ลิลิธวางเออร์วินลงอย่างนุ่มนวลแล้วถามเขาว่า
“เธอไม่มาเจ็บตรงไหนนะ”
เออร์วินยิ้มแล้วส่ายหน้า
“ไม่ครับไม่ได้บาดเจ็บอะไรครับ”
“ถ้าอย่างนั้นก็กลับปราสาทกันเถอะ” ลิลิธหันไปพูดกับไลลา “ไลลาฉันขอตัวกลับก่อนนะ”
ไลลายืดตัวตรงวางฝ่ามือลงบนด้ามดาบโค้งตัวลง
“องค์หญิงถนอมตัวด้วยเพคะ”
ลิลิธพยักหน้าให้ไลลาเล็กน้อยก่อนจะหันไปทางลิลลี่แล้วถามเธอด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบว่า
“วันนี้เป็นยังไงบ้าง”
ลิลลี่ใจเต้นไม่เป็นจังหวะเธอรู้สึกทำตัวไม่ถูกเพราะนึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าหญิงลิลิธจะพูดกับเธอ
“คะคือว่าดีมากค่ะทั้งคุณไลลาและมีเรียเอาใจใส่หนูมากค่ะ”
ลิลิธพยักหน้าเล็กน้อยแต่เออร์วินกับถามขึ้นด้วยความสงสัยว่า
“เอ๋ ทำไมตอนพูดกับผมไม่เห็นดูประหม่าแบบนี้ละครับ”
ลิลลี่ตอบด้วยใบหน้าที่เหมือนเป็นเรื่องปกติว่า
“ทำไมล่ะก็เจ้าชายโรคจิตเป็นเจ้าชายโรคจิตนี่”
เออร์วินที่ได้ยินคำตอบก็ถึงกับยืนนิ่งค้าง ลิลิธอย่างเช่นนั้นจึงยิ้มบางแล้วบอกลิลลี่
“เอาดาบไปเก็บซะพวกเราจะกลับกันแล้ว”
ลิลลี่ที่ได้ฟังก็มองดาบใหญ่ในมือเธอแล้วหันไปมองไลลา
“คุณไลลาคะหนูเอาดาบไปด้วยแล้วไม่ได้หรอคะ”
ไลลายิ้มให้ลิลลี่แล้วตอบว่า
“ไม่ได้หรอกเพราะเพราะเป็นอาวุธของกองทัพมันจะเป็นของเธอก็ต่อเมื่อเธอได้กลายเป็นอัศวินแล้ว”
ลิลลี่ก้มมองดาบใหญ่แม้ว่ามันจะเป็นเพียงแค่ดาบใหญ่ธรรมดาแต่สำหรับเด็กสาวที่เติบโตในป่าเขาแล้วที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็นอัศวิน การจะหาดาบธรรมดาดีๆ สักเล่มเป็นอะไรที่ยากโดยเฉพาะเผ่ามารหูสัตว์ที่มีจุดเด่นในเรื่องพละกำลังอย่างพวกเธอที่มักใช้ร่างกายเข้าต่อสู้เลยทำให้ละเลยเรื่องการใช้อาวุธ แม้ว่าดาบใหญ่เล่มนี้จะไม่ใช่ดาบดำที่ลิลลี่ถูกใจ แต่จากการได้ฝึกหวดดาบมาตลอดทั้งวันก็ทำให้เธอชอบดาบเล่มนี้ขึ้นไม่น้อย ลิลลี่หันไปมองมีเรีย มีเรียก็ตอบว่า
“มันเป็นกฎน่ะ เว้นแต่เธอจะเอาอาวุธมาเองตราบใดที่เธอยังเป็นอัศวินฝึกหัดแล้วดาบที่จะเลือกเป็นดาบที่ยืมมาจากคลังอาวุธในค่ายทหาร เมื่อจบวันนั้นเธอก็ต้องคืนอาวุธเอาเข้าคลัง”
มีเรียหันไปมองเออร์วินพร้อมกับสายตาขอความช่วยเหลือ เออร์วินถอนหายใจก่อนจะพูดว่า
“เกี่ยวกับเรื่องนี้ผมก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอกครับ ก็นี้ตั้งขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดการยักยอกอาวุธกองทัพไปใช้ครับ เว้นแต่จะให้ท่านพ่อเป็นคนออกคำสั่งด้วยตัวเองแต่ผมไม่แนะนำให้ทำแบบนั้นครับเพราะมันจะเป็นการใช้ของตนละเมิดกฎของกองทัพ”
ลิลลี่ทำหน้าย่นใส่
“สรุปคือที่บ่นออกมายาวเหยียดเนี่ยก็แค่ไม่ได้ใช่มั้ย”
เออร์วินยิ้มเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า
“ใช่ครับ”
“เชอะ”
ลิลลี่สะบัดหน้าไปอีกทางก่อนจะก้มมองดาบในมือ เวลานั้นเริ่มมีเหล่าอัศวินฝึกหัดหลายคนเริ่มซุบซิบนินทา
“เฮอะสุดท้ายก็แค่เผ่ามารชั้นต่ำกฎของกองทัพแค่นี้ก็ไม่รู้”
“มีดีแค่พลังล่ะว้าไม่รู้ไปทำอีท่าไหนถึงให้เจ้าหญิงเป็นคนพามาได้”
“เห้ย แต่ข้าได้ยินมาว่าแท้จริงแล้วยัยนี่มันเป็นคนของเจ้าชายขยะนะ”
“ใช่ๆ ข้าก็ได้ยินมาเหมือนกันก็นึกว่าอะไรที่แท้ก็เข้าทางเจ้าชายขยะนี่เอง แต่เจ้าชายขยะนั่นก็โง่เอาเรื่องเลยนะถึงได้โดนยัยเด็กเผ่ามารหรอกใช้ได้”
“แต่ข้าไม่นึกเลยนะว่าเจ้าหญิงก็เอากับเขาด้วย”
“นั่นสิพอคิดว่ามียัยเด็กเผ่ามารมาอยู่ใกล้ๆ แล้วข้าก็ชักไม่อยากเป็นอัศวินแล้วสิ”
“มีเด็กเผ่ามารเป็นอัศวิน? ถ้าเป็นแบบนั้นจริงอนาคตของเมืองไพร์ล็อกคงได้จบสิ้นแล้วล่ะ”
ขณะที่เหล่าอัศวินฝึกหัดกำลังซุบซิบนินทากัน กิลเบิร์ตก็ได้แต่ยืนอยู่เงียบๆ คนเดียว เขายืนดูเหตุการณ์ก่อนจะแสยะยิ้มออกมา แล้วเดินเข้าไปหาลิลลี่แล้วพูดกับเธอว่า
“คุณหนูครับจริงอยู่ที่ว่ามันเป็นกฎที่ไม่สามารถละเมิดได้ แต่ถ้าคุณหนูอยากจะได้ดาบนี้กลับไปผมสามารถซื้อดาบที่คล้ายกันได้คุณหนูว่ายังไงครับ”
ลิลลี่ที่ฟังก็หันมามองกิลเบิร์ตเธอขมวดคิ้วมองเขาก่อนจะหันไปมองเออร์วิน
“เจ้าชายโรคจิตซื้อดาบที่คล้ายกันให้หน่อยได้ไหม”
“เอ๊ะ?”
เออร์วินอุทานออกมาเพราะเขาไม่นึกว่าลิลลี่จะมาขอตรงๆ แบบนี้ ส่วนมีเรียเอามือปิดปากตัวเองไว้ เพราะเธอไม่นึกว่าไม่เพียงแต่กล้าเรียกเขาว่าเจ้าชายโรคจิตแต่ยังกล้าขอให้เขาซื้อดาบให้อีก แม้ว่ามีเรียจะไม่ค่อยเคารพนับถือในตัวเออร์วินที่ถูกเรียกลับหลังว่าเจ้าชายขยะเท่าไหร่นัก แต่ถึงยังไงเขาก็เป็นเจ้าชายบางครั้งเธออาจจะเผลอจิกกัดไปบ้างแต่ก็ยังพอมีขอบเขต จนกระทั่งเมื่อวานเขาได้บอกกับเธอว่า เธอคือคนที่กำลังจะกลายเป็นยอดอัศวินหญิงทำให้เธออดมองเขาดีขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ ขณะที่มีเรียคิดว่าเออร์วินจะโกรธเออร์วินกลับเกาหัวพูดว่า
“เดี่ยวผมจะลองดูครับ”
ลิลลี่ลากดาบใหญ่เข้าไปหาเออร์วินถามเขาอย่างยินดีว่า
“สัญญานะ”
เออร์วินตอบเธอไปว่า
“สัญญาครับแต่ก่อนอื่นคุณลิลลี่ต้องส่งคืนดาบก่อนนะครับ”
ลิลลี่ยิ้มแล้วพยักหน้าหนึ่งทีก่อนจะเดินตามไลลาเข้าไปคืนดาบที่คลังอาวุธ ส่วนกิลเบิร์ตนั้นกลับยืนนิ่งไม่ไหวติงเขาตั้งใจจะใช้โอกาสนี้ซื้อใจลิลลี่แต่นึกไม่ถึงว่าเธอจะหันไปขอความช่วยเหลือจากเออร์วินแทน เขารู้สึกเหมือนโดนหยามหน้าในใจรู้สึกโกรธแต่ไม่กล้าอาละวาดจึงได้แต่กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้น โดยที่เขาไม่ทันสังเกตเลยว่าสายตาของเออร์วินได้มองไปที่มือของเขาแล้วยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย
ด้วยความที่ชาติก่อนครอบครัวเป็นสิ่งที่เออร์วินอยากจะได้มาโดยตลอด พอมาชาตินี้เมื่อเขามีครอบครัวที่ทั้งรักและเอาใจใส่เขา เออร์วินจึงพร้อมที่จะทำทุกสิ่งเพื่อปกป้องครอบครัวที่เขามีนี้ และกับคนอย่างกิลเบิร์ตก็เป็นคนประเภทที่เออร์วินจะไม่มีวันยอมให้แต่งงานดับพี่สาวเขาเด็กขาด ผู้ชายที่มองพี่สาวเขาเป็นแค่เครื่องมือที่ใช้เพื่อให้ได้นั่งบัลลังก์ทั้งยังมีใจให้หญิงอื่นหน้าตาเฉย ดูภายนอกเหมือนฉลาดแต่กลับทำอะไรแบบคนไร้หัวคิด สังเกตได้จากการบุกไปทำร้ายพวกเจคก็พอมองอะไรได้
รอไม่นานลิลลี่ก็กลับมาพร้อมไลลาลิลลี่บอกลามีเรีย
“มีเรียเรากลับก่อนนะ"
“อื้มเจอกันพรุ่งนี้นะ”
เออร์วินพูดกับไลลาว่า
“คุณไลลาพวกผมขอตัวก่อนนะครับ ขอบคุณมากเลยนะครับที่วันนี้คุณช่วยดูและลิลลี่ให้ผม”
ไลลาวางฝ่ามือบนด้ามดาบโค้งกายให้เออร์วินหนึ่งที จากนั้นพวกเออร์วินก็พากันออกจากค่ายแล้วเดินกลับไปที่ปราสาท เมื่อพวกเขาเดินมาถึงเขตที่พักขุนนางเออณืวินก็ถามด้วยความสงสัยว่า
“คุณลิลลี่ครับทำไมคุณถึงปฏิเสธที่จะให้คุณกิลเบิร์ตซื้อดาบให้คุณครับ”
“กิลเบิร์ต? ซื้อดาบให้?” ลิลลี่ทวนคำพูดพร้อมกลับทำสีหน้าครุ่นคิดก่อนจะทุบมือขวากับฝ่ามือซ้าย “อ๋อ เจ้าเสือผู้หญิงนั่นชื่อกิลเบิร์ตหรอกเหรอ”
เออร์วินไม่พูดอะไรเพียงแค่ยิ้มเฉยๆ
“ถามว่าทำไมถึงไม่ให้ซื้อดาบให้น่ะเหรอ?” แววตาของลิลลี่มีแววเหม่อลอยก่อนจะพูดว่า “เพราะกลิ่นน่ะ”
“กลิ่น?”
“กลิ่นของเสือผู้หญิงนั่นปล่อยออกมาให้ความรู้สึกไม่น่าไว้ใจ แบบเดียวกับหมูสองพ่อลูกเมื่อวานน่ะ”
“เป็นเพราะน้ำหอมหรือเปล่าครับแบบว่าคุณไม่ชินกับกลิ่นพวกนี้”
เออร์วินออกความเห็นแต่ลิลลี่กลับส่ายหน้า
“มันไม่ใช่กลิ่นอะไรแบบนั้นหรอก เจ้าชายโรคจิตเจ้าเองก็มีกลิ่นแบบเดียวกับพวกเขานะรู้ไหม”
“เอ๊ะ?” เออร์วินอุทานก่อนจะถามว่า “ถ้าอย่างนั้นทำไมถึงให้ผมเป็นคนซื้อดาบให้ล่ะครับ”
แววตาของลิลลี่คืนสู่ความสดใสก่อนจะตอบว่า
“เพราะว่าเจ้าคือเจ้าชายโรคจิตไงล่ะ”
“ฮะ?” เออร์วินรู้สึกมึนงงไม่เข้าใจในสิ่งที่ลิลลี่บอก ส่วนลิลิธที่เงียบมาโดยตลอดเพียงเหลือบมองน้องชายของเธอแล้วก็อมยิ้มเล็กน้อย
เมื่อทั้งสามกลับมาถึงปราสาทก็แยกย้ายกันไป เออร์วินกลับมาที่ห้องก็พบว่าลูซี่เตรียมน้ำอาบไว้พร้อมแล้วในขณะที่เรเวนเพียงแค่มองเออร์วินแต่ไม่ได้พูดอะไร แต่เขากลับรู้สึกว่าเธอดูโล่งใจที่ได้เห็นเขา
“กลับมาแล้วเหรอ?”
เรเวนถามขึ้นเรียบๆ
“กลับมาแล้วครับ”
เรเวนมองเขาตั้งแต่หัวยันเท้ารอบหนึ่งเมื่อเห็นว่าเขาไม่เป็นอะไรจึงพยักหน้าช้าๆ ขณะที่เออร์วินสงสัยลูซี่ก็เดินมากระซิบกับเขาว่า
“คุณเรเวนเธอเป็นห่วงเจ้าชายมากเลยเพคะ”
“เอ๊ะ?”
เออร์วินรู้สึกไม่เชื่อหูตัวเอง
“ตอนนั้นฉันกำลังช่วยคุณลาน่าดูแลองค์ราชินีเอลิเซีย อยู่คุณเรเวนก็วิ่งหน้าตาตื่นโผล่มาเล่าว่าเจ้าชายถูกเจ้าหญิงลิลิธพาหายไปไหนไม่รู้ค่ะ เธอบอกว่าเธอใช้วิธีเคลื่อนย้ายผ่านเงาค้นหาทั่วเมืองแล้วแต่ก็หาไม่เจอจึงได้รีบกลับมารายองค์ราชินีเพคะ หม่อมฉันจำได้ว่าสีหน้าของเธอตินนั้นดูแตกตื่นกังวลไม่น้อยเลยเพคะ”
เออร์วินทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ
“จริงดิ พี่สาวเนี่ยนะ?”
ลูซี่ยิ้มยืนยันว่า
“จริงเพคะ”
เออร์วินหันไปพูดกับเรเวนว่า
“พี่สาวครับขอโทษนะครับที่ทำให้เป็นห่วง”
เรเวนเหลือบตามองเขาแวบหนึ่งก่อนจะเบนสายตาทางอื่นตอบเพียงว่า
“ก็ไม่ได้เป็นห่วงอะไรนี่แต่เธอปลอดภัยกลับมาก็ดีแล้ว แล้วไปเดทกับพี่สาวมาสนุกไหม”
“ครับสนุกมากครับ”
เรเวนหันมามองเด็กชายจ้องเขาเขม็งจนเออร์วินทำตัวไม่ถูก
“เอ่อ พี่สาวครับทำไมจ้องผม...”
“เธอบอกว่าสนุกสินะ”
“ครับ?”
“ดีจังเลยนะทั้งที่ฉันเป็นห่วงเธอแต่เธอกลับได้เดทกับพี่สาวอย่างสนุก”
“ฮะ?”
อย่างที่ลูซี่บอกว่าหลังจากที่ลิลิธพาตัวเออร์วินไปเรเวนก็ตกใจ แต่เธอก็รีบตั้งสติทันทีแม้ว่าคนที่พาเขาไปจะเป็นพี่สาวที่ดูจะเป็นห่วงเป็นใยน้องชายเหมือน ‘ปกติ’ แต่สามัญสำนึกบอกเธอว่าถ้าจะมีใครสักคนที่ดูจะเป็นภัยมากที่สุดก็คงไม่พ้นพี่สาวของเขาคนนี้ เรเวนได้ใช้วิธีเคลื่อนย้ายผ่านเงาค้นหาทั้งคู่ไปทั่งไพร์ล็อกแต่สุดท้ายก็หาไม่เจอจนได้แต่รายงานเรื่องนี้กับองค์ราชินีเอลิเซีย ทว่าองค์ราชินีเอลิเซียกลับดูตกใจเล็กน้อยก่อนจะบอกเธอว่าไม่ต้องเป็นห่วงแล้วให้เธอไปพักผ่อนรอเออร์วินกลับมา เมื่อเห็นคนที่เป็นแม่พูดออกมาเช่นนี้เธอจึงได้แต่ทำตามแล้วมารอที่ห้องอย่างใจจดใจจ่อ
เรเวนหันไปพูดกับลูซี่ว่า
“ลูซี่วันนี้ฉันจะอาบน้ำเขาเองนะ”
“คะ?”
“เอ๋?”
เรเวนทำการพับแขนเสื้อสาวใช้ของเธอขึ้นแล้วแสยะยิ้มน่ากลัว
“ทั้งที่ฉันอุตส่าเป็นห่วงตาเธอกลับได้เดทอย่างสนุกสนานสินะ”
เออร์วินเหงื่อตกเห็นไปขอความช่วยเหลือจากลูซี่แต่พบว่าตอนนี้ได้ไปยืนหลบตรงมุมห้องคล้ายไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น เรเวนเดินผ่านฉากกั้นไปที่ถังไม้ แล้วพูดด้วยเสียงอ่อนเสียงหวานว่า
“เชิญเพคะองค์ชาย”
เออร์วินกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะเดินไปที่ถังไม้แล้วปลดกระดุมออกให้เรเวนช่วยถอดเสื้อให้ ทว่าเมื่อเรเวนถอดเสื้อของเออร์วินเธอถึงกลับต้องตกตลึงเมื่อได้เห็นร่างกายที่มัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อเกินกว่าที่เด็กสิบขวบคนไหนจะมีได้ มันทำให้เรเวนนึกถึงการออกกำลังกายต่างๆ ที่เออร์วินให้พวกเจคกับเธอทำ เขาได้บอกกับเธอว่ามันจะช่วยในการสร้างกล้ามเนื้อซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะใช้ในการฝึกทักษะการต่อสู้
“ร่างกายนั่น?” เรเวนถามขึ้นพร้อมกับจ้องมองร่างกายที่มัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อไม่วางตา
เออร์วินมองร่างกายตนเองก่อนจะตอบอย่างไม่ใส่ใจว่า
“ชะตากรรมของผู้ไร้พลังไงครับ ถ้าไม่อยากกลายเป็นผู้ถูกกระทำก็ต้องคว้าทุกสิ่งที่คว้าได้มาเป็นพลัง”
พูดจบเออร์วินก็ถอดชุดจนหมดแล้วลงไปแช่น้ำในถังไม้ก่อนจะพูดด้วยท่าทีอายๆ ว่า
“พี่สาวครับคือว่านี่เป็นครั้งแรกของผมกับพี่สาว ดังนั้นอยากให้ช่วยเบามือหน่อยนะครับ”
ท่าทีและคำพูดสองแง่สองง่ามของเออร์วินดึงเรเวนกลับจากความรู้สึกทึ่ง เธอมองเออร์วินอย่างเย็นชาพร้อมกับทำมือทั้งสองข้างเหมือนแมวกำลังกางเล็บ พูดว่า
“ไม่ต้องกังวลไปเพคะเจ้าชาย ความเหนื่อยจากการที่ได้เดทอย่างสนุกสนานในวันนี้ หม่อมฉันจะชำระให้เองเพคะ”
เออร์วินเหงื่อตกทันทีรู้สึกเสียใจที่ปากพล่อยไป
ภายในห้องนอนของลิลิธ
หลังจากที่ลิลิธกลับมาที่ห้องก็พบเกรซยืนรอปรนนิบัติเธออาบน้ำอยู่ก่อนแล้ว ทันทีเกรซเห็นมงกุฏดอกไม้เธอก็รู้สึกไม่อยากจะเชื่อสายตาเพราะเจ้าหญิงผู้นี้ขึ้นชื่อเรื่องการไม่สนใจในเครื่องประดับมาโดยตลอด เว้นแต่ว่าเครื่องประดับนั้นจะเป็นสิ่งที่ได้มาจากน้องชายเธอเหมือนตุ้มหูคู่พระอาทิตย์กับพระจันทร์ เกรซจึงพอเดาได้ว่าคนที่ทำมงกุฏดอกไม่นี้ก็คงไม่พ้นเป็นเจ้าชายเออร์วิน
ลิลิธถอดมงกฏดอกไม้ที่น้องชายทำให้ออกมาอย่างเบามือ เธอมองมงกุฏดอกไม้นั้นแล้วก็ยิ้มออกมา เกรซมองรอยยิ้มของเจ้าหญิงลิลิธก็มั่นใจในการคาดเดาของเธอ ลิลิธถามขึ้นโดยไม่เงยหน้าว่า
“เกรซพอมีวิธีรักษาความสดของดอกไม้เหล่านี้ให้คงอยู่ตลอดไปมั้ย”
“พอมีอยู่เพคะเพียงใช้อาร์ติแฟกต์รูปแบบกล่องใส่อาหารที่สามารถรักษาความสดของอาหารก็สามารถรักษาความสดของดอกไม้เหล่านี้ได้เพคะ”
“ที่ปราสาทนี้มีของแบบนั้นมั้ย”
“พอมีอยู่เพคะเดี๋ยมหม่อมฉันจะทำการขอมาให้เพคะ”
“ฝากด้วยล่ะ”
พูดจบลิลิธก็มองมงกุฏดอกไม้อย่างในมือแล้ววางมันลงบนโต๊ะเครื่องแป้งอย่างแผ่วเบา ก่อนจะหันไปพูดกับเกรซว่า
“ฉันจะอาบน้ำ”
“เพคะเจ้าหญิง”
แล้วเกรซก็เดินเข้าไปช่วยลิลิธถอดเสื้อออกเพื่อเตรียมอาบน้ำ
ห้องนั่งเล่นภายในปราสาท
ตอนนี้มีเด็กผู้หญิงสองคนนั่งหันหน้าเข้าหากันบนโต๊ะตรงหน้าพวกเธอมีกระดานหมากรุกตั้งอยู่ เดซี่กับเรเชลต่างก็มีสีหน้าเคร่งเครียด เดซี่มองกระดานหมากรุกตรงหน้าก่อนจะตัดสินใจหยิบม้าขึ้นมาแล้ววางลง เรเชลมีสีหน้าครุ่นคิดเธอใช้สายตาจ้องมองกระดานหมากก่อนจะหยิบเรือขึ้นมาแต่ยังไม่ทันได้วางลง
แม็กกี้สาวใช้ส่วนตัวของเรเวนก็พรวดพราดเข้ามาร่ำร้องว่า
“เจ้าหญิงเรเชลเพคะ”
เรเชลวางตัวหมากลงแล้วหันไปมองแม็กกี้สาวใช้ที่มีกระอยู่สองแก้ม แม็กกี้หอบหายใจพักหนึ่งก่อนจะพูดว่า
“วันนี้หม่อมฉันได้ยินมาเพคะว่าวันนี้เจ้าหญิงลิลิธกับเจ้าชายเออร์วินทั้งสองคนไปเดทกันเพคะ”
เรเชลหันไปมองหน้าแม็กกี้ทวนคำว่า
“สองคนนั้น?”
แม็กกี้พยักหน้า
“เดทกัน?”
แม็กกี้พยักหน้า
เรเชลลุกขึ้นยืนทันทีกัดฟันกรอดพูดรอดไรฟันว่า
“หนอยแน่ยัยป้านั่น”