ฟู่เยี่ยน สาวน้อยเนตรสวรรค์ (นิยายแปล)

    ตอนที่ 69 ฟู่เวย ฟู่หรง

    ตอนที่69 ฟู่เวย ฟู่หรง

     

    ฟู่เยี่ยนได้รับจดหมายจากไป๋โม่เฉินทั้งยังมีพัสดุขนาดใหญ่ส่งมาอีกด้วยส่วนฟู่ต้าหย่งนั้นก็ได้รับจดหมายจากฟู่ซินเช่นกัน

     

    เมื่อเห็นว่าเป็นจดหมายของลูกชายฟู่ต้าหย่งก็แทบรอไม่ไหวที่จะเปิดอ่านมันเขาอ่านจดหมายของลูกชายคนโตจบอย่างรวดเร็วก่อนจะตะโกนขึ้นมาว่าคืนนี้เขาจะจัดงานฉลองขึ้นที่บ้านในที่สุดเสี่ยวจินก็ได้สร้างชื่อเสียงให้กับเขาแล้ว ! ตอนนี้เขาได้สัมผัสกับสิ่งที่แม้แต่พ่อของเขาเองก็ยังไม่เคยสัมผัสมันมาก่อน

     

    จากนั้นทุกคนก็ได้อ่านจดหมายของฟู่ซินต่อ ก่อนที่พวกเขาจะยิ้มออกมาอย่างมีความสุข

     

    จากนั้นทุกคนก็หันไปมองยังกล่องพัสดุอีกครั้ง

     

    “พัสดุกล่องนั้นคืออะไรใครเป็นคนส่งมันมาอย่างนั้นเหรอ ? ” ฟู่เยี่ยนมองไปยังสายตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นของผู้เป็นแม่ก่อนที่เธอจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากแกะกล่องพัสดุ

     

    เมื่อกล่องพัสดุถูกเปิดออกทุกคนก็พบว่ามีของเกรดพรีเมี่ยมจากเมืองหลวงถูกบรรจุอยู่ข้างในนั้นซึ่งมันถูกส่งมาโดยไป๋โม่เฉิน โดยในกล่องพัสดุใบนั้นมีเป็ดย่าง 5 ตัวลูกกวาดรูปกระต่ายขาวอีก 1 โหล นมมอลต์สองกระป๋อง นมผงสำหรับเด็ก 2 กระป๋องรวมไปถึงของทานเล่นต่าง ๆ ซึ่งเป็นของขึ้นชื่อจากหมู่บ้านเต้าเซียง

     

    “พี่เสี่ยวฮั่วหนูขอกินลูกกวาดนี้ได้ไหม ? ” เฟินเฟินมองไปยังลูกกวาดรูปกระต่ายขาวด้วยแววตาที่เป็นประกาย

     

    “ได้สิของพวกนี้ถูกส่งมาจากพี่ไป๋ หากจะกินมันก็อย่าลืมขอบคุณเขาด้วยล่ะขอบคุณในใจก็ได้นะ ! ” ฟู่เยี่ยนแกะห่อลูกกวาดรูปกระต่ายขาวออกก่อนจะยื่นมันให้กับลี่ลี่และเฟินเฟิน

     

    “เด็กหนุ่มคนนี้สุภาพกับพวกเราเกินไปแล้วแค่ดูก็รู้ว่าของพวกนี้มีราคาแพงขนาดไหน” ฟู่ต้านีมองไปยังของที่วางอยู่บนโต๊ะก่อนจะเม้มริมฝีปากด้วยความประหลาดใจ

     

    “อาหญิงครับเป็นเพราะเสี่ยวฮั่วเคยช่วยชีวิตของเขาเอาไว้ดังนั้นเขาก็เลยส่งของพวกนี้มาให้เสี่ยวฮั่วเพื่อแทนคำขอบคุณหากเทียบของพวกนี้กับชีวิตของเขาแล้ว มันยังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ ! ” ฟู่เซินพูดพร้อมกับหยิบห่อขนมขึ้นมาแกะและหลังจากที่เขาทานมันเข้าไป ก็พบว่ามันมีรสชาติที่อร่อยมาก !

     

    ทว่าฟู่ต้านีไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นดังนั้นฟู่เหมี่ยวจึงได้เล่าให้กับอาหญิงของเธอฟังถึงตอนที่เสี่ยวฮั่วได้ช่วยชีวิตไป๋โม่เฉินเอาไว้

     

    หลังจากที่ได้ยินเรื่องราวทั้งหมดแล้วฟู่ต้านีจึงได้เข้าใจถึงเหตุผลนี้

     

    “จิตใจของคนที่อยู่ในเมืองหลวงทำไมถึงโหดเหี้ยมแบบนี้กันล่ะ! น่ากลัวมากจริง ๆ ! ”

     

    “อาหญิงคะคนในเมืองหลวงไม่ได้เป็นแบบนี้ทุกคนหรอกค่ะมีคนดีมากมายเลยที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงเพียงแต่ชีวิตของพวกเขาก็ไม่ได้ราบรื่นเหมือนพวกเราเท่านั้นครอบครัวของไป๋โม่เฉินเป็นทหาร ซึ่งปู่และพ่อของเขาต่างก็เป็นทหารยศใหญ่กันทั้งคู่ส่วนครอบครัวฝั่งคุณตาก็เป็นครอบครัวที่มีความรู้ทางวัฒนธรรมมาก ๆพวกเขาต่างก็เป็นปัญญาชน”

     

    “หนูเดาว่าครอบครัวของพวกเขาจะต้องมีธุรกิจที่ใหญ่โตมากแน่ๆ มิเช่นนั้นพวกเขาคงไม่คิดที่จะเอากันถึงตายแบบนี้หรอก จริงไหมคะ ? ” ฟู่เยี่ยนแสดงทัศนคติเชิงวิทยาศาสตร์ของเธอออกมาในทันทีเพราะในอนาคตเธอตั้งใจที่จะเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยในเมืองหลวงดังนั้นเธอจึงไม่อยากให้คนในครอบครัวของเธอมีความรู้สึกไม่ประทับใจเมืองหลวงจะเกิดอะไรขึ้นกันหากคนในครอบครัวของเธอมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อเมืองหลวง ?

     

    “ใช่แล้วล่ะต้านีเธอยังไม่เคยพบกับเสี่ยวไป๋มาก่อน เขาเป็นเด็กหนุ่มที่ดูดีมาก ๆ เลยล่ะแต่เขาแค่โชคร้ายที่ต้องมาเจอกับปัญหาครอบครัวที่ยุ่งเหยิงจนทำให้เขาเกือบเอาชีวิตไม่รอดเท่านั้นเองเสี่ยวฮั่ว ลูกอย่าลืมตอบจดหมายเขาด้วยนะ แม่ฝากขอบคุณเขาด้วยก็แล้วกัน” หวังซู่เหมยยังคงชื่นชมในตัวของไป๋โม่เฉินอยู่

     

    “เข้าใจแล้วค่ะ”หลังจากที่อ่านจดหมายของไป๋โม่เฉิน ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมากเพราะหลังจากที่แม่ของไป๋โม่เฉินจากไปแล้ว พ่อของเขาก็ได้กลายเป็นคนอื่นไปทันทีแต่ก็ถือว่ายังโชคดีที่เขาสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองและตอนนี้เธอเองก็ยังไม่แน่ใจว่าเขาอยู่ในกองทัพหรือยัง ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงทำได้เพียงแค่รอจดหมายฉบับต่อไปของเขาเท่านั้น

     

    โดยไป๋โม่เฉินได้บอกในช่วงท้ายของจดหมายว่าหลังจากที่เขาไปถึงยังกองทัพเขาจะเขียนจดหมายถึงฟู่เยี่ยนและแจ้งที่อยู่ของเขาให้เธอทราบอีกครั้งเพื่อที่หลังจากนั้นเธอจะสามารถติดต่อกับเขาได้นั่นเอง

     

    หลังจากที่คิดเรื่องนี้ฟู่เยี่ยนก็นึกถึงความฝันของเธอขึ้นมา และไม่รู้ว่าด้วยเหตุใดจู่ ๆเธอก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้นมา……

     

    ไม่ ไม่ได้! เธอต้องหยุดคิดถึงเรื่องนี้ !

     

    ฟู่เยี่ยนพูดกับตัวเองในใจว่า:บนโลกใบนี้มีคนที่หน้าตาดีกว่าเขาอีกมากมายเลย…

     

    ในตอนเย็นฟู่ต้านีก็ได้ปรุงอาหารหลากหลายเมนูเลยทีเดียวซึ่งหนึ่งในนั้นยังมีเป็ดย่างอีกด้วยซึ่งตอนนี้ที่บ้านของพวกเธอไม่ได้มีปัญหาเรื่องการขาดแคลนเนื้อสัตว์เลยจึงทำให้เด็ก ๆ ทุกคนต่างก็มีความเป็นอยู่ที่ดีลี่ลี่กับเฟินเฟินก็สูงขึ้นมาเล็กน้อยแล้วหลังจากที่พวกเธอย้ายมาอยู่ที่นี่กว่าครึ่งเดือน

     

    “ลุงใหญ่คะเป็ดย่างอร่อยมาก ๆ เลยค่ะ เอาไว้ถ้าหนูโตขึ้นและมีเงินเยอะ ๆหนูจะซื้อเป็ดย่างให้ลุงใหญ่กับป้าสะใภ้ใหญ่ทานทุกวันเลย” หลังจากที่พูดจบลี่ลี่ก็กัดเป็ดย่างเข้าไปคำโต

     

    “เอาล่ะเอาไว้ป้าจะรอก็แล้วกันนะ ! หากลี่ลี่ประสบความสำเร็จในอนาคตแม่ของหนูคงจะไม่มีอะไรให้ต้องกังวลอีกต่อไปแล้ว ! ” หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับหยิบเป็ดย่างให้กับลี่ลี่อีกหนึ่งชิ้น

     

    “กินเยอะๆ จะได้ตัวโตและสูงเหมือนกับพี่เสี่ยวฉุ่ย ! ” ฟู่ต้านีที่อยู่ข้าง ๆก็ได้ใช้ตะเกียบคีบกับข้าวให้ลูกสาวทั้งสองคนของเธอด้วยเช่นกัน

     

    เมื่อเห็นฉากนี้ฟู่ต้าหย่งก็รู้สึกมีความสุขตามไปด้วยก่อนจะหยิบเนื้อมาเติมให้กับหลานสาวทั้งสองคนอีกตอนที่หลานสาวสองคนย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ ๆ ลี่ลี่ที่เป็นเด็กอายุ 10ขวบกลับตัวเล็กเหมือนเด็กอายุ 7 ขวบ เฟินเฟินยิ่งแล้วใหญ่

     

    ตอนนี้หลานสาวตัวน้อยทั้งสองดูร่าเริงขึ้นมากกว่าตอนที่มาถึงที่นี่วันแรกมากๆ ซึ่งตอนนั้นทั้งสองดูเป็นเด็กเงียบ ๆ ไม่ค่อยกล้าพูดแต่ตอนนี้ดูมีชีวิตชีวามากขึ้นและค่อย ๆหลุดพ้นออกจากความคิดที่ว่าตัวเองเป็นคนต่ำต้อยอย่างช้า ๆเด็กน้อยมักจะอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อมโดยรอบได้ง่ายอยู่แล้วและทัศนคติของคนรอบข้างที่มีต่อพวกเธอก็จะทำให้พวกเธอหวาดกลัวด้วยเช่นกัน

     

    ในตระกูลฟู่นั้นฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยต่างก็เป็นคนที่จิตใจดีอยู่แล้วซึ่งพวกเขายังปฏิบัติต่อหลานสาวทั้งสองคนได้ดีกว่าฟู่เยี่ยนเสียอีกซึ่งสิ่งนี้ทำให้ฟู่ต้านีรู้สึกขอบคุณเป็นอย่างมากดังนั้นในช่วงที่หวังซู่เหมยตั้งครรภ์ ฟู่ต้านีจึงตั้งใจที่จะทำงานบ้านแทนเธอทุกอย่างโดยไม่ให้เธอต้องทำอะไรเลย

     

    “พี่สะใภ้ใหญ่คะบอกตามตรง ฉันไม่กล้าจินตนาการเลยว่าลี่ลี่และเฟินเฟินจะเป็นอย่างไรหากฉันจากโลกไปนี้ไปแล้ว”ฟู่ต้านีพูดกับหวังซู่เหมยพร้อมกับปาดน้ำตาบนแก้มของเธอ

     

    “อย่ากังวลไปเลยตอนนี้เธอก็มีชีวิตที่ดีขึ้นมากแล้วไม่ใช่เหรอ ? พี่ได้ยินมาว่าตอนนี้เก่อหงจวินกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าสังเวชมากเมื่อเร็ว ๆ นี้ เป็นเพราะน้องสะใภ้ของเขาหายตัวไป ยังตามหาตัวไม่เจอผลปรากฏว่าเก่อหงปิงกลับมาและรู้เรื่องแล้วเขาก็ได้ขอแยกบ้านกับพี่ใหญ่ของเขาทันที”

     

    “จึงทำให้แม่เฒ่าเก่อไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องแยกครอบครัวไปด้วยซึ่งพี่ได้ยินมาว่าตอนนี้เก่อหงจวินได้ย้ายเข้าไปอยู่กับแม่หม้ายหวังแล้วส่วนครอบครัวอดีตสามีของแม่หม้ายหวังยังไล่พวกเขาทั้งสองออกจากบ้านอีกด้วยพวกเขาจึงไปขออาศัยอยู่ที่วัดในหมู่บ้านของพวกเขาแทน ! ”

     

    หวังซู่เหมยที่เห็นว่าฟู่ต้านีมีสภาพจิตใจที่ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากแล้วจึงได้เล่าสิ่งที่เธอได้ยินมาจากกุ้ยหลันให้ฟู่ต้านีฟัง

     

    “ที่เขายกงานให้กับเก่อหิงปิงเป็นเพราะเขารักน้องชายของเขาไม่ใช่หรือและเขาก็เชื่อฟังคำของแม่ตัวเองที่สุดไม่ใช่หรือไง ? แต่พอเกิดเรื่องกับแม่ของเขาเขากลับคิดถึงแต่ตัวเอง ตอนนี้ฉันหวังเพียงว่าเขาจะไม่มาหาลี่ลี่และเฟินเฟินอีกพี่สะใภ้ใหญ่ จะเป็นอะไรหรือเปล่าหากฉันอยากจะเปลี่ยนชื่อของลูก ๆฉันไม่เพียงแค่จะเปลี่ยนมาใช้แซ่ฟู่เท่านั้น แต่จะเปลี่ยนชื่อให้กับลูก ๆของฉันด้วย”

     

    ฟู่ต้านีพูดความในใจของเธอทั้งหมดกับหวังซู่เหมยส่วนหวังซู่เหมยที่ได้ยินเช่นนั้นก็เห็นด้วยเช่นกันแต่ทว่าเธอก็ยังคงลังเลอยู่เล็กน้อยว่าจะใช้ชื่อไหนดี

     

    ขณะที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ทุกคนในครอบครัวจึงได้ช่วยกันระดมความคิดทันทีฟู่ต้าหย่งครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่นาน แต่ก็ยังคิดไม่ออกจนในที่สุดฟู่เหมี่ยวก็ได้พูดแทรกขึ้นมาว่า

     

    “ตอนนี้เป็นช่วงเดือนสิงหาคมดอกจื่อเวยกำลังบานพอดี ทำไมเราไม่ใช้ชื่อฟู่เวยล่ะคะเพราะลี่ลี่เองก็เกิดในเดือนสิงหาคมเหมือนกันไม่ใช่เหรอ”

     

    “เป็นชื่อที่ดีมากๆ เลย ฟู่เวย ! ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปก็เรียกลี่ลี่ว่าฟู่เวยก็แล้วกัน ! แล้วเฟินเฟินล่ะ? ” ฟู่ต้านีเองก็คิดว่า ‘เวย’ นั้นเป็นชื่อที่ดีเช่นกัน

     

    “หากใช้แนวคิดเดียวกันกับเสี่ยวฉุ่ยเฟินเฟินเกิดในเดือนมิถุนายน ถ้าอย่างนั้นเราก็เรียกเธอว่าฟู่เหอสิ ! ” หลังจากที่คำพูดนี้ถูกพูดออกไปฟู่เซินก็ถูกดีดหน้าผากทันที !

     

    “เรียกเธอว่าฟู่หรงดีกว่าเพราะคำว่า เวย และ หรงต่างก็เป็นคำที่อยู่ในบทกวีที่ชวีเหวียนได้เขียนเอาไว้ในบทกวีที่ชื่อหลี่เซาตอนรวมดอกบัวมาทำเสื้อผ้า เมื่อเพิ่มคำว่าฟู่ของตระกูลเราเข้าไปมันก็จะยิ่งดูเสริมความหมายของดอกบัวให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น ! เป็นชื่อที่สวยงามมากจริงๆ ! ”

     

    “เสี่ยวฮั่วพูดได้ดีมากจริงๆ ฟู่เวย ฟู่หรง นับจากนี้เป็นต้นไปให้เรียกลี่ลี่ว่าฟู่เวยส่วนเฟินเฟินก็ให้เรียกว่าฟู่หรง ! ” ฟู่ต้านีพูดออกมาด้วยสีหน้าที่ตื่นเต้น

     

    “เอาไว้พรุ่งนี้ฉันจะไปหาฟู่เฉิงเพื่อขอให้เขาช่วยเปลี่ยนชื่อในทะเบียนบ้านให้เพราะอีกไม่กี่วันทั้งสองก็จะได้ไปโรงเรียนแล้วจะได้ใช้ชื่อใหม่ไปสมัครเรียนด้วยเลย ! ” ฟู่ต้าหย่งตัดสินใจเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด

     

    “พี่เสี่ยวฉุ่ยพรุ่งนี้พี่ช่วยสอนหนูเขียนชื่อใหม่ของตัวเองหน่อยได้ไหมคะ ? ” ฟู่เวยมองไปยังฟู่เหมี่ยวพลางพูดขึ้นมาอย่างมีความสุข

     

    “พี่เสี่ยวฉุ่ยหนูก็อยากจะฝึกเขียนชื่อใหม่ของตัวเองด้วยเหมือนกันค่ะและหนูยังอยากฝึกเขียนชื่อของแม่ ลุงใหญ่ และป้าสะใภ้ใหญ่เพิ่มอีกด้วย ! ” ฟู่หรงที่ได้ยินพี่สาวของตัวเองอยากจะลองเขียนชื่อจึงรีบยกมือขึ้นมาอย่างรวดเร็วเช่นกัน

     

    ฟู่ต้านีมองไปยังลูกสาวทั้งสองคนของเธอก่อนจะรู้สึกได้ทันทีว่าสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในทุกช่วงเวลาที่ผ่านมาคือเด็กสองคนนี้ดังนั้นเธอจึงหวังเพียงแค่ว่าฟู่เวยและฟู่หรงจะเติบโตขึ้นมาอย่างแข็งแรง มีความสุขและตั้งใจเรียน แค่นี้เธอก็พอใจแล้ว

     

    คล้ายกับเรื่องฟู่เยี่ยน สาวน้อยเนตรสวรรค์ (นิยายแปล) ที่คุณอ่าน