39 1-2
ตอนที่63 หวนคืนสู่วัง(1)
กระโดดเข้าข้ามกำแพงสูงของวังหลวงเข้ามาเซียถงพยายามที่จะหลบเลี่ยงพวกทหารยามลาดตะเวนให้ได้มากที่สุดโชคดีที่ระหว่างนั้นมีสาวรับใช้ในวังคนหนึ่งเดินผ่านมาพอดีจึงฉุดร่างปิดปากของอีกฝ่ายแน่น ลากเข้ามารีดเค้นถึงตำหนักที่ไป๋หลี่อวี๋อิงอาศัยอยู่จากนั้นค่อยสับต้นคอนางจนหมดสติไป ซ่อนไว้ใต้โขดหินยักษ์บริเวณสวนแถวนั้นและลอบเร้นเข้าไปในเรือนนอนขององค์หญิงอย่างเงียบงัน
ทันทีที่ก้าวออกมาจากสวนแห่งนั้นออกมาได้ก็มุ่งหน้าเดินตามเส้นทางสายคดเคี้ยว ระหว่างนั้นพลันได้ยินสุ้มเสียงคนคุยกันกำลังตรงเข้ามาใกล้เซียถงกวาดสายตาเหลือบไปเห็นกอไผ่สีเขียวกลุ่มหนึ่งอยู่เคียงข้างตามไหล่ทางจึงรีบกระโดดเข้ามาซ่อนบริเวณนั้นโดยไว
ท่ามกลางแสงจันทร์ยามฟ้าโปร่งนางเห็นไป๋หลี่หาน สวมเสื้อคลุมหรูหรา กำลังสับเท้าก้าวแช่มออกมาจากทางเดินในส่วนลึกของวังหลวงตามติดมาด้วยองค์รักษ์คู่กายอย่างโม่ซวนคล้อยหลังที่เงาร่างของทั้งสองเดินลับสายตาหายไปจากทางเดินเซียถงยังไม่ได้เผยกายออกมาทันที ยังคงหลบซ่อนอยู่ภายใต้เงาสะท้อนแสงจันทร์
จนแน่ใจแล้วว่าปราศจากร่องรอยผู้ใดติดตามมาอีก เซียถงจึงค่อยมุ่งหน้าลอบเร้นไปต่อแต่ทันใดนั้นนางก็บังเอิญได้ยินใครสักคนเอ่ยขึ้นว่า
“เจ้าคิดเห็นอย่างไรกับแหล่งที่มาที่ไปของวรยุทธ์ที่เซียถงสำแดงใช้ออกมา? สิ่งที่นางกล่าวเล่าไปมีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด?”
ได้ฟังว่าเป็นเรื่องของตนเองเซียถงเปลี่ยนเป้าหมายชั่วขณะ กระโดดขึ้นหลังคอลอบสังเกตการณณ์อยู่บนนั้น ค่อยๆใช้นิ้วแกะแผ่นกระเบื้องเคลือบจากหลังคาออกมาเอนกายแนบชิดให้บริเวณสายตาก้มลงไปตรงกับรูกระเบื้องที่แกะเมื่อครู่อย่างพอดิบพอดีภายในเรือนด้านล่างมีสถาปัตยกรรมตกแต่งหรูหรางดงามฝ่าบาทกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ลวดลายมังกรทองคำ มือข้างขวาตั้งชันอยู่ตรงพนักนั่งเทาคางอยู่แบบนั้น ราวกับกำลังครุ่นพินิจอะไรอยู่
เบื้องหน้าห่างออกไปประมาณยี่สิบก้าวเย่หลีเทียนที่ซึ่งยามนี้สวมเสื้อคลุมสีดำยืนหยัดทรงสง่าพร้อมด้วยท่าสองมือไพล่หลัง แผ่นหลังเหยียดตรงยืนอยู่ต่อหน้าฝ่าบาทด้วยสีหน้าท่าทางสุดแสนเคารพ
“หลังที่เซียถงได้สติฟื้นขึ้นจากที่ไปกระโดดรับคมดาบแทนองค์รัชทายาทก็อย่างกับว่า นางเปลี่ยนไปเป็นคนละคน วาทศิลป์และไหวพริบช่างคมคาย อุปลักษณ์นิสัยเด็ดเดี่ยวเลือดเย็น แตกต่างจากเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิง ข้าน้อยเกรงว่า คำกล่าวเล่าของนางในตอนนั้นแทบไม่มีความน่าเชื่อถืออยู่เลย”
“แต่หากสิ่งที่นางกล่าวเป็นเท็จแล้วเจ้าจะอธิบายเรื่องที่ จุดตันเถียนของนางถูกรักษาจนหายเป็นปกติได้อย่างไร?ไม่เพียงแค่นั้นระดับพลังความแกร่งกล้ายังโหมทวีขึ้นอย่างกร้าวกระโดด หรือเจ้าเคยเห็นผู้ใดบ้างที่สามารถทะลวงขึ้นสู่ขอบเขตเสาหลักฟ้าได้ภายในเวลาไม่กี่เดือน?”
ฝ่าบาทลุกขึ้นยืนจับจ้องใบหน้าอีกฝ่าย แววตายังคงถอนออกจากภวังค์ความคิดมิได้สุดท้ายต้องตัดสลับไปชื่นชมทิวทัศน์ยามรัตติกาลนอกหน้าต่างแทนหวังผ่อนปรนจิตใจที่หนักอึ้ง
เขาเองก็ไม่ค่อยจะเชื่อถือคำพูดของเซียถงเท่าไหร่นักระหว่างที่เซียถงกล่าวอธิบายออกไปในวันนั้น คล้ายว่าเขาจะสามารถจับสังเกตเห็นประกายแสงวาบหนึ่งเล็ดลอดออกมาในฐานะองค์จักรวรรดิที่ต้องปกครองบ้านเมืองอันกว้างใหญ่ไพศาล ไหวพริบปฏิภาณต้องไวและทันคนให้ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ย่อมหนีไม่รอดออกจากสายตาของเขา
แต่ถึงแบบนั้นเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับเซียถงเองก็ถือเป็นตัวพิสูจน์ความจริงชั้นเยี่ยมและไม่มีอะไรจะชัดเจนไปมากกว่านี้แล้วเช่นกันนางได้รับขบาดเจ็บสาหัสจนจุดตันเถียนพิการไปแล้วจริงๆในตอนนั้น การที่ยามนี้กลายมาเป็นมังกรผงาดเสียดฟ้าขึ้นได้ภายในชั่วอึดใจเขาจะสรรหาเหตุผลใดมารองรับ? ดังนั้นแล้วเขาจึงจำใจเชื่อคำกล่าวของเซียถงไปทั้งแบบนั้น
ในอีกมุมหนึ่งหาสิ่งที่เซียถงพูดไปทั้งหมดเป็นยความจริงหากได้รับการช่วยเหลือจากเซียนโอสถท่านนั้น หาก...หากเขาได้รับโอสถวิเศษจากเซียนโอสถขอเพียงสักครึ่งเม็ดเท่านั้น...
พอนึกมาถึงจุดนี้ฝ่าบาทพลันฉายแววประกายสายตาละโมบส่องสว่างเกินจะหักห้ามยกมือทั้งสองข้างขึ้นไพล่หลัง หันเข้าสบสายตาเย่หลีเทียน กล่าวว่า
“ข้าจะลองเชื่อคำพูดของนางไปก่อนและรอคอยเป็นเวลาสามปีนับแต่นี้ ทางไป๋หลี่หานเองมันก็มีกำลังคนของมันอยู่ได้ข่าวอย่างไรจงรายงานเข้ามา มันเองก็อยู่ในวังหลายวันแล้วที่เข้าเมืองเฟิงหลี่ในคราวนี้มันมีจุดประสงค์อย่างไรกันแน่?”
“ฝ่าบาทฟังว่ามันเข้าเมืองเฟิงหลี่ในครานี้ก็เพื่อรวบรวมสมุนไพรไปรักษาอาการเจ็บป่วยของแม่มันพ่ะย่ะค่ะ”
ภายใต้สายตาที่จับจ้องของฝ่าบาทเย่หลีเทียนก้มศีรษะกดต่ำลงเล็กน้อย
“เป็นเช่นนั้น”
ฝ่าบาทพยักหน้าทีหนึ่งแววตาสั่นกระเพื่อมอีกระลอกหนึ่ง เอ่ยถามขึ้นอีกครั้งว่า
“เจ้าพอจะทราบหรือไม่ว่ามันในตอนนี้มีระดับลมปราณอยู่ที่ขอบเขตใด?”
“ครั้งล่าสุดที่ปะทะกันแลเห็นว่าระดับลมปราณของมันอยู่ที่ขอบเขตราชันย์ม่วง แต่ข้าน้อยคิดว่า...”
เย่หลีเทียนมุ่นคิ้วขมวดเป็นปมเว้นช่องไฟหยุดไปชั่วครู่เพื่อครุ่นคิดไตร่ตรอง ก่อนจะกล่าวขึ้นต่อว่า
“ข้าน้อยคาดการณ์ว่าขุมพลังความแกร่งกล้าที่แท้จริงของมันน่าจะสูงกว่าขอบเขตราชันย์ม่วงไปแล้ว”
สูงกว่าขอบเขตราชันย์ม่วง?
ฝ่าบาทถึงกับหน้าถอดสีมือไม้อ่อนยวบลงในทันใด เดินย้อนกลับไปหยิบถ้วยชาขึ้นมาริมจิบเฝ้ามองผิวชาส่งแรงกระเพื่อมออกไปแช่มช้า กล่าวขึ้นน้ำเสียงอ่อนอีกครั้งว่า
“ฟังว่าดินแดนอี้เฉิงทั้งมั่งคั่งและแข็งแกร่งอย่างยิ่ง อัครมหาเสนาบดีเย่เจ้าคิดว่าที่แห่งนั้นพอจะเทียบเทียมกับจักรวรรดิตงหลี่ของเราได้หรือไม่?”
ถึงแม้น้ำเสียงจะฟังดูธรรมดาเรียบเฉยทว่ากลับซ่อนแฝงไปด้วยจิตสังหารอันลึกล้ำไร้สิ้นสุด
“จักรวรรดิตงหลี่นั้นกว้างใหญ่ไพศาลจะไปเทียบกับดินแดนอี้เฉิงที่เป็นดั่งมดตัวเล็กตัวน้อยได้อย่างไร? อย่างไรเสีย ราชาหมาป่าสวรรค์เก่งกาจทั้งด้านการรบและปกครองฝ่าบาทโปรดระวังมันไว้เป็นการดีที่สุด”
สิ้นเสียงกล่าวจบเย่หลีเทียนค่อยๆหุบเปลือกตาลง เส้นสายตาเรียวยาวทอประกายแสงเยียบเย็นออกมาปราดหนึ่ง
เมื่อได้ยินเช่นนั้นฝ่าบาทก็ได้แต่จับจ้องถ้วยชาในมือเงียบงันอยู่แบบนั้นคลื่นความหนาวเหน็บแผ่กระจายไปทั่วทั้งใบหน้าร่องรอยความวิตกกังวลหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ เพียงคำพูดไม่กี่คำของเย่หลีเทียนกลับสร้างระลอกคลื่นอารมณ์ผวนขนาดใหญ่ยักษ์ถาโถมใส่จิตใจของเขาได้รุนแรงนัก
ไป๋หลี่หาน...เป็นดั่งคมหนามที่คอยทิ่มตำจิตใจของเขาเรื่อยมาตั้งแต่อดีตเพราะคนที่ทั้งรักใคร่และโปรดปรานในตัวไป๋หลี่หานที่สุดคนหนึ่งก็คือ จักรพรรดิองค์เก่าที่ได้ล่วงลับจากไปแล้วหากไม่ใช่เพราะช่วงเวลาที่จักรวรรดิองค์เก่าสวรรคตไปไป๋หลี่หานยังมีอายุได้เพียงแปดถึงเก้าขวบเท่านั้น ปานนี้คงยากที่จะระบุเช่นกันว่าคนที่กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ในตอนนี้เป็นใครกันแน่?
หลังจากที่เขาได้ขึ้นครองบัลลังก์เป๋นจักรพรรดิองค์ต่อมาเขาก็สั่งฆ่าล้างขุนนางทุกคนที่อยู่ฝ่ายสนับสนุนไป๋หลี่หานโดยสิ้นไม่มีเหลือทั้งหมดนี้ก็เพื่อรักษาอำนาจอิทธิพล มิให้บัลลังก์ที่ตนนั่งอยู่ต้องสั่นคลอน ต่อมาเพื่อลบล้างตัวตนของไป๋หลี่หานเขาจึงอาศัยอำนาจขององค์จักรพรรดิเข้าปราบปรามอีกฝ่าย และตั้งชื่อใหม่ว่าราชาหมาป่าสวรรค์ พร้อมเนรเทศไป๋หลี่หานกับแม่วัยชราของเขาในวัยแปดสิบเก้าปีไปอยู่ในดินแดนชนบทอันแสนยากจนข้นแค้นอย่างเมืองอี้เฉิง เดิมทีเขาตั้งใจไว้ว่าจะปล่อยให้ไป๋หลี่หานกับแม่ของมันตอมใจตายให้พ้นๆสายตาไป แต่ใครจะคิดว่าเมืองอี้เฉิงในปีนั้นที่ยากจนข้นแค้น ไร้ซึ่งพัฒนาการใดๆ จะเริ่มก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาเรื่อยๆจนมีรากฐานเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ที่ดีพอ จนยกระดับจากเมืองชนบทกลายมาเป็นเอกเทศที่มีดินแดนเป็นของตัวเองทั้งหมดนี้ล้วนเกิดจากความสามารถในการบริหารจัดการของไป๋หลี่หานทั้งสิ้นและตอนนี้ดินแดนอี้เฉิงก็กำลังเติบใหญ่ใกล้จะทัดเทียนกับจักรวรรดิตงหลี่ได้แล้ว
เหลือแค่เวลาเท่านั้น....
“อัครมหาเสนาบดีเย่ข้าจะเชื้อเชิญไป๋หลี่หานไปรับชมบงานประลองของสี่จักรวรรดิที่กำลังจะจัดขึ้นในอีกสามเดือนข้างหน้าเพื่อเบี่ยงความสนใจของมันเอง เจ้าอาศัยเวลานี้รีบไปรวบรวมยอดฝีมือชั้นแนวหน้าในตงหลี่มาโดยไว”
หลังครุ่นพินิจกับตัวเองอยู่สักครู่ฝ่าบาทก็ลืมตาตื่นขึ้น เหลียวสายตาหยุดลงที่ตัวเย่หลีเทียนพร้อมออกคำสั่ง
“พ่ะย่ะค่ะ!”
เย่หลีเทียนขานตอบเสียงดังฟังชัด
ปรากฏว่าความสัมพันธ์ระหว่างไป๋หลี่หานกับฝ่าบาทกลับเป็นไปในทางลบ ดูเหมือนว่าครั้งนี้เขาวางแผนที่จะระดมคนเพื่อเข้าจัดการไป๋หลี่หานอย่างเด็ดขาดเซียถงดักฟังต่ออีกสักครู่ แต่บทสนทนาท้ายหลังจากนั้นโดยส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีประโยชน์อะไรกับนางแล้วจึงลอบหยิบกระเบี้องแผ่นนั้นใส่กลับเข้าช่องไฟเดิมบนหลังคาและฉายโอกาสยามรัตติกาลยามดึก ลอบแฝงตัวเข้าไปในเรือนนอนของไป๋หลี่อวี๋อิงทันที
ตำหนักที่อยู่อาศัยของไป๋หลี่อวี๋อิงอยู่ใกล้กับสระบัวโลหิตเรือนทุกหลังล้วนถูกทาด้วยสีแดงเลือดเนื้อสีสม่ำเสมอเหมือนได้รับการบูรณะดูแลอย่างดีโดยตลอดดูท่านางจะชอบสีแดงเลือดมากจริงๆ
ปีนขึ้นหลังคาและใช้นิ้วเซาะกระเบื้องเปิดช่องออกมาดังเดิมเซียถงมองเข้าไปในเรือนนอนสว่างไสวหลังนี้ สถาปัตยการตกแต่งดูหรูหราปรากฏเทียนสีแดงเล่มหนึ่งตั้งโต๊ะสาดกระพริบ ไป๋หลี่อวี๋อิงมาในชุดแพรพรรณสีแดงยาวนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม่จันทร์ แกะสลักลวดลายวิจิตรสีม่วงเข้มมือข้างซ้ายถือก้อนหมึกเขียนคิ้ว ส่วนมือข้างขวาถือกระจกสีทองแดง
แส้สีดำยาวประจำตัวนางแขวนอยู่บนตู้เสื้อผ้าไม้ทางฝั่งขวาของนางสาวรับใช้นางหนึ่งในชุดผ้าหยาบสีขาวอยู่ด้านหลังกำลังหวี่ผมเผ้ายาวสลวยดั่งเส้นไหมนุ่มด้วยความระมัดระวัง
“ข้ากับนังเซี่ยเสวี่ยเหลียงใครสวยกว่ากัน?!”
นางปริปากถามสาวรับใช้ที่อยู่เบื้องหลังขณะกำลังมุ่งสมาธิกับการเขียนคิ้วอยู่
“องค์หญิงอวี๋อิงสิเจ้าค่ะท่านคือสตรีงามอันดับหนึ่งบนผืนพิภพแห่งนี้”
สาวรับใช้หยุดมือเล็กน้อยเหลือบมองไป๋หลี่อวี๋อิงผ่านภาพสะท้อนจากกระจกสีทองแดง
ใบหน้าของหญิงสาวที่อยู่ภายในกระจกสีทองแดงรูปลักษณ์ดูเย็นชาไร้ความรู้สึกประดุจราชินีน้ำแข็ง ริมฝีปากบางอมชมพูสวยหางตาเรียวยาวระหงเป็นคู่คมบาง น่าหลงใหลและทรงเสน่ห์ไม่ว่าจะมองทางซ้ายหรือขวาบุรุษเพศคนใดได้เห็นต่างต้องรู้สึกลุ่มหลง
ไป๋หลี่อวี๋อิงนางช่างงดงามอย่างน่าเหลือเชื่อ