Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    บทที่ 57 สายเลือดที่เปลี่ยนแปลง

            ถังเฟยหู่หลับตาเพื่อหยั่งจิตสัมผัสของตนเองเข้าสู่ภายในร่างของเขา เข้าไปภายในจุดตันเถียนเพื่อเข้าสู่ห้วงวิญญาณของตนเอง เขาสามารถสัมผัสได้ถึงทาสอสูรและจิตวิญญาณของตนภายในนั้น เขารับรู้ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาแล้วว่าห้วงวิญญาณของเขามีความผิดปกติ เรื่องนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เฟิงหงหู่ทำกับเขา
            เขาค้นพบได้อย่างรวดเร็วว่าจิตวิญญาณพยัคฆ์ของเขาได้หายไป ไม่สิ เขายังสามารถสัมผัสมันได้อย่างเลือนราง มันราวกับเขาอยู่ท่ามกลางม่านหมอกที่มองเห็นเงาของพยัคฆ์ขาวอย่างเลือนรางแต่ไม่อาจหาร่างมันได้
            เขาพักเรื่องนี้ไว้ก่อน เพราะไม่ว่าเฟิงหงหู่จะทำอะไรกับเขา เขายังคงไม่อาจแก้ไขมันได้อย่างง่ายดาย การดันทุรังค้นหาต่อไปในช่วงเวลานี้ไม่อาจก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ เขาได้ย้ายจิตสัมผัสของตนเองไปสำรวจจิตวิญญาณที่เหลืออยู่ ทั้งอสูรทมิฬและอสรพิษมรกตยังอยู่ดี เขาได้ทำการเรียกงูน้อยออกมาในทันที
            แสงปราณสีเขียวมรกตได้ออกมาชั่วพริบตา พวกมันได้รวมตัวกันเป็นเส้นแสงสีเขียวพันอยู่รอบคอของเขาก่อนที่จะเปลี่ยนรูปร่างเป็นอสรพิษมรกต เจ้างูน้อยมองเขาด้วยสายตาที่เศร้าสร้อย ตัวของมันและเขามีวิญญาณที่ใช้ร่วมกัน เป็นหนึ่งเดียวกันตั้งแต่เกิด งูน้อยรับรู้ได้ถึงเรื่องราวทุกอย่างที่เขาเจอ รวมถึงความรู้สึกที่อยู่ภายในใจของเขา มันส่งสายตาที่ราวกับต้องการปลอบประโลมหัวใจของเขา
            เขาลูบหัวของเจ้างูน้อยนั้นราวกับจะบอกมันว่าเขาไม่เป็นอะไร ถังเฟยหู่ได้ทำการเรียกอสูรทมิฬออกมาด้วยเช่นกัน เขาได้เปลี่ยนให้มันกลายเป็นปลอกแขนอสูรเมฆาจากนั้นจึงค่อยเรียกเข็มดำออกมา เข็มเล่มนั้นลอยอยู่บนอากาศ ปลอกแขนอสูรเมฆาแตกออกและรวมตัวเข้ากับเข็มดำเล่มนั้นจนก่อเกิดเป็นเข็มที่มีรูปร่างของอสูรและหนาราวกับเป็นหมุดเหล็กสีดำ
            นี่คือความสามารถรูปแบบหนึ่งของปลอกแขนอสูรเมฆาที่เขาเคยใช้เมื่อครั้งเข้าไปในป่าอสูร แต่เมื่อใช้สิ่งนี้ไปแล้วจะต้องใช้เวลาช่วงหนึ่งถึงจะกลับมาใช้อาวุธจิตวิญญาณชิ้นนี้ได้อีกครั้งหนึ่ง
            ถังเฟยหู่สร้างด้ายปราณสีแดงสองเส้นออกมาจากปลายนิ้วของตน เส้นหนึ่งติดไว้ที่หมุดเหล็ก อีกหนึ่งติดไว้อยู่ที่ตัวของอสรพิษมรกต พลังของถังเฟยหู่ยังไม่มากพอถึงขั้นควบคุมจิตวิญญาณจากระยะที่ไกลจนเกินไป เมื่อคนผู้หนึ่งส่งจิตวิญญาณออกไปห่างจากร่างเกินไปโดยไม่อาจควบคุมได้ ร่างของพวกมันจะสลายและกลับไปยังห้วงวิญญาณของผู้ใช้จิตวิญญาณนั้นๆ
            ด้วยวิธีการใช้ด้ายปราณในการสื่อสารและควบคุมจะช่วยให้เขาสามารถบังคับพวกมันได้จากระยะไกลและประหยัดแรงกว่ากันเยอะมาก แต่สิ่งนี้คงใช้ในการต่อสู้จริงได้ยากมากนัก นั่นเพราะหากใช้วิธีนี้ในการควบคุมจิตวิญญาณจากระยะไกล…สิ่งหนึ่งที่เป็นจุดอ่อนสำคัญก็คือตัวด้ายปราณ เมื่อใดก็ตามที่มันขาดออก เขาก็จะสูญ้สียการควบคุมจิตวิญญาณไปในทันที และพวกมันจะถูกบังคับให้กลับเข้าสู่ห้วงวิญญาณ
            ถังเฟยหู่มอบหมุดเหล็กอสูรให้งูน้อยคาบไว้จากนั้นเขาจึงได้สั่งให้งูน้อยคลืบคลานกลับไปยังสกุลหลิวอีกครั้งหนึ่งโดยมีเขาพยายามสอดส่องจากบนหลังคา ถังเฟยหู่พยายามจะลองใช้สายเลือดดวงตาเซียนพยัคฆ์ดู ความรู้สึกของเขาในตอนนี้นั้นเหมือนกับตอนที่เขาพยายามตามหาจิตวิญญาณพยัคฆ์ในห้วงวิญญาณ
            ถังเฟยหู่เอื้อมมือไปสัมผัสยังตาซ้ายของตนเอง เขายังคงสามารถมองเห็นได้อยู่เช่นเดิม เพียงแต่ว่าเขาไม่อาจเรียกใช้พลังของมันได้เหมือนเดิม ‘พลังของดวงตาคล้ายมีคล้ายไม่มี เป็นความรู้สึกทีอยู่ระหว่างกลาง น่าแปลกเป็นอย่างมาก’ เขาคิดอยู่ภายในใจ แต่เขาก็ไม่ใส่ใจมันมากนัก เขาดึงสติของตนเองกลับมามองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เขาได้ใช้ความพยายามและสมาธิเป็นอย่างมากในการควบคุมเจ้างูน้อย
            ดวงตาของเขาแม้จะดีกว่าคนทั่วไป แต่ก็นับว่าอ่อนแอกว่าเวลาที่ใช้สายเลือดดวงตายิ่งนัก การมองผ่านความมืดจึงออกจะยากลำบากและใช้สมาธิมากกว่าเดิมมากนัก แต่โชคดีที่จิตวิญญาณที่ถังเฟยหู่เลือกใช้คือเจ้างูน้อย ไม่ใช่อสูรทมิฬ
            ในยามก่อนที่เขาเคยลองใช้วิธีนี้กับอสูรทมิฬ เขาจำเป็นต้องบงการมันทุกอย่าง อสูรทมิฬราวกับเป็นหุ่นเชิดที่รอฟังคำสั่ง แต่จิตวิญญาณอื่นๆนั้นเป็นจิตวิญญาณที่มีจิตใจและความคิดเป็นของตัวเอง การสั่งงานของเขาในตอนนี้คือคำสั่งง่ายๆที่ส่งมอบให้กับงูน้อยทำตาม หน้าที่ของเขาคือพยายามสอดส่องจากด้านบนว่ามีปัญหาใดๆให้ต้องระวังหรือไม่ เขาต้องมองให้แน่ใจว่าไม่มีผู้ใดเห็นเจ้างูน้อย
            เจ้างูน้อยนั้นเป็นจิตวิญญาณที่อยู่ในระดับสามซึ่งไม่สูงมากนัก เป็นจิตวิญญาณในชั้นมนุษย์ที่เป็นขั้นเริ่มแรกสุด จิตวิญญาณในชั้นนี้ส่วนมากจะยังไม่แสดงความสามารถที่แท้จริงของมันออกมา หากจะพูดไปแล้วจะนับว่าธรรมดาสามัญก็ไม่ผิดนัก แต่ส่วนมากของผู้คนในสถานที่ห่างไกลอย่างฟูเจี้ยน การมีจิตวิญญาณในระดับสองขึ้นไปก็นับว่าเยี่ยมยอดมากแค่ไหนแล้ว
            งูน้อยคลานเข้าไปในจวนสกุลหลิวอย่างระวัง มันค้นพบช่องว่างเล็กๆขนาดพอดีตัวของมัน แต่มันไม่สามารถคาบเจ้าหมุดเหล็กในปากเข้าไปด้วยได้ แต่เจ้างูน้อยก็แก้ไขสถานการณ์โดยเร็ว มันโยนหมุดเหล็กออกจากปากให้ลอยขึ้นกลางอากาศจากนั้นค่อยใช้ปากคาบที่ฐานของหมุดเหล็กนั่นอีกครั้งเพื่อให้ด้านแหลมมุ่งไปทางด้านหน้าแทน
            เจ้างูน้อยคาบหมุดเหล็กอย่างระวังเพื่อให้มันเข้าไปในช่องว่างนั้นโดยไม่เกิดเสียง ไม่นานนักมันก็ข้ามผ่านอีกด้านหนึ่งมาได้และเข้าสู่ภายในจวนสกุลหลิวได้อย่างปลอดภัย เจ้างูน้อยกลับมาคาบหมุดเหล็กในแนวขวางอีกครั้งก่อนที่จะค่อยๆคลานไปเรื่อยๆ ในตอนนั้นเองที่มันรับรู้ได้ถึงคำสั่งจากนายของตนที่เฝ้ามองอยู่
            ถังเฟยหู่ได้สั่งให้มันมองหาจุดที่มีควันไฟลอยขึ้นมา แม้ดวงตาของเขาจะไม่ดีมากนักในช่วงกลางคืนเช่นนี้ แต่ต่างจากเจ้างูน้อยตนนี้ มันกระพริบตาปริบๆจากนั้นภาพที่มันมองเห็นก็ได้ต่างออกไป สีสันต่างๆที่มันมองเห็นได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง สีมากมายได้ปรากฏอยู่ในสายตาของมันตามแต่ความร้อนของสิ่งต่างๆ
            ในชั่วพริบตานั้นเองที่มันสามารถมองเห็นแสงสีที่เกาะกลุ่มเป็นจำนวนมาก จุดนั้นคือจุดที่มีความร้อนรวมกันเป็นกลุ่มมากที่สุด จุดนั้นก็คือจุดที่ได้ทำการเผาอวงแซจิ้ไปเมื่อไม่นานมานี้ มันจึงได้ส่งความร้อนออกมาอยู่เนืองๆ
            งูน้อยกระพริบตาอีกครั้งก่อนภาพที่มันมองจะกลับมาเป็นสีสันปกติอีกครั้ง เจ้างูน้อยรีบคลานไปในจุดนั้นอย่างรวดเร็วเมื่อไม่เห็นผู้ใดในบริเวณนั้น มันเข้าสู่ห้องโถงที่มีการจัดพิธีเซ่นไหว้ศพ เจ้างูน้อยได้คายหมุดเหล็กออกจากปากและวางไว้ตรงบริเวณกลางห้อง เมื่อมันได้จัดการงานที่มอบหมายให้เสร็จสิ้นแล้ว ถังเฟยหู่ได้สลายด้ายปราณที่ผูกติดไว้กับงูน้อยทิ้งไป เจ้างูน้อยที่อยู่ไกลเกินไปจึงได้สลายกลายเป็นละอองปราณสีเขียวจำนวนมาก ละอองปราณเหล่านั้นได้กลับเข้ามาสู่ห้วงวิญญาณของถังเฟยหู่เองโดยไม่ต้องทำอะไร
            “ถึงตาของเจ้าแล้ว อสูรทมิฬ” ถังเฟยหู่กล่าวขึ้นจากนั้นจึงค่อยส่งกระแสจิตผ่านไปทางด้ายปราณสีแดง กระแสจิตของเข้าพุ่งเข้าสู่หมุดเหล็กสีดำบนพื้น ไม่นานนักมันก็ได้ขยับเล็กน้อยก่อนที่กลับกลายเป็นร่างโครงกระดูกสีดำที่มีด้ายแดงแผงไว้ที่ข้อมือ
            แม้ระยะทางที่ไกลจะทำให้เขาสูญเสียพลังอย่างต่อเนื่อง แต่เขาก็ไม่ได้หวังจะใช้อสูรทมิฬในเวลานานเช่นกัน เขาบางการให้ร่างโครงกระดูกนั้นขยับเขยื้อนไปยังด้านหลังของโลงศพที่เต็มไปด้วยผ้าสีน้ำเงินและขาวที่ใช้ในพิธี อสูรทมิฬทำการหยิบผ้าที่ห้อยประดับอยู่นั้นขึ้นมา
            อสูรทมิฬได้ลากผ้านั้นไปยังกระถางธูปตรงกระถางธูปและทำการกดผ้านั้นลงไปกับธูปและขี้เถาติดกำลังระอุอยู่ ไม่นานนักผ้าผืนนั้นก็ส่งกลิ่นไหมออกมาอย่างเจือจาง สำเร็จอย่างที่หวังแล้ว อสูรทมิฬก็ได้ปล่อยผ้านั้นออกจากมือ ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่บังเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา
            เขาได้สั่งให้อสูรทมิฬดึงด้ายปราณมาพันรอบนิ้วให้หนาที่สุดจนดูเหมือนกับด้ายปราณเหล่านั้นกลายเป็นผิวหนังของอสูรทมิฬ ถังเฟยหู่หลับตาลงเพื่อตัดสิ่งรบกวนโดยรอบออก เขาต้องการใช้สมาธิมากที่สุดเท่าที่ทำได้เพื่อทำบางอย่าง ในตอนนั้นเองที่ปลายนิ้วของอสูรทมิฬที่พันด้ายปราณไว้คล้ายกับจะมีแสงเจือจางขึ้นมา
            ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเค่อ สิ่งที่เขาตั้งใจทำก็สำเร็จผล ปลายนิ้วของอสูรทมิฬได้เปล่งแสงเจือจางแต่มั่นคง อสูรทมิฬก้าวเดินไปยังข้างโลงศพจากนั้นจึงได้ลองกดนิ้วลงไปและขีดเขียนบางอย่างออกมา พลังวิญญาณในอากาศถูกควบรวมและชักนำโดยปลายนิ้วที่ส่องแสงอย่างเจือจางนั้น
            เป็นการสลักอาคม!
            แม้จะเป็นอาคมระดับต่ำ แต่จะมีใครบ้างเล่าที่คิดให้จิตวิญญาณของตนเองสลักอาคมแทน อสูรทมิฬใช้เวลาในการสลักอาคมมากกว่าถังเฟยหู่ถึงสองเท่า แต่นั่นก็ไม่ถือว่าช้ามากนักเพราะอาคมที่อสูรทมิฬทำการขีดเขียนไปนั้นมีระดับที่ต่ำมาก เป็นอาคมเดียวกับที่ถังเฟยหู่เคยสลักและใช้ร่วมกับลูกธนู
            ก่อนหน้านี้เขาเคยสลักอาคมธาตุไฟที่ให้ความร้อนผสมกับอาคมที่ให้กำเนิดสายลมเพื่อปะทุธาตุไฟจนเกิดเป็นธนูระเบิดที่สร้างเปลวไฟในวงกว้าง แต่คราวนี้อาคมระดับต่ำจำนวนมากพวกนั้นถูกขีดเขียนไปตามโลงศพ รูปแบบอาคมเดิมๆถูกเขียนซ้ำไปซ้ำมาโดยรอบบริเวณโลงศพ ลากยาวไปถึงด้านหลังของโลง ไปยังกำแพงด้านหลังรวมถึงบางส่วนบนผ้าประดับพิธีที่กำลังลุกไหม้
            แม้การขีดเขียนอาคมในช่วงแรกจะติดขัดอยู่บ้าง แต่ยิ่งนานเข้าก็ยิ่งชำนาญ การวาดของอสูรทมิฬไหลลื่นเป็นอย่างมาก เพียงชั่วพริบตาอสูรทมิฬก็ทำทุกอย่างเสร็จสิ้น ในตอนแรกถังเฟยหู่คิดว่าจะสลักอาคมไม่ทันผ้าที่กำลังลุกไหม้ ความคิดแรกของเขาคือการวางเพลิงเผาห้องโถงนี้ แต่การลุกไหม้ของผ้าประดับพิธีเป็นไปอย่างเชื่องช้ามาก
            ไม่คิดเลยว่าทักษะการควบคุมของเขาจะพัฒนาขึ้นในช่วงเวลาเช่นนี้จนทำให้ความเร็วของอสูรทมิฬตามผ้าที่ลุกไฟได้ทัน ถังเฟยหู่เห็นเช่นนั้นก็วางใจ เขาได้ตัดด้ายปราณที่เชื่อมต่อกับอสูรทมิฬทิ้งไป ร่างโครงกระดูกสีดำได้สลายกลายเป็นละอองและกลับเข้าสู่ห้วงวิญญาณของถังเฟยหู่ด้วยตัวเอง ถังเฟยหู่แม้จะไม่ทราบถึงสถาการณ์ภายในห้องโถงมากนัก แต่คำสั่งของเขาที่สั่งไปทั้งหมดนั้น อสูรทมิฬได้ทำตามจนเสร็จสิ้นทุกคำสั่ง แม้มันจะคิดเองไม่เป็นแต่ก็ปฏิบัติตามได้อย่างดีเยี่ยม
            ถังเฟยหู่ที่ยืนอยู่บนหลังคานั้นเฝ้ามองภาพตรงหน้าอย่างใจเย็น ในความคิดของเขานั้น อาคมระดับต่ำจำนวนมากพวกนั้นจะช่วยโหมเปลวไฟให้ลุกลามอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังยากที่จะตรวจสอบอีกด้วย เหตุที่ยากจะตรวจสอบเพราะอาคมเหล่านั้นไม่ได้ถูกกระตุ้นโดยปราณของมนุษย์
            แต่อาคมเหล่านั้นไม่ได้ถูกกระตุ้นโดยปราณ พวกมันเป็นอาคมประเภทธาตุไฟซึ่งแหล่งพลังงานอีกประเภทของพวกมันสามารถได้มาจากการดูดกลืนพลังวิญญาณประเภทเดียวกัน ซึ่งพลังวิญญาณนั้นมีสถิตอยู่ในทุกสิ่ง…รวมถึงเปลวไฟที่กำลังลุกไหม้
            เปลวไฟได้ลุกไหม้ผ้าผืนนั้นไปเรื่อยๆจนในที่สุดมันก็ได้เผาจนมาถึงบริเวณที่สลักอาคมไว้ เมื่อเปลวไฟสัมผัสเข้ากับอาคมธาตุไฟ อาคมตัวเปล่านั้นได้ส่งความร้อนออกมาและลุกไหม้จนเกิดเปลวไฟ ไม่นานนักเปลวไฟจำนวนมากก็ได้ลุกขึ้นไปตามตัวอักษรอาคมเหล่านั้น มันลุกลามไปเรื่อยๆจนถึงโลงศพไม้
            เปลวไฟโหมกระหน่ำอย่างรวดเร็ว เปลวไฟสีแดงฉานได้ไหม้โลงศพอย่างรวดเร็ว เสื้อผ้า หิวหนัง ร่างกาย เส้นผม ทุกๆอย่างบนศพของนักพรตผู้นั้นได้ถูกเปลวไฟกลืนกินในเวลาไม่นานนัก เปลวไฟโหมกระหน่ำในชั่วพริบตาและเผาทำลายศพนั้นทิ้งไป ในเวลาไม่นานนักเริ่มมีผู้คนที่รู้แล้วถึงเหตุไฟไหม้ พวกเขาเร่งรีบมาทำการดับไฟแต่ก็ดูเหมือนจะไม่ทันการณ์เสียแล้ว ร่างในโลงศพถูกเผาทำลายไปแล้ว
            “มีคนจำนวนมากเห็นข้าในคราบนักพรตออกไปจากสกุลหลิว ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่เข้าใกล้ห้องโถงนั่น อีกทั้งจุดกำเนิดเปลวไฟก็คือบริเวณกระถางธูป หากทางการมาสอบสวนจริงๆก็คงจะตรวจไม่พบอะไรทั้งนั้น” ถังเฟยหู่กล่าวอย่างพึงพอใจ จากนั้นจึงได้ร่อนกายลงบนพื้น เขามองขึ้นไปบนท้องฟ้า
            “เป็นยามห้า ใกล้จะฟ้าสางเต็มที อีกไม่นานก็จะเช้าแล้ว ข้าควรรีบจะออกจากเมืองให้เร็วที่สุด” ถังเฟยหู่กล่าวเสร็จก็ได้เดินลมปราณไปยังฝ่าเท้าของตนและพุ่งทะยานออกไปทางประตูเมืองให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่นานนักเขาก็เห็นกำแพงเมืองตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าของตนเอง
            ถังเฟยหู่หาได้ออกไปทางประตูเมืองไม่ ไม่อย่างนั้นเขาก็คงต้องถูกตรวจสอบโดยเหล่าทหารที่ทำการเฝ้าประตูอยู่ เข้าได้พุ่งทะยานขึ้นไปบนต้นไม้ใกล้กำแพงเมืองจากนั้นจึงได้สะกิดเท้าส่งตัวเองขึ้นไปให้สูงที่สุดใกล้กับกำแพงเมือง เขาได้ใช้มือของตนในการคว้าขอบกำแพงเมืองเอาไว้ เขาชะโงกหน้าขึ้นไปเพื่อตรวจสอบว่ามีทหารอยู่หรือไม่
            ในตอนนั้นเองที่ทางด้านซ้ายของเขามีทหารผู้หนึ่งถือคบเพลิงกำลังเดินมาทางนี้ เขาได้ถอยตัวกลับไปและห้อยอยู่อย่างนั้นเพื่อหลบสายตาของทหาร เมื่อทหารเดินผ่านไปแล้วถังเฟยหู่จึงได้ดีดตัวขึ้นไปบนกำแพง ถังเฟยหู่เร่งรีบกระโดดลงไปอีกด้านของกำแพงในทันที เขาเรียกกระบี่งูเขียวออกมาและซัดมันออกไปทางด้านหลังพร้อมกับด้ายแดงที่ผูกติดไปด้วย เขาชะลอความเร็วด้วยด้ายปราณเหล่านั้น
            เมื่อถึงลงบนพื้นอย่างปลอดภัย ถังเฟยหู่ได้กระตุกมือเพื่อดึงกระบี่งูเขียวนั้นกลับมา เขาสลายอาวุธจิตวิญญาณนั้นกลับไปก่อนที่จะเรียกเฮยกุ่ยออกมา ถังเฟยหู่กระโดดขึ้นไปบนหลังของเฮยกุ่ย เขากระตุกบังเหียนเพื่อให้เฮยกุ่ยออกวิ่งไปอย่างรวดเร็ว
            ถังเฟยหู่มุ่งหน้าออกจากเมืองไปอย่างรวดเร็วโดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองด้วยซ้ำไป เขาจำเป็นต้องออกให้ห่างเมืองแห่งนี้ที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมืองที่เขาเติบโตขึ้นมาแห่งนี้ ภายในความจำของเขานั้นมีเรื่องราวมากมายทั้งสุขและทุกข์ แต่ตอนนี้เขาแทบหมดสิ้นทุกสิ่งที่รู้สึกดีภายในเมืองนี้ ตอนนี้เขาเหมือนคนที่ตายไปแล้ว
            แม้จะยังหลงเหลือคนรู้จักอีกหลายคน แต่เขาไม่อาจติดต่อคนเหล่านั้นได้เพื่อความปลอดภัยของคนพวกนั้น ทั้งลุงจางและหยางมี่ เขาไม่อาจติดต่อคนพวกนั้นได้อีกต่อไปแล้ว ทั้งยังไม่อาจกระทำด้วย เส้นทางเบื้องหน้าของเขาวิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว มันเป็นเส้นทางที่เขาเคยผ่านมาแล้วในอดีต แต่ครั้งก่อนนั้นเขาเคยไปสถานที่นั้นพร้อมกับค้างคาวโลกันต์จึงทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่การขี่ม้าบนภาคพื้นอาจจะทำให้การเดินทางครั้งนี้ยากลำบากและยาวนานกว่าเดิมนัก ถังเฟยหู่เดินทางแทบไม่ได้พักผ่อน แต่เมื่อเฮยกุ่ยต้องการพักเขาก็ไม่ตะขิดตะขวงใจที่จะปล่อยให้มันได้พักบ้าง
            หนึ่งคนหนึ่งม้าได้เดินทางออกจากเมืองเป็นเวลาห้าวันแล้ว เบื้องหน้าของเขาก็คือสุสานร้างที่เคยได้มาเยือนในอดีต ที่แห่งนี้ยังคงเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย เป็นสุสานร้างที่ได้ให้กำเนิดห้วงอเวจีขึ้นมา ถังเฟยหู่สั่งให้เฮยกุ่ยหยุดอยู่หน้าทางเข้าห้วงอเวจี
            “ห้วงอเวจี…โดยทั่วไปแล้วมนุษย์ทุกคนต่างก็หลีกหนีมัน แต่ข้ากับเฮยกุ่ยต่างออกไป หากเกิดเรื่องผิดพลาดขึ้น พวกมันคงจะนึกไม่ถึงว่าข้าจะมาหลบอยู่ที่นี่ ไปกันเถอะเฮยกุ่ย เจ้าเข้าไปข้างในคงจะรู้สึกมีความสุขสินะ” ถังเฟยหู่ยิ้มเล็กน้อยก่อนที่จะลูบหัวของม้าแห่งความตายสีดำ
            เฮยกุ่ยพาเจ้านายของตนเองพุ่งเข้าไปจนถึงใจกลางของห้วงอเวจี นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าม้าแห่งความตายตนนี้ได้สัมผัสกับปราณมรณะที่เข้มข้นเช่นนี้ นี่ราวกับมันเป็นปลาที่ใช้ชีวิตอยู่บนบกมาโดยตลอดแล้วพลันได้ลงในสระน้ำเย็นที่ชุ่มชื้นเป็นครั้งแรก เฮยกุ่ยดีใจเป็นอย่างมากและกลืนกินปราณมรณะอย่างตะกละตะกลาม
            เจ้าม้าสีดำได้นำพาเขาจนมาถึงบริเวณหนึ่งที่มีซากของต้นไม้ใหญ่ที่ไร้ซึ่งใบไม้ใด ต้นไม้นี้ราวกับเศษซากที่ตายไปนานหลายปีแล้ว ถังเฟยหู่เลือกที่จะมายังที่แห่งนี้แทนเพราะมันไม่เป็นจุดสนใจมากนัก หากจะใช้สุสานเป็นที่หลบซ่อนก็คงจะเป็นการไม่ฉลาดมากนัก นั่นเพราะห้วงอเวจีนี้มีสิ่งก่อสร้างที่เหลืออยู่เพียงแค่สุสาน การเลือกที่จะอยู่ที่เป็นจุดไม่สนใจมากนักจะเป็นการดีกว่า
            ถังเฟยหู่เรียกเฮยกุ่ยกลับไปยังห้วงวิญญาณของตน จากนั้นเขาจึงได้นั่งลงและทำสมาธิที่ใต้ซากต้นไม้นั้น เขาหลับตาลงและสูดหายใจเข้าออกอย่างสงบ การเคลื่อนไหวของเขาหยุดนิ่งโดยสิ้นเชิง ทุกลมหายใจที่เข้าออกนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย
            ‘อาการบาดเจ็บเล็กน้อยส่วนมากถูกรักษาแล้ว’ ถังเฟยหู่คิดอยู่ภายในใจเมื่อได้ทำการสำรวจสถานการณ์ของร่างกายตัวเองในปัจจุบันอีกครั้ง ‘แก่นโลหิตที่เปลี่ยนเสมือนชีวิตของมนุษย์ถูกเผาผลาญไปจำนวนมากระหว่างต่อสู้กับเจ้าคนชั่วนั่น…หากไม่ทำการรักษาก็จะส่งผลกับอายุไขในระยะยาว’ ถังเฟยหู่พยายามคิดหาวิธีการรักษาอาการต่างๆของร่างกายตัวเองให้กลับมาหายดีอีกครั้ง
            ‘เดิมทีการรักษาแก่นโลหิตควรมุ่งเน้นไปที่การบำรุงหัวใจและไขกระดูก…แต่หัวใจของข้าก็ไม่เต้นอีกต่อไปแล้ว ที่กระทำได้ในตอนนี้คือการสร้างความมั่นคงให้แก่มุกมารทั้งสาม…อีกทั้งยังไม่มีที่ใดที่เหมาะจะทำเช่นนี้เท่ากับห้วงอเวจีอีกแล้ว’
            ถังเฟยหู่เรียงลำดับความคิดสิ่งที่ควรกระทำ เขาพยายามสำรวจร่างกายของตัวเองต่อไปเรื่อย ในคราวนี้สิ่งที่เขาให้ความสนใจก็คือดวงตาซ้ายของตนเองและสายเลือดที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่าง พวกมันยังคงอยู่แต่ก็ต่างไปจากเดิมมาก เขาพยายามวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่เกิดขึ้น
            เขาใช้เวลากว่าสามวันในการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดที่รวบรวมได้จากการสำรวจรายละเอียดต่างๆภายในร่าง ข้อสรุปที่เขาได้คือเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นจากภายในสายเลือดเซียนพยัคฆ์ เหมือนกับแหล่งพลังงานของสายเลือดได้หายไป ซึ่งถังเฟยหู่คาดว่าจะเกี่ยวข้องกับการที่เขาไม่สามารถตามหาจิตวิญญาณพยัคฆ์ขาวเจอได้
            แต่จุดที่สำคัญกว่าคือเรื่องต่อมา สายเลือดของเขาได้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพราะมุกมารทั้งสามได้สูบฉีดเลือดทั้งร่างของเขาแทนหัวใจ นี่คล้ายกับตอนที่เขาใช้ลมปราณโดยผ่ายเส้นลมปราณและชีพจรที่มีมุกมาร ลมปราณพวกนั้นต่างก็เจอปนด้วยพลังมารของพวกมัน เขาได้ใช้ข้อสันนิษฐานนี้ในการสรุปผลทั้งหมด
            สายเลือดของเขาได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นเพราะมุกมาร นี่มันราวกับมุกมารทั้งสามได้กลายเป็นแหล่งพลังงานของสายเลือดเซียนพยัคฆ์แทน ไม่สิ เขาคงไม่อาจเรียกสิ่งนี้ว่าสายเลือดเซียนพยัคฆ์ได้อีกต่อไป เขายังคงต้องใช้เวลาในการศึกษาสายเลือดที่เกิดการกลายพันธุ์อีกนานก่อนที่จะสามารถใช้มันได้อย่างจริงจัง
            เพียงแค่สายเลือดเซียนพยัคฆ์ธรรมดาเขายังเรียนรู้ได้อย่างผิวเผินด้วยซ้ำไป เขาต้องสร้างแนวทางใหม่ที่เป็นของตัวเอง แม้มองดูนี่อาจจะเป็นเรื่องเลวร้ายที่สูญเสียพลังสายเลือดอันดับต้นๆของดินแดนไป แต่ข้อดีนั้นยังคงมีอยู่ นั่นเพราะการกลายพันธุ์ของสายเลือดนี้เองที่ทำให้เข็มอาคมของสกุลเฟิงไม่อาจตามหาสายเลือดของเขาได้อีกต่อไป ด้วยความบังเอิญนี้เองที่ทำให้เฟิงหงหู่เชื่ออย่างสนิทใจว่าเขาตายไปแล้ว
            ถังเฟยหู่รวบรวมสติกลับมาอีกครั้ง เขาได้เรียงลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆ เขาได้เดินปราณมารไร้ลักษณ์เพื่อดูดกลืนพลังแห่งความตายในอากาศอย่างต่อเนื่อง ตัวเขาในตอนนี้ช่างต่างจากอดีต ปราณมรณะไม่เป็นภัยกับร่างกายของเขามากมายเช่นอดีต อีกทั้งมันยังเป็นประโยชน์ต่อการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้มุกมารของเขาอีกด้วย
            ตึก ตึก
            มุกมารทั้งสามถูกกระตุ้น พวกมันได้ดูดกลืนปราณแห่งความตายอย่างรวดเร็วขึ้นทุกนาที ทุกช่วงลมหายใจที่ผ่านไปนั้นคือการเสริมสร้างความแข็งแกร่ง แม้ขอบเขตพลังของถังเฟยหู่จะไม่เพิ่มขึ้นมากมาย แต่หากเทียบมุกมารทั้งสามในตอนนี้กับก่อนหน้าแล้ว มุกมารเมื่อก่อนนับว่าเหมือนกับหินที่ยังไม่เจียระไน
            แต่เมื่อพวกมันได้กลืนกินปราณมรณะอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ นี่ราวกับเป็นการขัดเกลาพวกมันไปในตัว ขัดเกลาพวกมันจากก้อนหินไร้ราคาเป็นอัญมณีอันล้ำค่า มุกมารทั้งสามนั้นได้เกิดการขัดเกลาตัวเองจนเงางามมากขึ้น เปล่งประกายไอมรณะสีม่วงดำออกมาอย่างเรือนราง เขานั่งอยู่เช่นเดิมโดยไม่แม้แต่จะขยับไปไหน
            นี่เป็นข้อดีของผู้ฝึกตน เขาไม่จำเป็นต้องกินต้องดื่นหรือแม้แต่นอนหลับ ทุกช่วงลมหายใจที่ผ่านไปสามารถใช้เพื่อการฝึกฝน เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียวเขาก็ได้อาศัยอยู่ในห้วงอเวจีมากกว่าหนึ่งเดือนแล้ว และในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่ลืมตาขึ้นพร้อมกับแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลมมา
            ถูกต้อง! เป็นแสงอาทิตย์! กลับมีแสงอาทิตย์สาดส่องลงมาในห้วงอเวจี ไม่สิ สถานที่แห่งนี้ไม่อาจเรียกอย่างงั้นได้อีกต่อไป หนึ่งเดือนมานี้มุกมารของเขาได้กลืนกินปราณมรณะในที่แห่งนี้จนหมดสิ้น ห้วงอเวจีได้สลายไปแล้ว…
    ========================
    ตอนใหม่มาแล้วครับ ฝากด้วยนะครับ -3-

    คล้ายกับเรื่องLegend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า ที่คุณอ่าน

    ราชันธาตุผ่ามิติเซียน

    ราชันธาตุผ่ามิติเซียน

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    364K 318
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    [New Life] อิสระของชีวิต

    [New Life] อิสระของชีวิต

    นิยาย แฟนตาซี
    140K 171
    กำเนิดใหม่ : มหาปราชญ์เทพเซียนโอสถ

    กำเนิดใหม่ : มหาปราชญ์เทพเซียนโอสถ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.00M 2954
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    อสูรมังกรฟ้า เล้งซาน [จบ]

    อสูรมังกรฟ้า เล้งซาน [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4.85M 1165
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    นิยาย แฟนตาซี
    150K 136