ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๗๖ พบขุนอินทร์อีกครั้ง (re-edition)

            ฟ้าเริ่มสว่างแล้ว .. แสงรำไรค่อยๆ ปรากฏผ่านแนวเขาทางทิศตะวันออก .. อุทัยลากไถพันวายุในห่อผ้าลัดเลาะไปตามเงามืดของโขดหินและดงไม้

            .. พันวายุในห่อผ้าพยายามดิ้นรนอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ

            “จุ๊ .. จุ๊ .. ข้ากำลังพาท่านหนี .. หยุดดิ้นก่อนได้หรือไม่ ..” อุทัยกระซิบกล่าว

            ด้วยท่าร่างรวดเร็วราวภูตพราย ประกอบกับการปกปิดพลังปราณ .. มันทั้งคู่แทบล่องหนหายตัวจากหน่วยทหารที่กำลังปิดล้อม

            เส้นทางลับอันใดล้วนเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ .. อุทัยแผ่ตาข่ายปราณสัมผัสหลบหลีกทหารมหาการีย์หน่วยแล้วหน่วยเล่า .. ราวสิบนาทีทั้งหมดจึงสามารถเล็ดลอดออกมาจากวงล้อมจนได้

            โครมมมม!!! .. ร่างของพันวายุตกกระแทกพื้น มันดิ้นรนจนหลุดจากสายโซ่ออกมา

            จั๊กกก .. จั๊กกก .. วานรเวรุงกะร้องเบาๆ

            ม๊าวววว .. เจ้าแมวน้อยเพิ่งติดตามมาถึง

            พันวายุลุกขึ้นยืน แล้วกล่าวอย่างเกรี้ยวกราด “เจ้า!!! เจ้าทำอันใด”

            “.. ก็พานายท่านหลบหนีอย่างไรเล่า” อุทัยตอบราวไม่มีเรื่องราวใด

            “หลบหนี! เด็กน้อยเช่นเจ้า .. พาข้าหลบหนี” พันวายุยังมีโทสะ

            “ดูก่อนนายท่าน .. ท่านอยู่นอกวงล้อมแล้ว ..” อุทัยกล่าว

            “!!!” พันวายุยังงุนงง เมื่อครู่มันเสียท่าถูกจอมตรีภูตใช้ไสยเวทสะกดจิต แล้วยังมีสายโซ่พันธนาการรัดไว้ รู้สึกตัวอีกทีก็ถูกบุคคลหิ้วไปหิ้วมา

            พันวายุตั้งสติสำรวจบริเวณโดยรอบ พบว่ามันอยู่ห่างจุดเดิมกว่าห้าเส้น มองไกลๆ ยังเห็นคบเพลิงหลายจุดที่เชิงเขา

            “เจ้าพาข้าหนีออกมา!” พันวายุกล่าวถามราวไม่เชื่อหูตัวเอง

            “ข้าบอกแล้วอย่างไร .. ว่ารู้จักเส้นทางลับสามารถพานายท่านหลบหนีได้ ..” อุทัยกล่าว

            ม๊าวววว .. เจ้าแมวน้อยร้องอย่างเบื่อหน่าย

            จั๊กกก .. จั๊กกก ..วานรเวรุงกะยิ้มยิงฟัน กระโดดมาเกาะบนบ่าอุทัย

            พันวายุครุ่นคิด ‘หรือจะเป็นจริงดังเช่นเด็กหนุ่มผู้นี้กล่าว ..’ มือลูบคลำตราหยกที่ถูกผ้าพันไว้กับร่างกาย

            “ดวงตะวันจะโผล่พ้นขอบฟ้าแล้ว พวกเรารีบหนีต่อเถิดนายท่าน ..” อุทัยกล่าว

            “พวกเรา!” พันวายุกล่าวอย่างแปลกใจ

            “ใช่ .. พวกเรา ..” อุทัยพยักหน้า แล้วจึงกล่าวต่อ “ท่านจะหนีไปผู้เดียวหรือไร .. หากทหารพวกนั้นพบเจอ .. ข้าคงไม่รอดเป็นแน่ ..”

            พันวายุครุ่นคิดอีก ‘อืมมม .. เด็กหนุ่มผู้นี้ท่าทางแปลกประหลาด .. หรือจะให้มันติดตามด้วย .. แต่ ...’

            “นายท่านมิต้องกังวลข้าจะเป็นตัวถ่วง ข้าพอมีท่าร่างรวดเร็วอยู่บ้าง ..” อุทัยชิงกล่าว มันไม่รู้ทิศทางหวังติดตามพันวายุผู้นี้ไปสักเพียงชั่วครู่

            “แล้วแต่เจ้า .. ตามให้ทันก็แล้วกัน ..” พันวายุกล่าว แล้วจึงกระโดดวิ่งตะบึงไปในทันใด

            ทั้งหมดวิ่งอย่างรวดเร็วโดยมีพันวายุนำหน้า อุทัยติดตามล้าหลังมีเจ้าวานรเวรุงกะและนางแมวน้อยเกาะอยู่บนหลังของมัน

            ผ่านไปสามชั่วโมงพวกมันเดินทางได้ไกลกว่าหนึ่งโยชน์ เมื่อไปถึงทางเข้าหุบเขาแห่งหนึ่งพันวายุได้หยุดฝีเท้าลง .. มันมองดูสถานที่โดยรอบราวกำลังค้นหาบางสิ่ง

            “วายุ ..” เสียงเรียกหนึ่งดังออกมา

            “ศิษย์พี่ .. เป็นข้าเอง ..” พันวายุขานตอบ

            บุรุษผู้หนึ่งปรากฏกายกระโดดลงมาจากต้นไม้ใหญ่ มันคือ ‘พันสุธา’ ศิษย์ผู้พี่ของพันวายุ รูปร่างของมันสูงกำยำผิวดำทะมึน ดวงตากลมโตไว้หนวดเครารกครึ้ม

            “เจ้ามาช้ากว่ากำหนด .. ข้ารออยู่นานแล้ว ..” พันสุธากล่าว

            “ข้าถูกภูตทมิฬติดตาม กว่าจะสลัดหลุดมาได้นับว่าน่าหวาดเสียวยิ่ง ..” พันวายุตอบ

            “กองภูตทมิฬ!!!” พันสุธาอุทานตาโต สายตาพลันพบเห็นอุทัยจึงกล่าวว่า “แล้วบุคคลผู้นี้ ..”

            พันวายุกล่าว “เด็กหนุ่มผู้นี้เป็นผู้ช่วยเหลือข้าหลบหนีออกจากลงล้อมของทัพการีย์”

            พันสุธาสำรวจมองอุทัยอย่างพิจารณา พลางจ้องในตาพันวายุราวสอบถามถึงที่มาที่ไป กล่าวกับอุทัยว่า “เจ้าหนุ่ม! เจ้ารออยู่ที่นี่ก่อน ..” แล้วจึงหันไปกล่าวกับพันวายุ “น้องข้า .. ติดตามมา..”

            .. ทั้งสองหายไปในช่องเขา ทิ้งอุทัยเอาไว้ที่เดิม

            นางแม้วน้อยกล่าว “พวกมันช่างมีลับลมคมในยิ่ง .. ม๊าววว ..”

            อุทัยกล่าว “นั่นซี .. ท่านแมว .. หรือพวกมันกำลังกระทำการบางอย่าง ..”

            ง๊าววววว!!! เสียงคำรามของเจ้าแมวน้อยราวราชสีห์ตัวโต อยู่ๆ มันก็ไม่พอใจกล่าวว่า “ท่านแมวมารดาเจ้า .. เรียกข้า ซิงซิง .. นั่นคือนามของข้า .. เข้าใจหรือไม่!!!”

            อุทัยถูกด่าจนสะดุ้ง กล่าวว่า “ซิงซิง .. ก็ .. ซิงซิง ..”

            แมวน้อยซิงซิงยังอารมณ์เสีย นางสะบัดหน้ากล่าว “ชิ .. เจ้าโล้นนี่ ..”

            เจี๊ยกกก เจี๊ยกกก .. เจ้าวานรน้อยกล่าวว่า “.. นั้นผลไม้อันใด กินได้หรือไม่ ..” มันหาสนใจเรื่องราวใด ดวงตาจ้องมองแต่ผลมะม่วงสุกพวงโต แล้วจึงกระโดดขึ้นต้นไม้ไปอย่างรวดเร็ว

            แมวน้อยซิงซิงหันมากล่าวว่า “แล้วจะทำอันใดต่อไป ดูเหมือนเราจะกลับมาดินแดนมนุษย์แล้ว ..”

            อุทัยกล่าว “นี่คงเป็นดินแดนแคว้นมัธยะปุรา ท่านจะไปที่ใดก็ไปเถิด ..”

            แมวน้อยซิงซิงกล่าว “ในสภาพสัตว์สี่ขาเช่นนี้ จะไปที่ใดได้เล่า ..” นางค้อนอุทัยหนึ่งที

            สตรีปักษาวารี ‘ซิงซิง’ นึกเสียใจในความโชคร้ายของนาง จะกลับสมาพันธ์ปักษาเทวาในรูปร่างแมวเช่นนี้คงเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว

            ผ่านไปครู่ใหญ่พันวายุก็กลับออกมาจากช่องเขา มันได้ชักนำอุทัยเข้าไปด้านใน ทั้งหมดเดินผ่านทางน้อยเส้นหนึ่ง

            .. เสียงสายน้ำดังเข้ามากระทบโสตแต่ไกล

            เพียงชั่วธูปมอดไหม้ก็พบกับแอ่งน้ำธรรมชาติกลางหุบเขา ลมเย็นพัดผ่านสบายกาย น้ำตกสายน้อยร่วงหล่นลงมาจากชะง่อนหินเบื้องบน

            มองเห็นศาลาอันหนึ่งเถูกสร้างอยู่ริมน้ำมีบุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่ภายใน .. พันวายุเดินนำหน้าไปยังบุคคลผู้นั้น

            ที่นี่นับเป็นสถานที่อันน่าอภิรมย์ .. อุทัยกำลังดื่มด่ำกับความงดงามของธรรมชาติรอบกาย

            ทันใดนั้น!!! พันวายุหันกายกลับมาอย่างฉับพลัน ..

            .. ควับบบ .. หมัดขวาของมันชกพุ่งตรงเข้าใส่หน้าอกของอุทัย

            ฮึ .. อุทัยหยุดกึก เพียงเอี้ยวกายคราหนึ่งก็หลบรอดหมัดของพันวายุอย่างง่ายดาย

            เงาร่างอีกสายพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว .. เป็นพันสุธาปล่อยหมัดซ้ายชกมาที่ใบหน้า พันวายุก็พลิกกายปล่อยแข้งขวาเข้าชายโครงเด็กหนุ่ม

            “พวกท่าน!!!” อุทัยอุทาน

            ท่าร่างของอุทัยเคลื่อนไหววูบวาบหลบรอดจากมือเท้าของพันสุธาและพันวายุ แต่ทั้งสองยังพัวพันไม่เลิกระดมแม่ไม้มวยเข้าใส่ ทำอุทัยหลบหลีกเป็นพัลวัน

            .. ว๊าบบบ! .. ร่างของอุทัยหายวับไปราวปาฏิหาริย์ มันไปหยุดยืนห่างออกไปกว่าสิบก้าว

            “หยุดมือ!!! ให้มันเข้ามา” เสียงมากบารมีของบุรุษในศาลาน้อย

            พันสุธาหยุดยืนนิ่ง พันวายุหัวเราะกล่าวกับอุทัย “ฮา น้องชาย .. เป็นการทดสอบเล็กน้อย .. เจ้าเข้าไปหาท่านเถิด ..”

            แมวน้อยซิงซิงร้องขู่ “แง่ววว!!! พวกเจ้าคงอยากตาย” นางไม่พอใจขนฟูชี้ชันทำท่าจะกระโจนใส่พันวายุ

            อุทัยทำท่าห้ามปราม .. นอกจากมันแล้วมิมีใครเข้าใจภาษาของนาง ผู้คนทั้งหมดเพียงพบเห็นแมวน้อยกำลังขู่ฟอดๆ อยู่ตัวหนึ่ง

            อุทัยจ้องมองไปยังบุรุษภายในศาลาน้อย .. รูปร่างของคนผู้นี้ช่างคุ้นตายิ่งนัก ขณะมันก้าวเดินเพียงสามก้าวก็นึกอันใดขึ้นได้ .. บุรุษผู้นี้คือ ..

            .. ขุนอินทรพิชิต!

            แววตาของอุทัยฉายประกาย ‘ขุนอินทร์’ ยอดขุนศึกแห่งมัธยะปุรานั่งอยู่ที่เบื้องหน้าของมัน .. อุทัยจดจำได้เมื่อหลายปีก่อนครั้งเหตุการณ์อพยพหนีจากเมืองนพเทพ มันเคยได้พบเจอขุนอินทร์ผู้นี้

            ขุนอินทร์ในวัยห้าสิบเศษ แต่งกายในชุดเรียบง่าย รูปร่างสูงใหญ่ทั้งยังแข็งแรง สองตาซ่อนปัญญาหนวดเรียวงามที่คางมีเคราบางๆ มือถือดาบเล่มยาวกว่าหกคืบกระชับอยู่ข้างกาย

            ขุนอินทร์ในศาลาพบเห็นแววตาของเด็กหนุ่มจึงกล่าวว่า “เจ้ารู้จักข้าหรือ .. เด็กน้อย ..”

            “ขอรับ ..” อุทัยตอบแล้วจึงคุกเข่าลง ขุนอินทร์ผู้นี้มีคุณูปการแก่แคว้นมัธยะปุราอย่างยิ่ง

            อุทัยกล่าวต่อ “เมื่อครั้งเสียกรุงนพเทพให้ทัพมหาการีย์ ข้าติดตามขบวนอพยพของท่านหลบหนี ..”

            ขุนอินทร์จ้องมองอุทัย หวนระลึกเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อน มันจดจำเรื่องราวในครานั้นได้เป็นอย่างดี

            “อื่มมมม เรื่องราวเมื่อหลายปีก่อน .. เจ้า เติบใหญ่เป็นหนุ่มแล้ว ..” ขุนอินทร์กล่าว หวนลำลึกถึงเหตุการณ์ครั้งอพยพชาวมัธยาหนีภัยสงคราม

            ขุนอินทร์ถามไถ่เรื่องราว .. อุทัยก็ตอบตามจริงเพียงปกปิดเรื่องราวพิสดารที่เหลือเชื่อเอาไว้

            .. ระหว่างนั้นพันวายุและพันสุธาเข้ามาอารักขาบริเวณโดยรอบ ยังมียอดฝีมืออีกสองคนโผล่ออกมาจากที่ซ่อน ทั้งหมดคือนายทหารองครักษ์ประจำตัวขุนอินทรพิชิต หรือ ‘สี่พิทักษ์อินทร์ฯ’ อีกสองคนมีนามว่า ‘พันพิชัย’ และ ‘พันสุทัศน์’

            ขุนอินทร์กล่าวถามด้วยความสนใจ “เจ้าไปร่ำเรียนวิชาฝีมือมาจากที่ใด .. อย่าบอกว่า .. สำนักตักสิลา หล่ะ ฮา ..”

            อุทัยไม่โป้ปดกล่าวว่า “ร่ำเรียนวิชามวยจากอาจารย์ชาวอโยธยาขอรับ ..”

            ขุนอินทร์กล่าวถาม “ขอเรียนถามนามของอาจารย์เจ้า ..”

            อุทัยตอบตามตรง “อาจารย์มิให้แจ้งนามต่อผู้ใด ขอรับ ..”

            ขุนอินทร์ครุ่นคิดกล่าว “เช่นนั้น .. มิเป็นไร .. เมื่อบอกมิได้ก็มิต้องบอกออกมา ฮา” บุรุษผู้นี้ช่างมีน้ำใจเปิดกว้าง มันยังถามต่อ “ท่าร่างของเจ้าช่างรวดเร็วนัก เรียกว่าอันใด”

            อุทัยตอบ “ท่าร่างของข้าเรียกว่า ‘มายาอสูร’ ขอรับ”

            “มายาอสูร .. มายาอสูร ..” ขุนอินทร์กล่าวพึมพำ เกิดมาเพิ่งเคยได้ยินวิชาเช่นนี้

            อุทัยกล่าวต่อ “ข้าน้อยชกมวยหาเลี้ยงปากท้อง เร่ร่อนไปทั่วเพียงอิ่มมื้อหิวมื้อขอรับ”

            ขุนอินทร์ทอดถอนใจ “เฮ้อออ .. บ้านเมืองตกอยู่ภาวะลำเค็ญ ผู้คนมากมายมีชีวิตอยู่อย่างยากแค้น ..”

            อุทัยสายตาเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว “เป็นเพราะพวกมัน .. เจ้าพวกมหาการีย์นั้น ทำข้าต้องสูญเสียครอบครัว ..”

            ขุนอินทร์จ้องมองอุทัยอย่างลึกซึ้ง ‘เด็กหนุ่มผู้นี้อายุยังน้อยแต่มีฝีมือมิใช่ชั่ว .. ทั้งยังมีพลังจิตอันมุ่งมั่น .. น่าสนใจยิ่งนัก ..’

            ขุนอินทร์กล่าวถามอย่างจริงจัง “เจ้าสนใจทำงานรับใช้บ้านเมืองหรือไม่”

            “ขอรับ .. ท่านขุน ..” อุทัยตอบโดยไม่ลังเล มันตั้งความหวังจะเป็นทหารในทัพขุนอินทร์ผู้นี้มานานแล้ว

            “ถึงแม้ต้องแลกด้วยชีวิต .. เช่นนั้นหรือ ..” ขุนอินทร์กล่าวย้ำ

            “ขอรับ .. ท่านขุน ..” อุทัยตอบด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว

            “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ..” เสียงหัวเราะชอบใจของขุนอินทร์

            “ให้มันได้เช่นนี้ .. ชาวเราต้องไม่ขลาดเขลากลัวตาย .. ฮ่า ฮ่า”

            “.. ท่านขุนจะรับข้าเป็นทหารหรือ ขอรับ" อุทัยกล่าวถาม

            “ข้ายังมิได้ปักใจรับเจ้าเป็นทหารดอก .. แต่มีภารกิจให้เจ้ากระทำอย่างหนึ่ง ..”

            “เจ้าจงติดตามพันสุธาพันวายุไป .. รายละเอียดจะเป็นพวกมันแจ้งแก่เจ้าเอง ..”

            อุทัยพยักหน้าตอบ “ขอรับ .. ข้าน้อยจะกระทำให้สุดความสามารถ .. ขอรับ”

            ขุนอินทร์ครุ่นคิดในใจ ‘.. เจ้าเด็กหนุ่มนี้ช่างมีท่าร่างที่รวดเร็วนัก ภารกิจนี้เหมาะแก่มันเป็นอย่างยิ่ง’

            ขุนอินทร์ส่งเสียงเรียก “พันสุธา .. พันวายุ ..”

            “ขอรับท่านขุน ..” นายทหารทั้งสองตอบโดยพร้อมเพรียง

            ขุนอินทร์กล่าว “.. แผ่นดินมัธยะปุราฝากความหวังแก่พวกเจ้าแล้ว ..”

            แล้วจึงยื่นตราหยกวิเศษในห่อผ้าออก พันสุธาก้าวย่างอย่างว่องไวมาคุกเข่ารับสิ่งของจากมือขุนอินทร์

            “.. ถึงตาย .. ข้าก็จะทำงานนี้ให้สำเร็จ” พันสุธากล่าวอย่างองอาจ

            “ดี .. ดีมากกก .. ฮา ฮ่า ฮ่า” ขุนอินทร์หัวเราะชอบใจ

            อุทัยจ้องมองทั้งหมดได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ ภารกิจอันใดที่ขุนอินทร์พิชิตผู้นี้ต้องการให้มันกระทำ

            ทั้งหมดพูดคุยกันอีกครู่หนึ่ง ขุนอินทร์ก็สั่งพันสุธาและพันวายุให้นำอุทัยออกไป ขณะเดินกลับสายตาของอุทัยพลันสะดุดกับร่างร่างหนึ่ง

            .. สตรีร่างบอบบางอรชร สายลมพัดอ่อนทำชุดขาวยาวที่สวมใส่ส่ายกระพือ

            .. ในมือถือตะกร้าสานใบน้อย แขนเสื้อข้างหนึ่งถลกถึงข้อศอก เผยให้เห็นท่อนแขนยาวกลมกลึงผิวนวลเนียนอมชมพู นิ้วเรียวงามกำลังโรยเศษข้าวลงริมสระน้ำนั้น

            .. เส้นผมยาวสีดำขลับก็โบกพัดตามแรงลม เผยให้เห็นวงหน้าของนางอย่างชัดเจน

            .. ดวงตาเรียวงามโศกซึ้งจ้องมองฝูงปลาอย่างอาทร ริมฝีปากบางสีแดงสดใส จมูกโด่งจิ้มลิ้มรับกับวงหน้า

            ทันใดนั้น .. ปลาตัวโตฮุบเศษข้าวบนผิวน้ำอย่างแรง ทำน้ำกระเพื่อมกระเซ็น

            ว๊ายยยย!!! .. เสียงร้องสดใสของสตรีนางนั้น ทำอุทัยหยุดเท้ามิจ้องมองดูมิได้

            อุ๊ยยยย! .. สตรีนางนั้นอุทาน ลอบมองมายังอุทัย

            เจี๊ยกกก .. วานรเวรุงกะจ้องมองตาเป็นประกาย

            ม๊าวววว .. เจ้าแมวน้อยร้อง ทำตามองบน

            “ขอเชิญท่านผู้กล้า สนทนากันสักครู่ ..” สตรีนางนั้นกล่าวกับอุทัย

            “ข้า .. หรือ ..” อุทัยทำท่าแปลกใจ ชี้นิ้วมาที่ตนเอง คล้ายเป็นการสอบถามอีกครั้ง พันวายุที่ด้านข้างก็ผายมือเป็นการเชื้อเชิญ

            อุทัยเดินเข้าหา ไปหยุดอยู่ที่หินริมสระน้ำอยู่ห่างจากสตรีนางนั้นสามสี่ก้าว แล้วจึงนั่งยองๆ จ้องมองปลาน้อยแหวกว่ายแย่งกันกินเศษข้าวที่โรยไว้

            กลิ่นหอมสดชื่นจากกายสาวสะพรั่งลอยเข้าจมูก อุทัยกล่าวขึ้นว่า “ท่านรู้ได้อย่างไร ว่าเรา คือ ผู้กล้า ..”

            คิ .. นางหัวเราะเบาๆ กล่าวว่า “บุรุษที่มาที่แห่งนี้ .. ทุกท่าน ล้วนเป็นผู้กล้า ..”

            อุทัยยิ้มเบา กล่าวว่า “เช่นนั้นเอง หรือ ..”

            คิ คิ .. นางหัวเราะอีก ลอบมองอุทัยแล้วกล่าวว่า “ท่านผู้นี้ มีลักษณะพิเศษยิ่งนัก ..” นางกล่าวต่อ “.. แคว้นเรา สูญเสียผู้กล้าไปมากมาย .. จนประมาณมิได้” วาจานี้แผงอารมฌ์ความรู้สึกอันยากบ่งบรรยาย

            อุทัยละสายตาจากปลาน้อย มองมายังสตรีนางนั้น .. พบเห็นดวงหน้าอันซึ้งโศก คล้ายมีน้ำใสๆ คลอที่หน่วยตา

            อุทัยกล่าวว่า “แม่นาง เหมือนมีความในใจอยู่มากมาย”

            เฮ่อออ .. สตรีนางนั้นถอดถอนใจ แล้วกล่าวว่า

            “.. บ้านเมืองวุ่นวาย .. ชีวิตที่มีอยู่ก็หวังจะได้รับใช้ชาติ ..”

            “.. ทุกสิ่งที่กระทำต้องถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก .. หาได้เป็นตัวของตัวเองไม่ ..”

            “.. ท่านผู้กล้า .. ท่านก็รู้ซึ้งถึงข้อนี้ .. ท่าน และ ข้า ล้วนไม่แตกต่างกัน ..”

            อุทัยได้แต่รับฟัง ว่าแต่นางมากล่าววาจาเช่นนี้กับมัน เพื่อสิ่งใดกัน

            สตรีนางนั้น กล่าวต่อ

            “.. นามของข้า ดาราฉาย ..”

            “.. ท่านรู้หรือไม่ .. ความฝันของข้า คือการดำรงชีพอย่างสงบสุข ..”

            “.. มีสามีที่ดี ให้กำเนิดบุตรธิดาสักห้าหกคน อาศัยในชนบทอันเงียบสงบ .. คงมีความสุขอยู่ไม่น้อย ..”

            อุทัยครุ่นคิด .. สตรีนางนี้มีนาม ดาราฉาย .. นามนี้คุ้นหูอยู่บ้าง

            ม๊าวววว .. เจ้าแมวน้อยร้อง กล่าวกับอุทัยว่า “.. ดาราฉาย .. และ ดาราราย .. คือบุตรีฝาแฝดของเจ้านพเทพ มัธยปุรา ..”

            หึ .. คำพูดของแมวน้อยทำอุทัยสะดุ้งตื่นจากห้วงความคิด .. มันจ้องมองพิเคราะห์สตรีที่เบื้องหน้าอีกครั้ง

            ดวงตาดาราฉายเปลี่ยนเป็นสุกใสมองมายังอุทัย กล่าวต่อ “หากแม้นบ้านเมืองสงบสุขเมื่อใด ท่านจงนำสิ่งนี้ติดตามหาเรา ..”

            ดาราฉายนำมือลูบไล้เรือนผม ปรากฏหวีแบนทำด้วยทองคำอันหนึ่ง เป็นหวีแบนซี่ถี่มีลวดลายเถาไม้งดงาม นางยื่นส่งให้กับอุทัย

            วาจาและการแสดงออกแฝงความหมายอย่างลึกซึ้ง .. อุทัยยื่นแขนแบมือออกอย่างงงงง ดาราฉายบรรจงวางหวีนั้น ทันใดปลายนิ้วของนางกระทบถูกฝ่ามือของอุทัย

            “อุ๊ยยย!” ดาราฉายอุทาน บนในหน้าปรากฏสีเลือดผุดผาด

            ม๊าวววว .. เจ้าแมวน้อยร้อง ทำตามองบนคำรบสอง

            เจี๊ยกกก .. วานรเวรุงกะยิ้มแฉ่ง นำมือปิดปากแอบหัวเราะ คิ คิ

            เสียงสายน้ำร่วงหล่น นกตัวน้อยส่งเสียงร้องอย่างไพเราะ .. หนึ่งบุรุษ .. หนึ่งสตรี .. ยังสนทนากันอยู่ริมสระอันรื่นรมย์

            ขุนอินทร์นั่งมองทั้งสองอย่างเงียบสงบ บุคคลผู้หนึ่งเดินตรงเข้ามาที่ศาลาน้อย

            “ไว้ใจเด็กหนุ่มผู้นั้นได้หรือ ..” คนผู้นั้นกล่าวขึ้น

            ขุนอินทร์ลุกขึ้นแล้วทำท่าจะคุกเข่าหมอบกราบ แต่บุคคลผู้นั้นห้ามปรามไว้ แต่นายทหารอีกสองคนรีบหมอบคลานจนตัวแทบติดพื้นดิน

            “ถวายบังคม .. พระเจ้าค่า ..” ขุนอินทร์ยืนโค้งคารวะ กล่าวอย่างนอบน้อม

            “อื่มมม ..” บุรุษผู้นั้นตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย

            ขุนอินทร์กล่าวต่อ “องค์เจ้าหลวง .. มิต้องกังวลพระเจ้าข้า .. เด็กหนุ่มผู้นี้สมควรไว้ใจได้ ..”

            .. ด้วยสรรพนามที่เรียกขาน บุคคลผู้นั้นหาใช่ใครอื่น .. คือ ‘เจ้านพเทพ’ กษัตริย์เจ้าแคว้นมัธยะปุราองค์ปัจจุบัน มันอายุราวสี่สิบเศษรูปร่างสูงโปร่งใบหน้าเกลี้ยงเกลา แต่งกายด้วยเสื้อผ้าธรรมดา แต่ด้วยลักษณะอันสูงศักดิ์ทำประกายรัศมีแห่งราชาแทบทะลุเสื้อผ้าออกมา

            .. เหตุใดราชาแห่งแคว้นหนึ่งจึงมาปรากฏกายกลางป่าเขาใกล้กองกำลังของศัตรูเช่นนี้ พวกมันกำลังวางแผนกระทำการสิ่งใดกัน

    คล้ายกับเรื่องยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ ที่คุณอ่าน