นับตั้งแต่ที่สมเด็จพระจักรพรรดิหงอู่ผู้ก่อตั้งราชวงศ์หมิง ได้โค่นล้มราชวงศ์หยวนขับไล่ชาวมองโกลออกนอกด่านได้สำเร็จแล้ว ชนเผ่าเหล่านั้นได้แตกออกเป็น 3 เผ่า คือ ตาต้า วาลาและอูเลียงฮา
จนเมื่อผ่านมาราว 80 ปี ชนเผ่าวาลาก็สามารถรวบรวมทั้ง 3 เผ่าเข้าไว้ด้วยกันได้สำเร็จจนมีอำนาจกล้าแข็งขึ้น จึงมักส่งกองทหารม้าเข้ามาตีปล้นตามชายแดนของอาณาจักรต้าหมิงอยู่เป็นประจำไม่เคยขาด
เพื่อเป็นกาียุติการรุกรานและรักษาความสงบตามแนวชายแดนของอาณาจักรตน ราชวงศ์หมิงจึงเจรจาแลกเปลี่ยนอย่างเป็นธรรมกับเผ่าวาลา ด้วยเงินทองและสินค้าจำเป็นในการดำรงชีพทุก ๆ ปี โดยจะทำแลกเปลี่ยนกับม้าหรือหนังสัตว์คุณภาพดีจากชนเผ่านอกด่านมาโดยตลอด
โดยในปีนี้ 'เหยี่ยเซียน' ในฐานะหัวหน้าเผ่าวาลา ได้นำเอาม้าหลายพันตัวมาถวายด้วยตนเอง ครั้นผ่านประตูเมืองเป่ยจิงมาแล้ว ก็จัดแจงให้ผู้ติดตามทั้งปวงคุมเอาม้าทั้งหมดไปให้ข้าหลวงใหญ่ต้าหมิงคัดสรรและตรวจนับ จากนั้นจึงสั่งให้พักคนพักม้าไว้ที่เมืองชั้นนอก ส่วนตนนั้นจะเข้าไปพักแรมยังเรือนรับรองในฐานะ ‘เป่ยตี๋อ๋อง’ (เจ้าผู้ครองชนเผ่าทิศเหนือ 北狄王) เพื่อขอเข้าเฝ้าจักรพรรดิราชวงศ์หมิงในตอนเช้า
พอวันถัดไปช่วงเวลาสาย จึงได้มีขุนนางฝ่ายพิธีการมาเบิกตัวเข้าเฝ้า
ฝ่ายเหยี่ยเซียนครั้นถวายบังคมแล้ว จึงกล่าวรายงานด้วยภาษาของเผ่าวาลาแดนมองโกล โดยมีมหาขันทีหวังเจิ้นเป็นผู้แปลภาษา พร้อมทั้งคอยถวายนำแนะนำต่อเจ้าชีวิตด้วยตนเอง
ฝ่ายกงกงหวังเจิ้นผู้นี้เป็นชาวเมืองเว่ยโจว ซึ่งได้ถูกครอบครัวส่งเข้าวังมาตอนเป็นขันทีตั้งแต่ยังเด็กด้วยมีฐานะยากจน แต่ก็เป็นคนฉลาดรู้หนังสือและมีไหวพริบดียิ่งนัก จึงส่งผลให้จักรพรรดิหมิงเซวียนจงทรงไว้วางพระทัย แล้วได้รับสั่งให้ทำหน้าที่รับใช้ใกล้ชิดองค์รัชทายาทตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์
จนเมื่อฮ่องเต้หมิงเซวียนจงสวรรคตแล้ว รัชทายาทจูฉีเจิ้นขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิหมิงอิงจง ก็ได้กลายมาเป็นราชครูและเป็นที่ไว้วางพระทัยของหมิงอิงจงตั้งแต่ 9 พรรษา
ย่อมหมายถึงตำแหน่งหน้าที่และอำนาจอันมากมายในตลอดช่วงเวลา 10 กว่าปี ของมหาขันทีผู้นี้อย่างมากมายนัก
ซึ่งหากมหาขันทีผู้มีหน้าที่ในการอุ้มชูองค์ประมุขนั้นเป็นคนดีมีความสามารถ ย่อมจะส่งผลให้แผ่นดินสงบสุขและเจริญรุ่งเรืองโดยเอนกอนัน
แต่ความเป็นจริงแล้ว กลับกลายเป็นคนโฉดชั่วระดับมหาตำนาน !!
เพราะในเบื้องหน้าที่ปราศรัยแต่มีน้ำใจเชือดคอแล้ว หวังเจิ้งยังส่งเสริมกลุ่มอำนาจของตนผ่าน’ สำนักประจิม’ ทั้งกระทำการฉ้อราษฎร์บังหลวงด้วยการยักยอกเงินงบประมาณแผ่นดิน แล้วใช้อิทธิพลข่มเหงขุนนางและประชาชนทั่วหล้า ทั้งกำจัดศัตรูผู้เห็นต่างด้วยกำลังทหารลับ รวมถึงการซื้อขายตำแหน่งข้าราชการด้วย ‘ตั๋วทอง’ จนเป็นเหตุให้ราชการแผ่นดินวิปริตแปรปรวนในช่วงตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้เป็นอันมาก..
ฝ่ายอิงจงฮ่องเต้ครั้นพระองค์ทรงทราบรายงานจากมหาขันทีหวังเจิ้งผู้เป็นราชครูแล้ว จึงรับสั่งให้กองทัพหลวงรับเอาม้าทั้ง 3 พันตัวไว้สำหรับใช้งาน แล้วทรงพระราชทานทองคำ 500 ตำลึง และผ้าแพรอย่างดีพร้อมด้วยข้าวสารและเครื่องอุปโภคบริโภคจำนวน 10 เกวียนเป็นของกำนัลแก่เป่ยตี๋อ๋องผู้มาจิ้มก้อง (進貢) แก่ต้าหมิงในปีนี้
ฝ่ายเหยี่ยเซียนหัวหน้าเผ่า ครั้นทราบเช่นนั้นก็มีความยินดียิ่ง จึงกล่าวขอพระราชทานอีกประการสิ่งหนึ่งเป็นพิเศษด้วย ?
หวังเจิ้งได้ยินคำร้องขอเช่นนั้นก็ทูลว่า
“เป่ยตี๋อ๋องขอพระราชทานสตรีชั้นสูงจากราชวงศ์หมิงเพื่อสมรสกับบุตรชายของตนพระเจ้าข้า”
จักรพรรดิหมิงเซวียนจงอดีตองค์ฮ่องเต้ ทรงมีกงจู่ (公主) ซึ่งประสูติจากพระสนมอยู่จำนวนไม่น้อยเลย แต่หากฮ่องเต้อิงจงจะทรงเลือกพระราชให้ด้วยพระองค์เองก็รู้สึกปวดพระทัยอยู่เช่นเดียวกัน จึงรับสั่งให้หวังเจิ้งเป็นผู้ดูแลในเรื่องนี้ แล้วพระองค์จึงเสด็จออกจากท้องพระโรงไป
ฝ่ายหวังเจิ้งเมื่อได้ทีแล้ว จึงเชื้อเชิญเหยี่ยเซียนไปยังจวนของตนเพื่อเจรจาตกลงกันในเรื่องนี้เป็นการลับ ครั้นพอไปถึงถิ่นของตนก็ยื่นคำขาดว่าให้อีกฝ่ายเลือกเอาว่าจะต้องการสตรีสูงศักดิ์ดี หรือจะเอาทองคำกันแน่ ?
ซึ่งแน่นอนว่าเหยี่ยเซียนย่อมต้องเลือกเอาทองคำกับข้าวของกลับไปยังบ้านของตน เพราะมันมีความจำเป็นมากกว่าสตรีเพียงผู้เดียว
แต่ครั้นรับเอาทองคำมาแล้ว ก็กลับพบว่ามีเพียง 250 ตำลึง ส่วนข้าวสารและเครื่องอุปโภคบริโภค ก็ถูกหวังเจิ้งริบเอาไว้จึงเหลืออยู่เพียง 5 เกวียนเท่านั้นก็มีความโกรธแค้นและอับอายเป็นอันมาก ตลอดการเดินทางกลับออกไปนอกกำแพงใหญ่ทางทิศเหนือ จึงเอาแต่ครุ่นคิดแผนการบางอย่างอยู่ในใจเพียงผู้เดียว...
...
..... ห่างลงไปทางใต้
ฝ่ายหยางไคบ่าวไพร่และองครักษ์เสื้อแพร นั้นออกเดินทางด้วยเส้นทางโบราณ โดยผ่านเมืองไท่หยวน (太原) มณฑลซานซี ซึ่งตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของแม่น้ำเหลือง
ครั้นผ่านเมืองไท่หยวนมาแล้วก็ขึ้นแพเพื่อข้ามแม่น้ำฮวงโหอันเชี่ยวกราก ซึ่งส่งผลให้เจ้าขาวผู้ขี้เซาก็ถึงกับออกอาการตื่นตกใจ เมื่อสายตามองเห็นแม่น้ำใหญ่สีเหลืองทอง อันมีกระแสน้ำที่คลุ้มคลั่งแห่งนี้
คลืนน...ซ่าาาา!!!
ทุก ๆ ครั้งที่มวลน้ำกระแทกเข้ากับกราบเรือท้องแบน เจ้าขาวก็สะดุ้งจนสุดตัว หยางไคจึงต้องให้มันนอนลงกับพื้นเรือแล้วคอยลูบแผงคอมันให้สงบ แต่เมื่อเห็นใบหน้าเหยเกพร้อมกับน้ำหูน้ำตาที่ไหลอยู่ตลอดเวลาก็อดหัวเราะมิได้
ซึ่งขณะนั้นเองสายตาขององครักษ์เสื้อแพรผู้หนึ่งกลับสังเกตเห็นเรือน้อยลอยตามแม่น้ำอันบ้าคลั่งเข้ามาใกล้ ๆ จึงร้องเรียกให้คนบนเรือดูด้วยเสียงอันดัง
ฝ่ายหยางไคเมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงลุกแล้วมองออกไป ก็เห็นยายชราผู้หนึ่งเกาะเรือประมงลำเล็กเอาไว้จนแน่น แล้วไม่ทราบว่านางถูกกระแสน้ำพัดพามายาวนานสักเท่าใดแล้วก็คิดสงสาร ในใจก็หวนคิดไปถึงยายชราผู้ล่วงลับของตน จึงมิอาจตัดใจไม่ช่วยเหลือได้
แล้วพอหยางไคมองไปเจอเชือกป่านเส้นยาวที่วางอยู่ จึงมัดปลายเชือกเข้ากับหลักไม้ จากนั้นจับอีกปลายสายแล้วกระโดดออกจากเรือแพในทันที!!
องครักษ์ทั้งสองเมื่อเห็นเช่นนั้นก็ตกใจจนแทบจะสิ้นสติ ได้แต่ร้องว่า
“จอหงวนอย่าได้คิดสั้น!!”
โดยหารู้ไม่ว่าท่าร่าง ‘ฝ่าเท้าท่องลม’ ของผู้ครอบครองลมปราณ 3 วิถีนั้นรวดเร็วและว่องไวเพียงใด อย่างกับว่าชายหนุ่มจะสามารถก้าวเดินในอากาศธาตุได้ก็ไม่ปาน
แม้วิชาฝีมือของจอหงวนผู้ยังไม่ขึ้นขั้นเหยียบย่างไปบนอากาศได้ แต่หากเป็นคลื่นน้ำระยะในระยะสั้น ๆ ใกล้ ๆ ก็ยังพอจะกระทำสำเร็จได้อยู่ดอกกระมัง ?
หยางไคจึงอาศัยจังหวะที่ลูกคลื่นพุ่งขึ้นมาเหนือน้ำ เพื่อหยั่งเท้าให้ยกร่างให้ลอยสูงขึ้นพร้อมทั้งทะยานขึ้นไปด้านหน้า
ก้าวที่ 1 ก้าวที่ 2 และก้าวที่ 3 ยังไม่กินกำลังมากสักเท่าใดนัก แต่พอก้าวที่ 4 5 6 พลังลมปราณก็เริ่มติดขัดขึ้น และที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือความยาวของเส้นเชือกในตอนนี้ ก็อาจจะไม่เพียงพอสำหรับระยะทางระหว่างเรือน้อยกับชายหนุ่มเสียแล้ว!!
ฝ่ายองครักษ์เสื้อแพรที่ไม่เคยคาดคิดว่าราชบัณฑิตผู้นี้จะมีพลังฝีมือในระดับนี้จึงตกตะลึงอยู่ แต่เมื่อเห็นเส้นเชือกยาวที่จอหงวนถือไปดัวยจะมีความยาวไม่เพียงพอเสียแล้ว จึงรีบแก้มัดเชือกจากเสาไม้มาถือเอาไว้
ครั้นเห็นจอหงวนจวนจะถึงเรือลำน้อยอยู่แล้ว ทั้งสองจึงตัดสินใจฉุดมือกันเอาไว้ให้แน่น โดยให้อีกคนคอยจับเสาไม้บนเรือเอาไว้เพื่อออกแรงชุดดึงจอหงวนพร้อมด้วยเรือลำน้อยนั้นกลับเข้ามา
ฝ่ายหยางไคเมื่อปราศจากปัญหาขจากเส้นเชือกแล้ว ก็ทะยานร่างไปถึงที่หมาย จนปลายเท้าสัมผัสกับเรือน้อยจนมั่นคงแล้ว ก็รีบสาวเชือกเพื่อดึงเรือน้อยมาเทียบกับเรือแพพร้อมกับกล่าวว่า
“ท่านยายจับเอาไว้ให้แน่นเถิดขอรับ เสี่ยวไคจะพาท่านกลับบ้านเอง”
ฝ่ายราษฎรซึ่งอยู่บนเรือแพลำใหญ่ ครั้นเห็นชายหนุ่มท่าทางราวบัณฑิตผู้คงแก่เรียน ทั้งยังมีองครักษ์เรียกขานว่า ‘จอหงวน’ ต่างส่งเสียงร้องเพื่อให้กำลังใจอยู่ ส่วนผู้ใดพอจะมีเรี่ยวแรงก็ช่วยองครักษ์ทั้งสองคนดึงเอาเส้นเชือกจากฝั่งทางนี้
..จนในที่สุดก็สามารถช่วยเหลือคนทั้งสองขึ้นจากเรือน้อยได้สำเร็จ
…
ครั้นทุกคนข้ามไปถึงอีกฝั่งของแม่น้ำเหลืองได้อย่างปลอดภัยแล้ว จึงตั้งขบวนแห่พาจอหงวนคนใหม่แห่งต้าหมิง เดินทางสู่เมืองไคเฟิง 开封 ซึ่งเป็นทางผ่านของการกลับคือบ้านเกิดของราชบัณฑิตผู้นี้นี่เอง..