ตอนที่ 25 ถัดจากคอเป็ขาทั้งหมด
หมายความว่าั้แ่เขาเข้าสู่โรงเรียนทหารอันดับหนึ่ง ทุกอย่างที่นี่ก็ตรงข้ามกับความตั้งใจของเขาทั้งหมดเลยเหรอ ถังอวี่รับรู้ถึงความรังเกียจจากผู้คนรอบข้างที่มีต่อเขาได้อย่างลึกซึ้ง
แต่ว่าตอนนี้พูดอะไรไปก็ไร้ประโยชน์
เขาจัดผมที่ยุ่งเหยิงเพราะระดับความเร็วของโฮเวอร์คาร์ก่อนจะสวมหมวกลงอีกครั้ง
ถังอวี่ที่สวมหมวกแล้วดูมีชีวิตชีวาขึ้นกว่าตอนก่อนหน้านี้มาก
เฉิงเวยจ้องตาแพนด้าของถังอวี่พร้อมส่งเสียงจุ๊ๆ “เมื่อวานเห็นรอยคล้ำใต้ตานายเหลือแค่รอยจางๆ แล้ว ทำไมวันนี้กลับมาเข้มขนาดนี้อีกแล้วล่ะ”
เพราะเมื่อวานเขาเห็นรอยคล้ำใต้ตาของถังอวี่จางลงถึงได้รู้ว่ารอยคล้ำใต้ตาของเขาไม่ได้เป็มาแต่กำเนิด
ถังอวี่ไม่ตอบ เขาจะบอกได้ยังไงว่าพอกลับถึงหอพักแล้วเขาก็ยืนมุดหัวเป็นกกระจอกเทศอยู่นอกประตู หลังจากนั้นพอทนไม่ไหวถึงได้ยอมเข้าไปนอน
เขาก็ไม่รู้ว่าเหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น ขอแค่เขานอนน้อยสักวันรอยคล้ำนี้ก็จะไม่หายไป! แถมดูเหมือนอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ ด้วย!
ชาติก่อนไม่เคยเกิดเื่แบบนี้!
แต่พอถังอวี่ย้อนคิดดู ชาติก่อนเขาไม่ได้สอบเข้าโรงเรียนทหารอันดับหนึ่ง ทว่าใช้ชีวิตเอื่อยเฉื่อย กินๆ ดื่มๆ รอความตายอยู่ในตระกูลถังไปเรื่อยๆ ควรนอนก็นอน ควรเล่นก็เล่น ไม่เคยผ่านประสบการณ์อดหลับอดนอนตลอดทั้งคืน แถมยังทำติดต่อกันหลายวันอีกต่างหาก
เพราะฉะนั้นนี่อาจเป็เหตุผลที่ทำให้เขาสุขภาพแย่ก็ได้
ถังอวี่ตัดสินใจแล้วว่าหลังจากนี้ถ้ามีเวลาว่างก็จะไปตรวจร่างกายดูสักหน่อย
“แย่แล้ว! รูมเมทของฉันยังรออยู่!” เฉิงเวยะโเสียงดัง
พอเฉิงเวยะโขึ้นมาแบบนี้ ถังอวี่เองก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองวิ่งออกมาโดยไม่ได้บอกกล่าวกับพวกไอวี่ ถึงแม้เขาจะไม่ได้ตั้งใจแต่ยังไงก็คงทำให้คนอื่นรู้สึกไม่ดี
ถังอวี่นึกได้ว่าเขาไม่มีหมายเลขเครื่องสื่อสารของไอวี่จึงล้มเลิกความคิดที่จะส่งข้อความหาเขาไป
“ไปกันเถอะ ใกล้ถึงเวลาแล้ว” เฉิงเวยเร่ง
ทั้งสองคนรีบออกมาจากห้องน้ำ ก่อนจะพบว่ารูมเมทของเฉิงเวยทั้งสามคนรออยู่ด้านนอกแล้ว พวกเขาพูดกับพวกเฉิงเวยด้วยรอยยิ้ม “ค่อยยังชั่วแล้วเหรอ รีบไปกันเถอะ ใกล้จะเริ่มพิธีแล้ว”
เฉิงเวยเหลือบมองพวกเขา แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร
คนห้าคนเร่งฝีเท้าเดินเข้าหอประชุม มีคนที่เกือบสายเช่นเดียวกับพวกเขาเหมือนกัน แต่ก็ไม่มากนัก
เมื่อพวกเขาเข้าไปก็ทำได้เพียงยืนอยู่แถวนอกสุด
ถังอวี่มองท้ายทอยสีสันแตกต่างกันไปอย่างหมดคำพูด
อย่างน้อยก็ให้เก้าอี้นั่งหน่อยเถอะ
เพิ่งแขวะในใจจบ เสียงทำนองสูงต่ำรื่นหูทว่ายิ่งใหญ่น่าเกรงขามก็ดังขึ้น นี่คือ...
เพลงชาติของสหพันธ์หฺวาซย่า
ทุกคนทยอยถอดหมวกลง สายตาจับจ้องไปยังเบื้องหน้าด้วยความเคารพ
หลังจากเพลงชาติจบลง ผู้อำนวยการของโรงเรียนทหารอันดับหนึ่งก็เดินออกมา
แท่นยืนบรรยายสูงมาก ผู้อำนวยการยืน้าทุกคนต่างมองเห็นใบหน้าของเขา เป็ใบหน้าที่แก่ชราอย่างยิ่ง
ได้ยินมาว่าผู้อำนวยการท่านนี้อายุมากแล้ว เหมือนจะอายุเกินสามร้อยปีแล้วด้วย สำหรับมนุษย์ที่มีอายุขัยเฉลี่ยสามร้อยปีย่อมถือว่าท่านผู้นี้อายุยืนยาวอย่างไม่ต้องสงสัย
ผู้อำนวยการท่านนี้แม้จะแก่ชราทว่าท่าทางการเคลื่อนไหวกลับคล่องแคล่วมาก การพูดการจาก็เสียงดังฟังชัดอย่างยิ่ง ไม่มีลักษณะอย่างที่ผู้สูงวัยควรมีแม้แต่น้อย
“นักเรียนใหม่ของโรงเรียนทหารอันดับหนึ่งที่รักทุกคน ผมคือผู้อำนวยการของโรงเรียงทหารอันดับหนึ่งแห่งสหพันธ์หฺวาซย่า ชื่อของผมคือเวอร์มอนต์ ลอว์เรนซ์ ผมดีใจที่ได้พบกับทุกคนที่นี่และผมยินดีเป็อย่างยิ่งที่อัตราการรายงานตัวเข้าศึกษาของนักเรียนใหม่ในครั้งนี้สูงสุดเป็ประวัติการณ์ มีผู้รายงานตัวสำเร็จทั้งหมด80%! ในสถานที่แห่งนี้...”
ถังอวี่หลุบตาลง เท่าที่เขารู้มา รุ่นของพวกเขามีคนเข้าเรียนประมาณห้าพันคน ดูท่าทางชื่อเสียงของโรงเรียนทหารอันดับหนึ่งแห่งนี้ไม่ได้มีแรงดึงดูดแค่ระดับทั่วไปแล้วจริงๆ
ถังอวี่ไม่ห่วงคนอื่นๆ ที่รายงานตัวไม่ผ่าน ถึงอย่างไรปีหน้าพวกเขาก็ได้รายงานตัวอยู่ดี
“คนแก่อย่างผมก็คงขอกล่าวแต่เพียงเท่านี้ ผมว่าพวกคุณคงชอบพูดคุยกับคนหนุ่มสาวมากกว่า ยิ่งเป็คนหนุ่มที่หน้าตาหล่อด้วยแล้ว” ผู้อำนวยการลอเรนซ์พูดจบแล้วยังขยิบตาให้พวกนักเรียนอย่างขี้เล่น
ถังอวี่ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี คิดไม่ถึงว่าผู้อำนวยการลอว์เรนซ์จะมีด้านแบบนี้ด้วย
หลังจากผู้อำนวยการลอว์เรนซ์ลงจากเวที ชายหนุ่มรูปร่างสูงเพรียวคนหนึ่งก็เดินขึ้นมา เส้นผมสีเงินทำถังอวี่แววตาวูบไหว ที่แท้ป๋ายจิ่นพูดถึงสุนทรพจน์คือหมายถึงตอนนี้น่ะเหรอ
ป๋ายจิ่นมองพวกเขาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ น้ำเสียงแข็งทื่อดังก้องหอประชุม แม้เสียงนั้นจะเย็นะเืพาให้คนฟังรู้สึกหนาวสั่นเข้ากระดูก แต่ก็หยุดหัวใจอันเร่าร้อนของที่เหล่ารุ่นน้องมีต่อเขาไม่อยู่
“ดูสิ! ท่านป๋ายหล่อมาก!”
“ถัดจากคอนั่นเป็ขาหมดเลย[1]! ฉันอิจฉาจัง!”
“ถ้าได้แต่งงานกับท่านป๋ายก็คงจะดี”
“เธอน่ะเหรอ ไม่น่าผ่าน”
ใบหน้าถังอวี่กลายเป็เส้นขีดสีดำ ป๋ายจิ่นหน้าตาหล่อเขาไม่เถียง แต่ถัดจากคอเป็ขาหมดเลยนั่นมันตัวอะไร ยังเป็คนอยู่รึเปล่า แล้วมือกับเอวหายไปไหน
ถังอวี่จินตนาการรูปร่างของป๋ายจิ่นที่จากถัดจากคอเป็ขาทั้งหมด จากนั้นเขาก็ถูกภาพในสมองฟาดลงมาราวกับฟ้าผ่า บนขาสองข้างมีหัววางอยู่้า...พรืด...ฮ่าๆ
“เข้าสู่โรงเรียนทหารอันดับหนึ่งแล้วก็เท่ากับมีฐานะเป็ทหาร อย่าคิดจะเป็ทหารหนีทัพ” ป๋ายจิ่นกล่าวประโยคนี้จบก็เดินออกไป...เดินออกไป...ไปแล้ว
ถังอวี่หมดคำพูด นี่เรียกว่ากล่าวสุนทรพจน์เหรอ ไม่พูดดีกว่ามั้ง!
คิดไม่ถึงว่าปฏิกิริยาของคนรอบข้างกลับแตกต่างจากเขาโดยสิ้นเชิง
“โห!! ท่านป๋ายหล่อมาก! เท่มาก! ขนาดพูดยังพูดได้สั้นกระชับได้ใจความ!”
“เพื่อท่านป๋ายแล้ว! ฉันไม่มีทางเป็ทหารหนีทัพแน่นอน!”
“ท่านป๋าย! โปรดรับการคุกเข่าคำนับจากผมด้วย!”
ถังอวี่ “…”
เหอะๆ ไม่เข้าใจความคิดของคนพวกนี้เลยจริงๆ...
เชิงอรรถ
^ ศัพท์สแลง เปรียบเปรยหุ่นนายแบบนางแบบที่มีขายาวเป็นพิเศษ