เช้าวันนั้นหลังจากที่อาบน้ำชะล้างคราบดำแล้วเออร์วินลงมาทานมื้อเช้าด้วยความรู้สึกที่ระบมไปทั้งตัวชนิดที่สู้กับกริฟฟินศิลากับนาคราชสามเศียรมาเมื่อคืนก็ยังไม่ระบมขนาดนี้ พระราชาอัลเฟรดทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ก้มหน้าก้มตาทานอาหารไปเงียบๆ แต่ถ้าสังเกตดูจะพบว่าเขายิ้มเล็กน้อย ส่วนราชินีเอลิเซียก็เอาแต่นามสลับไปมาระหว่างลิลิธ เออร์วินและเรเชลก่อนจะยิ้ม หุหุ
บรรดาสาวใช้ต่างก็พยายามทำตัวให้นิ่งที่สุดแต่ก็ไม่อาจปิดบังใบหน้าที่ประหลาดพิกลได้ เพราะถึงยังไงเสียงร้องของเขาก็แทบจะดังลั่นไปทั่วปราสาท มีเพียงลาน่ากับเรเวนที่มีรอยยิ้มเล็กน้อยบนใบหน้า
ด้วยความเออร์วินทำการชักแม่น้ำทั้งห้าอาอ้างข้างๆ คูๆ ทำให้พี่น้องทั้งสองยอมผ่อนปรนละเว้นโทษตายแต่ก็ระบมไม่น้อย เหมือนเช่นทุกทีที่เออร์วินมักจะนั่งข้างเรเชลน้องสาว เพียงแต่วันนี้เขาไม่ได้คอยเช็ดปากให้น้องสาวเพราะด้วยร่างกายที่ระบมตอนนี้ลำพังแค่ทานอาหารก็เต็มกลืนแล้ว กลับเป็นเรเชลที่แสดงอาการเป็นห่วงออกมา
“ท่านพี่ทานอาหารได้มั้ยคะเดี๋ยวหนูป้อนให้นะคะ” เรเชลทำท่าจะป้อนอาหารให้เขากลับเป็นลิลิธทานของตนอยู่คนเดียวปล่อยรังสีสังหารออกมาจนเออร์วินรู้สึกได้
เออร์วินรีบปฎิเสธทันที
“มะมะไม่เป็นไรพี่ทานของพี่ได้ไม่ต้องลำบาก”
เรเชลทำหน้าสำนึกผิด
“ขอโทษนะคะท่านพี่เพราะหนูเข้าใจท่านพี่ผิดไป” เรเชลก้มหน้าพูดเสียงต่ำเหมือนจะร้องไห้ว่า “คือว่า...ท่านพี่โกรธหนูไหมคะ”
เออร์วินที่เห็นน้องสาวของตนมีท่าทีเช่นนี้จึงรีบโบกมือโบกไม้แต่ด้วยความระบมของร่างกายทำให้ร้องโอ๊ยออกมาก่อนจะรีบปลอบน้องสาว
“มะไม่ใช่นะเรเชลพี่ไม่ได้โกรธเธอซะหน่อย”
เรเชลรีบเงยหน้ามองพี่ชายของตนตาแป๋ว
“จริงเหรอคะ? ท่านพี่ไม่ได้โกรธหนูจริงๆ ใช่ไหมคะ?”
“จริงสิเธอเป็นน้องสาวคนสำคัญของพี่นะพี่จะโกรธเธอได้ยังไง”
คำตอบของพี่ชายทำให้เรเชลกลับมาสดใสอีกครั้ง บอกว่า
“ว่าแต่ท่านพี่เจ็บมากไหมคะมาไม่สิเล่นโดนสายฟ้าของ ‘ท่านพี่ลิลิธ’ ไปมากขนาดนั้นเจ็บมากเป็นธรรมดาสินะคะท่านพี่”
เออร์วินมองหน้าน้องสาวของตนพบว่าเธอยังคงมีท่าที ‘ใสซื่อ’ เหมือนทุกที เจ้าหญิงลิลิธที่กำลังทานอาหารอยู่พลันหยุดทานวางช้อนส้อมลง เงยหน้าขึ้นมาจ้องมองน้องสาวต่างมารดาของตนอย่างเย็นชา และพูดสิ่งที่อยู่ในหัวของเออร์วินตอนนี้ออกมา
“แต่เท่าที่ฉันจำไม่ผิดเป็นแขนดินเหนียวของเธอไม่ใช่หรอที่ตบเขาจนลงไปนอนคว่ำกับพื้นน่ะ”
เรเชลจ้องลิลิธกลับด้วยใบหน้าที่ ‘ใสซื่อ’ พูดกลับไปว่า
“เอ๋! พูดอะไรกันนะคะท่านพี่ลิลิธนั่นมันเป็นอุบัติเหตุไม่ใช่หรอคะ ที่หนูจะทำก็แค่จะพยุงท่านพี่ขึ้นมาเพียงแค่นั้นนะคะ แต่มันพลาดไปนิดเดียวเลยเหมือนว่าเป็นการตบท่านพี่จะลงไปนอนกับพื้น จริงๆ แล้วมันเป็นแค่อุบัติเหตุเท่านั้นค่ะท่านพี่”
เออร์วินแทบจะล้มหงายหลังก่อนจะมองน้องสาวต่างมารดาผู้นี้ด้วยความตะลึง เขาจำได้ว่าเธอถามเขาเรื่องกลิ่นน้ำหอมแต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไร แขนดินเหนียวของเธอก็ตบเขาลงไปกับพื้นทั้งยังพูดด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ว่า ‘คนเจ้าชู้ต้องโดนค่ะ’ ผ่านมาไม่ถึง 1 ชั่วโมงเธอกลับบอกว่าเธอกลับบอกว่ามันเป็นอุบัติเหตุได้อย่างหน้าตาเฉย
ลิลิธยังคงพูดด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่เย็นชาว่า
“พยุง? แต่เท่าที่ฉันจำไม่ผิดเป็นเธอหิ้วคอนี่เขาขึ้นมาไม่ใช่เหรอ ไอ้นั่นเขาไม่เรียกกันว่าพยุงนะ”
เรเชลที่โดนลิลิธพูดจิกกัดกลับมากลับไม่มีท่าทีเปลี่ยนเธอยังคงลักษณะของสาวน้อยใสซื่อทั้งยังพูดกลับไปว่า
“เป็นการพยุงสิคะก็ท่านพี่โดนสายฟ้าของใครก็ไม่รู้จนบาดเจ็บจนลุกไม่ขึ้นหนูก็เลยต้องช่วยพยุงท่านพี่ขึ้นไงคะ อา... ช่างเป็นเวทย์ที่ทรงพลังจังเลยนะคะแค่นึกถึงหนูก็ขนลุกแล้วล่ะค่ะ น่าสงสารท่านพี่จังเลยนะคะที่ต้องมาบาดเจ็บเพราะเวทย์ที่มีพลังรุนแรงขนาดนี้”
คราวนี้ตาของเออร์วินแทบจะถลนออกมาร้องในใจว่า
‘ไม่ไม่ที่น่ากลัวคือพวกเธอสองคนต่างหาก คนนึงนึกจะช็อตก็ช็อตอีกคนนึกจะตบก็ตบ พอจบเรื่องก็มาโบ้ยว่าทั้งหมดเป็นฝีมืออีกฝ่ายหน้าตาเฉย นี่จิตใจพวกเธอทำด้วยอะไรเนี่ย’
ลิลิธตอกกลับด้วยความใจเย็นว่า
“นั่นมันอาจจะไม่ใช่เวทย์สายฟ้าก็ได้นะอาจจะเป็นเพียงแค่แสงธรรมดาเฉยๆ ที่ทำร้ายใครไม่ได้ก็ได้นะ แต่แขนดินเหนียวนั่นน่ะถือว่าโชคดีนะที่ไม่มีอะไรแตกหักเพราะมัน”
เออร์วินหันไปมองพี่สาวพร้อมกับทำหน้าเหวอ
‘ไม่ครับท่านพี่มันไม่ใช่แสงธรรมดาแน่เพราะมันโคตรเจ็บเลยครับ’
เรเชลก็พูดขึ้นว่า
“จะมีอะไรแตกหักได้ไงกันคะนั่นมันก็แค่ลูบเท่านั้นแถมหนูยังเป็นคนพยุงท่านพี่ที่บาดเจ็บเพราะเวทสายฟ้าให้ลุกขึ้นมาด้วย”
เออร์วินหันกลับมามองน้องสาวในขณะที่ยังทำหน้าเหวออยู่เช่นเดิม
‘ไม่ใช่อ่ะน้องพี่หนักขนาดนั้นนั่นไม่ใช่แค่การลูบแน่ๆ แถมสาเหตุที่พี่ลงไปนอนคว่ำกับพื้นก็เป็นเพราะแขนดินเหนียวของเธอต่างหาก’
จากนั้นทั้งเรเชลและลิลิธก็ต่างจ้องตากันอยู่อย่างนั้นพักหนึ่งโดยไม่พูดอะไรอีก ก่อนจะก้มหน้าก้มตาทานอาหารของตนต่อ เออร์วินก็ได้แต่สงสัยว่า
‘จบแล้ว?’ เขาชอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก จนตอนนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าสรุปแล้วทั้งหมดนี้มันเรื่องอะไร ทำเขาถึงโดนพวกเธอเล่นซะยับเพียงแค่ว่ามีกลิ่นน้ำหอมติดตัวแค่นั้น จนตอนนี้เขาก็ยังถามตัวเองว่า ‘นี่ตรูทำอะไรผิดหว่า’
เออร์วินหันไปมองพระราชาอัลเฟรดเพราะเขาสงสัยว่าเกิดเรื่องแบบนี้พ่อเขาทำอะไรอยู่ ซึ่งผลที่ได้ก็คือพ่อของเขาตั้งหน้าตั้งตาทานอาหารโดยไม่คิดจะเงยหน้าเลยแม้แต่น้อย เออร์วินถึงกับพูดไม่ออก
‘ไม่คิดจะรับรู้อะไรทั้งสิ้นสินะทำตัวประมาณว่าไม่ได้อยู่ที่นี่ดังนั้นไม่ต้องมาสนใจ’
พระราชาอัลเฟรดพี่กำลังทานอาหารอยู่เงียบๆ คล้ายกับรู้สึกว่ามีคนมองอยู่จึงเงยหน้าขึ้นมาช้าๆ เมื่อพบว่าคนที่มองอยู่นั้นคือลูกชายตนก็ยิ้มให้ เออร์วินถึงกับรู้สึกว่าตนเองโง่ที่จะหวังอะไรจากพ่อคนนี้
‘จะว่าไปท่านพ่อก็ไม่เคยแสดงให้เห็นว่ากล้าหือกับท่านพี่สักครั้งนี่นะ’ เออร์วินเบนมาทางราชินีเอลิเซียผู้เป็นแม่กลับต้องพบว่าหนักยิ่งกว่า เพราะเขามองออกทันทีเลยว่าเธอกำลังแสดงสีหน้าผิดหวังอยู่
‘ผิดหวัง? ผิดหวังเรื่องอะไรครับท่านแม่ หรือว่าจะผิดหวังที่เรื่องจบลงโดยที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นนี่ท่านแม่กำลังคาดหวังผลลัพธ์แบบไหนอยู่กันแน่ครับ’
สายตาของเขากลับมาจดจ่ออยู่กับอาหารตรงหน้าก่อนจะถอนหายใจ เวลานี้เออร์วินถึงกับอยากจะอัดพาราสัก 2 เม็ดแล้วก็หลับสักตื่นนึงเผื่อจะมีอะไรดีขึ้น
หลังจากทานมื้อเช้าเสร็จเออร์วินก็เดินตามพ่อของตนไปที่ห้องทำงานที่เดินหลังเขามาตอนนี้คือลูซี่ ส่วนเรเวนนั้นเขามอบหมายให้เธอไปเป็นคนดูแลพวกเจคในวันนี้โดยเขียนสิ่งที่ต้องทำในวันนี้ใส่กระดาษ
เมื่อเข้ามาในห้องทำงานพระราชาอัลเฟรดก็นั่งลงที่เก้าอี้หลังโต๊ะทำงาน ส่วนเออร์วินก็ยืนอยู่อย่างนั้นก่อนที่จะมีคนรับใช้ยกเก้าอี้มาให้แล้วเดินออกจากห้องไป เหลือเพียงแค่คนสามคนอยู่ในห้อง เออร์วินนั่งลงเก้าอี้พร้อมกับมองหน้าพ่อของตนเห็นเขายังไม่พูดอะไร จึงเป็นฝ่ายถามขึ้นว่า
“ท่านพ่อรู้เรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไร?”
พระราชาอัลเฟรดยิ้มออกมาพูดว่า
“เริ่มมาก็ถามเข้าประเด็นเลยนะปกติลูกมักจะเป็นเด็กที่ใจเย็นไม่ใช่เหรอ ทำไมอยู่ๆ ถึงเป็นคนใจร้อนขึ้นมาล่ะ”
เออร์วินเงียบไม่ตอบคำพระราชาอัลเฟรดก็ถอนหายใจออกมาบอกว่า
“ลูกเป็นคนฉลาดมากนะแม้แต่วงแหวนเวทย์มนต์ที่สามารถเบี่ยงเบนคำคำนายลูกก็ยังสร้างขึ้นมาได้”
ได้ยินเช่นนั้นเออร์วินถึงกับตัวเกร็งจนหลังไม่ติดเก้าอี้ทันที
‘ที่แท้ท่านพ่อก็รู้เรื่องนี้ด้วย’
พระราชาอัลเฟรดยังคงพูดกับลูกชายต่อว่า
“ในบรรดาลูกทั้งสามคนในสายตาคนนอกคนที่พ่อควรจะเป็นห่วงมากที่สุดก็คือลูกเพราะพลังเวทย์ที่ลูกมี ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นก็เข้าใจถูกนะว่าพ่อห่วงลูกมากที่สุดจริงๆ แต่ไม่ใช่เพราะพลังเวทย์หรอกแต่เป็นเพราะเรื่องอื่นมากกว่า แต่อีกมุมหนึ่งลูกก็เป็นคนที่พ่อกังวลน้อยที่สุด”
เออร์วินยังคงรับฟังอย่างเงียบๆ
“ที่พ่อเป็นห่วงลูกนั้นสาเหตุก็เพราะลูกนั้นดูถูกโลกใบนี้มากเกินไป เหตุการณ์เมื่อคืนบ่งบอกอะไรได้ดีทั้งที่พ่อบอกลูกทางอ้อมแล้วว่ามีคนกำลังต้องการตัวลูกอยู่ แต่ลูกก็ยังรั้นที่จะออกไปหากว่าสิ่งที่พวกนั้นต้องการคือชีวิตลูก ลูกคงไม่ได้มานั่งคุยกับพ่อในตอนนี้”
“เพราะผมรู้ไงครับว่าสิ่งที่พวกนั้นต้องการไม่ใช่ชีวิตผมและผมเองก็อยากรู้ว่าพลังของศาสนจักรนั้นเป็นยังไง”
“นั่นแหละพ่อถึงได้บอกไงล่ะว่าลูกดูถูกโลกใบนี้มากเกินไป ลูกไม่รู้หรอกว่าขุมพลังที่ทั้งยิ่งใหญ่และทรงอิทธิพลของทวีปอาร์เคนัสนั้นทำอะไรได้บ้าง แล้วลูกรู้มั้ยว่าคนอีกกลุ่มที่ต้องการตัวลูกนั้นเป็นใคร”
เออร์วินมองหน้าพ่อของตนด้วยความสงสัยพร้อมกลับส่ายหน้าช้าๆ บ่งบอกว่าไม่รู้ ซึ่งพระราชาอัลเฟรดก็ตอบว่า
“พวกนั้นเป็นกลุ่มราตรีแห่งการล้างแค้น”
“กลุ่มราตรีแห่งการล้างแค้น?”
พระราชาอัลเฟรดพยักหน้าก่อนจะอธิบายว่า
“กลุ่มราตรีแห่งการล้างแค้นนั้นเป็นกลุ่มที่รวมตัวของคนที่เกิดมาพร้อมกับพลังเวทย์ที่อ่อนด้อยเช่นเดียวกับลูก แต่ว่าใช้วิธีการนอกรีตบางอย่างเพื่อให้ได้พลังมา ดูผิวเผินอาจเข้าใจว่าสิ่งที่คนพวกนี้ใช้คือเวทย์จำแลงอสูรแต่แท้จริงแล้วกลับเป็นสิ่งที่แตกต่างกันโดนสิ้นเชิง”
เออร์วินพยักหน้าเข้าใจเพราะเขาก็เอะใจอยู่แล้วละคิดว่าไม่น่าจะใช่เวทย์จำแลงอสูร ถามพ่อของตนว่า
“แล้วพลังนอกรีตที่พวกนั้นได้มาคือพลังอะไรครับ”
แทนที่จะตอบคำถามลูกชายพระราชาอัลเฟรดกับถามเขากลับว่า
“ลูกรู้จักแก่นอสูรมั้ย”
“แก่นอสูร?” เออร์วินทวนคำก่อนจะพยักหน้า แก่นอสูรคือสิ่งที่อยู่ในตัวสัตว์อสูรซึ่งแต่ละตัวจะมีแก่นอสูรไม่เหมือนกัน หนึ่งในสิ่งที่ทำให้สัตว์อสูรต่างจากมนุษย์ก็คือการจ่ายมานามนุษย์ดูดซับมานาที่ไหลเวียนอยู่ในอากาศมาเก็บไว้ในร่างตนแล้วจ่ายออกไปตอนร่ายคาถา แต่สัตว์อสูรนั้นสามารถจ่ายมานาที่ไหลเวียนในอากาศนั้นได้โดยตรงไม่จำเป็นต้องดูดซับมาเก็บในร่างกายก่อนแบบมนุษย์ ซึ่งนั่นทำให้พวกสัตว์อสูรไม่จำเป็นต้องฟื้นฟูมานาจัดเป็นหนึ่งในความสามารถที่เรียกได้ว่าโคตรจะโกง แก่นอสูรนั้นจัดว่าเป็นหัวใจหลักของสัตว์อสูรก็ว่าได้ทางเดียวที่จะได้มันมาก็คือต้องฆ่าสัตว์อสูรเท่านั้น ซึ่งเรื่องทั้งหมดนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาเคยเห็นกับตาแต่อ่านเจอในหนังสือทั้งสิ้น
เพราะราชาอัลเฟรดก็อธิบายว่า
“เท่าที่รู้ก็คือพวกนั้นได้ใช้วิธีการบางอย่างทำการฝังแก่นอสูรเหล่านั้นไว้ในร่าง ทำให้สามารถใช้ความสามารถของสัตว์อสูรที่เป็นเจ้าของแก่นได้”
เออร์วินเสริมขึ้น
“และยังสามารถกลายร่างเป็นสัตว์อสูรได้อีก”
พระราชาอัลเฟรดพยักหน้าก่อนจะพูดต่อว่า
“ตอนนี้ลูกคงเดาได้แล้วว่ากลุ่มราตรีแห่งการล้างแค้นนั้นจัดเป็นฝ่ายตรงข้ามกับศาสนจักร แน่นอนว่าที่ผ่านมาศาสนจักรอยากที่จะกำจัดคนพวกนี้ใจจะขาดแต่ติดที่ว่าพวกมันมักจะซ่อนตัวอยู่ในเงามืดและมักเคลื่อนไหวแค่เฉพาะเหตุการณ์สำคัญเท่านั้นเมื่อจบเรื่องก็หายเข้ากลีบเมฆทำให้ยากแก่การตามตัว”
“เมื่อคืนที่พ่อพาคนไปหลายคนก็เพราะต้องเผื่อในกรณีที่ต้องมีการปะทะกันจะได้มั่นใจว่าจะสามารถพาลูกกลับมาได้อย่างปลอดภัย แต่ไม่นึกเลยว่าลูกพ่อเองก็ไม่ธรรมดาสามารถรับมือกับพวกนั้นได้ด้วยตัวคนเดียว”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้พระราชาอัลเฟรดก็ยิ้มออกมาแสดงให้เห็นว่าเขาเองก็ภูมิใจในตัวลูกชายคนนี้ไม่น้อย แต่เออร์วินกลับพูดว่า
“แสดงว่าท่านพ่อพาคนไปมากมายแต่กลับเลือกจะดูผมโดนรุมตื้บโดยไม่คิดไปช่วย?”
“ตอนแรกพ่อก็ต้องการจะเข้าไปช่วยนั่นแหละแต่พอเห็นว่าลูกน่าจะเอาอยู่ก็เลยเลือกจะอยู่ดูไปก่อน และลูกก็เอาอยู่จริงๆ”
“สรุปคือเลือกจะดูผมโดนตื้บ?” เออร์วินถามย้ำด้วยความหมั่นไส้ไม่ใช่เพราะเรื่องเมื่อคืน แต่เป็นเพราะเหตุการณ์ในมื้อเช้าที่พ่อกลับเลือกจะทำเป็นล่องหนแล้วไม่รู้ไม่ชี้อะไรทั้งสิ้น
พระราชาอัลเฟรดมองหน้าลูกชายก่อนจะพูดว่า
“ไม่นะเท่าที่พ่อจำได้ลูกเป็นฝ่ายตื้บพวกนั้นนะเล่นซะยับเลยด้วย”
“ไม่ใช่พ่อผมโดนตื้บจนกระเด็นไปตั้งหลายรอบ”
พระราชาอัลเฟรดจ้องหน้าลูกชายตนก่อนจะถามว่า
“นี่ลูกยังติดใจในเรื่องเมื่อเช้าอยู่”
เออร์วินไม่ตอบไม่ปฎิเสธเพียงแค่เงียบ พระราชาอัลเฟรดทำเป็นเปลี่ยนเรื่องทันที
“ส่วนสาเหตุที่ลูกเป็นคนที่พ่อไม่ค่อยกังวลมากที่สุดก็เป็นเพราะลูกกลับเป็นคนที่มีความละเอียดรอบคอบและมีเหตุผลมากที่สุดในบรรดาพี่น้อง ดูได้จากการที่ลูกเลือกจะปิดบังและกลบเกลื่อนทุกอย่างที่จะเชื่อมโยงมาถึงตัวตนเจ้าชายเออร์วินของลูกก็พอบอกได้ ว่าลูกเป็นคนที่รู้จักมองภาพรวมมากกว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ลูกคงรู้อยู่ใช่มั้ยว่าพ่อหมายถึงอะไร”
เออร์วินพยักหน้า
“ในโลกที่ทุกคนให้การยอมรับแค่พลังเวทย์นั้นหากมีพลังอื่นที่สามารถต่อกรกับพลังเวทย์ได้ขึ้นมา สิ่งเดียวที่เกิดขึ้นก็คือการถูกกำจัดทิ้ง”
พระราชาอัลเฟรดพยักหน้าพร้อมกับมองลูกชายด้วยความชื่นชม แม้ว่าเด็กคนนี้จะมีอายุเพียงแค่สิบขอบแต่การคิดการอ่านนั้นกลับไปไกลเกินกว่าอายุมาก แม้ว่าเขาจะพึงพอในในเรื่องนี้แต่อีกใจหนึ่งเขาก็รู้สึกเหงาที่ลูกชายคนนี้ไม่เคยจะทำตัวสมเด็กเหมือนคนอื่นเขา โดยเฉพาะราชินีเอลิเซียภรรยาของเขาที่มักจะบ่นว่าลูกชายคนนี้ไม่เคยอ้อนแม่เลยแม้แต่ครั้งเดียว ขนาดลิลิธที่มีนิสัยเย็นชาแม้แต่กลับพ่อของตนเมื่อวัยเด็กเธอก็มักจะอ้อนพ่อหรือแม่เสมอ
“พ่อเองก็เคยให้ความสำคัญกับพลังเวทย์เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในทวีปอาร์เคนัส ยอมรับว่าพ่อเองก็รู้สึกผิดหวังในตอนแรกที่ลูกเกิดมาพร้อมกับพลังเวทย์แค่น้อยนิด แต่แม่ของลูกก็ได้เตือนสติพ่อไว้ทำให้พ่อเลือกจะเมินเฉยในพลังเวทย์ของลูก และเลือกที่จะรักลูกเหมือนที่พ่อคนหนึ่งควรจะรัก”
เหตุการณ์ในครั้งเออร์วินจำได้ดีเป็นเป็นครั้งเลือกที่เขาได้ลืมตาและพบว่าเขาได้มาเกิดที่โลกใบนี้ พระราชาอัลเฟรดพูดต่อว่า
“จนเมื่อลูกเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และพ่อที่ได้เฝ้าดูการเติบโตของลุกก็ได้รู้สึกว่าการติดสินคุณค่าของคนจากพลังเวทย์โดยเมินเฉยสัมพันธ์ของคนในครอบครัวนั้นเป็นสิ่งไร้สาระมาก ยิ่งอยู่กับลูกมากขึ้นเรื่อยๆ พ่อก็ยิ่งรับรู้ได้ถึงความบ้าครั่งและบิดเบี้ยวที่โลกใบนี้เป็น”
เออร์วินที่ฟังอยู่ก็ยิ้มและพูดขึ้นว่า
“และเพราะแบบนั้นพ่อถึงไม่มีท่าทีขัดขวางตอนที่ผมลงมือบีบให้ขุนนางสี่คนนั้นสร้างโรงพยาบาลกับโรงเรียนสินะครับ”