“อัพเกรดสำเร็จ”
“ระดับไอเทม: ธรรมดา”
“ระดับการอัพเกรด: +10”
“พลังป้องกัน: 2”
“พลังป้องกนเพิ่มเติม: 10”
“ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +10: การดำรงอยู่ลดลง 10%”
“สิ่งจำเป็นในการอัพเกรด: แต้มวิญญาณ 9 แต้ม”
ไป๋หยุนเฟยยินดียิ่ง ในที่สุดก็สำเร็จแล้ว!
“อืม? การดำรงอยู่ลดลง?มันคือคุณสมบัติอะไรกันแน่?”หลังจากพิจารณาผลกระทบเพิ่มเติมของหมวกฟางอย่างละเอียดแล้วไป๋หยุนเฟยก็ได้แต่งุนงงเนื่องเพราะผลกระทบเพิ่มเติมเช่นนี้มันกลับไม่เคยผ่านตามาก่อน
“เป็นผลกระทบที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน!” แต่หลังจากงุนงงก็แปรเปลี่ยนเป็นยินดีเพราะเมื่อปรากฏผลกระทบเพิ่มเติมใหม่ขึ้นก็แสดงว่าความลับของกระบวนการอัพเกรดได้เผยออกมาเพิ่มเติมอีกหนึ่งอย่างแล้ว
“การดำรงอยู่ลดลง... การดำรงอยู่ลดลง?คำอธิบายก็พอจะเข้าใจได้อยู่ แต่ว่าการดำรงอยู่ของวัตถุสิ่งของมันสามารถลดลงได้หรือ?”ไป๋หยุนเฟยหยิบหมวกฟางขึ้นมาพิจารณาอยู่เนิ่นนานสุดท้ายจึงนำมาสวมลงบนศีรษะ
กลับปราศจากความรู้สึกอันใด
“หรือจะบังเกิดผลกับผู้อื่น?”ไป๋หยุนเฟยถอดหมวกฟางออกพร้อมกับครุ่นคิด “หรือว่าเมื่อข้าสวมหมวกนี้แล้วผู้อื่นจะรู้สึกถึง‘การดำรงอยู่’ของข้าได้น้อยลงหนึ่งส่วน?ผลกระทบนี้ช่างแปลกพิสดารนัก... แต่กระบวนการอัพเกรดไม่เคยผิดพลาดถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่า... ข้าสามารถทำให้ผู้อื่นพบเห็นตัวได้ยากขึ้น!”
เมื่อจับประเด็นสำคัญได้ไป๋หยุนเฟยก็ใคร่ครวญลึกลงไปอีก แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้นสงสัย
“การดำรงอยู่ลดลงผู้อื่นก็พบเห็นได้ยากขึ้น ทำให้ผู้อื่นละเลยได้โดยง่าย นั่นก็หมายถึง...การไม่มีตัวตน!”
“หมวกที่ดี เป็นหมวกที่ดีจริงๆ!” ไป๋หยุนเฟยมองดูหมวกฟางในมือด้วยสองตาที่ลุกวาว“คิดไม่ถึงว่าหมวกฟางระดับธรรมดาเช่นนี้ จะสามารถอัพเกรดจนได้รับผลกระทบเพิ่มเติมที่มีประโยชน์ปานนี้ครั้งนี้ข้าได้กำไรแล้ว! เพียงแต่ว่า... หนึ่งส่วนดูจะน้อยเกินไป...”
“เอ่อ... ข้าละโมบเกินไปอีกแล้วช่างเป็นไปได้ ได้ของที่พิเศษเช่นนี้มาก็ถือว่าไม่เลวแล้ว!”ไป๋หยุนเฟยพบว่า ทุกครั้งที่อัพเกรดแล้วได้ผลรับที่ดีก็จะมี‘ความละโมบ’บังเกิดขึ้นในใจเสมอ ช่างย่ำแย่นัก...
หลังจากลอบตำหนิตนเองแล้วไป๋หยุนเฟยก็พึมพำว่า “การดำรงอยู่เมื่อลดลงแล้วก็จะถูกผู้อื่นมองข้ามได้โดยง่ายถ้าเช่นนั้นข้าก็จะกลายเป็นเช่นตัวประกอบแล้ว? ฮ่า ฮ่า อย่างนั้นก็ดี! ถ้าเช่นนั้นเรียกมันว่า‘หมวกฟางตัวประกอบ’เถอะ!”
หลังจากเก็บหมวกฟางตัวประกอบเอาไว้ไป๋หยุนเฟยจึงเอนกายลงนอนพักผ่อนด้วยความพอใจชายหนุ่มวางแผนว่าพรุ่งนี้จะทดสอบพลังของหมวกฟางดูว่าการดำรงอยู่ที่ลดลงหนึ่งส่วนนั้นแท้จริงแล้วจะเป็นเช่นไร
…………
เช้าวันต่อมาหลังจากฝนตกหนักมาตลอดคืน อากาศเช้านี้จึงสดใส ดอกไม้ใบหญ้าปรากฏหยดน้ำค้างเกาะอยู่พร่างพราวท่ามกลางแสงแดดยามเช้าที่สาดส่องมากระทบ
ภายในหมู่บ้านกลางเขาอันเงียบสงบปรากฏควันไฟจากเตาลอยเอื่อยขึ้น ขณะเดียวกันก็ได้ยินเสียงไก่ขันสุนัขเห่าดังขึ้น แสดงให้เห็นถึงความมีชีวีตชีวาในยามเช้า
ในบ้านหลังหนึ่งทางฝั่งซ้ายของหมู่บ้านมีเสียงดังลอดออกมาจากในห้อง เป็นเสียงนับจำนวนด้วยน้ำเสียงน่าตื่นเต้นเร้าใจ
“หนึ่งพันหกร้อยเจ็ดสิบห้า!หนึ่งพันหกร้อยเจ็ดสิบหก! หนึ่งพันหกร้อยเจ็ดสิบแปด...”
เส้าหลิงนั่งอยู่บนเตียงใช้สายตาจ้องมองไปยังพื้นตรงเบื้องหน้าใบหน้ามันแดงก่ำด้วยความตื่นเต้นขณะที่นับเลขอย่างต่อเนื่อง
ส่วนไป๋หยุนเฟยกลับเปลือยกายท่อนบนฟุบลงกับพื้นมือซ้ายมันไพล่หลัง ส่วนนิ้วหัวแม่มือขวากลับยันพื้นในขณะที่ร่างของมันบัดเดี๋ยวขึ้นบัดเดี๋ยวลง ---ที่แท้ไป๋หยุนเฟยก็กำลังดันพื้นอย่างต่อเนื่อง ทุกครั้งที่ขึ้นลงเส้าหลิงจะขานเลขถัดไปเห็นได้ชัดว่ากำลังนับจำนวนให้
เหตุผลก็คือเมื่อราวชั่วก้านธูปที่ผ่านมาหลังจากตื่นขึ้นเส้าหลิงก็คะยั้นคะยอให้ไป๋หยุนเฟยสอนวิทยายุทธ์ให้พร้อมทั้งบอกว่าตนเองอยากเอาชนะพี่จู้จื่อและกลายเป็นผู้ที่เก่งกาจที่สุดในหมู่บ้านไป๋หยุนเฟยไม่ทราบจะสอนอย่างไร วิชาของผู้ฝึกปรือวิญญาณย่อมถ่ายทอดแก่คนธรรมดาไม่ได้แต่เมื่อทนการรบเร้าไม่ไหวจึงได้แต่บอกว่าหากต้องการเรียนวิทยายุทธ์สิ่งแรกคือต้องฝึกฝนร่างกาย แต่ผู้ใดจะทราบเส้าหลิงเองก็ไม่ธรรมดาสามารถดันพื้นต่อเนื่องได้หนึ่งร้อยครั้งโดยที่หน้าไม่เปลี่ยนสี ดูเหมือนว่าเด็กหนุ่มในภูเขาแห่งนี้จะแข็งแรงไม่มีผู้ใดอ่อนแอแม้แต่คนเดียวสุดท้ายไป๋หยุนเฟยจึงบอกว่า หากเจ้าสามารถทำได้ครึ่งหนึ่งที่ข้าทำ ก็จะสอนให้
หลังจากนั้นจึงเป็นดังที่เห็น
เมื่อถึงสองพันครั้งไป๋หยุนเฟยที่ดูเหมือนจะไม่มีวี่แววเหน็ดเหนื่อยก็ลุกขึ้นและปัดมือเบาๆ ก่อนจะกล่าวกับเส้าหลิงว่า“เอาเท่านี้ก็แล้วกัน เมื่อใดที่เจ้าทำได้ครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้แล้วข้าก็จะสอนเจ้า”
เมื่อได้ยินคำพูดไป๋หยุนเฟยใบหน้าที่ตื่นเต้นของเส้าหลิงเมื่อครู่ก็ชะงักค้างก่อนจะเปลี่ยนเป็นขมขื่น“ครึ่งหนึ่งก็เท่ากับพันครั้ง จะเป็นไปได้อย่างไร...ต่อให้เป็นพี่จู้จื่อก็ยังทำไม่ได้ แล้วข้าจะทำได้อย่างไรกัน!”
“ฮ่า ฮ่าที่จริงหากเจ้าฝึกฝนร่างกายตามที่ข้าบอกทุกวันวันหนึ่งเจ้าก็จะกลายเป็นคนที่เก่งกาจเอง ข้าเองก็ฝึกแบบเดียวกัน”ไป๋หยุนเฟยกล่าวปลอบใจ
“หา? จริงหรือ?”
“อืม แน่นอน” เพื่อจะหลุดพ้นจากการรบเร้าพัวพันไป๋หยุนเฟยจึงหลอกลวงเด็กน้อยผู้หนึ่งอย่างน่าละอายขณะเดียวกันก็ลอบขออภัยต่ออีกฝ่าย --- การฝึกฝนร่างกายไม่ใช่เรื่องผิดนี่คงไม่ถือว่าข้าหลอกลวงกระมัง?
ทันใดนั้นเองประตูที่ด้านหลังไป๋หยุนเฟยก็ถูกผลักเปิดออก แล้วเสี่ยวฟางที่เดินเข้ามาครึ่งตัวก็เอ่ยปากด้วยความสงสัย“เส้าหลิงพวกเจ้ากำลังทำอะไรกันอยู่ ไฉนยังไม่รีบไปรับประทานอาหารเช้า... อ๊ะ!!”
กล่าวยังไม่ทันจบประโยคใบหน้าของหญิงสาวก็กลายเป็นแดงฉานก่อนจะรีบกระโดดออกจากห้องราวกระต่ายที่ตื่นตระหนกที่แท้ก็เป็นเพราะนางมองเห็นไป๋หยุนเฟยที่เปลือยท่อนบนเผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่บึกบึนแข็งแรง
“เอ่อ...”คนทั้งสองในห้องตะลึงตาค้างไปชั่วขณะไป๋หยุนเฟยทำอะไรไม่ถูกจึงรีบหยิบเสื้อมาสวมพร้อมกับกล่าวว่า “เอาล่ะ พวกเราไปรับประทานอาหารเช้ากันเถอะ...”
……
จากนั้นในยามเช้าไป๋หยุนเฟยจึงทดสอบพลังของหมวกฟางตัวประกอบ เมื่อเส้าหลิงสวมหมวกฟางลงไปไป๋หยุนเฟยที่แผ่สัมผัสวิญญาณออกก็พบว่าสัมผัสของอีกฝ่ายจู่ๆก็อ่อนจางลงแน่นอนว่านี่เป็นเพราะผู้ฝึกปรือวิญญาณมีความสามารถที่จะรับรู้ถึงพลังวิญญาณที่แผ่วจางได้อย่างละเอียดหากเป็นคนธรรมดาคงจะมองข้ามเส้าหลิงไปแล้ว ดังเช่นท่านอาหลี่ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านที่เข้ามาเพื่อขอให้เส้าหลิงหยิบของให้แต่กลับต้องถามไป๋หยุนเฟยว่าเส้าหลิงอยู่ที่ใดก่อนจะพบเห็นอีกฝ่ายสุดท้ายก็เอ่ยปากบ่นว่าไฉนเส้าหลิงจึงไปยืนอยู่ที่มุมนั้นตนเองแทบจะมองไม่เห็นแล้ว
หลังจากทดสอบและยืนยันผลของหมวกฟางตัวประกอบแล้วไป๋หยุนเฟยจึงเก็บมันไว้ด้วยความพึงพอใจ แน่นอนว่าต้องเก็บไว้ภายในกระเป๋าสัมภาระที่เตรียมไว้ล่วงหน้าเพื่อตบตาผู้อื่น
ใบหน้าเสี่ยวฟางแดงฉานอยู่ตลอดเวลาที่อยู่ร่วมกับไป๋หยุนเฟยคล้ายกับว่านางจะอับอายที่ได้เห็นร่างเปลือยท่อนบนของไป๋หยุนเฟยในยามเช้าโดยไม่ตั้งใจเรื่องนี้ทำให้ไป๋หยุนเฟยต้องอับจนถ้อยคำ --- เจ้าจะเขินอายไปถึงเมื่อใดกัน! จะว่าไปแล้ว ข้าเองต่างหากที่เป็นผู้ถูกมองผู้ที่ขาดทุนต้องเป็นข้าถึงจะถูก ข้าไม่ได้ให้เจ้าเปิดให้ข้าดูเพื่อชดเชยเสียหน่อยแล้วเจ้าจะมาเขินอายทำอะไร?
อย่างไรก็ดีไป๋หยุนเฟยพบว่าเสี่ยวฟางเป็นหญิงสาวที่สัตย์ซื่อขยันขันแข็งนางต้องกวาดบ้าน ซักผ้า เลี้ยงสัตว์และทำงานมากมายในยามเช้านางทำงานหนักโดยไม่ปริปากบ่นยามทักทายเพื่อนบ้านก็กล่าวด้วยคำพูดอันสุภาพเรียบร้อยนับได้ว่าเสี่ยวฟางเป็นหญิงสาวดีงามที่หาได้ยาก ไป๋หยุนเฟยรู้สึกว่าผู้ใดได้ตบแต่งนางเป็นภรรยาคงจะมีความสุขไม่น้อย--- แน่นอนว่านี่เป็นเพียงความรู้สึกชื่นชมยินดีเท่านั้น ไม่ได้มีความคิดเป็นอื่นอีก
ในยามเที่ยงระหว่างที่เสี่ยวฟางกำลังทำอาหารก็พบว่ามีฟืนไม่พอขณะจะออกไปผ่าฟืนนั้นก็ถูกไป๋หยุนเฟยห้ามปรามพร้อมกับอาสาจะผ่าฟืนให้ เสี่ยวฟางหน้าแดงฉานบอกปฏิเสธแต่ก็ถูกไป๋หยุนเฟยแย่งขวานไปจากมือพร้อมกับบอกว่าให้ข้าจัดการเองเพียงครู่เดียวก็เสร็จแล้วแต่ชั่วขณะที่คว้าใส่ขวานมือของชายหนุ่มก็บังเอิญกุมใส่มือนุ่มนิ่มของอีกฝ่ายจนหญิงสาวหน้าแดงขึ้นอีกครั้งไป๋หยุนเฟยทำตัวไม่ถูกจึงได้แต่ยิ้มอย่างกระดากพร้อมกับเอ่ยปากขอโทษ
ตั้งแต่เริ่มต้นที่ไป๋หยุนเฟยเข้าไปช่วยผ่าฟืนจนได้พูดคุยกับเสี่ยวฟางในดงไม้ที่ห่างออกไปกลับมีดวงตาคู่หนึ่งจับจ้องมา ไป๋หยุนเฟยเองก็ไม่ทันได้สังเกตกระทั่งยามที่หญิงสาวถูกไป๋หยุนเฟย‘สัมผัส’ก่อนจะแยกจากกันด้วยไปหน้าขวยเขิน ดวงตาคู่นั้นก็ฉายแววโกรธกริ้วชิงชังออกมา...