และในตอนนี้เขาก็พอรู้บ้างแล้วว่า ในจำนวนคนทั้งหมดมีคนที่รู้จักกันอย่างน้อยสี่คนด้วยกัน ซึ่งก็คือชายชื่อฟง โม่ หวู่และชุน ส่วนที่เหลือน่าจะมาจากประกาศหาคนเหมือนกับเขา และที่เขารู้ก็เพราะว่าตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้น ชายทั้งสามคนนั้นมักจะหันมาสบตากันอยู่บ่อยๆ รวมถึงหันไปมองทางชายที่ชื่อฟงราวกับรอการส่งสัญญาณจากมันอยู่
"เจ้าเรียกว่าฉินสินะ!"ชายชื่อฟงเอ่ยถามออกมาเสียงเรียบ
"เรื่องชื่อข้ามันไม่สำคัญนักหรอก!"
"แต่สิ่งที่สำคัญตอนนี้คือพวกเจ้าจะเอาอย่างไรกันต่อไปต่างหาก!"
เทียนฉินกลับเอ่ยออกมาโดยไม่ได้สนใจสายตาของชายชื่อฟงคนนั้นเลย ถึงแม้ว่าเขาจะมองไม่เห็นกระบวนท่าที่มันใช้ออกมา แต่เขาก็ไม่ได้เกรงกลัวชายคนนี้เลยสักนิด
"หึ!"
ชายชื่อฟงจ้องมองเทียนฉินราวกลับอยากรู้ว่าเขาเป็นใครมาจากไหนกันแน่ แต่เมื่อคาดเดาไปก็เปล่าประโยชน์มันจึงหันมามองทุกคนอีกครั้ง คนบางคนไม่ยอมสบตาต่างเฉไฉแสร้งหันไปมองทางอื่นเพื่อรอคำตอบ
"ทุกคนกลับมานั่งที่โต๊ะกันก่อนเถอะ!"
"ไว้ให้ฟ้ามืดลงเมื่อไหร่พวกเราจะออกเดินทางกันทันที!"ชายชื่อฟงตะโกนเรียกชายที่อยู่ด้านนอกให้มาจัดการทำลายศพของชายชื่อสุ่ย ก่อนจะเชิญทุกคนมานั่งที่โต๊ะนี้อีกครั้ง แล้วเล่ารายละเอียดบางอย่างที่มันรู้มาให้ทุกคนได้เข้าใจ
จากนั้นจึงเริ่มแบ่งกลุ่มออกเป็นสองกลุ่ม เพื่อสะดวกต่อการเคลื่อนไหว แต่ที่จริงแล้วเป็นเพียงข้าอ้างในการควบคุมคนนอกให้มาอยู่ในการดูแลของพวกมันต่างหาก
การแบ่งกลุ่มนี้กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่มีฟงเป็นหัวหน้าและอีกสามคนคือ หวู่ กุ่ย อี๋ ส่วนกลุ่มที่สองมีโม่เป็นหัวหน้า ซึ่งเทียนฉินก็อยู่กลุ่มนี้ด้วยโดยมีสมาชิกอีกสองคนคือ ชุน หนาน
ท่ามกลางความเงียบสงัดในค่ำคืน เสียงจิ้งหรีดร้องก้องกังวาลไปทั่วผืนป่า แสงจันทร์สีเหลืองนวลส่องประกายลงมาพาให้ใจไหวหวั่น
บริเวณหุบเขาลูกหนึ่งห่างจากเมืองอ้านโถมาหลายสิบกิโล มีร่างของชายแปดคนกำลังยืนมองสำรวจกันไปทั่ว ตั้งแต่พวกเขาออกเดินทางมาถึงก็ได้ลงมายังใจกลางหุบเขานี้กันแล้ว
เทียนฉินรู้สึกชื่นชมเล็กน้อยกับผู้ที่พบเจอสุสานลับแห่งนี้ เพราะด้านหน้าของพวกเขามีซอกหินขึ้นสลับซับซ้อนกันไปมา และมีทางเข้าเล็กๆที่ถูกปิดผนึกไว้ด้วยค่ายกลอยู่รอบด้าน ซึ่งถ้าไม่สังเกตุดูดีๆจะไม่มีทางพบกับค่ายกลนี้ได้เลย
"ก่อนอื่นพวกเราต้องเปิดผนึกค่ายกลนี้ก่อน!"ชายชื่อฟงบอกออกมาก่อนจะหยิบสิ่งของบางอย่างแจกจ่ายให้กับทุกคน
เมื่อเทียนฉินรับมาดูก็ปรากฏว่ามันมีลักษณะเป็นรูปแปดเหลี่ยมสีเงิน ซึ่งถูกหลอมสร้างมาจากแร่บางชนิด ด้านหน้ามีรอยจารึกบางอย่างที่เขาไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไร แต่ก็พอจะคาดเดาได้บ้างว่ามันน่าจะนำมาเพื่อใช้เปิดค่ายกลที่อยู่ตรงหน้านี้
"เอาล่ะ! ของที่อยู่ตรงหน้าทุกคนคือแผ่นยันต์แปดทิศผกผัน!"
"การใช้งานของมันก็คือให้ทุกคนส่งกระแสจิตเข้าไปด้านในจากนั้นมันจะเริ่มกระบวนการเปิดผนึกค่ายกลแห่งนี้ได้!"
"แต่ก่อนอื่นขอให้ทุกคนยืนในตำแหน่งที่ได้ซักซ้อมกันไว้เสียก่อน!"
ชายชื่อฟงเอ่ยกับทุกคนก่อนเดินไปยังตำแหน่งของตนเอง คนอื่นๆเห็นดังนั้นก็เดินเข้าไปตามตำแหน่งที่ได้รู้มาก่อนที่จะออกมายังสุสานแห่งนี้ จากนั้นเมื่อส่งกระแสจิตเข้าไปด้านใน ยันต์แปดเหลี่ยมนี้ก็เปล่งแสงสีขาวออกมา ก่อนจะกลายเป็นเส้นแสงพุ่งเข้าหากันอย่างรวดเร็ว
ชั่วพริบตาที่เส้นแสงสีขาวพุ่งกระทบกันทั้งแปดทิศ มันก็ถักทอร้อยเรียงกันเป็นแสงกลุ่มใหญ่ก่อนจะปกคลุมไปที่ค่ายกลนั้น
ครืน!!
ค่ายกลที่กางกั้นอยู่นั้นเกิดแรงสั่นกระเพื่อมจนสัมผัสได้ถึงความผันผวนของพลังงานบางอย่าง ก้อนหินที่ซ้อนทับกันจนเกิดเป็นซอกเล็กๆนั้นพลันขยับเขยื้อนจมลงเกิดเป็นปากถ้ำขนาดใหญ่ขึ้นมา
ทุกคนที่มองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็พลันยิ้มออกมาอย่างมีความสุข เพราะแต่ละคนหวังว่าจะได้พบเคล็ดวิชาหรือว่าอาวุธระดับสูงที่เจ้าของสุสานนี้เคยครอบครอง
ส่วนเทียนฉินกลับสงสัยขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ว่าทำไมมันถึงง่ายดายขนาดนี้กัน ถึงแม้เขาไม่รู้ว่ายันต์แปดทิศผกผันนี้จะหาได้ยากง่ายเพียงใด แต่ความไม่สบายใจก็วนเวียนอยู่ในใจไม่ยอมหายไปสักที
"เอาล่ะพวกเราเข้ากันไปได้แล้ว!"
ชายชื่อฟงเดินนำหน้ากลุ่มของเขาไปก่อนทันที จากนั้นจึงเป็นชายชื่อโม่ที่เดินนำพวกเขาตามหลังกลุ่มนั้นไป แต่ละคนล้วนหยิบผลึกแสงขึ้นมาส่องนำทางกันอย่างพร้อมเพรียง เมื่อเดินเข้ามาภายในถ้ำแสงไฟที่พวกเขาถือส่องกระทบกับผนังจนเกิดการสะท้อนของแร่ธาตุที่ฝังอยู่ทำให้ดูสวยงามไปอีกแบบ
แต่เมื่อเดินไปได้ระยะหนึ่งพวกเขาทั้งแปดคนก็ต้องหยุดชะงักกะทันหัน ด้านหน้ามีโพรงถ้ำเกิดขึ้นตามผนังมากมายกระจายไปทั่วบริเวณ ทั้งแปดหันมามองหน้ากันหวังเผื่อมีใครจะอธิบายอะไรได้
"นี่มันอะไรกัน!"ชายชื่ออี๋ร้องอุทานออกมาเสียงดัง
"ขืนเป็นแบบนี้พวกเราไม่ต้องแยกกันหาหรืออย่างไร?"ชายชื่อชุนหันมามองทางชายชื่อฟงก่อนเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ แต่ที่มุมปากกับเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาเล็กน้อย
ชายชื่อฟงที่อยู่ด้านหน้าหันมองซ้ายมองขวาสุดท้ายก็หันกลับมามองทุกคน
"ข้าคิดว่าพวกเราคงต้องแยกกันหาจริงๆนั้นแหละ!"
"แต่ข้าคิดว่าพวกเราควรจะแบ่งออกเป็นสี่กลุ่ม เผื่อเกิดว่าพบอันตรายขึ้นมาจะได้ช่วยเหลือกันได้"ชายชื่อฟงเอ่ยถามความเห็นของทุกคน
เทียนฉินหรี่ตามองไปทางชายชื่อฟงโดยไม่แสดงความคิดเห็นออกมา แต่ในใจกลับครุ่นคิดหาวิธีรับมือกับคนพวกนี้อยู่ เพราะสิ่งที่เขาสงสัยอยู่เริ่มจะมีเค้าลางบอกได้แล้วว่า ทั้งสี่คนนั้นรู้จักกันจริงๆ มิเช่นนั้นคงไม่แบ่งเป็นสี่กลุ่มอย่างนี้แน่
"ข้าเห็นด้วยกับความคิดของเจ้า!"ชายชื่อโม่เอ่ยสนับสนุนออกมาเป็นคนแรก
"ข้าก็เห็นด้วย!"ชายชื่อหวู่พยักหน้าสนับสนุนอีกแรง
ชายชื่อฟงมองไปที่ทุกคนอีกครั้งก่อนจะตัดสินใจเอ่ยออกมา
"ถ้าอย่างนั้นข้าจะเป็นคนแบ่งกลุ่มให้เอง!"
และกลุ่มทั้งสี่ก็ถูกสร้างออกมาง่ายๆคือ ฟงกับอี๋ หวู่กับกุ่ย โม่กับหนาน และชุนกับเทียนฉินเอง เมื่อแบ่งกลุ่มกันเรียบร้อยแล้วชายชื่อฟงก็พาชายชื่ออี๋ไปทางโพลงถ้ำด้านหนึ่งทันที ส่วนคนอื่นก็ไม่มีความคิดเห็นอันใดแยกกระจายกันไปตามคู่ของตนเอง เพราะแต่ละคนล้วนแต่ใจจดใจจ่ออยู่กับสมบัติที่อยู่ด้านในเพียงเท่านั้น
"ข้าว่าพวกเราเข้าไปทางนี้แล้วกัน'
ชายชื่อชุนหันหน้ามาบอกกับเทียนฉินแล้วเดินนำไปทางที่เขาบอกทันที เทียนฉินเพียงพยักหน้าตอบรับก่อนเดินตามไปอย่าว่าง่าย
ตลอดทางที่เขาสองคนเดินไปเป็นเพียงทางเดินแคบๆคดเคี้ยวไปมา แต่เมื่อเดินไปสักระยะหนึ่งก็พบความผิดปกติกับทางที่เขาเดินกันมา บางครั้งเมื่อเดินไปตามทางเรื่อยๆจนสุดแล้วกลับพบว่าทางที่พวกเขาเดินอยู่นี้คุ้นเป็นอย่างมาก
"ทำไมพวกเราถึงได้เดินมาอยู่ที่เดิมกัน?"
ชายชื่อชุนร้องอุทานออกมาพลางยื่นผลึกแสงสาดส่องไปทั่ว เทียนฉินยื่นขมวดคิ้วสำรวจไปโดยรอบเหมือนกัน พลางครุ่นคิดว่าทางเดินพวกนี้เหมือนเคยผ่านมาแล้วอย่างที่ชายชื่อชุนบอกไว้จริง
"ข้าว่าพวกเราควรแยกกันดีกว่า!"
เทียนฉินหันมาเอ่ยกับชายชื่อชุนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่ใช่ว่าเขาอวดเก่งหรืออย่างไร แต่การที่มีคนไม่รู้จักเดินร่วมทางไปด้วย มันทำให้เขาระแวงจนคิดอะไรไม่ออกเหมือนกัน
"เจ้าหมายความว่าอย่างไรกัน?"ชายชื่อชุนหันมามองเทียนฉินด้วยแววตาดุดัน หากแยกกันไปมันจะไม่ผิดแผนที่พวกเขาวางกันไว้รึ
"ในถ้ำนี้มีโพลงอยู่ตั้งมากมายหากพวกเรายังเดินเกาะกลุ่มกันไปอย่างนี้ แล้วเมื่อไหร่จะพบเจอสมบัติกันเล่า!"
เทียนฉินยืนจ้องหน้าชายคนนั้นพร้อมกับเอ่ยบอกออกมาให้เข้าใจ แต่ภายในก็เริ่มเตรียมพร้อมรับมือไว้แล้ว หากชายชื่อชุนคนนี้คิดไม่ซื่อกับตนเอง
"ไม่ได้! อย่างไรพวกเราก็ต้องไปด้วยกัน!"
"หากเจ้าบังเอิญพบเจอสมบัติแล้วเก็บไว้คนเดียวใครจะไปรู้!"ชายชื่อชุนตะคอกออกมาอย่างไม่เห็นด้วย
"แล้วถ้าข้าคิดจะไปเล่า!"
เทียนฉินตอบออกไปอย่างไม่เกรงกลัว อันที่จริงเขายังไม่อยากจะมีเรื่องในตอนนี้หรอก เพราะพวกเขาพึ่งเข้ามาในสุสานกันเอง ยังไม่รู้ว่าจะต้องพบเจอกับอันตรายแบบไหนในสุสานนี้อีก แต่ในเมื่อต้องการมาควบคุมเขาแบบนี้ มีหรือที่เทียนฉินจะยอมตกเป็นเบี้ยล่างให้ใครได้
"เจ้าคิดว่าพลังระดับผันแปรขั้นสูงจะมาอวดเบ่งต่อหน้าข้าได้อย่างนั้นรึ!"
ชายชื่อชุนเย้ยหยันออกมาทันทีที่เห็นว่าไม่อาจจะคุยกันดีๆได้แล้ว ในเมื่อก่อนจะเข้ามาที่นี่ชายที่ชื่อฟงก็ได้ส่งกระแสจิตบอกมันไว้แล้ว ให้กำจัดคนที่เหลือทันทีถ้ามีโอกาส จะได้ไม่ต้องแบ่งสมบัติให้กับคนที่ไม่ใช่พวกของตน
"ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าเจ้าจะห
ยุดข้าได้หรือเปล่า?"
เทียนฉินเอ่ยออกมาเสียงเย็นเยียบ ก่อนเรียกดาบเพลิงสุริยามาถือไว้ในมือทันที
จบตอนที่ 104