ณ อาคารกลาง สำนักเซียนบุปผา
“ นี่หอคอยเซียนที่สิบ มีคนผ่านครบเก้าชั้นเชียวหรือนี่?”
เสียง เจ้าสำนักเซียนบุบฝาที่มอง ภาพของเฟยหลงตลอดเอ่ยขึ้นมาอย่างตื่นตะลึง ทำให้สำนักเซืยนอื่นๆ ถึงกับตกใจ รีบมาดูพร้อมกัน
แต่ว่า เซียนเย่วเหอกลับอมยิ้มอย่าง ยินดีที่สุด
“ ท่านเซียนเย่ว ยินดีด้วยที่ได้ศิษย์ที่อัจฉริยะเช่นนี้ หลายพันปีมาแล้ว ไม่เคยมีมนุษย์คนใด สามารถก้าวข้ามผ่าน ชั้นที่เก้ามาได้เลย อย่างมากก็แค่ชั้นที่หกเท่านั้นเอง” เซียนติงหยิ่น กล่าวแสดงความดีใจด้วย ทุกคนต่างเข้ามาดีใจพร้อมๆ กัน
“ แล้วอย่างนี้ คนที่ผ่านด่านที่เหลือจะสู้เขาได้อย่างไร อย่างนี้ต้องมีการ ต่อกันบ้างนะ?” เซียนเล่าสี่ เอ่ยอย่างยิ้มแย้ม
“ จะให้ต่อ อย่างไร?”
“ หอคอยเซียน 1-9 พวกเขาสามารถผ่านได้แค่ชั้น 6 เท่านั้น คงต้องให้ทั้งเก้าคนสู้กับ คนของหอคอยเซียนที่ 10 เพียงคนเดียว น่าจะเหมาะสมนะ”
“ ท่านเซียนเย่ว กลัวหรือไม่?”
“ ฮ่า ฮ่า กลัวที่ไหนกันเล่า ส่งพวกเขาเรียงหน้ากันเข้ามาได้เลย ”
เซียนหอคอยทั้งเก้า ฟังแล้วยิ่งไม่สบอารมณ์ ส่งสัญญาณไปบอกกับ หอคอย 1-9
สั่งให้รุมเฟยหลงคนเดียวไปเลย ไม่ต้องสู้ทีละคน
แล้วผู้ชนะทั้ง เก้าคน ก็มาปรากฏต่อหน้าเฟยหลง ที่ยืนมองอย่างสงบเพราะข้อความภารกิจด่านที่สิบปรากฏออกมาว่า จัดการผู้ชนะทั้งเก้าคนแล้วยืนหนึ่งเป็นผู้ชนะในครั้งนี้
“ พี่ใหญ่ เจ้าคนนี้ที่มันทำร้ายข้า พวกเรา ร่วมมือกันจัดการกับมันเลย”
“ อืม ท่านเซียนหอคอย บอกพวกเจ้าทุกคนแล้วใช่ไหม ให้พวกเราทั้งเก้า รุมกำจัด ไอ้หมอนี่ก่อน” ทั้งหมดพยักหน้าพร้อมกัน เฟยหลงเห็นแล้วส่ายหัวแล้วบอกว่า
“ พวกเจ้าคิดว่า จะทำอะไรข้าได้หรือ? หึ หึ”
“ แกตาย” ราชันหมาป่าน้อยยิงดัชนีเข้าใส่เฟยหลงก่อนทันที แต่ว่าเฟยหลงไม่หลบใช้กระบี่จี้ไปด้านหน้า พลังดัชนีปล่อยเข้ามาก็สลายไป พอองค์ชายเหลยฮั่นสบตากับเฟยหลง ก็หยุดการเคลื่อนไหว ถูกวิชาสยบจิตเข้าไป เลยถูกถีบหน้าอกกระเด็นกลิ้งไปกับพื้น ที่เหลือก็เริ่มโจมตีเช่นกัน แต่พอสบตากับเฟยหลง กลับหันไปโจมตี พวกเดียวกันเอง เลยถูกเฟยหลงต่อยหมัดซ้ายร่วงกระเด็นตกเวทีไปคนหนึ่ง แล้วก็ถีบเข้าหน้าอกอีกสองคน จนลอยลิ่วไปตกเวที เหลืออีก 6 คน
องค์ชายเหลยฮั่นถึงกับยิงดัชนีใส่ องค์ชายเหลยหู่ ราชันหมาป่าใหญ่ แต่ว่าหลบได้ทัน แต่ก็ถูกอีก สี่คนเข้ามารุมทำร้าย แล้วเฟยหลงก็ปล่อยหมัดกระเรียนฟ้า ท่าที่สิบ กลายเป็นเงาของนกกระเรียนนับร้อยพุ่งออกไป ตูม ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ !!!
กระแทกเข้าใส่คนทั้งหมดลอยลิ่ว ตกเวทีไป
“ เยี่ยมมาก เจ้าหนูนี่” เสียงของเซียนเย่วเหอตะโกนออกมาเสียงดัง ทำให้เซียนที่เหลือได้แต่มองนิ่ง ไม่พูดอะไรออกมา
“ คราวนี้ข้าได้ไปบอกท่านเจ้าสำนักได้อย่างมีความสุขเสียที รอคอยมาเป็นพันปีแล้ว กว่าจะได้เจอศิษย์แบบนี้”
เฟยหลง ถูกพามาที่สำนักเซียนบุปผา พบกับเซียนเย่วเหอ
“ ต่อไปนี้ เจ้าคือศิษย์ของสำนักสือเซียนแล้ว เจ้าพร้อมจะไป แดนสวรรค์กับข้าเลยไหม?”
เฟยหลงกำลังคิดถึง เสี่ยวหง กับศิษย์พี่ เผิงตี้ ไม่รู้เป็นยังไงบ้างแล้วยังไม่ได้บอกลากับ อาจารย์ซ่งซานอีกด้วย แล้วยังสงสัยว่า เขาผ่านด่านทั้งสิบด่านแล้ว ขีดขาวก็ครบสิบขีดแล้ว ทำไมไม่ส่งตัวเขากลับโลกปัจจุบันเสียที หรือต้องกดปุ่ม ทีติ่งหู เลยขอจัดการเรื่องของ เสี่ยวหงก่อน ค่อยว่ากัน
“ ข้าต้องขอไปร่ำลา ท่านอาจารย์ฟางเจิ้น ก่อน เสร็จธุระแล้ว ข้าค่อยติดตามท่านไป”
“ ได้ ได้ นี่คือหยกสื่อสาร เจ้าพร้อมแล้ว ก็กดที่หยกสื่อสารเอาไว้ แล้วพูดออกมาได้เลย ข้าจะมารับเจ้าไปที่สำนักสือเซียนเอง”
เฟยหลงคำนับลาออกไปตามเสี่ยวหงในทันที แล้วก็พบกับ เสี่ยวหงกับ ศิษย์พี่เผิงตี้ ที่ยืนรออยู่ตรงทางออก
“ เจ้าไปไหนมา คนอื่นเขากลับกันไปหมดแล้ว”
“ ใช่ พี่เฟยหลงได้ขึ้นไปที่ชั้นเท่าไร ข้าเองขึ้นไปชั้นสาม ก็ถูกดีดออกมาแล้ว” เสี่ยวหงเอ่ยอย่างตื่นเต้น
“ ข้าเองเพิ่งขึ้นชั้นสอง ก็ถูกเด้งออกมา เพราะว่ามีคนกระโดดข้ามไปชั้นเก้าเลยทำให้พวกเราต้องกระเด็นออกกลับมาจนหมด”
“ คนที่ศิษย์พี่พูด ก็คือข้าเอง ไปกันเถอะ ข้าต้องไปร่ำลาอาจารย์ซ่งซานแล้ว”
เฟยหลงเอ่ยจบ ก็จูงมือเสี่ยวหงไป
“ เย้.. ข้าคิดแล้ว พี่เฟยหลงจะต้องชนะเลิศ เป็นท่านจริงๆด้วย”
เผิงอี้ได้ยินเช่นนั้นได้แต่ยืนนิ่งอ้าปากค้าง จนเฟยหลงเดินออกไป เลยรีบวิ่งตามแล้วก็เริ่มซักถามเป็นการใหญ่ แต่เฟยหลงก็ตอบจนหายข้องใจทั้งหมด
ในขณะที่ทั้งสองพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ก็มีเผ่าปักษาสวรรค์ บินมาจากท้องฟ้า เกือบ ห้าสิบคน แล้วค่อยๆ ร่อนลง มายืนขวางด้านหน้า เฟยหลงกับพวก
มีชายคนหนึ่ง สวมมงกุฏ ใส่เสื้อผ้าคล้ายดั่งผู้สูงศักดิ์ เอ่ยขึ้นว่า
“ ท่านหญิงน้อย ถึงเวลาที่ต้องกลับนครปักษา ท่านลงมาเที่ยวนานเกินไปแล้ว”
“ พี่หยางฟง ท่านมาได้ยังไง ...ข้ายังไม่อยากกลับ ข้าจะอยู่กับพี่เฟยหลง” เสี่ยวหงเกาะแขนเฟยหลงแน่นไม่ยอมปล่อย เฟยหลงเห็นว่า ทั้งคู่รู้จักกัน ก็เลยเอ่ยว่า
“ ในเมื่อคนของเจ้ามาแล้ว ก็ควรจะกลับไปกับพวกเขานะ?”
“ ข้าไม่อยากกลับไป พวกเขาฆ่าพ่อแม่ข้า และจะบังคับให้ข้าแต่งงานอีก พี่เฟยหลงพาข้าหนีไปด้วยนะ” เสี่ยวหงเอ่ยมาแบบนี้ เฟยหลงก็พูดไม่ออก นึกไม่ถึงเสี่ยวหงจะเกิดเรื่องราวแบบนี้ ไม่ทันได้ถามรายละเอียด ชายที่สวมมงกุฏ ก็ยกมือ แล้วดึงร่างของเสี่ยวหง หลุดจากมือของเฟยหลงได้อย่างรวดเร็ว
“ ข้าไม่อยากเสียเวลา กลับกันได้แล้ว”
“ พี่เฟยหลง ช่วยข้าด้วย” เสี่ยวหงร้องตะโกนอย่างน่าสงสาร
เฟยหลงเคลื่อนไหว ด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้าเช่นกัน เพื่อเข้าไปช่วยเสี่ยวหง
แต่ว่าองครักษ์ทั้งสี่คน มีอยู่หนึ่งคนเข้ามาขวางเอาไว้ เลยปะทะหมัดกัน เปรี้ยง !!
เฟยหลง ถูกพลังเทพระดับสูง กระแทกกระเด็นไป
“นี่มันพลังอะไรวะนี่ ทำไมพลังข้าอ่อนด้อยเช่นนี้” เฟยหลงกระอักเลือดออกมา เอ่ยอย่างสงสัย
“ ปักษาวายุ กับ ปักษาอัสนี เจ้าสองคนฆ่ามันซะ ท่านหญิงเราไปกันได้แล้ว”
หยางฟง กดจุดที่คอ ทำให้ท่านหญิงถึงกับสลบ แล้วบินขึ้นไปบนฟ้าอย่างรวดเร็ว
เฟยหลงยิงสายฟ้าไปขวางแต่ว่า ถูก พลังของ ปักษาอัสนีที่ใช้สายฟ้าเช่นกัน ขัดขวางเองไว้ เปรี้ยง !!
“ เป็นแค่มนุษย์กลับมีพลังเทพเซียน เสียด้วย เป็นคางคก คิด กินเนื้อหงษ์รึ เจ้าจงรู้ไว้ด้วย อีก 4 ปี พอ ท่านหญิงอายุครบ 15 ต้องเป็นชายาขององค์ชายหยางฟง
เจ้าอย่าคิดกำแหงเพ้อฝันไป” ปักษาวายุเอ่ยอย่างเหยียดหยาม เฟยหลง
“ พูดมากไปใย ข้าจะทำให้เจ้ารู้จักพลังเทพเซียนที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร” ปักษาอัสนี เอ่ยจบก็บินไปรอบๆ ของเฟยหลงอย่างรวดเร็ว พร้อมปล่อยพลังสายฟ้าออกมา เฟยหลงชักกระบี่ออกมา แล้วก็เรียกสายฟ้ามาที่กระบี่เช่นกัน สายฟ้าของทั้งสอง ปะทะกัน ยันกันไปมา ไม่สามารถโค่นกันได้ แต่ว่าปักษาวายุกลับบินแวบมาด้านหลังแล้วใช้ปีกอันคมกริบ ตัดแขน ของเฟยหลงที่ถือกระบี่ไว้ ฉัวะ ! แขนของเฟยหลงขาดสะบั้น เสียหลักล้มลง ถูกสายฟ้าผ่ามาที่ร่าง เปรี้ยง ! ปักษาวายุ ก็ใช้ปีกฟันอีกทีเข้าที่คอ หัวของเฟยหลงขาดสะบั้น ลงไปกลิ้งกับพื้น
“ เฟยหลงงงงงงง !! ” ศิษย์พี่เผิงตี้เห็นเช่นนั้นตกใจยิ่งนัก รีบเข้าไปประคองศพของ เฟยหลงเอาไว้แล้ว ร้องไห้คร่ำครวญเสียงดัง
“ อย่าโทษว่าพวกเราโหดเหี้ยมเลย ต้องโทษเจ้าที่เกิดมาอ่อนแอมากกว่า” ปักษาวายุเอ่ยจบก็บินกันไปบนท้องฟ้า ไม่แยแสมนุษย์ผู้ต่ำต้อย ไร้พลังเช่นนี้อีก
เฟยหลงสะดุ้งเฮือก ส่งเสียงร้องออกมาดังลั่น แต่ไม่มีใครได้ยินเสียง เฟยหลงจึงปลดล็อคมือ แล้วศรีษะ แล้วผลักกระจกแคปซูลฝึกฝนออกมา แล้วตะโกนบอก เจ้าหน้าที่ซีวันว่า
“ พาข้ากลับไปโลกฝึกฝนเดี๋ยวนี้?”
“ เดี๋ยวก่อนนี่ เจ้าไปไม่ถึงวัน หากตายไปแล้ว ร่างของเจ้าจะกลับไปเองอัตโนมัติ ขอข้าตรวจก่อนว่าทำไมถึง ไม่ได้กลับไป” ซีวันเห็นขีดที่แขนซ้ายเหลือแค่สอง แล้วหันไปมองขีดที่แขนว่า แล้วนับปรากฏว่า ครบ สิบขีดแล้ว ก็มองหน้าเฟยหลงแล้วเอ่ยว่า
“ นี่เจ้าพิชิตด่านครบสิบด่านแล้วหรึอนี่?”
“ ข้าต้องการกลับไป”
“ จะกลับไปได้ยังไง ในเมื่อเจ้า ผ่านครบสิบด่านสมบูรณ์แล้ว”
“ พาข้ากลับไปก่อน ข้าต้องรีบไปช่วยคน”
“ ใจเย็น เจ้ากลับไปพักผ่อนก่อน พวกที่เพิ่งออกมา ก็มีอาการแปลกๆ เช่นเจ้านั่นแหละ สับสนระหว่างโลกความเป็นจริง กับ โลกในการฝึกฝน อีก 2 วันก็จะหายดีไปเอง แต่ว่าเจ้านี่เป็นคนแรกเลยนะ ที่สามารถพิชิต 10 ด่านได้เพียง 1 วันเท่านั้น สถิติเก่าถูกทำลายย่อยยับเลย” ซีวันเอ่ยจบก็เดินกลับไปทำงานไม่สนใจ เฟยหลงอีก
“ นี่เราสับสนเรื่องโลกจริงกับโลกฝึกฝน อย่างนั้นรึ? ทำไมช่างเหมือนจริงปานนั้น”
เฟยหลงสะบัดหน้าไปมา แล้วก็เดินกลับที่พักอย่างมึนงง
พอกลับที่พักก็สำรวจพลังในร่างกายของตนเอง พบว่า พลังจิตของตนนั้น ขึ้นมาในระดับ ที่ 5 เหมือนในโลกฝึกฝน แล้วพลังปราณยุทธ์ ก็เพิ่มขึ้นมาอีก 10 ระดับกลายเป็น ปราณยุทธ์ ระดับที่ 60 ขั้นอัครพรหมเทพขั้นสูง หรือว่าที่โลกฝึกฝนเป็นโลกฝึกฝนยุทธ์โบราณ ทำให้เรามีพลังปราณยุทธ์เพิ่มเช่นนี้
หลังจากพักผ่อนปรับอารมณ์ได้แล้ว ก็เข้าไปพบอาจารย์ซ่งซาน แล้วเล่าเรื่องที่ผ่านมาในโลกฝึกฝนให้ท่านฟังทั้งหมด
“ นี่เจ้าสามารถพิชิตด่าน ทั้งสิบได้ในเวลาเพียง 1 วันเองหรือนี่?”
“ ขอรับ แต่ข้ายังสับสนอยู่บ้าง โลกฝึกฝนนั้นช่างเหมือนจริงมากเลย”
“ มันเป็นโลกฝึกฝน จะเป็นเรื่องจริงได้อย่างไร หากเป็นจริง ที่เจ้าบอกว่า ถูกเทพปักษาวายุอะไรนั่น ตัดหัวขาด ป่านนี้ เจ้ามิตายไปแล้วรึ?”
“ จริงด้วย ถ้าเป็นจริง ข้าคงต้องตายไปแล้ว เฮ้อ.. คนสร้างนี้ช่างเก่งกาจเสียเหลือเกินนะขอรับ”
“ ว่าแต่เจ้าอยากฝึกฝน วิชาเลือกอะไร ที่ยังเหลืออยู่”
“ ข้าอยากลงเรียนวิชาอักขระเวทย์ ก่อนขอรับ”
“ อืม ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็ควร ศึกษาอักษรโบราณนี้ก่อนให้มากๆ แล้วก็ศึกษาแผนที่ การเดินทางในโลกฝึกฝน ให้ละเอียด แล้วค่อยเข้าไปในแคปซูลฝึกฝน”
“ มีแผนที่ด้วยรึ ขอรับ”
“ มีซิ แต่ว่าศิษย์ทั่วไป มักจะไม่มีคะแนนภารกิจไปแลกกัน เจ้ามีตั้ง 1 ล้าน ก็ควรไปขอ แลกตำราและคู่มือการฝึกฝนที่ สำนักงานภารกิจได้เลย”
เฟยหลงดีใจยิ่งนัก รีบ กล่าวลาแล้วรีบไปที่สำนักงานภารกิจ ทันที
พอมาถึง ก็เข้าไปสอบถาม พบว่า มีหยกตำราอักษรอักขระเวทย์มนต์โบราณ อยู่สองเล่ม และ คู่มือแผนที่การเดินทางในโลกฝึกฝนอีก 1 เล่ม โดยที่จะ หยกทั้งสามนี้ เฟยหลงสามารถ ดูดซับเข้าไปในห้วงจิตวิญญาณของตนเองได้ ซึ่งจะมีอายุเพียง 30 วัน ข้อมูลนี้จะหายไปเอง โดยต้องแลกกับคะแนนภารกิจ ถึง 1 แสนห้าหมื่นคะแนน เฟยหลง ทำการโหลดตำราสองเล่ม กับ คู่มือการเดินทาง อีก 1 เล่ม เข้าไปในห้วงจิต ไม่นานก็ได้มาจนครบ แล้วกลับมาเริ่มฝึกฝน ที่พักส่วนตัวของตน
ตำราอักขระเวทย์มนต์โบราณนั้น เล่มแรกเป็น อักษรที่เรียกว่า รูน เป็นอักขระเวทย์โบราณ โดยตำราบอกกล่าวเอาไว้ว่า มีเทพเจ้าผู้หนึ่งนามว่ามหาเทพโอดิน ได้ทำการฝึกฝนโดยใช้ขาแขวนเอาไว้ใต้ต้นแอปเปิ้ลทองคำ
อยู่ 9 วัน 9 คืน ทำให้เกิดบรรลุญาณวิเศษ ความรู้มากมายไหลหลากเข้ามาในห้วงจิตของท่าน จนเกิดภาวะหยั่งรู้ ในเรื่องราวทุกสรรพสิ่งในจักรวาล เทพโอดินหยั่งรู้ว่าชีวิตของท่านนั้นก็อยู่อีกได้ไม่นานก็ต้องตายในสงครามแร็กนาร็อค ท่านไม่อยากให้ความรู้ต้องตายไแกับท่านเลย สร้างตำราความรู้ออกมามากมาย หนึ่งในนั้นคือ สร้างอักขระเวทย์ หรืออักษร รูน ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการพลังต่างๆ มากมายเช่นพลังอักขระรักษาโรค พลังอักขระทำลายล้าง พลังอักขระป้องกันภัย พลังอักขระค่ายกล และ พลังอักขระคำสาป
โดยสามารถเขียนลงในกระดาษ ศิลา อาวุธ แผ่นเงิน แผ่นทองแดง แผ่นทองคำ โดยลายอักขระที่เหลือตกทอดมาอยู่ในสำนักเคียงฟ้า ซึ่งเหลือเพียงไม่กี่อักขระเวทย์เท่านั้น เฟยหลงนับๆ ดู แล้ว มีอยู่ไม่เกิน ไม่ถึง 6 อักขระเวทย์เท่านั้น เฟยหลงอ่านเล่มที่สองต่อ เป็นการเขียนอักษรยันต์ลงในแผ่นกระดาษ แผ่นไม้ ผิวหนัง อากาศ ศาตราวุธ ซึ่งเป็นการสร้างขึ้นมาโดยมนุษย์เพื่อใช้บูชาและอัญเชิญพลังเทพ มาเป็นพลังในการรักษา ต่อสู้ การป้องกัน ทำลายภูติผี
ซึ่งการเขียนลายอักขระยันต์เหล่านี้ จะมีรูปแบบ ที่หลากหลาย ให้ศึกษามากมายหลายแบบ หลายรุ่น หลายลวดลาย เฟยหลงอ่านจบทั้งสองเล่ม ก็เริ่มออกไปที่ร้านแลกคะแนนภารกิจ เพื่อแลกหมึกสี แผ่นผ้ายันต์ แผ่นเงิน แผ่นทองแดง แผ่นทองคำ พู่กัน เหล็กสลักยันต์ หมดไปอีก ห้าหมื่นคะแนน คงเหลืออีก 8 แสนคะแนน
เฟยหลงลงมือเขียนยันต์ลงไปตามที่ ตำราได้บอกเอาไว้ เจ็ดวันแรก พลังจิตของเฟยหลงที่มีระดับ ห้าแล้ว จึงสามารถเขียนอักขระเวทได้หลายรูปแบบ และเริ่มชำนาญ แต่พอฝึกเขียนไปแล้วรู้สึกว่า อักขระเวทย์ที่เขียนไปนั้นก็เหมือนกับที่อาจารย์ศิลานักปราชญ์ได้สอนเอาไว้ ทำให้สงสัยเป็นอย่างยิ่ง
“ อาจารย์” เฟยหลงปลุกศิลานักปราชญ์ที่จำศีลอยู่
“ มีอะไร?” ศิลานักปราชญ์ลุกขึ้นมา บิดไปบิดมา เพราะนอนมานาน
“ ข้ากำลังเรียนอักขระเวทย์ของท่านเทพโอดิน ทำไมช่างเหมือนกับของท่านเลย”
“ ไหนดูซิตำราของเจ้าซิ?” ศิลานักปราชญ์ส่งจิตเข้าไปตรวจสอบตำราของเทพโอดิน ก็เริ่มหัวเราะขึ้นมา
“ มหาเทพโอดินนั้น ก็เรียนรู้จากพลังจักรวาลของพระเจ้า แต่ตกทอดมาไม่กี่ลายให้ใช้ อักขระเวทย์ของข้าต่างหากที่เป็น ระดับพระเจ้าอย่างแท้จริง ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะสนใจเรียนรู้”
“ จริงหรือ ท่านช่วยสอนข้าได้ไหม?”
“ เจ้าเป็นศิษย์ของข้า ทำไมจะสอนเจ้าไม่ได้ ตำราอักขรเวทย์ของมหาเทพโอดินที่เจ้าศึกษานั้น เป็นเพียงแค่ระดับพื้นฐานระดับต้นเท่านั้น แต่ของข้าคือระดับพระเจ้า ต่อไปนี้ ข้าจะสอนเจ้าทั้งหมดเอง”........