“อืม!”
กู้ชิงเกอตอบรับเบาๆจากนั้นนางก็เดินไปข้างหน้า บางทีอาจเป็นเพราะความตื่นเต้นและประหม่าใบหน้าสวยคมคายจึงดูคร่ำเครียดอยู่ตลอดเวลา
ดวงตางามคู่นั้นสั่นไหวเล็กน้อย
นางกำลังตื่นเต้น
ร่างอมตะหมื่นภัยพิบัติ
นี่คือสิ่งที่นางพึ่งพาอาศัยอำนาจได้มากที่สุดในตอนนี้เมื่อปลุกพลังขึ้นมาแล้ว นางจะก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว
แม้แต่ซูฉางเซิงก็ไม่อาจกดขี่นางได้เช่นกัน
ตูม!
กู้ชิงเกอเดินเข้าไปด้านในทันใดนั้น แสงอักขระนับพันก็พวยพุ่งขึ้น อักขระนับล้านดวงส่องประกายรวมตัวกันเป็นอักขระลึกลับมากมาย
อักขระเหล่านี้หมุนวนอย่างรวดเร็วก่อตัวเป็นค่ายกลล้อมรอบกู้ชิงเกอเอาไว้
“เยวี่ยเอ๋อร์ เจ้าถอยหลังไปก่อนเถิด!”
เมื่อเห็นเช่นนี้ซูฉางเซิงมีสีหน้าเคร่งขรึม เรื่องของกู้ชิงเกอ เขาจะประมาทไม่ได้
“รับทราบเจ้าค่ะท่านพี่ฉางเซิง!”
ไป๋เยวี่ยเกอถอยหลังอย่างเชื่อฟังดวงตางามคู่นั้นจ้องมองค่ายกลด้วยความอยากรู้อย่างใจจดใจจ่อ รอยประทับแห่งแสงจันทราปรากฏขึ้นจางๆที่กลางหน้าผาก ร่างงามสง่าปรากฏขึ้น และเฝ้ามองดูเหตุการณ์ทั้งหมดนี้จากที่ห่างไกล
ซูฉางเซิงไม่รู้ถึงเรื่องนี้เขามีสีหน้าเคร่งขรึม บิดนิ้วร่ายมนตร์ ใช้เคล็ดวิชาลับที่บันทึกไว้ในวิทยายุทธหมื่นภัยพิบัติเพื่อปลุกพลังร่างอมตะหมื่นภัยพิบัติ
“ครืน...”
ค่ายกลทำงานพลังปราณพวยพุ่ง อักขระนับพันหมุน แสงศักดิ์สิทธิ์มากมายสาดส่อง ช่างเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ
ในไม่ช้าซูฉางเซิงก็โยนทรัพยากรต่างๆเข้าไป รวมถึงผลแห่งความวิบัติและบัวพิชิตวิบัติด้วย
สิ่งที่เรียกว่าความวิบัตินั้นย่อมเกี่ยวข้องกับภัยพิบัติ
พลังทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติจะถูกร่างอมตะหมื่นภัยพิบัติควบคุมและดูดซับ
นี่คือเหตุผลที่ต้องใช้บัวพิชิตวิบัติและผลแห่งความวิบัติในการปลุกพลังร่างอมตะหมื่นภัยพิบัติ
ตูม!ตูม! ตูม!
ภายในโถงแห่งนี้แสงสว่างมากมายสาดส่อง พลังปราณแผ่ไพศาล พลังมหาภัยทำลายล้าง พลังต่างๆ ครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างตรงใจกลางที่แห่งนั้นมีร่างที่ปกคลุมไปด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์นับพัน กำลังเป็นปรากฏภาพที่ชวนระทึกใจ…
ราวกับเซียนที่กำลังทะยานขึ้นสู่สวรรค์
“ร่างอมตะหมื่นภัยพิบัติ...”
ภาพแสงจันทร์จางๆที่หน้าผากของไป๋เยวี่ยเกอราวกับกำลังพูดสิ่งใด โบราณกาลหาใดเปรียบ ก้องกังวานในใจของไป๋เยวี่ยเกอทำให้นางตกตะลึง
“ผู้ใดกำลังพูดอยู่”
ไป๋เยวี่ยเกอรู้สึกสับสนนางรู้สึกว่าเสียงนี้คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด
ทว่าในไม่ช้าร่างนั้นก็หายไป และเสียงก็เงียบลง
ตูม!
บริเวณด้านนอกเหนือตระกูลซู ปรากฏการณ์น่าอัศจรรย์มากมายปรากฏขึ้น เทพปิศาจคำราม เซียนร่วงหล่นภัยพิบัติมากมายปรากฏขึ้น ฉายเป็นภาพอันน่าสะพรึงกลัวของทุกสิ่งทุกอย่างที่ดับสูญ
แม้จะใช้ค่ายกลต่างๆปกปิดเอาไว้ ทว่ายังคงมีปรากฏการณ์บางส่วนปรากฏขึ้น สั่นสะเทือนสวรรค์และพิภพกระทบพื้นที่นับล้านลี้
อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับสถานการณ์ก่อนหน้านี้ที่กระทบหลายทวีปหรือแม้แต่ทั่วทั้งดินแดนศักดิ์สิทธิ์แล้ว ถือว่าดีขึ้นไม่น้อยจริงๆ
อย่างน้อยถึงแม้ว่าจะมีผู้อาวุโสมากมายที่ตกใจ ทว่าเมื่อเห็นว่าเป็นทิศทางของตระกูลซูก็ไม่มีผู้ใดกล้ามาตรวจสอบ แม้แต่เซียนก็ตาม
“นั่นคือทิศทางของตระกูลซู!”
“ปรากฏการณ์อันน่าอัศจรรย์เช่นนี้ซูฉางเซิงผู้นั้นกำลังก่อเรื่องอีกแล้วหรือ”
“เขามีความลับอันยิ่งใหญ่อยู่ในตัว ทว่าเราไม่อาจยั่วยุได้ สำนักว่านโซ่วถูกเขาทำลายสำนักหลิงซวีเจี้ยนก็ไม่กล้ายั่วยุ เช่นนั้นข้าเองก็มิบังอาจเช่นกัน!”
สำนักกองกำลังระดับสูงที่อยู่ใกล้เคียงต่างก็มีเซียนนักบุญปรากฏขึ้นดวงตาของพวกเขาเปล่งประกายด้วยอักขระแห่งเต๋า สั่นสะเทือนมองไปยังปรากฏการณ์อันน่าทึ่งนี้
โดยไม่มีข้อยกเว้นสีหน้าของพวกเขาต่างก็ตกตะลึง
ในฐานะเซียนนักบุญพวกเขามีขอบเขตวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลเพียงใดทว่าพวกเขาก็ไม่เคยเห็นปรากฏการณ์อันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้มาก่อน
หากจุดที่ปรากฏการณ์เกิดขึ้นไม่ใช่ของตระกูลซูพวกเขาก็คงจะลงมือตรวจสอบไปแล้ว
เพียงแต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับซูฉางเซิงพวกเขาจึงระมัดระวังเป็นอย่างมาก
เพราะอิทธิพลอำนาจของซูฉางเซิงน่ากลัวเกินไป
แม้แต่สำนักหลิงซวีเจี้ยนที่แข็งแกร่งก็ยังหวาดกลัวไม่กล้าเผชิญหน้าโดยตรง พวกเขาถูกซูฉางเซิงบุกโจมตี หัวหน้าสำนักถูกสังหารก็ยังไม่กล้าส่งเสียงแม้แต่แอะเดียวทำได้เพียงปล่อยให้บัวพิชิตวิบัติถูกแย่งชิงไป…
แม้ว่าเซียนนักบุญของสำนักหลิงซวีเจี้ยนจะออกคำสั่งปิดข่าวทว่าสำหรับสำนักกองกำลังระดับสูงแล้ว นี่หาใช่ความลับไม่ พวกเขาทั้งหมดล้วนล่วงรู้เรื่องนี้ผ่านสายลับที่แอบแฝงตัวอยู่
ดังนั้นสำนักกองกำลังระดับสูงเหล่านี้จึงหวาดกลัวซูฉางเซิงอย่างมากและคาดเดาว่าพลังของเขาอาจเทียบเท่ากับเซียนนักบุญขั้นที่แปด หรือแม้แต่ขั้นที่เก้าแล้ว
“ช่างเถิด ยุคสมัยนี้เป็นของซูฉางเซิงปล่อยให้เขากระทำการโอหังไปอีกหลายหมื่นปีก็แล้วกัน!”
มีเซียนนักบุญพึมพำเบาๆจากนั้นก็หลับตาลง หมอกหนาทึบปกคลุมร่างของเขาเอาไว้รัศมีบนร่างกายของเขากำลังหมุนวนและดูดซับรากฐานแก่นแท้ชั้นยอดของสวรรค์และพิภพโลกา
“นั่นคือทิศทางของบรรพบุรุษ!”
“ปรากฏการณ์นี้เกิดจากบรรพบุรุษฉางเซิงบางทีท่านอาจกำลังฝ่าขีดจำกัดหรือไม่”
“ไม่ต้องตื่นตระหนกนี่เป็นเพียงปรากฏการณ์ที่เกิดจากการบำเพ็ญเพียรของบรรพบุรุษฉางเซิง!”
สมาชิกตระกูลซูก็ตกใจกับปรากฏการณ์นี้เช่นกันทว่าหลังจากที่ทราบถึงต้นตอที่แท้จริงของปรากฏการณ์นี้แล้ว พวกเขาก็โล่งใจเหล่าผู้อาวุโสรีบปลอบประโลมสมาชิกตระกูล
ในไม่ช้าสมาชิกตระกูลที่รวมตัวกันก็แยกย้ายกันไป
ตูม!
ภายในโถงเวลาค่อยๆ ผ่านไป
สภาพของกู้ชิงเกอเดินทางมาถึงช่วงเวลาสำคัญผมยาวสยาย ดวงตาเย็นชา แสงอมตะนับพันส่องประกาย พลังภัยพิบัติมากมายพวยพุ่งนางดูราวกับเซียนผู้หนึ่ง
รัศมีบนร่างกายของนางก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน
จากระดับทะเลปราณไปจนถึงระดับทะเลปราณขั้นสูงสุดระดับต้นกำเนิดแท้จริง ระดับต้นกำเนิดแท้จริงขั้นสูงสุดระดับความสามารถศักดิ์สิทธิ์...
ในเวลาเพียงไม่นานนางก็เลื่อนระดับขึ้นไปถึงระดับความสามารถศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงสุด และกำลังฝ่าทะลวงไปสู่ระดับมนุษย์สวรรค์ทว่ากลับหยุดชะงัก
กระทั่งซูฉางเซิงเองก็ยังคิดว่ากู้ชิงเกอตั้งใจจะระงับเอาไว้มิฉะนั้นนางคงสามารถเลื่อนไปถึงระดับแกนต้นกำเนิดได้ในครั้งเดียว
อย่างไรก็ตามเขาก็รู้ว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้อง
เพราะระดับความสามารถศักดิ์สิทธิ์เป็นระดับที่ใช้ในการสร้างรากฐานจำเป็นต้องสร้างรากฐานและรวบรวมพลังเอาไว้ให้มั่นคง เพื่อที่ว่าเมื่อฝ่าขีดจำกัดไปสู่ระดับแกนต้นกำเนิดจะสามารถสร้างแกนต้นกำเนิดที่แข็งแกร่งที่สุดได้
“วือ!”
ไม่นานนักปรากฏการณ์ต่างๆ ก็หายไป ทรัพยากร แสงศักดิ์สิทธิ์ และค่ายกลภายในโถงก็สลายไปกู้ชิงเกอค่อยๆ ลืมตาขึ้น แสงอันน่าเกรงขามพุ่งออกมา
ร่างสูงเพรียวผมยาวสลวย รัศมีอมตะล้อมรอบร่าง ระหว่างคิ้วมีอำนาจศักดิ์สิทธิ์แผ่ซ่าน ราวกับจักรพรรดินีผู้จุติ
ถึงแม้จะเป็นเพียงระดับความสามารถศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงสุดทว่ารัศมีของนางนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าผู้ฝึกตนระดับแกนต้นกำเนิดทั่วไป
“ท่านพี่หญิงกู้ช่างงดงามและทรงพลังยิ่งนักเจ้าค่ะ!” ไป๋เยวี่ยเกอที่อยู่ด้านข้างอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาด้วยความชื่นชมดวงตางามเป็นประกายด้วยความอิจฉา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูเขาทั้งสองลูกบนร่างกายนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าตกใจ
“ซูฉางเซิง!”
กู้ชิงเกอหันมามองตะโกนเสียงเย็นชาด้วยน้ำเสียงสูงส่ง ราวกับจักรพรรดินีกำลังตำหนิ มองมายังซูฉางเซิงด้วยความดูถูก
ดูเหมือนว่าการปลุกพลังร่างอมตะหมื่นภัยพิบัติทำให้ร่างกู้ชิงเกอพองโตขึ้นเล็กน้อย
คาดไม่ถึงว่ากล้าที่จะท้าทายเขาอีกครั้งเสียแล้ว
เมื่อเห็นเช่นนี้ซูฉางเซิงก็โกรธไม่ลง เพียงยิ้มเยาะออกมา
เขาจะเอาคืนด้วยการกระทำเท่านั้น
“ซู... อ๊ะ... เดี๋ยวก่อน...อย่าทำที่นี่... อือ...”
กู้ชิงเกอก้าวไปข้างหน้ากำลังจะเอ่ยสิ่งใดขึ้นต่อไป ทันใดนั้นก็ถูกซูฉางเซิงอุ้มขึ้น เร่งเดินไปยังกำแพงด้านข้างสีหน้านางตื่นตระหนก
“อุ๊ย!”
ไป๋เยวี่ยเกอที่อยู่ด้านข้างร้องออกมาอย่างตกใจนางยกมือเล็กๆ ขึ้นมาปิดตาโดยไม่รู้ตัว ใบหน้าแดงก่ำ หัวใจเต้นแรงจนเกือบจะเป็นลม
เมื่อครู่นี้มันกระไรกัน...ช่างน่าอายเสียจริง...