เป่าเป้ยกระพริบตาปริบๆมองคุณพ่อหลังจากพบว่ารถหยุดวิ่งแล้ว เธอจึงอยากรู้ว่าเดินทางมาถึงปลายทางแล้วหรือยัง ทันใดนั้นประตูรถหุ้มเกราะก็ได้เปิดออกเผยให้เห็นพื้นหญ้าสีเขียวกว้างไกลเธอจึงรู้สึกดีใจเพราะคุณพ่อกำลังปลดเข็มขัด
“ เรามาถึงกันแล้วครับ ”
“ ไปกานเยย ”
คาร์ซีทเก็บเอาไว้ในช่องเก็บของเรียบร้อยแล้วพาเป่าเป้ยเดินลงมาจากรถ สิ่งแรกที่เฉินห่าวมองเห็นคือทุ่งหญ้ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ด้านหลังของทุ่งหญ้ามีภูเขาหลายลูกตั้งเรียงรายพวกมันคือสถานที่ทดสอบที่ทางมหาวิทยาลัยจัดเตรียมเอาไว้
ทันใดนั้นรถบัสหุ้มเกราะหลายสิบคันก็วิ่งตามเข้ามาในทุ่งหญ้าปล่อยให้นักศึกษาลงมายืดเส้นยืดสายมองดูเวลาแล้วพบว่าอีก 1 ชั่วโมงก็จะถึงเที่ยงวัน
“ เชิญอาจารย์ทางนี้ครับ ”
เฉินห่าวเดินตามเจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่เข้ามานำทาง ในระหว่างเดินเขาพบว่ารถบัสคันหนึ่งที่มีเพียงคนขับกำลังแปลงร่างกายเป็นบ้านหลังใหญ่มันคือห้องควบคุมที่ใช้มองดูเหล่านักศึกษาภายในพื้นที่ล่า
ตึง!
เป่าเป้ยน้อยมองดูรถแปลงร่างด้วยท่าทางตื่นเต้นดีใจไม่คิดเลยว่ามันจะกลายเป็นบ้านได้ รอจนกระทั่งมันหยุดเคลื่อนไหวคุณพ่อก็พาเดินเข้าไปด้านในพบเข้ากับโต๊ะกลมตัวใหญ่ ใจกลางมีหน้าจอทรงกลมฉายภาพมุมกล้องหลายพัน
“ ในเมื่อมากันครบแล้วผมขอพูดถึงสิ่งที่เราจะต้องทำอีกครั้งนะครับ ”
อาจารย์จื่อหานพูดด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เขาได้รับหน้าที่ให้เป็นหัวหน้าของเหล่าอาจารย์เพื่อควบคุมการสอบในครั้งนี้
“ พื้นที่ที่เราอยู่ถูกเรียกว่าทุ่งหญ้าแห่งการเริ่มต้น ด้านหลังคือภูเขาแห่งปัญญา ภายในภูเขานับสิบลูกนี้มีมอนสเตอร์เลเวล 30 ไปจนถึง 50 อาศัยอยู่ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ไล่ต้อนมอนสเตอร์ส่วนหนึ่งเข้ามาอาศัยในภูเขาเพิ่มเติมเพื่อให้จำนวนของพวกมันมีเพียงพอต่อนักศึกษาแต่ละคนจนสามารถแสดงฝีมือได้เต็มที่ ”
เฉินห่าวนั่งฟังอย่างเงียบๆโดยมีเป่าเป้ยทำตาวิ๊งวับสนใจลูกบอลทรงกลมตรงหน้าที่กำลังแสดงภาพมากมาย มันคือมุมกล้องจากพื้นที่ล่าที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้
“ ข้างในพื้นที่มีเจ้าหน้าที่กระจายตัวกันอยู่ 100 คน หากเกิดอันตรายขึ้นทางเราจะทำการผสานกับเจ้าหน้าที่ในการเข้าช่วยเหลือ มีใครอยากจะเสนออะไรไหมครับ ”
เฉินห่าวไม่คิดจะเสนอใครเขาทำเพียงพาลูกสาวมาเดินป่าเท่านั้น สำหรับนักศึกษาของเขาไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวล หากไม่มีเรื่องเกี่ยวกับมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องมอนสเตอร์ภายในพื้นที่ล่าไม่สามารถเอาชีวิตพวกเขาได้
การเดินทางมากับมหาวิทยาลัยจึงเป็นการพาเป่าเป้ยมาปิ๊กนิกเพียงเท่านั้น
“ เช่นนั้นผมคงไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการเฝ้าจับตามองดูนักศึกษาในครั้งนี้ ”
เหล่าอาจารย์ไม่ได้เดินออกจากรถเนื่องจากเจ้าหน้าที่จะเป็นคนจัดการทุกอย่าง เริ่มตั้งแต่บอกกฎกติกาให้นักศึกษารับทราบรวมไปถึงนัดแนะวันเวลาที่การทดสอบจะจบลง
เฉินห่าวมองไปยังมุมกล้องตัวหนึ่งที่กำลังแสดงให้เห็นนักศึกษาจำนวนมากกำลังจัดแถวยืนฟังกฎกติกาจากเจ้าหน้าที่ ไม่นานหลังจากที่การพูดจบลงนักศึกษาที่ลงมาจากรถบัสก็เริ่มจับกลุ่มกัน โดยการล่าในครั้งนี้อนุญาตให้จับกลุ่มสูงสุดได้ 5 คน
“ ป๊ะป๋าไปแล้ว ”
เฉินห่าวมองดูลูกสาวชี้มือไปยังหน้าจอหนึ่ง ภาพที่เธอชี้คือกลุ่มพี่พี่กำลังวิ่งหายเข้าไปในป่าตีนเขา การวิ่งรวดเร็วมากเขาจึงรู้ว่านักศึกษากลุ่มนี้ต้องการแต้มจากมอนสเตอร์ที่อาศัยอยู่ใกล้พวกเขาที่สุด นอกจากจะล่าได้ง่ายแล้วยังใกล้เหล่าอาจารย์หากเกิดข้อผิดพลาดพวกเขามั่นใจได้ว่าจะมีคนช่วยเหลือ
นักศึกษาเริ่มปรากฎในจอภาพหลายมุมมากยิ่งขึ้น กลุ่มที่เดินเข้าไปในป่าเริ่มมีภาพแสดงที่มุมกล้อง แต่ก็มีหลายกลุ่มนั่งกินข้าวเที่ยงก่อนเพราะรู้ว่าตอนนี้คงมีคนแย่งมอนสเตอร์กันมากมายพวกเขาจึงต้องพักเติมพลังให้อิ่มแล้วค่อยลุย
เฉินห่าวเห็นว่าใกล้ถึงฉากสยองที่ห้ามไม่ให้ลูกสาวดูแล้วเขาจึงพาเธอออกมาด้านนอก
“ จาไปไหนเหยอคะ ”
“ เราจะไปแคมป์ปิ้ง ”
“ เย่เย่ ”
ไม่มีกฎข้อไหนห้ามไม่ให้อาจารย์ออกมาจากห้องควบคุม ทุกคนที่เฝ้าจับตามมองดูนักศึกษาก็เพราะว่าต้องการเก็บข้อบกพร่องที่เห็นมาสอนต่อหลังจากการทดสอบจบลง เฉินห่าวไม่มีอะไรจะต้องสอนเพราะทักษะที่นักศึกษาทั้ง 65 คนของเขาครอบครองถึงขั้นเชี่ยวชาญทั้งหมดแล้ว ยกเว้นว่าพวกเขาจะเรียนทักษะใหม่เขาจึงจะชี้แนะให้ได้
ประสบการณ์เอาตัวรอดในครั้งนี้เขายื่นมือเข้าไปยุ่งไม่ได้ดังนั้นจึงพาเป่าเป้ยออกมาตั้งเต้นท์จะดีกว่า
“ ดูเหมือนว่าอาจารย์เหวินจะเชื่อใจนักศึกษาของเขามากเลยนะครับจึงไม่คิดจะดูพัฒนาการของพวกเขาเลยหลังจากชี้แนะกันมา ”
หนึ่งในอาจารย์ชายพูดเพื่อเอาใจอาจารย์จื่อหาน
“ คงไม่หรอกครับ เขาอาจจะออกไปเพราะพาลูกน้อยมาด้วย ถ้าให้เธอเห็นภาพการฆ่าฟันคงแย่กับเด็กสองขวบ ”
อาจารย์จื่อหานรีบพูดแก้ต่างให้เฉินห่าว เพียงแต่ว่าคำพูดนี้กลับเป็นการพูดเพื่อทำให้เขาดูดีขึ้นมาในสายตาอาจารย์เพียงเท่านั้น ภายในใจของเขายังคงเต็มไปด้วยท่าทางยิ้มเยาะดูถูกอาจารย์เหวินเช่นเดิม
“ แล้วแบบนี้เขาจะรู้ได้ยังไงว่าจะต้องปรับแก้อะไรให้นักศึกษา เขาไม่กลัวว่าจะถูกเตะออกจากการเป็นอาจารย์สอนพิเศษระหว่างเทอมเหรอครับ ”
อาจารย์พิเศษไม่ได้เป็นกันทุกเทอม ทางมหาวิทยาลัยจะมีการประเมินและคัดอาจารย์พิเศษออกทุกเทอมแล้วหาอาจารย์ใหม่เข้ามา อาจารย์แต่ละคนจึงต้องพยายามพัฒนาตัวเองไปพร้อมกับพัฒนานักศึกษาเพื่อให้ตนเองได้เป็นอาจารย์สอนพิเศษให้นานที่สุด
สาเหตุที่พวกเขาเลือกที่จะผลักดันตัวเองให้เป็นอาจารย์พิเศษก็เนื่องมาจากว่าการเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยดังให้ผลประโยชน์ที่มากไม่น้อย
นักศึกษาแต่ละคนมีพื้นเพไม่ธรรมดาพวกเขาสามารถใช้เส้นสายผ่านทางข้อนี้ได้ หากว่าพื้นหลังไม่ได้สวยหรูถ้านักศึกษาจบออกไปเขาก็มีโอกาสจะได้ผูกมิตรกับฮันเตอร์ฝีมือดีเพราะเป็นลูกศิษย์ของตนเอง ยิ่งที่นี่คือมหาวิทยาลัยอันดับ 1 เส้นสายจึงเต็มไปหมด
หลายคนที่เห็นเฉินห่าวออกไปจากรถจึงเลิกสนใจเพราะเทอมนี้คงเป็นเทอมสุดท้ายของเขา ในระหว่างที่ทุกคนพยายามเฝ้าจับตามมองดูนักศึกษาของตนเองเพื่อนำกลับไปต่อยอดการสอนเขากลับเลี้ยงลูกน้อยอยู่ด้านนอก หากจบเทอมนี้ไปเขาคงไม่สามารถพัฒนานักศึกษาจนตามอาจารย์ท่านอื่นทัน
“ ป๊ะป๋าจะทำอายัยเหยอ ”
เป่าเป้ยน้อยมองป๊ะป๋าด้วยความสงสัย อีกฝ่ายให้เธอลงมายืนด้วยตนเองแล้วนำกล่องสี่เหลี่ยมเท่ากำปั้นวางเอาไว้บนพื้นดิน
หลังจากยืนสักพักเธอก็แสดงสีหน้าตกใจเมื่อพบว่ากล่องเล็กๆกำลังแปลงร่างกลายเป็นบ้านหลังหนึ่งแม้จะมีขนาดไม่ใหญ่เท่ารถบ้านมันกลับพอให้เธอและคุณพ่อเข้าพักได้สบายๆ
“ ตุดยอดเลยค่า ”
“ สุดยอดไปเลยใช่ไหม เอาล่ะเข้าไปสำรวจข้างในกันเถอะ ”
เฉินห่าวจูงมือเป่าเป้ยเข้าไปสำรวจด้านใน ทันใดนั้นเขาก็พบว่าเฟยหลงบินตามมาแล้วหลังจากเขานัดแนะกับมันว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนตัวกันกับอังอังมาช่วยเขาดูแลเป่าเป้ย
มังกรน้อยเห็นว่าเถ้าแก่เข้าไปในบ้านพักมันจึงยืนรออยู่ด้านนอกจนกระทั่งเด็กสาวเดินออกมาจากข้างในบ้านมันจึงร้องทักทาย
“ เอ๊ะมังกรย้อยมาด้วยเหรอ ”
เด็กสาวรีบสาวเท้าเดินเข้ามาหามังกรน้อยก่อนจะปีนขึ้นไปนั่งบนหัวของมันปล่อยให้ป๊ะป๋าเทของอีกมากมายออกมาจากช่องเก็บของ
“ ทำยัยต่อเหยอ ”
“ เรามีห้องนอนแล้วแต่เรายังไม่มีที่หลบแดดและที่ทำอาหารป๊ะป๋าก็เลยจะพาเป่าเป้ยตั้งเต้นท์ไง ”
เป่าเป้ยมองป๊ะป๋าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย อีกฝ่ายนำผ้าใบออกมากางบนพื้นดินแล้วเริ่มนำเสาแท่งเล็กๆเข้าไปห้อยก่อนจะยกผ้าขึ้นไปด้านบนทำให้เกิดหลังคา เมื่อเห็นว่ามีร่มให้หลบแล้วเธอจึงตบมือแปะๆให้ป๊ะป๋าที่กำลังตั้งเต้นท์
“ ทำยัยเหยอ ”
“ ตอกหมุดครับถ้าลมพัดจะได้ไม่ปลิว ”
เฉินห่าวตอกหมุด 6 ตัวยึดผ้าเอาไว้จากนั้นเขาก็เริ่มนำเก้าอี้และเบาะรองนั่งออกมาปูให้ลูกสาว
“ นั่นยัยเหยอ ”
เป่าเป้ยชี้ไปยังหินทรงกลมขนาดเท่ากำปั้นกำลังถูกวางเป็นวงกลมโดยมีพื้นที่วางตรงกลางเอาไว้
“ เราจะใช้ที่นี่ก่อไฟกันครับ ”
“ นั่นยัยเหยอ ”
เด็กน้อยถามทุกอย่างที่ไม่เคยเห็น ผู้เป็นพ่อจึงตอบทุกอย่างด้วยใบหน้ายิ้มแย้มจนในที่สุด 30 นาทีผ่านไปเต้นท์สำหรับนั่งชมวิวของพวกเขาสองพ่อลูกก็เสร็จแล้ว
เฉินห่าวกลับยังไม่พอใจเพียงแค่เต้นท์ไม่สามารถป้องกันอันตรายได้ เขาจะต้องเตรียมตัวรับมือกับอันตรายทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น ดังนั้นจึงเทผลึกมานาเลเวล 180 ออกมาจำนวน 2 ก้อนที่ให้หัวหน้านทีมืดซื้อมาให้ด้วยเงินก้อนใหญ่ แม้จะเสียดายเงินเขากลับรู้สึกพอใจเพราะสิ่งนี้ใช้สำหรับสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ลูกสาวตัวน้อยๆ
หลังจากวางผลึกมานาเอาไว้ที่ข้างเตาไฟ เฉินห่าวจึงนำผลึกมานาเลเวล 140 ออกไปวางรอบๆเต้นท์จนทำให้มีแสงสีฟ้าส่องสว่างหากเป็นในช่วงกลางคืนคงไม่จำเป็นต้องก่อกองไฟเพื่อให้แสงนำทาง
เพียงแต่ว่าผลึกมานาเลเวล 140 ที่นำออกมาวางไม่ได้มีจุดประสงค์ในการส่องแสง เขาวางมันเพื่อใช้เป็นหมุดวางค่ายกล
ทันทีที่วางผลึกมานาครบทุกจุดเขาก็เริ่มส่งด้ายมานาออกจากร่างเชื่อมพวกมันเข้ากับผลึกมานาทุกก้อน จากนั้นก็เริ่มตวัดนิ้ววาดอักขระแปลกประหลาดบนอากาศ เขาคิดว่าคงไม่มีใครบนโลกใบนี้อ่านอักขระที่เขียนขึ้นมาได้เพราะมันเป็นสิ่งที่เหล่าเซียนใช้สำหรับวางค่ายกล
“ ประทับ ”
เพียงคำพูดสั้นๆหลังจากประกบมือเข้าด้วยกัน อักขระที่วาดขึ้นก็วิ่งเข้าไปข้างในผลึกแต่ละก้อนก่อนจะเกิดม่านพลังสีฟ้าคลุมทับแคมป์ของพวกเขาเอาไว้ก่อนที่ม่านพลังจะล่องหนหายไปราวกับว่าไม่มีอะไรอยู่
เป่าเป้ยสัมผัสได้ว่ามีลมอ่อนๆปะทะหน้าพร้อมกับมีกลิ่นหอมสดชื่นของหญ้าลอยมาตามลมเธอจึงชวนคุณพ่อนั่งดมกลิ่นแปลกประหลาดนี้
“ป๊ะป๋าดมดู”
“ ดมอะไรเหรอ ”
“ กลิ่น ”
เฉินห่าวดมกลิ่นหญ้าไปพร้อมๆกับลูกสาว อากาศภายในแคมป์บริสุทธิ์พอสมควรเพราะค่ายกลกรองอากาศให้เป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงเหลือเพียงแค่กลิ่นธรรมชาติที่ไม่ได้มีผลกับร่างกายเท่านั้น
ขณะที่กำลังดมกลิ่นเธอก็พบว่ามีตั๊กแตนกำลังกระโดดผ่านหน้าไป เพียงแต่ว่ามันกระโดดเข้ามาติดม่านพลังเธอจึงคลานไปยังตำแหน่งที่มันเกาะอยู่แล้วคว้าเข้ามาด้านใน
“ ป๊ะป๋าดูสิตั๊กแยนตัวใหญ่มาก ”
เฉินห่าวทำเพียงเบิกตาโตแสดงท่าทางดีใจที่ลูกสาวจับตั๊กแตนได้ แม้ขาของมันจะมีหนามคมเขากลับไม่กลัวว่ามันจะบาดนิ้วมือลูกเลยเนื่องจากมันไม่ใช่มอนสเตอร์เป็นเพียงสัตว์ธรรมดาทั่วไปที่อาศัยในทุ่งหญ้าเท่านั้น
หลังจากจับตั๊กแตนได้ตัวหนึ่งแล้วเธอก็พบว่ามีอีกหลายตัวอยู่ด้านนอกจึงชวนป๊ะป๋าออกไปไล่จับพวกมันจนกว่าจะไม่มีตัวไหนกระโดดผ่านหน้าเธอ