สำนักเทพเปย์ศิษย์

    สำนักเทพเปย์ศิษย์_72_เจตจำนงไม่ย่อท้อ กายาทองคำพิโรธ!

    บทที่ 72 เจตจำนงไม่ย่อท้อ กายาทองคำพิโรธ!


    สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นเพียงแค่ภาพมายา ส่วนชายสวมชุดคลุมสีแดงก็เป็นเพียงศัตรูในจินตนาการเท่านั้น หรืออีกนัยหนึ่งต้องเรียกว่าเป็นอีกตัวตนหนึ่งของเขาที่เกิดจากอารมณ์ด้านลบ เช่น ความขี้ขลาด ใจอ่อน ฯลฯ


    ยิ่งกว่านั้นการที่ภาพมายาสิ้นสุดลง ไม่ใช่ว่าเขาสามารถเอาชนะชายสวมชุดคลุมแดงเท่านั้น แต่เป็นเพราะเขาสามารถเอาชนะใจตนเองและอารมณ์ด้านลบทั้งหมดได้


    ความล้ำลึกสุดหยั่งถึงจะเกิดขึ้นเองโดยปริยาย ความรู้สึกลึกลับก็เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ นับจากนี้ไม่ว่าสวรรค์หรือปฐพีไม่มีผู้ใดสามารถทำให้หลินเฟิงคุกเข่าลงได้ แผ่นหลังของเขาจะเหยียดตั้งตรงอยู่เสมอ


    ในโลกความเป็นจริง


    ฉับพลันแสงสีทองก็เป็นประกายออกมาจากโครงกระดูกสีทองที่อยู่ตรงเบื้องหน้า


    แสงสีทองเคลื่อนโคจรออกมาจากโครงกระดูกสีทอง กวัดแกว่งไปมาอยู่กลางอากาศสองสามครั้ง ก่อนจะพุ่งทะลวงเข้าไปยังจุดไป่หุ่ยซึ่งอยู่บริเวณกลางศีรษะของหลินเฟิง แล้วหายวับไปทันที


    ครู่ต่อมารัศมีก็ระเบิดออกมาจากโครงกระดูก บรรยากาศที่แผ่ออกมาเต็มไปด้วยความโบราณเก่าแก่ ราวกับคลื่นพายุมหาสมุทร ไม่ว่าเทพหรือมารก็ไม่อาจเมินเฉยสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าแม้แต่น้อย


    หลินเฟิงก็ลืมตาขึ้นทั่วร่างของเขาเต็มไปด้วยเย็นยะเยือก แม้เหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวจะผ่านไปแล้วแต่หัวใจก็ยังหวาดผวาสั่นกลัว


    เขาถูกส่งกลับมาสู่โลกความจริงด้วยรัศมีอันน่าสะพรึงกลัวดังกล่าว


    เมื่อเห็นโครงกระดูกสีทองตรงหน้า หลินเฟิงก็กลืนน้ำลายลงคอเอื้อกใหญ่อย่างไม่รู้ตัว


    "เราจัดการได้แล้ว?"


    "นี่คงเป็นพลังของ [เคล็ดต้นแบบซวนหยวนอหังการ] ?"


    "ไม่ใช่ย่อยเลยนะเนี่ย..."


    หลินเฟิงรำพึงกับกันเอง


    คงไม่มีใครพอจะนึกจินตนาการออกว่า [เคล็ดต้นแบบซวนหยวนอหังการ] จะมีรูปลักษณะเช่นนี้


    สิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเขามันเป็นโครงกระดูกจิ๋วชัด ๆ เลยไม่ใช่หรือ?


    หลินเฟิงชักจะรู้สึกว่าระบบชักจะเจ้าเล่ห์เล็ก ๆ แล้ว


    หลังจากเริ่มระงับสงบสติอารมณ์ของตนเองลงได้ หลินเฟิงก็เริ่มสังเกตโครงกระดูกสีทองอย่างพินิจพิเคราะห์


    มันคือโครงกระดูกสีทองสูงเพียงหนึ่งฉือเท่านั้น ท่าทางของมันเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งอหังการ ทั้งยังเด็ดเดี่ยวแน่วแน่อย่างที่สุด ราวกับว่าต่อให้ฟ้าจะถล่มหรือดินจะทลายก็ไม่อาจทำให้มันสั่นไหวได้


    โครงกระดูกสีทองนั่งขัดสมาธิลอยคว้างอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่าตรงเบื้องหน้าของเขา เห็นได้ชัดว่ามันกำลังเข้าฌานสมาธิ


    กระดูกแต่ละชิ้นเปล่งแสงสีทองระยิบระยับ สาดส่องไปทั่วห้องฝึกฝนลับช่างดูงดงามวิจิตรตระการตาเป็นที่สุด


    หลินเฟิงทำได้เพียงจ้องมองโครงกระดูกสีทองที่ลอยคว้างอยู่ตรงหน้าโดยไม่รู้ว่าตนเองจะทำอย่างไรต่อ เพราะระบบไม่ยอมแนะนำอะไรเลย


    การได้แต่จ้องมองเพียงอย่างเดียว มันทำให้หลินเฟิงรู้สึกอึดอัดอยู่ไม่น้อย


    หลังจากจ้องมองอยู่ได้สักพักเขาก็เห็นว่าบริเวณใต้หน้าผากของโครงกระดูกมีรูสองรูปรากฏอยู่ เหมือนกับว่าโครงกระดูกกำลังจ้องมองหลินเฟิงอยู่อย่างไรอย่างนั้น


    แม้ว่าบริเวณปากของโครงกระดูกจะเป็นรู ทว่าก็ให้ความรู้สึกเหมือนอีกฝ่ายกำลังเย้ยเยาะว่าเขานั้นอ่อนแอ


    "บัดซบ?"


    "หรือข้าต้องปรับแต่งโครงกระดูกนี่?"


    "เจ้ากำลังเยาะเย้ยข้าอยู่จริง ๆ สินะ?"


    "เหลวไหลสิ้นดี!"


    เมื่อคิดได้เช่นนั้นหลินเฟิงก็เริ่มหงุดหงิดเหวี่ยงฝ่ามือมาดหมายทุบโครงกระดูกสีทองตรงหน้า


    เป็นแค่โครงกระดูกเล็ก ๆ กล้าดีอย่างไรมาหยิ่งผยองกับข้าเยี่ยงนี้!?


    ทันทีที่เขาเคลื่อนไหวโครงกระดูกสีทองก็พุ่งสวนมาอย่างกะทันหัน มันพุ่งผ่านกำปั้นประทับลงบนหัวใจของหลินเฟิง


    อะไรกันเนี่ย?


    ความหวาดกลัวแล่นผ่านเข้ามาในฉับพลัน ด้วยจิตใต้สำนึกของหลินเฟิงต้องการจะคว้าจับมันแล้วโยนทิ้งไป


    ทว่าทันทีที่โครงกระดูกสีทองกระทบเข้าใส่หัวใจของหลินเฟิง แสงสีทองก็ระเบิดพวยพุ่งออกมาโครงกระดูกสีทองกลายเป็นแสงสีทองเล็ก ๆ หายไปจากรูขุมขนจำนวนนับไม่ถ้วนของหลินเฟิง


    พริบตาต่อมาเขาก็รู้สึกเจ็บปวดไปทั้งสรรพางค์กาย เป็นความเจ็บปวดไม่ธรรมดามันฝังลึกลงไปจนถึงไขกระดูก!


    เหงื่อเย็นเยียบผุดขึ้นบนหน้าผากของหลินเฟิงในฉับพลัน ร่างกายสั่นสะท้านซวนเซ ล้มลงไปกองกับพื้น ร่างกายและกระดูกขดงอราวกับกุ้งดีดกระตุก


    กระดูกทั่วทั้งร่างถูกบดขยี้แหลกละเอียดเป็นเสี่ยง ๆ หลินเฟิงไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะขยับนิ้ว


    ยิ่งไปกว่านั้นความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในปัจจุบันหาใช่ภาพมายา หลินเฟิงสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าบัดนี้กระดูกแขนขาของตนเองถูกแสงสีทองบดขยี้เป็นเสี่ยง ๆ ในพริบตา


    ขณะกระดูกถูกบดขยี้เป็นชิ้นๆ แสงสีทองอีกส่วนก็เข้ามาล้อมรอบซ่อมแซมกระดูกที่แตกสลายไปแล้วให้ฟื้นคืนกลับมาอย่างต่อเนื่อง


    แต่ที่ย่ำแย่ก็คือความเร็วในการซ่อมแซมนั้นช้ากว่าการทำลายล้างเป็นอย่างมาก


    ยังไม่ทันจะได้ซ่อมแซมเสร็จก็ถูกบดขยี้เป็นผุยผงอีกครั้ง


    อย่างที่ทราบกันว่ากระดูกมนุษย์มีไขกระดูก เชื่อมต่อเส้นประสาท ทุกการสัมผัสสามารถทำให้เกิดความเจ็บปวดนับไม่ถ้วน เป็นเหตุให้หลินเฟิงทุกข์ทรมานอย่างสุดแสนจะพรรณนา


    ยิ่งไปกว่านั้นภายในร่างของเขากระดูกที่ถูกบดขยี้ไม่ใช่เพียงชิ้นเดียวแต่เป็นทุกชิ้น เรียกได้ว่าไม่มีกระดูกชิ้นใดที่อยู่สมบูรณ์เลยแม้แต่ชิ้นเดียว


    ต่อให้เป็นผู้อื่นมีพื้นฐานฝึกตนแข็งแกร่งเหนือกว่าหลินเฟิง นับพันเท่า หากต้องทนกับความทุกข์ทรมานเจ็บปวดสุดพรรณนาขนาดนี้คงจะต้องหมดสติไปแล้วอย่างแน่นอน แต่หลินเฟิงไม่ได้หมดสติแต่อย่างใด ก่อนหน้านี้ที่เขาถูกกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนทดสอบ เขาได้บรรลุจิตใจวีรชน ทำให้สามารถทนต่อความเจ็บปวดสารพัดชนิดที่ถาโถมเข้าใส่


    ไม่เพียงเขาต้องทนทุกข์ทรมานต่อความเจ็บปวดอย่างรุนแรงเท่านั้น แต่จิตใจของเขายังแจ่มชัดยิ่งขึ้น


    แน่นอนเมื่อความเจ็บปวดต้องทวีเพิ่มขึ้นกว่าปกตินับพันเท่า


    เมื่อเวลาผันผ่านล่วงเลยมาถึงยามมืดมิด หลินเฟิงก็สัมผัสได้ถึงข้อความค่อนข้างคลุมเครือปรากฏขึ้น เป็นข้อความที่ถูกเขียนโดย [ซวนหยวนอหังการ] : กลืนกินจิตสำนึกของหลินเฟิง ครอบครองร่างกายของหลินเฟิง!


    หลินเฟิงจะตกลงได้อย่างไร?


    แม้ว่าความเจ็บปวดจะทำให้เขาทุกข์ทรมานชนิดที่เรียกว่าตายทั้งเป็น แต่สติสัมปชัญญะของเขายังคงแจ่มชัด เรื่องอะไรจะปล่อยให้นกพิราบอย่าง [ซวนหยวนอหังการ] มาครอบครองรังนกกางเขน


    [ซวนหยวนอหังการ] เผชิญหน้ากับหลินเฟิงแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน มันยังคงบดขยี้กระดูกของเขาต่อไปซ้ำแล้ว∼ ซ้ำเล่า∼ พยายามทรมานประสาทสัมผัสมาดหมายให้เขาหมดสติ


    ฝั่งหนึ่งคือ [ซวนหยวนอหังการ] อีกฝั่งคือผู้ที่มีหัวใจกล้าแข็งเจตจำนงแห่งวีรชน ผู้ใดจะแพ้พ่ายผู้ใดจะชนะคงไม่สามารถบอกได้จนกว่าจะถึงวินาทีสุดท้าย


    หลินเฟิงรู้ซึ้งอยู่แก่ใจดีว่าการเผชิญหน้าครั้งนี้เป็นตายเท่ากัน นับตั้งแต่เขาเข้าไปหอคอยศักดิ์สิทธิ์เฉียนคุน เขารู้สึกว่าชีวิตตกอยู่ในความเป็นตาย ซึ่งครั้งนั้นระบบจะไม่ออกมาชี้แจงหรืออธิบายใด ๆ เขาทำได้เพียงแค่พึ่งพาตัวเองเท่านั้น


    หากครั้งนี้เขาไม่สามารถรอดพ้นจากภัยพิบัติไปได้ เขาก็คงไม่ใช่หลินเฟิงที่อาศัยอยู่ในโลกนี้อีกต่อไป


    เพราะฉะนั้นไม่ว่าอย่างไรเขาจะต้องอดทนเข้าไว้ ถ้ายังอยากมีชีวิตรอดต่อไปก็ต้องกัดฟันสู้ทน


    ชั่วขณะหนึ่งจิตสำนึกของหลินเฟิงก็ถูกพลังทำลายล้างของ [ซวนหยวนอหังการ] บดขยี้ ทั้งสองฝั่งเริ่มยื้อยุดฉุดกระชากไม่มีใครยอมใครราวกับกำลังเล่นชักเย่อ


    ในสนามต่อสู้นี้คือร่างกายของหลินเฟิง


    ผลัดกันรุกผลัดกันรับไม่มีใครยอมใคร ไม่มีใครยอมล่าถอยให้กัน


    วันเวลาผันผ่านไปอย่างช้า ๆ หลินเฟิงแอบรู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อยที่ความเจ็บปวดสุดแสนจะทุกข์ทรมานค่อย ๆ ทุเลาบรรเทาลง


    สิ่งที่เขาสัมผัสได้ทำให้รู้สึกสดชื่นมีความมั่นใจทวีเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน


    ความจริงมันถือเป็นเหตุการณ์ปกติ เมื่อ [ซวนหยวนอหังการ] ทำหน้าที่เป็นเครื่องจักรบดกระดูกหลินเฟิงแล้วก็เริ่มซ่อมแซม จากนั้นก็เริ่มบดขยี้กระดูกต่อวนเวียนอยู่เช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถึงแม้กระบวนการดังกล่าวจะไร้สามัญสำนึก ทำให้เขาทนทุกข์ทรมานอย่างสุดแสน แต่มันก็ถือเป็นกระบวนการทำลายรังไหมเพื่อก่อกำเนิดผีเสื้อ มันคือการสร้างหลินเฟิงคนใหม่ที่มีร่างกายเหมาะสมพอที่จะรองรับ [ซวนหยวนอหังการ]


    จำนวนความถี่ในการบดขยี้เพิ่มสูงขึ้น หลินเฟิงก็จะแข็งแกร่งขึ้นตามลำดับ พลังทำลายล้างของ [ซวนหยวนอหังการ] ก็จะลดลงเรื่อย ๆ


    กล่าวได้ว่าเมื่อใดที่ [ซวนหยวนอหังการ] หลอมรวมเข้ากับร่างกายของหลินเฟิงอย่างสมบูรณ์ เมื่อนั้นความเจ็บปวดทรมานที่ราวกับเล่นชักเย่อก็จะสิ้นสุดลง


    ปัจจุบันทิศทางชัยชนะเอนเอียงไปทางหลินเฟิงมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว ความเจ็บปวดทุกข์ทรมานที่ไม่อาจทนได้ก็เริ่มทนได้ขึ้นมา


    ยิ่งเวลาผันผ่านล่วงเลยไปความเจ็บปวดดังกล่าวก็เริ่มตื้นเขินกลายเป็นระดับที่รู้สึกแค่คัน ๆ ให้รำคาญ จากนั้นก็เป็นความรู้สึกสบายอย่างหาที่เปรียบมิได้ ความรู้สึกดังกล่าวเปรียบเสมือนความหยั่งรู้แก่ผู้มีปัญญาบริบูรณ์ รูขุมขนจำนวนนับไม่ถ้วนทั่วร่างเปิดขยายออกมันทำให้เขารู้สึกหายใจได้อย่างอิสระสะดวกสบาย


    ถึงกระนั้นเขาก็ยังสัมผัสถึงการต่อต้านดื้อรั้น [ซวนหยวนอหังการ] ที่อยู่ภายในร่าง เขาแค่นลมหายใจออกมาอย่างเย็นชา ก่อนจะควบคุมจิตสำนึกแจ่มชัดบดขยี้ลงไปในคราวเดียว

    คล้ายกับเรื่องสำนักเทพเปย์ศิษย์ ที่คุณอ่าน