ความตกตะลึงแปรเปลี่ยนเป็ความเย็นเฉียบที่แล่นจับขั้วหัวใจอย่างรวดเร็วในเสี้ยววินาทีนั้นภาพสตรีผู้เป็ที่รักในความทรงจำทั้งห้าซ้อนทับกันราวกับภาพวาดที่ซีดจางเด็กสาวชาวบ้าน ทาสสาว นางระบำ สาวใช้ และนักบวชหญิงก่อนจะถูกฉีกกระชากด้วยรอยยิ้มเยือกเย็นภายใต้ผ้าคลุมหน้าของพระชายา
สมมติฐานที่เลวร้ายที่สุดผุดขึ้นในพระทัยนางใช้เครือข่ายอำนาจของบิดานาง ส่งคนไปจัดการพวกนางงั้นหรือ!?
“อำมหิต!” องค์รัชทายาทตวาดลั่นสุรเสียงที่เคยแหบพร่าด้วยความอาลัย บัดนี้สั่นเทาด้วยโทสะที่พลุ่งพล่านพระองค์ผุดพระวรกายลุกขึ้น ฉลองพระองค์มงคลสีแดงสดสะบัดไหวรุนแรงราวกับเปลวเพลิงปลายนิ้วของพระองค์ชี้ไปยังกองสิ่งของบนโต๊ะราวกับจะแผดเผามันให้เป็เถ้าถ่าน
“เ้าทำอะไรพวกนาง!? ข้าไม่มีอารมณ์ร่วมหอกับเ้าแล้ว!”
พระทัยของพระองค์ร้อนรุ่มดั่งไฟเผาไม่รอคำตอบใดๆ องค์รัชทายาทหมุนพระวรกายหมายจะพุ่งไปยังบานประตูสูงใหญ่ที่สลักเสลาอย่างวิจิตรเพื่อหนีจากกรงทองที่น่าอึดอัดและสตรีผู้มีรอยยิ้มปริศนาแต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวที่สามน้ำเสียงเรียบนิ่งของนางก็หยุดพระองค์ไว้ราวกับโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น
“หากองค์รัชทายาททรงก้าวออกจากห้องหอในคืนแรก...ลองจินตนาการดูสิเพคะว่ารุ่งเช้าจะเกิดอะไรขึ้น”
คำกล่าวของนางทำเอาพระบาทที่กำลังจะก้าวชะงักงันกลางอากาศก่อนที่นางจะเอื้อนเอ่ยประโยคต่อไป
“ข่าวจะแพร่สะพัดไปทั่ววังหลวงว่าองค์รัชทายาททรงทอดทิ้งพระชายาธิดาอ๋องผู้กุมอำนาจทางการทหารกว่าครึ่งของแคว้น” นางกล่าวต่ออย่างใจเย็นทุกถ้อยคำชัดเจนและเฉียบคม “นี่คือการหยามเกียรติบิดาของหม่อมฉันอย่างร้ายแรงที่สุดการแต่งงานที่เป็ดั่งสะพานเชื่อมอำนาจ...ก็จะกลายเป็ชนวนเหตุแห่งาได้โดยง่าย การละทิ้งหม่อมฉันคืนนี้...ไม่ส่งผลดีต่อใครเลย โดยเฉพาะราชบัลลังก์ของพระองค์เพคะ”
องค์รัชทายาทหันขวับกลับมาเผชิญหน้ากับนางดวงเนตรลุกโชนด้วยเพลิงพิโรธ
“เช่นนั้นเ้าคิดว่าข้าจะทำอะไรได้? นั่งมองหน้าสตรีที่อาจจะสังหารคนรักของข้าไปอย่างสงบสุขรึ!ไม่กลัวถูกฉีกเป็ชิ้นๆ จากความโกรธของข้ารึอย่างไร?!”
“แล้วการทำร้ายหม่อมฉันในตอนนี้จะช่วยอะไรพวกนางได้หรือเพคะ?” นางย้อนถามน้ำเสียงยังคงเรียบสนิท ราวกับผืนน้ำนิ่งสงบไร้ระลอกคลื่น “มีแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงหม่อมฉันคือพระชายาเอกของพระองค์ คือธิดาของอ๋องการทำร้ายหม่อมฉันแม้เพียงปลายเล็บ ย่อมหมายถึงการประกาศากับบิดาของหม่อมฉัน”
องค์รัชทายาทกำหมัดแน่นจนข้อพระหัตถ์ขาวซีดมีเส้นเืปูดโปนขึ้นอย่างน่ากลัวพระองค์รู้สึกราวกับเป็พยัคฆ์ที่ติดอยู่ในกรงทองถูกต้อนจนมุมด้วยเหตุผลทางการเมืองที่ไม่อาจปฏิเสธได้สตรีตรงหน้านี้ไม่ใช่แค่ภรรยา แต่เป็ผู้กุมอำนาจทางการเมืองที่พระองค์ไม่อาจแตะต้องและนางก็รู้ดี
“เ้า้าอะไรกันแน่?” พระองค์เค้นสุรเสียงถามลอดไรพระทนต์
พระชายาขยับพระวรกายอย่างเชื่องช้าแขนเสื้อปักดิ้นทองลายหงส์สะท้อนแสงเทียนวูบไหวนิ้วเรียวของนางบรรจงจัดเรียงของบนโต๊ะอย่างแช่มช้อย
“หม่อมฉันเพียง้าความจริงเช่นเดียวกับที่พระองค์้า” นางหยุดมือที่ปิ่นหยกรูปดอกไม้ที่เย็นเฉียบ “เรามาทำข้อตกลงกันดีหรือไม่เพคะ?”
“ข้อตกลง?”
“ใช่แล้วเพคะ” นางกล่าว “หากพระองค์ทรงเล่าเื่ราวความผูกพันกับเ้าของของแต่ละชิ้นอย่างละเอียด...หม่อมฉันก็จะบอกความจริงแก่พระองค์ ว่าหม่อมฉันได้ของชิ้นนั้นมาอย่างไร”
องค์รัชทายาทนิ่งอึ้งไปกับข้อเสนอที่แปลกประหลาดมันคือเกมจิตวิทยาที่บีบคั้นหัวใจ แต่ในเมื่อไร้ทางออกอื่นและความปรารถนาที่จะรู้ความจริงเกี่ยวกับชะตากรรมของพวกนางมีมากกว่าสิ่งใดพระองค์ก็ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องยอมเล่นไปตามแผนของนาง
“ตกลง” พระองค์ตอบรับพลางทรุดพระวรกายนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างอ่อนแรงราวกับถูกสูบพลังไปจนหมดสิ้น “แล้วจะเริ่มจากสิ่งใดก่อน?”
นิ้วเรียวของพระชายาชี้ไปยังปิ่นหยกเป็อันดับแรกแสงเทียนตกกระทบเนื้อหยกนวลเกิดเป็ประกายแวววาว
“เริ่มจากของชิ้นแรกที่พระองค์มอบให้สตรีอื่น...ปิ่นดอกไม้นี่เถิดเพคะ”
องค์รัชทายาทหลับตาลงภาพความทรงจำในวัยเยาว์ที่เคยเลือนรางกลับชัดเจนขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อลืมตาขึ้นแววตาของพระองค์ก็ฉายแววอ่อนโยนและเ็ปอย่างสุดซึ้ง
“นางคือรักแรกของข้า... ซิงจวน” พระองค์เริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “ตอนนั้นข้าอายุเพียงสิบหกชันษาเบื่อหน่ายชีวิตในวังหลวงที่น่าอึดอัดจึงปลอมตัวเป็คุณชายตระกูลพ่อค้าหนีออกไปเที่ยวเล่นนอกเมืองเป็ครั้งแรกที่นั่น... ในป่าลึกริมลำธาร ข้าได้พบนาง เด็กสาวชาวบ้านที่กำลังเก็บสมุนไพรนางมีรอยยิ้มที่สดใสกว่าตะวันยามเช้า และมีดวงตาที่ใสซื่อบริสุทธิ์”
"ทุกครั้งที่เรานัดเจอกันมันคือการหลีกหนีจากโลกที่ข้าเคยรู้จักโดยสิ้นเชิง ในวัง...ข้าเรียนรู้ตำราพิชัยา ปรัชญาการปกครอง และพิธีรีตองอันซับซ้อน แต่กับซิงจวนนางสอนให้ข้ารู้จักแยกแยะว่าเห็ดชนิดใดมีพิษสอนให้ข้าฟังเสียงนกร้องแล้วบอกได้ว่านั่นคือนกอะไร นางสอนให้ข้ารู้ว่าโลกภายนอกกำแพงวังนั้นมีชีวิตชีวาและงดงามเพียงใดความรู้ของนางไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในตำรา แต่เป็สิ่งที่ััได้ด้วยกายและใจ"
"ข้าจำได้ดีถึงวันที่พยายามจะจับปลาในลำธารด้วยมือเปล่าเป็ครั้งแรกข้าลื่นล้มจนเปียกปอนไปทั้งตัวและเต็มไปด้วยโคลน แทนที่จะในางกลับหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นป่าเป็เสียงหัวเราะที่บริสุทธิ์และจริงใจที่สุดเท่าที่ข้าเคยได้ยินในตอนแรกข้ารู้สึกอับอาย แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มของนาง ข้าก็อดที่จะหัวเราะตามไม่ได้นั่นเป็ครั้งแรกที่ข้ารู้สึกว่า... ข้าไม่ได้เป็องค์รัชทายาทแต่เป็เพียงชายหนุ่มธรรมดาคนหนึ่ง"
"ความผูกพันของเราไม่ได้มีเพียงความสนุกสนานยังมี่เวลาที่เงียบสงบซึ่งตราตรึงอยู่ในใจข้าเสมอเราเคยนั่งพิงต้นไม้ใหญ่ด้วยกันมองดูแสงสุดท้ายของวันลับขอบฟ้าโดยไม่พูดอะไรกันสักคำแต่ความเงียบนั้นกลับไม่ได้น่าอึดอัดเลย มันเต็มไปด้วยความเข้าใจและความรู้สึกปลอดภัยที่ข้าไม่เคยได้รับจากที่ใดมาก่อนในอ้อมกอดของป่าเขาและมีนางอยู่ข้างๆ ข้าค้นพบความสงบสุขที่แท้จริง"
"นางทำให้ข้าตระหนักว่าชีวิตที่ข้ามีนั้นว่างเปล่าเพียงใดข้ามีทุกอย่าง... ยกเว้นอิสรภาพและความสุขที่เรียบง่าย ซิงจวนมีชีวิตที่ยากลำบากเสื้อผ้าของนางเก่า แต่แววตาของนางกลับเป็ประกายอยู่เสมอข้ามองเห็นความงดงามในความไม่สมบูรณ์แบบนั้น และหัวใจของข้าก็ปรารถนาที่จะปกป้องรอยยิ้มนั้นไว้ไม่ใช่ด้วยอำนาจ แต่ด้วยความรัก"
"นั่นจึงเป็เหตุผล...ที่ข้าต้องบอกความจริงกับนาง ข้ารู้ว่ามันอาจทำให้นางหวาดกลัวแต่ข้าทนไม่ได้ที่จะต้องปิดบังตัวตนที่แท้จริงจากคนที่ข้ารักอีกต่อไปข้า้าให้นางเข้ามาอยู่ในโลกของข้า ้ามอบชีวิตที่ดีกว่าให้นางเพื่อที่ข้าจะได้เห็นรอยยิ้มนั้นในทุกๆ วัน ชีวิตของนางเรียบง่ายและอิสระ...เป็ทุกสิ่งที่ข้าไม่เคยมี ข้าตกหลุมรักนางจนหมดหัวใจโดยที่นางไม่เคยรู้เลยว่าข้าเป็ใคร"
“ข้าตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าจะรับนางเข้ามาเป็ส่วนหนึ่งในชีวิตของข้าให้ได้ข้าจึงตัดสินใจเปิดเผยฐานะที่แท้จริงกับนางในวันสุดท้ายที่เราพบกันข้าเห็นแววตาตื่นตระหนกของนาง แต่ก็ได้มอบปิ่นหยกนั่นให้นาง... เป็สัญญาใจ” รัชทายาทหยุดเล่าชั่วขณะความเ็ปฉายชัดขึ้นในดวงเนตรของพระองค์ แต่ก็ทรงฝืนเล่าต่อ
“ข้าสัญญากับนางว่าจะกลับมารับนางเข้าวังภายในหนึ่งเดือนแต่พอข้ากลับไปที่หมู่บ้านอีกครั้งพร้อมขบวนเกียรติยศกลับพบเพียงกระท่อมไม้ที่ว่างเปล่า ชาวบ้านบอกว่านางกับครอบครัวมีธุระที่หมู่บ้านอื่นจึงพากันจากไป แล้วก็ไม่มีใครพบนางกับครอบครัวอีกเลย...ข้าให้คนออกตามหานางอยู่หลายเดือนในหมู่บ้านข้างเคียงทั้งหมดก็ไม่พบ...จนข้าทำใจแล้วว่านางอาจจะเสียชีวิตระหว่างเดินทางก็ได้...”
องค์รัชทายาทเล่าจบพระองค์เงยหน้าขึ้นสบตากับผ้าคลุมหน้าของพระชายาความรู้สึกสูญเสียที่เคยจางหายไปกับกาลเวลาบัดนี้หวนกลับมาทิ่มแทงหัวใจอีกครั้งอย่างรุนแรง
“ข้าเล่าจบแล้ว” พระองค์เอ่ยเสียงหนักแน่น “ทีนี้... บอกข้ามาได้รึยังว่าเ้าได้ปิ่นนั่นมาอย่างไร?”
“ดูพระองค์รักนางมากเลยนะเพคะ...”พระชายาเอ่ยขึ้นมา
“ใช่ นางคือรักแรกของข้าและข้าไม่อาจลืมนางได้เลย...”
“ถ้าพระองค์รู้ว่าหม่อมฉันได้มันมาอย่างไรแล้วอาจจะมองนางเปลี่ยนไปก็ได้... ” นางกล่าวพลางหัวเราะเบาๆราวกับจะเยาะเย้ยในความรักของพระองค์ “แต่เอาเถอะ ตามสัญญา หม่อมฉันจะเล่าให้ฟัง...”