล้วเนียร์ก็ทำเพียงก้าวเดินออกไปอย่างไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง จนเพียวทนไม่ไหวอีก
“เดี๋ยว นี่แกไม่คิดจะสนใจเอลหน่อยรึไง” เพียวเข้าไปถามตรงๆ แล้วเธอก็ได้ยินเสียงเนียร์พึมพำแว่วมาว่า ‘ฉันไม่ผิด’ เป็นตัวกระตุ้นให้เพียวโกรธจนต้องตะคอกออกมา “ไม่ผิดบ้าอะไร นี่มันความผิดของแกชัดๆ เมื่อกี้แกมีโอกาสช่วยแล้วทำไมถึงไม่ช่วยเอลกันหา! มัวยืนนิ่งทำบ้าอะไรอยู่”
แล้วเนียร์ก็หันมองเพียว รวมทั้งคนอื่นๆ ด้วยที่ได้เห็นดวงตาสีดำคู่นั้นมีแต่ความเย็นชา แม้ริมฝีปากบางจะแยกยิ้มขณะตอบกลับมาว่า
“จำเป็นต้องทำด้วยเหรอ”
เพียวถึงกับผงะถอยหลังโดยไม่ตั้งใจ โมเองยังไม่อยากเชื่อว่าเนียร์จะตอบแบบนี้
“ทำไมล่ะ” เอลไม่ได้สนกับบาดแผลที่ได้รับ ตะโกนถาม “ทำไมกันเนียร์ ก็เธอยิ้มให้ฉันแล้วไม่ใช่เหรอ นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเรากลับมาเป็นเหมือนเดิมหรือไง”
เนียร์ส่งเสียงหึออกมา จ้องเอลอย่างดูแคลน “ของพวกนี้มีความหมายด้วยเหรอ” เมื่อได้เห็นสีหน้าตกตะลึงของเอล เนียร์ก็หัวเราะน้อยๆ แล้วมองไปยังคนอื่นๆ อีก ทั้งเพียว โม ฟิวส์ โชลและวาล “พวกเธอเป็นคนสอนฉันเองนี่ ทั้งรอยยิ้ม ทั้งคำพูดพวกนั้นล้วนแต่หลอกลวง เชื่อใจไม่ได้แม้เพียงนิด แม้กระทั่งตอนนี้...”
เธอเดินเข้าไปใกล้ แล้วได้เห็นแทบทุกร่างนั้นสะดุ้งเฮือกทำให้เธอต้องหยุดไว้แค่นั้น ระลอกความเจ็บปวดผ่านสู่สายตาเพียงครู่ ก่อนจะหายไปเหลือเพียงความเย็นชาดังเดิม แล้วคลี่ยิ้มออกมาใหม่
“รีบตามมาแล้วกัน เขาไม่ชอบรอนานนักหรอก”
เสียงของเนียร์ทิ้งค้างเอาไว้ในห้องที่เป็นซากปรักหักพัง ที่ไม่ต่างไปจากหัวใจของคนที่ถูกทิ้งไว้ในห้องนี้เลย
เหตุการณ์ตึกระเบิดสร้างความฮือฮาให้ไม่น้อยสำหรับเมืองที่ค่อนข้างเงียบสงบมาตลอด หากไม่นับเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่นานมานี้ นี่ก็ถือเป็นเรื่องใหญ่สุด แม้กระทั่งกับพวกตำรวจเอง จึงเป็นธรรมดาเมื่อเห็นเพื่อนร่วมงานที่ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุกลับมาจะรีบเข้าไปไถ่ถามความเป็นมา
“แปลก”
คำอธิบายสั้นๆ ของเรื่องนี้ ทำให้คนถามถึงกับขมวดคิ้ว
“ก็พอไปถึง เจ้าของบริษัทก็ลงมาบอกหน้าตาเฉยเลยว่าไม่ต้องดำเนินการอะไรทั้งนั้น ตอนพูดเนี้ยหน้าเฉยโคตร เหมือนไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นงั้นแหละ แล้วบอกอีกว่ามันไม่ได้เสียหายอะไรขนาดนั้น”
“แต่ฟังจากเสียงนี่ไม่น่าเล็กน้อยตามปากว่าเลยนะ” ตำรวจที่คอยอยู่เฝ้าอยู่ที่สถานีพูด เพราะถึงสถานีตำรวจจะอยู่ห่างจากที่นั่นไกลไม่น้อยก็ยังได้ยินเสียง
คนไปดูสถานที่จริงทำแค่ยักไหล่ “ไม่รู้ว่ะ ก็เขาบอกเล็กน้อยนี่ แถมยังไม่คิดโทรเรียกประกันอีกต่างหาก ทำเอางงเลย แล้วถึงจะประกาศให้พวกที่ทำงานที่นั่นลาพัก แต่ข้าเห็นมีเด็กกลุ่มนึงเดินเข้าไปในตึกนั้นเฉยเลย”
“เด็ก? เข้าไปในตึกที่เกิดระเบิดเนี่ยนะ” ถึงคราวตำรวจงง เด็กสมัยนี้ไม่กลัวบ้างหรือไง
“ใช่ แถมยังดูเป็นพวกลุกคนมีกะตังค์อีก”
“หรือว่าเป็นการจับตัวมาเรียกค่าไถ่” เริ่มตั้งข้อสมมติฐานกัน
“ไม่น่านะ ก็เห็นพวกเด็กๆ เต็มใจเดินเข้าไปเองเลย”
“ฮึ้ย” คนนั่งเดาชักหัวเสีย “ไอ้เรื่องนี้ทำไมมันดูแปลกพิลึกแบบนี้นะ”
คนส่วนใหญ่เริ่มทำหน้าแบบว่า ปล่อยมันไป ในเมื่อผู้เสียหายไม่ได้คิดจะทำอะไร ก็คงไม่ใช่หน้าที่ที่พวกเขาจะต้องสนใจอีก ยกเว้นแต่มีคนตายนี่สิค่อยว่ากันอีกเรื่อง
ในเวลาใกล้เคียงกันนั้น ในห้องคอนโดหรูแห่งหนึ่งก็เกิดการเคลื่อนไหวขึ้นเช่นกัน
“พี่กิลกำลังจะไปทำตามคำสั่งท่านเดสิตใช่มั้ยคะ” เกลถาม มองอีกฝ่ายที่กำลังจัดการกับเครื่องแต่งตัวอยู่ โดยไม่ลืมที่จะหยิบดาบไปด้วย ซึ่งฝักดาบนั้นมีเชือกยาวผูกไว้อยู่ ทำให้สามารถจะเอาไปผูกต่อไว้ที่เอวหรือกับอะไรก็ได้ ซี่งตอนนี้ชายหนุ่มผูกพาดไว้จากบ่าข้างนึงพันล้อมใต้วงแขนอีกข้าง ทำให้ตัวดาบห้อยติดอยู่ที่หลังสามารถเอื้อมหยิบได้ง่ายๆ
เกลมองพี่ตัวเองกำลังผูกเชือกอยู่แล้วคิดเองในใจว่าคราวต่อไปต้องเปลี่ยนเชือกนั่นให้เป็นเข็มขัดแทน เพราะเชือกแบบนี้ดูไม่เข้ากับชุดที่ใส่อยู่เอาซะเลย
“มีอะไรรึเปล่า” กิลถามกลับ ตรวจความแน่นหนาของอาวุธดีแล้วนึงจึงหันมองน้องสาว
“อ้อ” เกลเลิกคิดถึงดีไซน์เข็มขัดไปครู่นึง แล้วสีหน้าเธอก็กลับมาเต็มไปด้วยความกลุ้มใจอีกครั้ง “เกลขอให้พี่กิลช่วยอะไรเกลอย่างนึงได้มั้ยคะ”
กิลไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่รอให้เธอพูดออกมาเอง
“พี่กิลช่วยเนียร์ด้วยเถอะค่ะ”
“อะไรนะ” กิลหรี่ตาลง นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาคิดว่าอีกฝ่ายจะขอเลย แต่เกลก็เข้ามาใกล้แล้วจับเสื้อเขาเอาไว้
“ขอร้องล่ะค่ะพี่กิล เกล..เกลทนไม่ได้ที่เนียร์จะกลายเป็นคนที่คิดถึงแต่เรื่องความแค้นแบบนั้น เกลอยากให้เนียร์กลับไปยิ้มร่าเริงได้แบบเดิม ขอร้องเถอะนะคะพี่กิล ช่วยเนียร์ด้วยเถอะ”
ตลอดเวลาที่เธอไปเฝ้าจับตาดูเนียร์ในห้องเล็กๆ นั้น เนียร์ที่มีสีหน้าเฉยชาไม่ยิ้มไม่หัวเราะแบบนั้นมันทำให้เธอรู้สึกเจ็บจิ๊ดที่หัวใจเหลือเกิน เธออยากได้เนียร์ที่ลูบหัวเธออย่างอ่อนโยนคนเดิมนั้นกลับคืนมา
“นะ พี่กิล” เกลเงยหน้ามองพี่ชายพร้อมกับน้ำที่เอ่อล้นจนตาสีน้ำเงินเป็นประกายใสกว่าทุกครั้ง “ช่วยเนียร์ด้วย”
เมื่อเห็นน้ำตาของน้องสาว แล้วมีหรือที่พี่อย่างเขาจะทำใจแข็งได้ เขาไม่เคยเอาชนะน้องสาวได้เลยสักครั้ง แน่นอนว่าครั้งนี้ก็เช่นกัน “ก็ได้ พี่จะไปคุยกับเธอให้” ประโยคที่ช่วยเรียกรอยยิ้มของอีกฝ่ายกลับมา แต่กิลก็อดไม่ได้ต้องเสริมต่อว่า “แต่เธอคนนั้นจะยอมทำตามที่บอกหรือเปล่ามันก็อีกเรื่องนะ”
“แค่พยายามไปพูดให้เนียร์เข้าใจ เกลก็พอใจแล้วล่ะค่ะ เพราะอย่างน้อย” เกลยิ้มเศร้า “ก็ถือว่าเกลได้พยายามจะช่วยแล้ว ดีกว่าปล่อยเนียร์ไปโดยที่ตัวเองไม่ได้ทำอะไรเลย”
“...อืม” กิลตอบรับเบาๆ ในลำคอ มองไปที่พื้นแล้วไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก
การที่มีห้องนึงถูกระเบิดไปไม่มีผลต่อโครงสร้างตึกเท่าไรนัก ตามจริงต้องบอกว่าแทบไม่มีผลอะไรเลยนอกจากแค่ทำให้กำแพงเป็นรูโหว่กับห้องเละเท่านั้น ไม่ถึงกับทำให้ล้มครืนลงมาได้ ก็ยังนับเป็นเรื่องดีที่ทำให้คนที่ยังต้องอยู่ในตึกนั้นไม่อยู่อย่างหวาดผวาว่าจะมีอะไรพังลงมาอีก
ในห้องประชุมเล็กๆ ที่มีโต๊ะเป็นรูปวงรีที่เป็นรูกว้างข้างในเหมือนโดนัท ตนัยนั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะ โดยมีกลุ่มเด็กของโรงเรียนเทพาพิทักษ์และนิรารักษ์นั่งอยู่ทางด้านซ้าย ส่วนเด็กจากโรงเรียนมัธยมปลายหฤทัยอยู่ทางด้านขวา โดยที่เนียร์นั่งห่างจากพวกเอลไปอยู่ใกล้กับตนัย เปรียบเสมือนเป็นมือขวาของเขา
ทั้งหมดกำลังรอคอย ขณะที่วาลกำลังทำแผลตามตัวให้เอลอยู่ ซึ่งวาลพันแผลที่แขนของเอลให้อย่างคล่องแคล่วดูเชี่ยวชาญราวกับทำให้คนอื่นบ่อย
สีหน้าของพวกเทพาพิทักษ์บอกชัดว่ารำคาญกับเวลาทำแผล ตรงกันข้ามกับพวกเล็ทที่พึ่งมาถึงเป็นกลุ่มสุดท้าย ที่ทั้งเป็นห่วง ประหลาดใจ และสงสัย ยิ่งเห็นเนียร์ที่ควรอยู่ใกล้กับเพื่อนตัวเองไปอยู่ใกล้ตัวอันตรายแบบนั้น แล้วยังไม่แยแสกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเอลอีก ยิ่งทำให้พวกเขาประหลาดใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น
“เสร็จแล้ว แผลไม่หนักมากไม่กี่วันก็หาย” วาลพูดเสียงเรียบ ปิดกล่องปฐมพยาบาลที่คนของตนัยนำมาให้เสียงดังฉับ เอลบอกขอบคุณเสียงเบา มือคลำแขนที่มีผ้าพันอยู่อย่างใจลอย ไม่กล้าหันไปทางหัวโต๊ะ หรือความจริงนั้นคือไม่มีใครในกลุ่มเอลกล้าหันไปมองที่หัวโต๊ะเลยสักคน ทั้งที่หัวหน้าเรื่องทั้งหมดที่ควรให้ความสนใจอยู่ทางนั้น แต่ก็ไม่กล้ามองเพียงเพราะเนียร์นั่งอยู่ตรงนั้น
เมื่อเห็นว่าทำแผลเสร็จ ตนัยจึงค่อยๆ เริ่ม “ถ้าอย่างนั้นก็...” แต่เขาก็พูดไม่จบเมื่อคนข้างตัวกลับผุดลุกขึ้นกะทันหัน อีกทั้งยังคิดจะเดินออกไปจากห้องนี้อีก
“จะไปไหนนิศาชล”
เนียร์เอี้ยวตัวมาตอบ “ก็ไปจากนี่ไง อยู่ห้องนี้แล้วมันอึดอัด เห็นแต่พวกขวางหูขวางตา” ว่าแล้วก็จิกสายตาขณะเดินผ่านกลุ่มเอลไป “ยังไงฉันก็รู้เรื่องที่นายจะพูดกับพวกนี้หมดแล้วนี่ จะฟังซ้ำอีกรอบให้หูชาอีกทำไม”
“นิศาชล”
ตนัยเรียกด้วยน้ำเสียงเรียบรื่น เหมือนไม่ได้สังเกตว่าอีกฝ่ายทำท่ารีบร้อนอยากออกไปให้พ้นจากห้องนี้ เขารู้ว่าเธอจะต้องหยุด จะต้องฟังอย่างแน่นอน แล้วมันก็ไม่ผิดจากที่คาดไว้แม้แต่น้อย เมื่อร่างบางหยุดชะงัก...ตนัยกระตุกยิ้มพูดต่อจนจบ
“อ่านง่ายดีนะ”
เท่านั้นเอง...ตนัยก็ได้เห็นดวงตาลุกโชนข่มขู่จากหญิงสาวก่อนเสียงปิดประตูจะดังสนั่นจนแทบจะเอาให้พังให้ได้ตามมา ดังกลบเสียงหัวเราะในลำคอของตนัยจนมิด
บรรยากาศที่ดูจะดีขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย ไม่ชวนให้อึดอัดอีก มีแต่พวกเล็ทเท่านั้นที่ยิ่งงงจนอยากตะโกนถามเพื่อนที่นั่งตรงข้ามว่าทำไมเนียร์ถึงทำแบบนั้น แต่ก็ไม่ได้ถาม สีหน้าของพวกเอลเองก็ไม่ได้มีอารมณ์อยากจะตอบนัก
ตนัยเริ่มเดินตามสเต็ป สเต็ปแรกคือกล่าวแนะนำตัวเอง ก่อนจะเล่าถึงเรื่องพลังจากธรรมชาติ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่พวกเขาเคยได้ยินมาก่อนแล้วหน้านี้ทั้งนั้น
ขณะที่นั่งฟังอยู่โมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนเกินชอบกล เพราะเรื่องที่เขาพูดมาไม่ได้เกี่ยวกับตัวเองเลยสักนิด จึงทำเป็นหูทวนลม ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง
หากถามโมว่าโกรธมั้ยกับสิ่งที่เนียร์ทำลงไป เธอคงตอบแบบไม่ลังเลเลยว่า โกรธสิ เป็นใครบ้างจะไม่โกรธ เพียงแต่ไม่ได้แค้น โกรธที่ทำไมเนียร์ถึงไม่ช่วยเอล ทำไมถึงทำตัวเป็นศัตรูใส่ เธอไม่รู้หรอกว่าเนียร์รู้สึกยังไง เพียงแต่สงสัยว่ามันโกรธมากจนถึงขึ้นยอมตัดขาดความเป็นเพื่อนเลยอย่างนั้นเหรอ
คนเรามันจะแค้นกันได้ขนาดไหนกัน ที่ถึงกับยอมปล่อยให้เพื่อนถูกทำร้ายต่อหน้าต่อตาได้หน้าตาเฉย
พอคิดเรื่องยากซับซ้อนของจิตใจมนุษย์คนแล้วโมก็เริ่มขมวดคิ้ว รู้ดีว่าคิดแทบตายก็คงไม่เข้าใจมากไปกว่านี้ ก่อนจะเหลือบตามองพี่ใหญ่ของกลุ่ม
ตั้งแต่เจอหน้ากัน โมสังเกตว่าเนียร์ไม่ได้หันมองพี่ชายเลยสักนิด จะชายตาแลสักหน่อยก็ไม่ ทำเหมือนเขาไม่มีตัวตนอยู่ยังไงยังงั้น และที่แปลกยิ่งไปกว่านั้น พี่ทินกลับนิ่งเฉย ทั้งที่ตามปกติหากโดนเนียร์เมินใส่ขนาดนั้นคงได้มีอัดกันแล้ว...เพียงแต่เรื่องนี้โมเข้าใจ
...เพราะครอบครัวนั้นไม่มีทางตัดขาด...
...เพราะตัดไม่ขาดถึงได้แสร้งทำเป็นไม่มีตัวตนอยู่
พี่ทินเองก็ไม่ได้ทำอะไร ราวกับกำลังรอบางอย่าง ซึ่งอันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เธอไม่เข้าใจเช่นกัน
โมหันมาสนใจฟังตนัยพูดอีกนิดที่เหมือนจะเข้าเรื่องหลักจริงๆ เสียที
“ฉันอยากจะชำระโลกใบนี้เสียใหม่ ให้ใสสะอาด แล้วค่อยสร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้ง”
นั่นถือเป็นอุดมคติที่นักอุดมการณ์ทั้งหลายต่างต้องการทำให้มันเป็นจริง นับมาแต่ในอดีตกาล สมัยยุคประวัติศาสตร์ ที่ผู้คนยอมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาติมนุษย์ด้วยกันเอง เพียงเพื่อทำตามอุดมการณ์เหล่านั้น เพียงแต่ผู้นำสมัยนั้นมีกองทัน ส่วนสมัยนี้...
โมมองไปรอบๆ แล้วก็เห็นแต่เด็กที่ยังไม่โตเต็มที่ดีอยู่สิบกว่าคน แล้วเธอก็ยักไหล่ในความคิดไม่ได้ทำจริง...จุดเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่เสมอไป
“โลกใบใหม่ที่เราจะสร้างขึ้นมา จะเป็นแบบไหนก็ได้ตามที่เราต้องการ”
“คิดว่าตัวเองเป็นพระเจ้ารึไง” ริสบ่นพึมพำแต่เอาให้ได้ยินไปทั่วห้อง ทว่าตนัยไม่ได้กล่าวว่าอะไรเธอ ซ้ำยังเหมือนจะเห็นด้วยกับสิ่งที่เธอพูด
“ประดุจพระเจ้า” ตนัยพยักหน้าน้อยๆ “สร้างโลกอุดมคติ โลกที่ไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นวรรณะ ไม่มีคนจนหรือรวย ไร้คนอดอยาก ไร้ผู้ถูกทอดทิ้ง”
ตอนนั้นเองที่โมได้เห็นเด็กแปลกหน้าจากโรงเรียนเทพาพิทักษ์ห้าคนนั้นไหวตัวกัน สายตาของพวกเขาเหมือนถูกปลุกให้ตื่น หลังจากมีท่าทีเบื่อหน่ายกับสิ่งที่ตนัยพล่ามมานาน ห้าคนนั้นพูดอะไรที่ข้างหูก่อนจะหันมาตั้งใจฟังอย่างสนใจตนัยเป็นครั้งแรก ถึงกับ...โหยหาด้วยซ้ำ
การต่อตั้งสาวกเริ่มขึ้นแล้ว... โมคิดในใจเมื่อเห็นสีหน้าพวกนั้น แอบอดใจมองเพื่อนๆ พี่ๆ ตัวเองไม่ได้ ในเมื่อเธอเองก็แอบสนใจนิดๆ กับโลกที่ไม่ต้องไปโรงเรียน ไม่ต้องทำการบ้าน ไม่ต้องไปสอบเข้ามหาลัยด้วยข้อสอบที่นับวันจะแย่ลงทุกปี... ก็ชักไม่แน่ใจว่าคนอื่นจะไม่รู้สึกแบบเดียวกัน
โอ้ ขอบคุณ คนของเธอไม่ได้ถูกโลกไร้การบ้านมายั่วยุให้เคลิ้มตาม...รึเปล่าหว่า
โมไม่แน่ใจ เมื่อเห็นสีหน้าบางคนอย่างพี่ฟิวส์ที่ดูเหม่อเหมือนกำลังคิดถึงโลกใบนั้นตาม แต่เพียงครู่เดียวก็กลับมาส่ายหน้า แล้วเป็นปฏิปักษ์ต่อความคิดนั้นทันที
“โลกแบบนั้นไม่มีทางมีจริงหรอก” ฟิวส์ท้วง “คิดว่าในอดีตที่ผ่านมาไม่มีคนอยากทำแบบคุณรึไง”
โมก็อยากจะท้วงเขากลับเหมือนกัน ว่าไอ้ที่ไม่เห็นด้วยนั้นหมายถึงว่ามันไม่มีทางเป็นจริง หมายความว่าถ้าทำขึ้นมาได้จริงๆ จะเห็นด้วยแล้วเข้าร่วมหรือไง
“คนพวกนั้นไร้พลังอำนาจมากพอจะสยบคนทั้งโลกได้” ตนัยบอก ทันทีที่มองสายตาของเด็กแต่ล่ะคนที่จ้องมองมาราวกับจะถามว่า แล้วตัวเขามีอำนาจมากกว่าคนพวกนั้นหรืออย่างไร เขามองกลับไปราวกับจะบอกว่าคำตอบของคำถามนั้นมาอยู่ตรงหน้านี้แล้วยังไงล่ะ
“แสนยานุภาพใดจะไปมีชัยเหนือกว่าธรรมชาติได้กันเล่า”
พอเห็นสีหน้าไม่เข้าใจคำตอบของเด็กๆ ตนัยจึงถามกลับ “พวกเธอช่วยบอกหน่อยได้มั้ยว่าเคยเห็นใครคนไหนสามารถสยบภัยธรรมชาติได้ ธรรมชาติสร้างมนุษย์ ธรรมชาติสร้างสรรพสิ่ง พวกเธออาจเห็นแต่มนุษย์ทำลายธรรมชาติ แต่คิดหรือว่าพวกท่านไม่ได้เอาคืน“ ตนัยพูดราวกับธรรมชาติที่ว่านั้นมีตัวตนอยู่จริงๆ “สักวันนึงพวกท่านจะต้องเอาคืนอย่างแน่นอน ฉันเพียงแค่เร่งให้มันเกิดเร็วขึ้นอีกนิดก็เท่านั้น”
“จริงเร้อ” ธุมคนที่มีผ้าโพกหัวว่าพลางเอนหลังพิงพนัก แล้วประสานมือตรงท้ายทอย จ้องตนัยอย่างท้าทาย “เราเจอมาเยอะแล้วกับพวกผู้ใหญ่ที่ดีแต่พูดอย่างคุณ”
ตนัยมองเขาที่ทำท่าเป็นเด็กเกเรคอยก่อกวนคุณครูอยู่หลังห้อง “ถึงขั้นนี้แล้วเธอยังกังขาถึงความไม่เอาจริงของฉันอีกงั้นเหรอ”
ไม่บอกก็รับรู้ได้ หากฆ่าคนตายเมื่อไหร่ ก็ยากจะถอยกลับ หากไม่ได้เตรียมใจมาถึงขั้นนั้นแล้วล่ะก็...
แล้วอั๊คก็ถามตนัย “สรุปแล้วคือคุณจะใช้พลังที่พวกเรามีอยู่เพื่อสร้างโลกที่ว่านั้นใช่มั้ย”
“ก็ไม่ผิด”
“ก็เท่ากับว่าจะเอาเราไปฆ่าคนงั้นเหรอ” เล็ทเริ่มแขยง
“เป็นเรื่องปกติที่ต้องมีคนตายเพื่อการสร้างใหม่” ตนัยตอบอย่างสงบ ชีวิตคนอื่นนั้นไร้ค่าสำหรับเขามานานแล้ว “ฉันไม่ได้คาดหวังว่าพวกเธอจะตอบรับฉันตอนนี้ทันทีหรอก เอาเป็นว่า...ฉันให้เวลาพวกเธอคิดคืนนึง คิดให้ดีแล้วพรุ่งนี้ค่อยมาให้คำตอบฉัน ที่นี่มีห้องพักอยู่ แล้วฉันจะให้คนนำทางไป” ตนัยว่าเป็นการจบเรื่อง
ขณะที่คนอื่นค่อยๆ ลุก ทินกลับยังนั่งติดอยู่ที่เดิม
“แล้วคุณล่ะ” ทุกคนได้ยินเสียงชายหนุ่มผมสีดำแซมทองส่งคำถามออกไป “โลกแบบไหนกันที่คุณอยากสร้างขึ้นมา”
เกิดเป็นความเงียบ ตนัยไม่ได้ตอบคำถามในทันทีแบบทุกครั้ง อาจเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่มีคนถามคำถามนี้ และไม่ทันได้คิดด้วยว่าจะมีคนถาม เขาคิดว่าทุกคนจะกำลังคิดถึงโลกที่ตัวเองต้องการอยู่จนไม่สนคนอื่นเสียอีก
“ดาว” นานทีเดียวกว่าตนัยจะตอบด้วยท่าทีเหม่อลอย เงยหน้ามองขึ้นไปบนเพดานราวกับกำลังจะมองผ่านไปถึงดวงดาวบนฟากฟ้าได้ “ฉันจะสร้างโลกที่สามารถมองเห็นดาวได้ชัดทุกที่ไม่ว่าจะไปที่ไหน” ตอบจบ เขาก็หันมายิ้มให้ทิน “กลับไปคิดถึงโลกของเธอเองเถอะ ทิวกาล”
เขารู้ชื่อทิน ซึ่งไม่น่าแปลกใจ และคงรู้ชื่อของเพียวและโมแล้วด้วย
น้ำเสียงนั้นบ่งบอกว่าไม่ต้องการจะพูดด้วยอีก ทำให้ทินและคนอื่นที่เหลือออกไปจากห้องประชุมนี้ เหลือเพียงตนัยที่ครุ่นคิดบางอย่างอยู่เพียงคนเดียว