“แสงตะวันส่องสว่างไปทั่วน่านฟ้า ดวงดาวเหนือหัวกำลังร่ำไห้กับการจากไปของซึฮากิ...”
“แต่นี่มันกลางวันนะเว้ย ดาวสักดวงยังไม่เห็นเลย” ยูกิพูดแทรกเซนที่กำลังปลอมตัวเป็นนักปราชญ์พเนจร
“โถ่ อารมณ์กำลังมาเลย” เซนแบะปากจ้องตายูกิด้วยท่าทางกวนประสาท
หนุ่มสาวทั้งห้าคนแต่งตัวกลมกลืนไปกับชาวบ้านชาวเมือง พวกเขาเดินไปมาในตลาดที่มักจะมีข้อมูลไม่ก็ข่าวลือตลอดเวลา
“แม่นางหลีได้ยินหรือยังว่าท่านเฟยเฟิ่งเดินทางไปที่สำนักศาสตร์นักสู้”
“โอ๊ย คนเขาลือกันทั่วแล้วคุณพี่ ตอนแรกข้าก็ไม่เชื่อเหมือนกันเพราะอยู่ในช่วงบ่มเพาะ”
“ใช่ไหมล่ะ แถมข้ายังได้ยินมาอีกนะว่ามีมังกรโผล่เหนือวังและบินผ่านหัวพวกเราไปตอนไม่รู้ตัวด้วย”
พวกสเตล่าค่อย ๆ ขยับเขยื้อนเข้าไปหาเพื่อดักฟังข่าวลือจากพ่อค้าแม่ค้า
“นั่นเรื่องใหม่เลยนะคุณพี่ ก็ว่าทำไมถึงรู้สึกขนลุกอย่างกับโดนสัตว์อสูรล้อมไว้เลย หรือมังกรนั่นจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้น”
“พี่สาวช่วยเล่าเรื่องเมื่อกี้ให้ฟังได้ไหม? พอดีข้าชอบเรื่องราวของมังกรมากเลยน่ะ” สเตล่ายิ้มทักทายด้วยวาจาสุภาพ
แม่ค้าทั้งสองทำเพียงมองหน้าเงียบ ๆ
“ข้าจะซื้อของคุณพี่สิบชิ้นเลย”
“ได้สิคุณน้อง มังกรที่ข้าได้ยินมาเป็นมังกรสีขาวราวกับกองหิมะอีกทั้งยังแพร่ขยายความน่าเกรงขามมายังผู้ที่มองมัน”
เธอยื่นหน้าประชิดตัวสเตล่าก่อนจะกล่าวต่อ
“นี่มันความลับนะ ดูเหมือนท่านเฟยเฟิ่งจะพยายามตามจับมังกรอยู่”
“ขอบคุณคุณพี่มาก ๆ ค่ะ แล้วมังกรมันบินไปทางไหนหรือคะ?” ระหว่างนั้นสเตล่าก็ยื่นเหรียญเงินจับจ่ายซื้อของจากแม่ค้าคนนั้น
“มันน่าจะไปทางสำนักศาสตร์นักสู้น่ะ แต่ทางที่ดีพวกเจ้าอย่าพึ่งเดินทางไปดีกว่าเพราะพวกเขาพึ่งจะสู้รบกันจนต้องเรียกกำลังเสริม”
“ขอบคุณที่เตือนค่ะ” สเตล่าโบกมือลาและพากันเดินเตร็ดเตร่ไปเรื่อย
สำนักศาสตร์นักสู้สินะ ที่นั่นมีแต่พวกสมองกล้ามที่เอาแต่ฝึกร่างกายและศิลปะการต่อสู้
“อืม ! อร่อยเหมือนกันนะเนี่ย” ยูกิอุทานลั่นเมื่อได้ลองชิมขนมของแม่ค้าคนนั้น
“ไหน ๆ ฉันลองบ้าง” เซนยื่นหน้ายื่นตาอย่างกับสุนัขที่รอเจ้าของให้อาหาร
คิดสิถ้าเป็นกิจะทำยังไงในสถานการณ์แบบนี้ ลอบเร้น บุกรุก หว่านล้อมหรือถอย สเตล่ากระตุกคิ้วและกดริมปากเข้าหากันแถมยังดูเหม่อ ๆ เพราะเอาแต่คิดหาวิธีต่อจากนี้
“ไปกันเถอะ” ฟรานเดินนำหน้าไปก่อนใครดูท่าทางร้อนรนเหมือนกลัวว่าจะเสียซึฮากิไปตลอดกาล
7 พฤษภาคม พ.ศ.2576
“ทุกสิ่งล้วนเกิดและดับไป ทุกสิ่งที่ทำล้วนมีสำเร็จและล้มเหลว” เซนนั่งสวมชุดรุงรังและใช้ผ้าคลุมหัวทำตัวลึกลับและยิ่งชอบบ่นพึมพำคนเดียวมันทำให้คนอื่นเห็นว่าเป็นคนบ้ามากกว่า
“เจ้านั่นมันเป็นอะไรอีกแล้วเนี่ย?” ยูกิทิ้งระยะห่างเพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่าเป็นพวกเดียวกัน
“สงสัยอยากเป็นพวกนักปราชญ์พเนจรที่เก็บซ่อนความสามารถไว้แล้วก็ค่อยโผล่มาสั่งสอนคนอื่น” หากเป็นคนที่นี่ก็คงจะไม่เข้าใจมุกจากหนังหรือนิยายในโลกเดิมแต่ก็คงจะมีแค่คานะที่ตามมุกของเซนทัน
“นั่นมันท่านกังนี่ ได้ยินว่าเขาต้องออกจากการบ่มเพาะไวกว่าเดิมเพราะการบุกของสำนักหงส์เทพ” เสียงกระซิบคุยกันระหว่างฝูงชน เมื่อชายหนุ่มร่างหนาผู้มีนามว่ากังเดินผ่านก็มีแต่คนอ้อมล้อมอย่างกับดาราดัง
แววตาขึงขังจ้องมองเพียงทางเดินตรงหน้าไม่มีความโลเลแต่อย่างใด กล้ามเนื้อที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างยากลำบากกับผิวหยาบ ๆ ที่เต็มไปด้วยแผลเป็นเป็นเครื่องบ่งบอกว่าเขาผ่านอะไรมาบ้าง
“อีกแค่ห้าวันก็จะเริ่มงานประลองแล้วใช่หรือไม่?” น้ำเสียงอันคมเข้มกล่าวด้วยความหนักแน่นจนคนรอบข้างยังสัมผัสได้ถึงความน่าเกรงขาม
“ขอรับ จริง ๆ ท่านกังต้องออกมาวันนี้และเดินทางพร้อม ๆ กับการพักฟื้นไปด้วยแต่เพราะมีปัญหาหลาย ๆ อย่างก็เลยเป็นแบบนี้ แล้วเราจะทำตามกำหนดการเดิมเลยดีหรือไม่ขอรับ”
“เอาอย่างนั้นก็ได้ ตอนนี้ข้าก็เหมือนได้พักไปบ้างแล้วก็เหลือแค่ให้น้อง ๆ เตรียมตัวกันก่อน”
“ขอรับ” หลังจากเดินอยู่พักหนึ่งพวกเขาก็กลับไปยังที่พักขนาดใหญ่เป็นทั้งสถานที่ฝึกฝนและพักผ่อนของเหล่าลูกศิษย์ของสำนักศาสตร์นักสู้
งานประลองประจำปี ประเพณีที่ทุกสำนักจะร่วมมือกันจัดขึ้นเพื่อสร้างและค้นหาผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงแม้จะผ่านไปหลายร้อยปีก็ยังสืบทอดต่อ ๆ กันมา แต่ประเด็นหลักตอนนี้คือเราต้องตามหากิให้เจอโดยไว
“เขามีโชว์อะไรให้ดูด้วยล่ะ” จู่ ๆ เซนก็ลากคานะเดินไปดูลานฝึกเล็ก ๆ ที่อยู่ไม่ใกล้นัก
“และตอนนี้ผู้ชนะก็ยังคงเป็นคุณตง !” ชายหนุ่มรูปงามผิวใสเรียบเนียนผู้ยืนอยู่บนลานฝึกเป็นคนสุดท้ายหลังจากซัดคู่ต่อสู้กระเด็นออกไป
อีกแค่คนเดียวเท่านั้นเราก็จะได้เข้าร่วมการประลองกับสำนัก
ชายหนุ่มกวาดสายตามองหาคู่ต่อสู้คนถัดไปแต่ก็ไร้วี่แวว
“ตาลุงคนนั้นสนใจขึ้นมาลองกับข้าสักยกหรือไม่?” เขาชี้ไปหาเซนที่แต่งตัวอย่างกับลุงขอทาน แม้จะลังเลแต่เซนก็เดินขึ้นมาที่ลานฝึกแสดงท่าทีเหมือนคนแก่จริง ๆ จนคนรอบข้างได้แต่เห็นใจ
“โหดร้ายเสียจริงเลย เขาตั้งใจเลือกคนแก่เพื่อเอามาเป็นบันไดให้ตัวเองแน่ ๆ” เสียงกระซิบนินทาค่อย ๆ ดังขึ้นจนตงต้องเปิดปากพูดอะไรสักอย่าง
“เพื่อความยุติธรรมข้าจะขอถามเจ้าหนึ่งอย่าง เจ้าอยากสู้กับข้าหรือไม่?” ตงเอ่ยถามพอเป็นพิธีทั้ง ๆ ที่สีหน้าแสดงออกมาว่าอยากจะกำจัดชายชราตรงหน้าเดี๋ยวนี้
“แววตาบ่งบอกเป้าหมาย สีหน้าบ่งบอกความต้องการ การกระทำบ่งบอกวิธีการ...และผลลัพธ์จะบ่งบอกเส้นทาง”
พูดอะไรของมันวะ “แล้วคำถามที่ข้าถามเมื่อกี้ล่ะ? ถ้าไม่อยากสู้ก็เดินลงจากลานประลองไปได้เลย”
เซนก้าวเดินช้า ๆ ใช้ไม้เท้าขนาดใหญ่เป็นตัวช่วยให้เดินไปข้างหน้าได้
“ข้าจะคิดว่านั่นเป็นคำตอบนะ” ตงกระโจนเข้าหาใช้หอกแหลมอัดมานาและแทงเข้าที่ช่วงท้องเพื่อไม่ให้ชายชราถึงตาย
แม้จะตั้งใจให้จบในครั้งเดียวแต่ชายชรากลับหลบในวินาทีสุดท้าย
เมื่อกี้ก็น่าจะโดนไปแล้วนี่
“ดูเหมือนจะไม่ใช่คนแก่ธรรมดาสินะ ตัวข้าที่ฝึกฝนโดยปราศจากการช่วยเหลือจากสำนักจนกระทั่งข้าสามารถก้าวสู่เลเวลหกได้ย่อมมองการเคลื่อนไหวของเจ้าได้ดี ทั้งจังหวะหายใจ แววตาและการบิดข้อต่อเพื่อหลบแบบเฉียบพลันจึงตัดสินได้ว่าเจ้ามีฝีมือ แต่ไม่ว่ายังไงข้าก็ต้องได้เข้าร่วมการประลองประจำปีให้ได้”
“บรา บรา บรา พูดมากเสียจริงพอหนุ่ม ตามีแววแต่กลับใช้ปากได้ตรงข้าม” หลังจากคำกล่าวเยาะเย้ยของชายชราทำให้ทุกคนเงียบสงบรอจังหวะว่าใครจะเปิดก่อน
ตงกระตุกยิ้มก่อนจะยกหอกไว้ด้านหน้าและพุ่งตรงพร้อม ๆ กับการเสริมมานาหวังเร่งความเร็วให้ไวที่สุด
คราวนี้แหละ
ท่าทางมั่นอกมั่นใจของเขาได้สลายหายไปเมื่อชายชราไม่หลบไปไหนและตั้งไม้เท้าต้านหอกแหลมนั่นไว้ได้
“เป็นไปไม่ได้...แค่ไม้เท้าอันเดียวทำไมถึงป้องกันหอกสยายปีกโดยไม่สะทกสะท้านเลยล่ะ”
“ข้าบอกเจ้าไปแล้ว คนที่พูดมากย่อมมาจากคนที่ชอบโอ้อวด...”
“เลิกเล่นได้แล้วเราต้องไปต่อนะ” คานะตะโกนขัดอารมณ์เสียก่อนแต่เซนก็ยังทำเนียนไหลตามน้ำต่อไป
“ถึงจะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ข้าก็ยินดีที่ได้ประมือด้วย” ชายชราหันหลังเดินลงจากลานประลองแต่นั่นก็เป็นการเปิดโอกาสให้ตงจู่โจม
“ไม่มีใครสอนหรือว่าห้ามหันหลังให้ศัตรู” มานาของเขาอัดแน่นไปที่ปลายหอกและขว้างมันใส่แผ่นหลังของชายชรา
“ปัดโธ่เอ๊ย ! อารมณ์กำลังได้แบบว่าเดินหันหลังกลับเท่ ๆ แต่ก็ช่างมันแล้วกัน” เซนใช้ไม้เท้าฟาดหอกที่พุ่งมาด้วยมานาเต็มแรงทำให้มันเปลี่ยนทิศทางปักลงพื้นแทน
ทั้งผู้ชมและเจ้าหน้าที่ต่างก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด หอกที่ทุกคนกลัวจนแตกตื่นกลับฟาดปักลงพื้นราวกับเป็นละเล่นของเด็ก ๆ
“ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าเราต้องตามหากิ” คานะดึงหูเซนที่อยู่ในคราบของชายชราพเนจรและพาออกไปจากฝูงชนบริเวณนั้น
“จ้า ๆ ขอโทษได้ไหมล่ะ”
“เอ่อ...พวกเรา” สเตล่ากวาดสายตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะกล่าวต่อ
“ดูเหมือนจะได้มีเรื่องซะแล้ว”
ขณะที่พวกเขากำลังเดินแยกตัวให้ห่างจากความวุ่นวายก็ดันมีกลุ่มคนแปลกหน้าที่ใส่ชุดของสำนักศาสตร์นักสู้ล้อมไว้
“พวกคุณช่วยมากับเราได้หรือไม่”
“ไม่” ฟรานเผชิญหน้าตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“แต่ท่านกังเป็นคนขอพบเองเลยนะขอรับ หากปฏิเสธพวกเราก็คงจะไม่รับรองความปลอดภัยนะขอรับ”
“ช่วยหลีกทางให้ได้ไหมคะ?” ฟรานไม่สนใจคำขู่เหล่านั้นและยังรุดหน้าพยายามฝ่ากลุ่มคนออกไป
แม้จะพยายามแข็งกร้าวข่มพวกฟรานแต่สุดท้ายก็ต้องยอมให้กับความดื้อรั้นของพวกเธอ หลังจากนั้นเขาก็ได้กลับไปรายงานให้กับกังศิษย์อันดับหนึ่งของสำนักศาสตร์นักสู้
“ไม่ยอมมาสินะ...พวกเจ้ามันไร้ประโยชน์เสียจริง” กังทุบโต๊ะเสียงดังข่มขวัญรุ่นน้องที่มารายงาน
“แต่ศิษย์พี่ครับ ข้ามีเวทมนตร์ตรวจสอบแต่ใช้กับเจ้าพวกนั้นได้แค่คนเดียวเองนะขอรับ แสดงว่าอย่างน้อยอีกสี่คนต้องมีเลเวลหกขึ้นไปแน่ ๆ คนที่เราเอาไปเป็นแค่ศิษย์ระดับหนึ่งคงยากที่จะต่อกรกับพวกเขา”
“เหอะ ๆ ก็แค่ข้ออ้างของพวกอ่อนแอ ข้าจะเป็นคนลากคอพวกมันมาเอง” พูดจบเขาก็ลุกเดินออกไปทันทีเล่นเอาศิษย์น้องหัวใจแทบวายกับแรงกดดันเหล่านั้น
เย็นวันนั้นพวกฟรานก็ได้หาที่พักเขตชาญเมืองเพื่อไม่ให้พวกสำนักตามมาเจออีก
“นอกจากเบาะแสที่มังกรบินมาทางนี้ก็ไม่เหลืออะไรแล้ว แถมยังมีคนจากสำนักนั่นมารังควานอีก” สเตล่าตรวจสอบรอบ ๆ ห้องเพื่อความปลอดภัยพร้อมกับสอดส่องด้านนอกไปด้วย
“ฉันพยายามใช้เวทตรวจจับแล้วแต่เพราะเรื่องวุ่นวายของสองสำนักทำให้ออร่ามานาเละเทะไปหมด” ฟรานเดาะลิ้นหงุดหงิดที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้
“ไม่ต้องคิดมากหรอกน่ายังไงกิก็ไม่เป็นอะไรอยู่แล้ว จริง ๆ เราไม่ต้องมาตามหาเขาก็ได้เดี๋ยวก็หาทางกลับเอง”
“รู้แบบนี้แล้วเราจะตามมาทำไมวะ” ยูกิแบะปากไม่พอใจ
เซนมองหน้าคานะเหมือนนัดสิ่งที่จะพูด
“แน่นอน ก็มันน่าสนุกกว่ายังไงล่ะ”
“ให้ตายสิพวกนายนี่มัน...”
“เงียบก่อน” สเตล่าพูดขัดยูกิเสียก่อนและสอดสายตามองไปข้างนอกทำอย่างกับเห็นผี
เธอส่งสัญญาณมือให้เพื่อน ๆ เตรียมรับมือ หลังจากนั้นไม่กี่วินาทีก็มีขวานพุ่งทะลุหน้าต่างซึ่งมาพร้อมกับคนของสำนักศาสตร์นักสู้
“พวกมันอยู่ในนี้...” พูดไม่ทันขาดคำสเตล่าก็กระโจนเข้าจากด้านบนอัดเข้าบริเวณคางจนล้มลงไปทันที
เซนวิ่งหน้าตั้งเข้าหาศัตรูตรงหน้าและใช้ฝ่ามือคว้าหัวของสองหนุ่มนั่นไว้ทำอย่างกับเล่นบาสเกตบอล
“ได้ออกแรงสักที !” เซนขว้างพ่อหนุ่มทั้งสองทะลุกำแพงห้องลอยไปไกล
“เล่นกันแรงจริง ๆ” ฟรานใช้ด้ามดาบเป็นอาวุธจู่โจมทั้งการกระแทกท้องและชกเข้าที่หน้า
คานะและยูกิทำเพียงยืนมองเหล่าผู้บุกรุกโดนซัดกระเด็นไปทีละคนสองคนแต่จู่ ๆ บรรยากาศก็เปลี่ยนไปราวกับได้ยืนอยู่ต่อหน้าราชาสัตว์ป่า
“ต้อนรับกันได้ดี ข้ามีนามว่ากังเป็นศิษย์อันดับหนึ่งของสำนักศาสตร์นักสู้...” เซนออกหมัดใส่หน้าของเขาโดยไม่รอให้พูดจบก่อนแต่เขากลับทำเหมือนโดนเด็กตัวเล็ก ๆ ต่อย
“อืม...เป็นหมัดที่ดีนะแต่ยังเบาไปหน่อย”
เซนยิ้มฉีกกว้างเมื่อได้เห็นคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งไม่เหมือนกับสเตล่าที่จ้องมองตาโตด้วยความหวาดหวั่น
“ข้าได้เห็นฝีมือของเจ้าแล้วต่อให้ปลอมตัวแต่มันดูออกง่ายจะตาย”
“นายต้องการอะไร?” สเตล่าเอ่ยถามก่อนใคร
“ข้าเห็นถึงความสามารถของเจ้าหนุ่มนี่ก็เลยอยากชวนไปงานประลอง” ท่าทางสบายใจของเขาทำให้พรรคพวกของเซนร้อนรนกลัวไปด้วย
“พวกเรายังมีธุระที่ต้องทำดังนั้นเซนคงต้องปฏิเสธ” ฟรานจ้องเข้าไปในดวงตาอันแข็งแกร่งของกัง
“ไม่เอาน่าข้าอุตส่าห์มาเชิญด้วยตัวเองเลยนะ พวกเจ้าบอกข้าก็ได้ว่าจะทำอันใดจะได้ช่วยให้มันเสร็จ ๆ เสียที”
ฟรานหันมองหน้าเพื่อน ๆ ระหว่างที่คิดว่าจะตอบกลับอย่างไรดี ขณะนั้นเซนก็พยักหน้าเออออให้ตอบไปตรง ๆ
“พวกเรากำลังตามหาเพื่อนที่พลัดหลงกันอยู่”
“เพื่อนหรือ? ช่วยบอกชื่อเสียงเรียงนามให้ข้าด้วยสิ”
“ซะซึฮากิและเขาน่าจะอยู่กับมังกรสีขาวด้วย” แม้จะลังเลแต่ฟรานก็ยอมบอกชื่อไปตรง ๆ
“อืม ๆ ข้าเหมือนได้ยินเรื่องมังกรอยู่สีขาวอยู่เหมือนกัน เจ้านั่นมันบินลงไปยังป่าลึกติดชายแดนแต่พอข้าส่งคนไปตรวจสอบดูกลับไม่เหลือร่องรอยอะไรเลย เป็นไปได้ว่าพวกมันจะบินหนีไปยังอาณาจักรนอดแล้ว”
“สวยสิครับ” เซนอุทานลั่นทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้น
แววตาของหนุ่มสาวมองค้อนใส่เซนอย่างพร้อมเพรียงจนเขาต้องเปิดปากพูดอะไรสักอย่าง “อะไรเล่า? ก็ดีไม่ใช่เหรอที่กิกลับไปแล้ว”
“แค่คำพูดของเขายังเชื่อไม่ได้หรอก หลักฐานที่เชื่อถือได้ก็คือกิจังเท่านั้น”
“แหม ๆ ตอนแรกก็นึกว่าจะพูดประมาณต้องเห็นด้วยตาตัวเองเท่านั้นแต่ก็ไม่พ้นกิ...จังสินะ” ยูกิเตะผ่าหมากแทนฟรานที่กำลังจ้องตาเขม็ง
ทันใดนั้นกังก็หัวเราะลั่นเมื่อได้เห็นท่าทางสบายใจของพวกเซน
“เป็นคนที่น่าสนใจจริง ๆ แน่นอนว่าข้าไม่อาจรับประกันสิ่งที่พูดได้แต่จงเชื่อข้าเถอะ ข้า ศิษย์อันดับหนึ่งของสำนักศาสตร์นักสู้ที่กำลังจะเข้าร่วมการประลองประจำปี ขอสาบานด้วยเกียรติของกังผู้ที่เคยได้อันดับสามของสนามประลองว่าสิ่งที่พูดไปเป็นความจริง”
“ข้าได้เห็นความจริงใจจากคำพูดของเจ้าแล้ว ข้าจะขอรับมันไว้เอง”
“อย่าไปเล่นน้ำสิเว้ย !” ยูกิเขกหัวเซนแรงจนหัวทิ่มพื้น
ไม่นานนักพวกชาวบ้านชาวเมืองก็เริ่มโผล่หัวออกมา ภาพที่ได้เห็นก็คือศิษย์ของสำนักศาสตร์นักสู้ล้มระเนระนาดเต็มไปหมดแต่ก็มีท่านกังที่ยังยืนประจันหน้ากับคนแปลกหน้าพวกนั้น
“ที่นี่มันเด่นเกินไปหน่อย ถ้าไม่ว่าอะไรคืนนี้ข้าขอเชิญพวกเจ้ามาพักที่สำนักของข้าเสียก่อน”
ฟรานยังคงลังเลใจว่าจะตอบเช่นไรสุดท้ายสเตล่าก็ต้องออกหน้าคุยกับกังแทนและเดินตามเขาไปจนถึงสำนักศาสตร์นักสู้ซึ่งเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหงื่อและเสียงอันดุดันของลูกศิษย์ทั้งหลาย
“ก่อนอื่นก็ขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการเสียก่อน ข้ามีนามว่ากังเป็นศิษย์อันดับหนึ่งของสำนักศาสตร์นักสู้”
“นั่นก็พูดไปแล้วนี่” เซนขมวดคิ้วสงสัยจึงได้ถามต่อทันที
กังหัวเราะในลำคอพร้อมกับส่งยิ้มพึงพอใจให้ “นั่นแหละคือตัวข้า ไม่จำเป็นต้องมีประวัติอะไรมากมายแต่ทุกคนก็รับรู้ว่าข้าคือกัง”
“นั่นสินะข้าเข้าใจความหมายที่เจ้ากล่าวแล้ว กังศิษย์อันดับหนึ่งของสำนักศาสตร์นักสู้และเป็น...”
“ช่วยพาเราไปดูจุดที่เห็นมังกรได้ไหม?” ฟรานพูดขัดเสียก่อนเพราะทนฟังน้ำเสียงแปลก ๆ ที่เซนใช้ไม่ได้
“ได้สิข้าจะพาพวกเจ้าไปดูด้วยตาตัวเองเลยแต่วันนี้พวกเจ้าควรนอนพักให้เต็มอิ่มเสียก่อน”
เซนและกังส่งสายตาแห่งมิตรภาพให้กันและกันราวกับรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่
“นอนกันเถอะพวกเรา พรุ่งนี้ยังต้องเดินทางอีกไกล”
ค่ำคืนแห่งความวุ่นวายได้จบลงด้วยการเจรจาพูดคุยของกังหรือจะมองเป็นการใช้ความแข็งแกร่งข่มก็ว่าได้ แต่อีกด้านหนึ่งก็ยังมีคนที่ไม่หยุดพักเร่งฝีเท้าเดินอย่างรวดเร็วไปตามเทือกเขาสูง
“นี่นายแน่ใจใช่ไหมว่าเดินมาถูกทาง?”
“มั้ง” คำตอบสั้น ๆ ทำให้แคทเทอรีนถอนหายใจแต่ก็ยังเดินตามไม่ห่าง
“นี่เป็นเทือกเขาสูงที่ทอดยาวกั้นชายแดนไว้ ถ้าไปตามแผนที่ก็จะเข้าสู่เขตชายแดนทันทีแต่ถ้าแผนที่ทำผิดหรือลักษณะภูมิศาสตร์มีการเปลี่ยนแปลงก็อาจจะนำไปซึ่งการหลงทางได้”
“พูดอะไรที่มันเข้าใจง่าย ๆ หน่อยไม่ได้หรือยังไง?”
“เรามาถึงแล้ว”
เบื้องหน้าของพวกเขามีกำแพงตั้งสูงสิบเมตรที่เอาไว้ป้องกันคนหนีข้ามชายแดน
“รู้ใช่ไหมครับว่าต้องทำอะไร?” น้ำเสียงอันเรียบนิ่งของซึฮากิทำให้แคทเทอรีนหงุดหงิดไปด้วย
“หวังว่าจะมีคำอธิบายดี ๆ ตอนกลับไปนะ” พูดจบเธอก็ถอดเสื้อคลุมและแปลงร่างเป็นมังกรอีกครั้ง เมื่อพาซึฮากิข้ามกำแพงไปได้สำเร็จก็กลับคืนร่างทันที
“อย่าหาว่าอย่างโน้นอย่างนี้เลยนะ นายเป็นใครกันแน่ทำไมถึงต้องเข้ามายุ่มย่ามกับอาณาจักรนอดด้วย”
“ก็แค่มือที่สามที่มองหาประโยชน์เท่านั้นแหละ ตอนที่มอร์เดร็ดปะทะกับจักรพรรดินีมันทำให้กระแสสงครามเปลี่ยนไป จากสงครามที่แค่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะแต่กลับสูญเสียทุก ๆ อย่างไปแทน”
ตลอดเส้นทางหลายชั่วโมงที่เร่งฝีเท้าวิ่งกันไม่หยุดจนไปถึงสถานที่แห่งประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความสูญเสีย
“ดูเหมือนจะไม่มีการโจมตีกันแล้ว” ซึฮากิส่งแฟรงค์บินไปรอบ ๆ เพื่อสำรวจกองทัพและฝ่ายพันธมิตรเสียก่อน
นั่นคือค่ายพักชั่วคราวสินะ แล้วทำไมพวกทหารถึงมาอยู่กับฝั่งพันธมิตรได้ล่ะเนี่ยหรือจะมีการเจรจาสงบศึกกันแล้ว
“ไปกันเถอะจักรพรรดินี”
พวกทั้งสองเดินตรงไปยังค่ายพักที่อยู่ห่างออกไปสุดสายตาพอดี
“หยุดเรียกจักรพรรดินีจะได้ไหม? ตอนนี้ระบบการปกครองโดยจักรพรรดิคงจะสั่นคลอนไปหมดแล้วทำให้ตัวฉันเป็นแค่ผู้มีเลเวลเก้าที่เคยปกครองอาณาจักรนอดเท่านั้น ถ้าจะให้ดีช่วยเรียกแคทเทอรีนเฉย ๆ ก็ได้”
“อืม ค่อยคิดอีกทีแล้วกันนะจักรพรรดินี”
“เจ้าหมอนี่มันน่าโดนจริง ๆ” เธอบ่นพึมพำกับตัวเองแต่ซึฮากิก็ดันหูดีได้ยินด้วย
ถ้ามือถือไม่หล่นหายก็คงไม่ลำบากขนาดนี้ แถมก่อนหน้านี้ฟรานก็พยายามบุกเข้ามาแล้วแต่ก็ไม่เป็นผลแสดงว่ามีคนที่แข็งแกร่งอยู่ค่อนข้างเยอะ
“เฮ้ย ๆ นั่นมันจักรพรรดินีไม่ใช่เหรอ !” เมื่อเข้าใกล้พอก็มีคนกรูกันเข้ามาหาด้วยความสงสัยมิใช่ความเป็นห่วง การต่อสู้อันยิ่งใหญ่ของมอร์เดร็ดกับมังกรเป็นภาพที่ตราตรึงใจพวกเขาไปอีกนาน
“ยินดีต้อนรับกลับนะซึฮากิ” โทลเดินยิ้มเบิกบานที่ได้เห็นซึฮากิสบายดีแต่ก็ต้องเอะใจที่ไม่เห็นพวกฟรานเลย
“แล้วพวกเซนล่ะ?” โทลถาม
“เซน? เซนไม่ได้อยู่ที่แอสต้าเหรอครับ”
โทลเอามือกุมขมับสีหน้าดูเคร่งเครียด “พวกเขา...ไปตามหานายนั่นแหละ”
“อา...หวังว่าพวกเขาจะไม่ก่อเรื่องอะไรอีกนะ”
พอพูดจบซึฮากิก็กลับไปยังค่ายพักเพื่อตรวจสอบและสำรวจพื้นที่โดยรอบ
เจรจาสงบศึกกันแล้วสินะ แถมยังตั้งที่พักใกล้ ๆ กันอีกหรือว่าจะมีเรื่องอะไรที่เรายังไม่รู้อีก
ซึฮากิเหลือบไปเห็นกองเสบียงจำนวนมากจึงเอ่ยถามเจ้าหน้าที่แถว ๆ นั้น
“ของพวกนี้พึ่งหามาเพิ่มใช่ไหม?”
“ใช่ค่ะ ท่านยูกิเป็นคนสั่งให้กองทัพและพันธมิตรออกไปหามา”
เป็นอย่างนั้นเองสินะ ถ้าเป็นยูกิก็คงจะทำให้พวกเขาหลงในอาหารได้ไม่ยากเพราะความสามารถของพลังเดอะ
ทันใดนั้นซึฮากิก็สัมผัสได้ถึงออร่ามานาอันแข็งแกร่งจากค่ายพักของกองทัพ
สามคนก็คงเป็นนายพลพวกนั้น ซึฮากิเดินไปรอบ ๆ เข้าไปในเต็นท์ผู้ป่วยเพื่อดูอาการของพวกเขา
เสียงถอนหายใจดังลั่นจากชายหนุ่มตัวโต “ใครอีกล่ะเนี่ยหรือจะเป็นกำลังเสริมของพวกแพทย์สนาม”
“โห่ ความจำดีนะเนี่ยที่รู้ว่าฉันพึ่งมาใหม่ หรือก็แค่พูดด้วยท่าทางองอาจเพราะอยากข่มขวัญให้กลัว” ซึฮากิเดินเข้าประชิดจ้องมองหน้ายาซากะ
“มีคนน่าสนใจโผล่มาด้วยแฮะ” ยาซากะฉีกยิ้มกว้างเมื่อได้ต่อปากต่อคำกับซึฮากิ
“ทีโอน่า !” ทันใดนั้นแคทเทอรีนก็พรวดพราดวิ่งเข้ามา ท่าทางร้อนรนของเธอทำให้ยาซากะนิ่งเงียบเพราะไม่อยากทำให้เธออารมณ์เสีย
“เสียงแบบนั้น...เป็นเธอเองสินะ” ทีโอน่ายิ้มอ่อนชะเง้อคอมองหาที่มาของเสียง
แคทเทอรีนถึงกับร่ำไห้เมื่อเห็นสภาพของทีโอน่าที่ไร้ซึ่งแขนทั้งสองข้าง
“เธอเองก็เจ็บไม่ใช่เหรอ?” ทีโอน่าเหลือบมองมือที่ขาดหายไปของแคทเทอรีนแม้จะพยายามเก็บซ่อนไว้ใต้เสื้อคลุมก็ตาม
“เจ้านั่นมันแข็งแกร่งเกินไป...เกินที่ฉันจะสู้ไหวด้วยซ้ำ”
“แต่เราก็ยังอยู่นี่ เพราะฉะนั้นอย่าทำหน้าอมทุกข์แบบนั้นสิ”
บรรยากาศอันโศกเศร้าค่อย ๆ ดีขึ้นเช่นเดียวกับพวกเซนที่นอนกรนอย่างสบายใจตรงข้ามกับเพื่อน ๆ ของเขาที่กังวลว่าจะโดนหักหลังหรือลอบทำร้ายหรือไม่
8 พฤษภาคม พ.ศ.2576
“เขาไปแล้วจริง ๆ สินะ” สเตล่าเอ่ยถามเมื่อมองไปทั่วป่าแต่ก็ไม่เห็นอะไร
“อืม ๆ มั้ง” เซนนั่งเอนหลังกับต้นไม้สบายใจปล่อยให้คนอื่นเดินหาร่องรอยของซึฮากิกันให้ควั่ก