ความเจ็บปวดจากการชำระล้างด้วยน้ำเกลือเริ่มจางหายไป ถูกแทนที่ด้วยความปวดตุบๆ ที่หนักหน่วงและสม่ำเสมอราวกับเสียงกลองศึกที่ดังอยู่ในบาดแผล หลี่เทียนอี้นั่งพิงหัวเตียงไม้แข็งทื่อ ลมหายใจของเขาขาดห้วงและร้อนผ่าว กลิ่นคาวเลือดจางๆ ยังคงปะปนอยู่กับกลิ่นอับของยาหมักและกลิ่นไหม้ที่ติดอยู่ตามเสื้อผ้าของเขา
เหงื่อเม็ดโตรินไหลจากขมับลงมาตามสันกรามที่ขบกันแน่น แต่ดวงตาของเขากลับเยือกเย็นและใสกระจ่างราวกับผิวน้ำนิ่งในคืนเดือนหนาว เขามองบาดแผลที่ถูกพันด้วยผ้าไหมสะอาดผืนใหม่ ความสะอาดภายนอกไม่อาจหลอกสัญชาตญาณของเขาได้
สะอาด... แต่ไม่ปลอดเชื้อ ในกระโจมทหารแบบนี้ แค่ชั่วยามเดียวเชื้อโรคก็จะกลับมาลุกลามอีกครั้ง ต้องฆ่าเชื้อให้สิ้นซากเดี๋ยวนี้
ความคิดนั้นจบลงพร้อมกับที่เขาพยายามยันกายลุกขึ้น แต่ความเจ็บปวดที่เสียดแทงขึ้นมาจากหน้าอกก็รุนแรงจนร่างกายของเขากระตุกและทรุดลงพิงหัวเตียงดังเดิม
เขาหลับตาลงชั่วครู่เพื่อสะกดความเจ็บปวด ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้งและหันไปมองเถี่ยซินที่ยืนสงบนิ่งอยู่ไม่ไกล
ไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกจากปากของเขา มีเพียงการพยักหน้าเบาๆ ไปยังโต๊ะบัญชาการที่ว่างเปล่า
เถี่ยซินขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความไม่เข้าใจ แต่ก็ก้าวเข้ามาใกล้ตามสัญชาณ
เขาเอ่ยเสียงแหบพร่า "เถี่ยซิน กระดาษ ที่ฝนหมึก"
เถี่ยซินรับคำสั่งและเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ไม่นานนัก ถาดไม้ที่บรรจุกระดาษสีเหลืองซีด พู่กันขนหมาป่า และที่ฝนหมึกพร้อมแท่งหมึกชั้นดีก็ถูกนำมาวางไว้ข้างเตียงอย่างนอบน้อม
หลี่เทียนอี้ยันตัวเองขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้เขาใช้แขนข้างที่ไม่เจ็บพยุงร่างไว้ มือขวาที่จับพู่กันสั่นเทาเล็กน้อยจากความอ่อนเพลีย แต่เมื่อปลายพู่กันที่ชุ่มหมึกจรดลงบนแผ่นกระดาษ ลายเส้นที่ปรากฏกลับหนักแน่นและเด็ดขาดอย่างน่าประหลาด
เถี่ยซินเฝ้ามองอย่างเงียบงัน ในดวงตาของเขาสะท้อนทั้งความสับสนในคำสั่งที่แปลกประหลาดและความเลื่อมใสในความเด็ดเดี่ยวของนายเหนือหัว ตัวอักษรแต่ละตัวที่ซื่อจื่อเขียนขึ้นนั้นดูเรียบง่าย แต่กลับประกอบกันเป็นรายการคำสั่งที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในตำรายาฉบับใด
ส่วนที่หนึ่ง - "การเตรียมการ":
ขนมปังแป้งสาลีที่นึ่งสุกใหม่ สิบชั่ง
ภาชนะดินเผาที่สะอาดและผ่านการเผาไฟซ้ำ ยี่สิบใบ
ผ้าไหมเนื้อดีที่สุด ห้าสิบผืน (ต้องนำไปต้มในน้ำเดือดก่อน)
สมุนไพรหวงเหลียนและจินอิ๋นฮวา อย่างละหนึ่งชั่ง
ส่วนที่สอง - "การค้นหาเร่งด่วน":
คำสั่งพิเศษ: ให้ทหารอีกกลุ่มไปค้นคลังเสบียงเก่าทั้งหมด หาขนมปังเก่าที่ขึ้นรา
ถัดจากบรรทัดนั้น คือภาพร่างด้วยหมึกดำหยาบๆ ของคราบตะปุ่มตะป่ำสีเขียวอมฟ้า ก่อนจะมีตัวอักษรที่เขียนด้วยน้ำหนักพู่กันที่หนักหน่วงกว่าเดิมกำกับไว้ด้านล่าง
*นำมาเฉพาะส่วนที่มี ราสีเขียวอมน้ำเงิน ตามภาพนี้เท่านั้น หมายเหตุ: ราสีดำ เหลือง หรือแดง... เผาทิ้งทันที! *
เมื่อเขียนเสร็จสิ้น หลี่เทียนอี้ก็วางพู่กันลง เหงื่อได้ไหลซึมจนสาบเสื้อของเขาเปียกชื้น ร่างกายสั่นเทาจากการฝืนใช้กำลังเกินขีดจำกัด แต่ดวงตาของเขายังคงจับจ้องไปที่แผ่นกระดาษแผ่นนั้น ราวกับมันคืออาวุธเพียงชิ้นเดียวที่จะทำให้เขารอดชีวิตได้
เขาพับกระดาษแผ่นนั้นวางอยู่บนถาดไม้ เขาทรุดกายลงพิงหัวเตียงอีกครั้ง หลับตาลงชั่วครู่เพื่อรวบรวมกำลังที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด ก่อนจะเอ่ยสั่งทหารที่ยืนรักษาการณ์อยู่หน้าประตู
"ไปตามนายกองจางมาพบข้า"
ไม่นานนัก ร่างสูงโปร่งในชุดเกราะเบาของนายกองจางก็ปรากฏขึ้นที่ประตู เขาประสานหมัดคำนับอย่างเงียบงัน สายตาคมกริบของเขากวาดมองสถานการณ์ในกระโจมอย่างรวดเร็ว—ซื่อจื่อที่ซีดขาว, รองแม่ทัพเถี่ยซินที่ยืนขมวดคิ้วอยู่ข้างเตียง, และกลิ่นยาจางๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศ
"ซื่อจื่อเรียกหาข้าน้อย" นายกองจางเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาราบเรียบและมั่นคง
หลี่เทียนอี้พยักหน้าเบาๆ ก่อนจะใช้สายตาชี้ไปยังกระดาษบนถาด "นำไป"
นายกองจางก้าวไปหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาคลี่อ่านอย่างระมัดระวัง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อเห็นรายการสิ่งของที่ดูไม่เข้าพวก แต่สีหน้าของเขาก็ยังคงเรียบเฉย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสายตาของเขาหยุดลงที่ภาพร่างหยาบๆ ของเชื้อราและคำสั่งกำกับที่เขียนด้วยลายมือหนักแน่น
หลี่เทียนอี้มองลึกเข้าไปในดวงตาของนายกองผู้รอบคอบของเขา "นายกองจาง จัดเตรียมตามนี้" เขาหยุดไปชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่เยียบเย็นลงหลายส่วน "แต่ส่วนนี้ คัดแยกให้ดี จำไว้ ราผิดสี เผาทิ้งทันที"
"ขอรับ" นายกองจางตอบรับคำหนักแน่น เขาพับกระดาษเก็บใส่แขนเสื้ออย่างเรียบร้อยก่อนจะคำนับอีกครั้งและหันหลังกลับเพื่อไปปฏิบัติตามคำสั่งที่แปลกประหลาดที่สุดเท่าที่เขาเคยได้รับมาโดยไม่มีการเอ่ยถามแม้แต่คำเดียว
เมื่อในกระโจมเหลือเพียงเขากับเถี่ยซิน หลี่เทียนอี้ก็หันไปหาบุรุษที่เขาไว้ใจที่สุด
"ส่วนท่าน รองแม่ทัพเถี่ย" เขาหยุดพักหายใจเล็กน้อย ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาบนใบหน้าก่อนจะถูกสะกดไว้ด้วยวินัยอันแข็งแกร่ง "ในระหว่างนี้ ไปนำ 'เหล้าเผา' 燒酒 ที่แรงที่สุดจากคลังยุทโธปกรณ์มาให้ข้า"
ความเงียบเข้าปกคลุมกระโจม เหลือเพียงเสียงลมหายใจที่หนักหน่วงของหลี่เทียนอี้และเสียงไม้ในเตาอุ่นที่ปะทุดังเปรี๊ยะๆ เป็นครั้งคราว เขานั่งนิ่ง เปลือกตาปิดลงเพื่อสงวนพลังงานทุกส่วนไว้
เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม นายกองจางกลับมารายงานผล
เขาคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ประสานหมัดคำนับด้วยท่าทีที่เคร่งขรึม "ซื่อจื่อ ข้าน้อยได้สั่งการให้ทหารแยกย้ายกันไปจัดหาของตามบัญชาแล้วขอรับ"
เขาหยุดไปชั่วครู่ ก่อนจะรายงานต่อด้วยน้ำเสียงที่ลำบากใจขึ้นเล็กน้อย "ของในส่วนแรกกำลังทยอยรวบรวมมา แต่สำหรับของในส่วนที่สอง ขนมปังเก่าที่พบในคลังเสบียงส่วนใหญ่มีแต่ราดำและราเหลืองที่ส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง คนของเราผู้หนึ่งเผลอหยิบราสีอื่นปนมา ข้าน้อยได้สั่งให้เผาทิ้งตามบัญชาแล้ว ที่คัดแยกมาได้ตามภาพวาดของท่าน มีเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น"
เขายื่นถาดไม้เล็กๆ ที่คลุมด้วยผ้าไหมสะอาดส่งให้ทหารคนสนิทนำไปวางข้างเตียง บนถาดนั้นมีเศษขนมปังแห้งแข็งที่มีคราบราสีเขียวอมน้ำเงินเกาะอยู่เพียงบางเบา ปริมาณน้อยนิดจนน่าใจหาย
เถี่ยซินลอบกลืนน้ำลาย เด็กหนุ่มตรงหน้าไม่ได้แสดงความผิดหวังแม้แต่น้อย เขามองทุกอุปสรรคราวกับเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งบนกระดานที่เขามองเห็นทะลุปรุโปร่งอยู่แล้ว
หลี่เทียนอี้เพียงพยักหน้ารับอย่างสงบ "ทำได้ดีมาก ให้นำไปเก็บไว้ในที่แห้งและเย็น อย่าให้โดนแสงแดด"
ขอรับ นายกองจางรับคำ ก่อนจะล่าถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ
ยังไม่ทันที่ความเงียบจะกลับมา ร่างสูงใหญ่ของเถี่ยซินก็ก้าวกลับเข้ามาอีกครั้ง ในมือของเขาประคองไหดินเผาขนาดเล็กใบหนึ่งที่ถูกปิดผนึกด้วยขี้ผึ้งอย่างแน่นหนา รูปทรงของมันดูบึกบึนและเน้นการใช้งานมากกว่าไหสุราทั่วไป
เขาวางมันลงข้างเตียงอย่างแผ่วเบา "ซื่อจื่อ นี่คือ ‘เหล้าใจสิงห์’ จากคลังยุทโธปกรณ์ 燒酒 มีไว้สำหรับแม่ทัพนายกองใช้ยามฉุกเฉินในสนามรบเท่านั้นขอรับ"
หมอทหารหลวงที่ยังคงยืนอยู่ในมุมห้องผงะถอยหลังไปก้าวหนึ่ง อ้าปากค้าง ดวงตาสั่นระริกด้วยความไม่อยากจะเชื่อ พึมพำออกมาเสียงแผ่วเบา "สวรรค์ นั่นมัน โอสถอัคคี"
หลี่เทียนอี้ไม่ตอบคำใด เขาเพียงแค่ใช้สายตาสั่งให้เถี่ยซินเปิดผนึกไหออก
ทันทีที่ขี้ผึ้งถูกแกะออก กลิ่นฉุนรุนแรงของแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ก็พวยพุ่งออกมาจนแสบจมูก มันคือกลิ่นของสารระเหยที่ไม่มีความหอมหวานของธัญพืชเจือปน
เขาไม่แสดงท่าทีลังเลแม้แต่น้อย เขารินของเหลวใสราวกับน้ำนั้นลงบนจานโลหะเล็กๆ ข้างเตียงเพียงเล็กน้อย ก่อนจะใช้ตะเกียบคีบเศษผ้าชิ้นหนึ่งจุ่มลงในน้ำมันจากคบเพลิงแล้วยื่นเข้าไปใกล้ๆ
"พรึ่บ"
เปลวไฟสีฟ้าสว่างวาบขึ้นบนผิวของเหล้าในจาน มันลุกไหม้อยู่วูบหนึ่งก่อนจะมอดดับไปอย่างรวดเร็ว เหลือไว้เพียงไอความร้อนจางๆ
หลี่เทียนอี้ยกผ้าไหมสะอาดอีกผืนขึ้นมากัดไว้ในปากจนแน่น สันกรามของเขาปูดโปนขึ้นมาอีกครั้ง เขาเทเหล้าใจสิงห์ลงบนผ้าไหมอีกผืนจนชุ่มโชก ก่อนจะหลับตาลงแล้วกดมันลงบนบาดแผลที่ยังแดงสดของตนเองอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด
"ฉ่าาาา"
เสียงนั้นดังราวกับเนื้อสดถูกโยนลงบนกระทะร้อน ความเจ็บปวดที่พลุ่งพล่านขึ้นมารุนแรงกว่าครั้งก่อนนับสิบเท่า มันไม่ใช่ความรู้สึกแสบร้อน แต่เป็นความรู้สึกราวกับมีไฟที่มองไม่เห็นกำลังลามเลียและแผดเผาไปตามเส้นประสาททุกเส้น ร่างของเขากระตุกเกร็งอย่างรุนแรงจนเตียงไม้ลั่นเอี๊ยด มือข้างหนึ่งกำเข้ากับขอบเตียงจนข้อนิ้วขาวซีด แต่เสียงทั้งหมดที่เล็ดลอดออกมาจากริมฝากที่บัดนี้มีเลือดซึมกลับมีเพียงเสียงลมหายใจที่ถูกสะกดกลั้นไว้ในลำคอเท่านั้น
หลังจากชั่วอึดใจที่ยาวนานราวกับชั่วนิรันดร์ เขาก็คลายผ้าในปากออก ทรุดกายลงพิงหัวเตียงอย่างหมดแรง ร่างกายเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อราวกับเพิ่งผ่านการอาบน้ำมาก็มิปาน สติของเขาเริ่มเลือนลาง ภาพตรงหน้าพร่าเบลอเป็นครั้งคราว
เขากำลังจะหมดสติ
แต่ไม่ใช่ในตอนนี้ ยังมีอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องทำ
เขาฝืนรวบรวมกำลังเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่ สายตาที่พร่ามัวของเขาพยายามจับจ้องไปที่เถี่ยซิน และถาดไม้ที่วางราสีเขียวอมน้ำเงินหยิบมือเดียวไว้อย่างแน่วแน่
เขาเอ่ยกับเถี่ยซินด้วยเสียงกระซิบที่แหบโหยและขาดห้วง แต่กลับชัดเจนทุกถ้อยคำจนน่าขนลุก
"เถี่ยซิน ฟังให้ดี นี่คือขั้นตอนต่อไปที่สำคัญที่สุด"
เถี่ยซินรีบคุกเข่าลงข้างเตียงทันที "ซื่อจื่อ โปรดบัญชา"
เขาเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่แหบพร่าจนแทบเป็นเสียงลม "นำรานั่น"
เขาหยุดไปชั่วขณะ รวบรวมลมหายใจที่เหลืออยู่ทุกเฮือก ก่อนจะสั่งต่อ "ไปบดให้ละเอียดที่สุด... ผสมกับน้ำอุ่นที่ต้มแล้ว" น้ำเสียงของเขาหนักแน่นขึ้นเล็กน้อยในคำสั่งสุดท้าย "ห้ามใช้น้ำร้อนจัดโดยเด็ดขาด"
ทุกคำพูดคือการฝืนใช้พลังใจอย่างมหาศาล
"จากนั้น" เขาพึมพำต่อ ลมหายใจเริ่มติดขัด "กรองด้วยผ้าไหมที่ต้มแล้ว... ซ้อนกันสิบชั้น... กรองช้าๆ" เขาเน้นคำสุดท้าย "ให้น้ำยาหยดลงในชามที่เผาไฟแล้วเท่านั้น"
เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเถี่ยซิน "ทุกขั้นตอน ต้องสะอาดที่สุด... เข้าใจหรือไม่"
"ข้าน้อยเข้าใจแล้ว" เถี่ยซินตอบรับหนักแน่น แม้ในใจจะยังเต็มไปด้วยคำถาม
เขาพยักหน้าเบาๆ เป็นการยืนยันคำตอบรับของเถี่ยซิน ดวงตาของเขาค่อยๆ ปิดลง "ดี... ไปทำ เดี๋ยวนี้"
สิ้นคำบัญชาสุดท้าย พลังใจที่เขารวบรวมไว้ก็หมดสิ้นลง ศีรษะของเขาพับลงข้างหนึ่ง สติดับวูบลงสู่ความมืดมิดโดยสมบูรณ์ ทิ้งให้เถี่ยซินค้างอยู่ในท่าคุกเข่า มือของเขากำแน่น มองร่างที่ไร้สติของซื่อจื่อสลับกับตำรับยาประหลาดที่อยู่ในมือ บัดนี้ ชีวิตของนายเหนือหัวได้ฝากไว้ที่เขาแต่เพียงผู้เดียวแล้ว
(จบตอนที่ 7)