“ตระกูลอี้... ตระกูลอี้...” ผู้เฒ่าตระกูลอี้อ้าปากหายใจพูดไปไม่กี่คำก็หยุดพูดเพราะตื่นเต้น แต่ขณะที่เขากำลังปรับลมหายใจตัวเองอยู่เสียงตะโกนอย่างคลั่งไคล้ก็ดังขึ้น “โรงประมูลจินโต้ว!!!พร้อมสนับสนุนสหายสวีอย่างสุดความสามารถ! และจะช่วยกองกำลังทัณฑ์สวรรค์จัดงานประมูลครั้งนี้ด้วย!!!”
“ถ้านายไม่ให้โอกาสนี้กับพวกเรา! ฉันจะลงไปนอนชักดิ้นชักงอให้ดู!”
“อย่าคิดว่าฉันไม่กล้าทำนะ! ถ้าฉันบ้าขึ้นมา ฉันยังกลัวตัวเองเลย!”
ทุกคนหันไปมองเขาอย่างตกตะลึง
เพราะว่า... เขาตะโกนออกไปจริงๆ สายตามองจ้องมองสวีหยางอี้ตาเป็นมันลมหายใจกระฟัดกระเฟียดจากความตื่นเต้นเจือร้อนรนคล้ายวัวกระทิงเขาไม่คิดว่าประโยคเมื่อครู่เป็นคำพูดน่าอับอาย แต่กลับคิดว่าเป็นเกียรติ!
หากพลาดโอกาสนี้ไป ขืนปล่อยสิทธิ์การเป็นตัวแทนจัดงานประมูลนี้ไปพวกเขายังจะสามารถอยู่ต่อในแวดวงธุรกิจประมูลสินค้าได้หรือไม่?
ไม่ต้องถามก็รู้ ขืนปล่อยให้เจ้าอื่นได้เป็นตัวแทนจัดงานประมูลครั้งนี้องค์กรรับจัดงานประมูลนั้นๆ จะต้องกลายเป็นองค์กรที่มีชื่อเสียงติดอันดับหนึ่งแน่นอน!
คนอื่นยื่นข้อเสนอไปแล้วสองสามระลอก ผู้เฒ่าตระกูลก็ยังคงสั่นงึก...ตระกูลที่คู่ควรร่วมงานกับปรมาจารย์โอสถที่สุดอย่างตระกูลอี้ยังไม่ได้ยื่นข้อเสนอเลยเขาได้แต่มองดูเหล่าคนที่ไม่เกี่ยวข้องยื่นข้อเสนอนั่นนี่ให้สวีหยางอี้!
ระหว่างนั้น ไม่มีใครทันสังเกตที่ที่นั่งแถวสุดท้าย เลขาฯลำดับสามของเชียนเริ่นที่ตกใจวิญญาณออกจากร่างไปเมื่อครู่กำลังหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา
“ท่านผู้อำนวยการคะ... ได้โปรดขึ้นมา... ดูกับตาตัวท่านเองเถอะค่ะ...เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! เรื่องใหญ่ที่สะท้านไปทั่วโลกผู้ฝึกตนได้เลยค่ะ!”
“เรื่องอะไร” น้ำเสียงไม่สบอารมณ์ของเชียนเริ่นดังออกมาจากโทรศัพท์
เรื่องแบบนี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นเท่าไร นี่เป็นครั้งแรกที่เขาถูกขัดจังหวะ
พิธีก่อตั้งรับสมาชิกเข้ากองกำลังของผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่มีอะไรน่าตื่นเต้น?ตลกสิ้นดี
เลขาฯ กัดฟันแน่น “โอ โอ โอสถวิเศษค่ะ โอสถวิเศษโบราณปรากฏขึ้นบนโลกอีกครั้งแล้ว...เป็นของจริง... เหวย? ท่านผู้อำนวยการคะ?”
เสียงระเบิดดังออกมาจากโทรศัพท์ สัญญาณขาดหายทันที
...
ณ ห้องโถงสว่างแพรวพรวด แขกเหรื่อท่วมท้นด้านล่าง
สีหน้าทุกคนดูยิ้มแย้มเป็นมิตร ต่างคนต่างเคารพและมีมรรยาทต่อกันตอนนี้ลวี่ก่านตางทำตัวเป็นผีเสื้อตอมดอกไม้โฉบไปโฉบมาท่ามกลางผู้คนเขาอาศัยโอกาสนี้ทักทายกับตระกูลใหญ่ๆ หมายตีสนิท
“กองกำลังยอดบรรพตของพวกเราไม่มีทางทำให้คุณผิดหวังอย่างแน่นอนครับ”ตอนนี้ เขาพยายามสะกดความตื่นเต้นดีใจเอาไว้ และประสานมือระบายยิ้มพูดกับผู้ชายวัยกลางคนคนหนึ่ง“กองกำลังยอดบรรพตของพวกเราไม่ใช่กองกำลังขึ้นชื่อจอมปลอมแต่จะกลายเป็นกองกำลังระดับสูงที่ออกปฏิบัติภารกิจอย่างจริงจังผมจะไม่มัวแต่เข้าฌานฝึกตนอยู่คนเดียว ผมจะออกปฏิบัติภารกิจเพื่อพัฒนาตัวเองแม้ระดับตบะของพวกเราจะยังไม่สูงก็ตาม แต่ว่าหลังจากนี้ยี่สิบปีลวี่ก่านตางคนนี้ขอรับประกันเลยว่ากองกำลังยอดบรรพตจะต้องกลายเป็นกองกำลังอันดับหนึ่งของมณฑลหมิงสุ่ยอย่างแน่นอน!”
“ศักยภาพอย่างสหายลวี่ จะขึ้นเป็นที่หนึ่งขึ้นอยู่กับเวลาอย่างเดียวแล้ว”ผู้ชายวัยกลางคนยิ้มอย่างใจดี
ทั้งสองฝ่ายยิ้มให้กันก่อนต่างฝ่ายต่างขอตัวใบหน้าของลวี่ก่านตางแดงเรื่อเนื่องจากความตื้นตันใจ!
เมื่อครู่... เป็นรองผู้นำตระกูลโก่วแห่งมณฑลหมิงสุ่ยเชียวนะ!
ยาเหลวที่ตระกูลโก่วผลิตมีชื่อเสียงทั่วประเทศในระดับหนึ่งถ้าพวกเขาลดราคาให้สัก 50% ตัวเขาจะสามารถประหยัดหินวิญญาณได้เป็นจำนวนมาก!
“รอก่อนแล้วกัน...” เขากัดฟัน แหงนหน้ามองเพดานด้วยแววตาเร่าร้อน“เอาแต่เข้าฌานงั้นเหรอ?! น่าขำชะมัด!”
“มัวแต่เข้าฌานไม่กล้าออกไปทำภารกิจ... เป็นพฤติกรรมของพวกอ่อนแอสมัยนี้แล้ว แกยังคิดว่าเป็นสมัยก่อนอยู่รึไง? หรืออ่านนิยายมากไป?ในยุคสมัยที่ผู้ฝึกตนแย่งชิงทรัพยากรการฝึกตนกันแบบนี้ผู้ฝึกตนที่เอาแต่เข้าฌานฝึกตน มีแต่จะถูกเหยียบเป็นคนแรก!”
“ถ้าไม่มีทรัพยากรหลั่งไหลเข้ามา ต่อให้แกเป็นอัจฉริยะแค่ไหนก็มีแต่เป็นได้แค่หินรองเท้าให้ฉันได้เหยียบย่ำขึ้นไปเท่านั้น!”
ขณะลวี่ก่านตางกำลังคิดอยู่นั้นทันใดนั้นพลังกดดันวิญญาณอันรุนแรงก็ปะทุขึ้นมาราวกับภูเขาพังทลายมันแผ่ซ่านไปทั่วห้องโถงอย่างบ้าคลั่ง!
บรรยากาศครึกครื้นระคนเสียงพูดคุยจอแจเงียบกริบลงภายในพริบตา!
นี่เป็นพลังกดดันวิญญาณขั้นจู้จี!
“ปึก...” เสียงแก้วชาถูกวางลงบนโต๊ะ จากนั้นก็ตามมาเรื่อยๆ ... ทุกคนหยุดการกระทำทุกอย่างลงสายตามองไปที่พลังกดดันวิญญาณที่เอ่อล้นมาจากประตูบานใหญ่ด้วยแววตาเคารพนับถือเหลือล้น
ขั้นเลี่ยนชี่กับขั้นจู้จี ระดับตบะฟังดูเหมือนใกล้กัน แต่แท้จริงกลับห่างไกลแตกต่างราวฟ้ากับเหว...คำว่าขั้นจู้จี อาจเหมือนคำง่ายๆ แค่ไม่กี่พยางค์ แต่กลับเป็นความฝันของผู้ฝึกตนทุกคนที่อยู่ในงานนี้!
ลวี่ก่านตางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งเฮือก แม้ดวงตายังคงมีไฟปะทุ!
นี่เป็นการข่มขู่อย่างเงียบๆ ของผู้ฝึกตนขั้นจู้จี
เขาจะต้องไปให้ถึงจุดนี้ให้ได้!
ลวี่ก่านตางเป็นคนแรกที่ตั้งสติได้และประสานมือเปล่งเสียง“ยินดีต้อนรับท่านผู้อำนวยการ...”
ยังไม่ทันสิ้นสุดเสียงทักทาย พลังปราณร่างคนก็โฉบผ่านหน้าทุกคนอย่างรวดเร็วคล้ายเครื่องยิงระเบิด!และหายไปทางประตูจนทุกคนมองตามไม่ทัน!
ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่พูดขึ้นสักคำ
ลวี่ก่านตางตกตะลึง
เกิดอะไรขึ้น?
ไหนบอกว่า... ผู้อำนวยการเชียนเริ่นจะมาร่วมงานเป็นหน้าเป็นตาให้ตัวเองไง?
ทำไม... ถึงจากไปโดยไม่บอกกล่าวสักคำ?
“เกิดอะไรขึ้น?” ผู้เฒ่าคนหนึ่งพูดคำแทนใจของทุกคนในตอนนี้ออกมา“เกิดเรื่องเร่งด่วนอะไรขึ้น?”
“ทำไมท่านอาวุโสเชียนเริ่นถึงจากไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ?”
“เหมือนเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นอย่างไม่คาดฝัน ไม่งั้นคงไม่รีบขนาดนี้...”
สีหน้าของลวี่ก่านตางประเดี๋ยวแดงเรื่อ ประเดี๋ยวซีดเซียว
ไม่รู้เพราะอะไร อยู่ๆ ภายในใจเขาก็รู้สึกว้าวุ่นกระวนกระวายขึ้นมา
คล้ายเรื่องทั้งหมดในวันนี้ผุดตัวแปรบางอย่างขึ้นมา...พิธีก่อตั้งกองกำลังด้านบนเกิดเลื่อนกำหนดเปิดงานเร็วขึ้นจากนั้นผู้อำนวยการเชียนเริ่นก็รีบพลุ่งพล่านจากไป... ราวกับว่า...
ลวี่ก่านตางกัดฟันกรอด เพราะไม่กล้าคิดต่อ
ราวกับว่า... ชั้นบนมีเรื่องใหญ่อะไรบางอย่างเกิดขึ้น
“ตึก ตึก ตึก!” แล้วอยู่ๆ เสียงรองเท้ากระทบพื้นก็ดังขึ้นอย่างเร่งรีบสายตาของทุกคนมองไปที่ประตูอย่างตกใจเห็นผู้ชายวัยรุ่นสองคนตาแดงเรื่อและรีบควักยันต์เทพบาทาออกมาแปะที่ต้นขาพุ่งตัวออกไปข้างนอกทันที!
“นี่มัน...” หญิงชราคนหนึ่งพลันรู้สึกวูบวาบขึ้นมา “นี่มันเลขาฯอันดับหนึ่ง และอันดับสองของท่านอาวุโสเชียนเริ่น...”
เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแน่ๆ ... เป็นเรื่องใหญ่ที่ผิดปกติเป็นเรื่องใหญ่ที่คาดเดาไม่ถึง!
ไม่งั้นไม่ใช้ยันต์เทพบาทาในที่แบบนี้หรอก! ท่าทางรีบร้อนถึงขีดสุด!ขาดความสุขุมของอาชีพเลขาฯ ไปอย่างสิ้นเชิง!
“พึบ!” ขณะเลขาฯ สองคนกำลังจะพุ่งออกจากประตูเงาร่างไม่สูงมากนักโผล่ขึ้นยืนถือไม้เท้าขวางหน้าพวกเขา
เขามาขวางอย่างรวดเร็วจนเลขาฯ ทั้งสองต้องหยุดฝีเท้าลง ตอนนี้ในสายตาของพวกเขาไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ครั้นแล้วจึงตะโกนขึ้นด้วยเสียงพร่าแหบ “ถอย ถอย! ถอยไปครับ!”
“เกิดอะไรขึ้น?” ผู้เฒ่าผมสีดอกเลาตะเบ็งเสียงขึ้นอย่างโมโหดวงตาล่องลอยไร้จุดโฟกัสของเลขาฯ ทั้งสองคนกลับมามีสติอีกครั้งแต่กลับถูกความตื่นเต้นอย่างบ้าคลั่งกลบลง
ในห้วงสมองของพวกเขาตอนนี้เหลือเพียงคำพูดเดียวปรากฏอยู่เท่านั้น
โอสถ!
ศาสตร์หลอมโอสถโบราณปรากฏขึ้นมาบนโลกอีกครั้ง!ศาสตร์หลอมโอสถโบราณที่หายสาบสูญไปเกือบสองร้อยปีปรากฏขึ้นอีกครั้งแล้ว!
“พูด!” ผู้เฒ่าตะโกนขึ้นอย่างโมโหอีกครั้ง เลขาฯทั้งสองคนจึงรีบพูดขึ้นพร้อมกันอย่างไม่ไตร่ตรอง “ศาสตร์หลอมโอสถโบราณ!ศาสตร์หลอมโอสถโบราณปรากฏขึ้นมาบนโลกอีกครั้งแล้ว!!!”
“พิธีก่อตั้งกองกำลังทัณฑ์สวรรค์! ประกาศจะจัดงานประมูลโอสถวิเศษขึ้น!!!เป็นโอสถวิเศษของแท้!”
สีหน้าของผู้เฒ่าตอนนี้คล้ายถูกแช่แข็งอยู่ในสีหน้าโมโหไม่กี่วินาทีก็เปลี่ยนเป็นตกตะลึงสุดขีด!
ปากอ้ากว้าง ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย ดวงตาเหลือกกว้างเป็นไข่ห่านอย่างไร้การควบคุม!
วินาทีต่อมาก็เกิดเสียง “ฟุบ” ผู้เฒ่าหายตัวไปทันที!
“หน๊อย!!!” ผู้ชายวัยกลางคนรีบควักยันต์เทพบาทาสามใบออกมารีบพุ่งออกนอกประตูและตรงไปที่ชั้นบนทันที
“พระเจ้า!” “ศาสตร์หลอมโอสถโบราณงั้นเหรอ?! ศาสตร์หลอมโอสถที่หายไปสองร้อยปีเนี่ยนะ!?”“งานประมูล!! นี่ นี่เป็นไปได้อย่างไร!”
เสียงอุทานตกใจดังเอ็ดอึง!
แต่ก็ไม่ได้ทำให้การเคลื่อนไหวของพวกเขาเชื่องช้าแม้แต่น้อย!
ขณะที่ตกตะลึง ยันต์เทพบาทาจำนวนมากก็ถูกควักออกมาแปะที่ต้นขาจากนั้นเงาร่างแต่ละร่างก็พุ่งหายจากไปคล้ายลูกธนูถูกยิง!
ที่หมายมีเพียงที่เดียว!
ตอนนี้ ในใจทุกคนต่างนึกเสียใจขึ้นมา...ทำไมตัวพวกเขาถึงไม่อยู่บนชั้นสองตั้งแต่แรก?
“ฟุบ ฟุบ ฟุบ!” หนึ่งนาทีก่อนหน้านี้ แขกเหรื่อเต็มห้องโถง นาทีต่อมาว่างโหรงไร้ผู้คน!
ครั้นเงาร่างสุดท้ายหายไป ใบหน้าของลวี่ก่านตางก็เกร็งกระตุกหมัดทั้งสองข้างกำแน่นยืนอยู่ที่เดิม
เขายังไม่ไปไหน
ตอนนี้ ความโมโหคุ้มคลั่งปะทุขึ้นในใจถึงขีดสุดและกลบความกระหายที่มีต่อโอสถวิเศษลงไปในพริบตา!
แบบนี้ถึงเรียกว่าแหกหน้า
แบบนี้สิ ถึงเรียกว่าแหกหน้าอย่างแท้จริง!
ก่อนหน้านี้ ผู้อำนวยการเชียนเริ่นตอบรับคำขอของเขาอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะนึกไม่ถึงว่าเพียงคำพูดจากชั้นบนแค่ประโยคเดียว กลับทำให้เขาถูกแหกหน้าได้ขนาดนี้!
อีกทั้งผู้อำนวยการเชียนเริ่นเป็นคนออกจากงานเป็นคนแรก! และคนอื่นๆที่ตามออกไปทีหลัง ก็ไม่มีใครเห็นหัวเขาแม้แต่น้อย!
ชาชั้นดีวางเต็มโต๊ะ ผลไม้มงคลวางเกลื่อนโต๊ะหุ่นเชิดกลไกอัจฉริยะไร้อารมณ์เดินพล่านทั่วงานที่ปราศจากผู้คนเหลือเขาที่กำลังโมโหคลั่งอยู่คนเดียว
“ย้าก!!!” หลังจากนั้นหลายวินาที ลวี่ก่านตางตะโกนคำรามสุดแรงอย่างโมโหดาบพลังปราณยาวหนึ่งเมตรโผล่ขึ้นที่มือ เขาฟาดฟันไปข้างหน้าอย่างสุดแรง โต๊ะเก้าอี้พลันแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ!
“ไอ้สวะ!” เขาระเบิดโทสะออกมาฟาดฟันดาบพลังปราณไม่ยั้งมือ
การเยาะเย้ยแบบนี้น่าเจ็บใจยิ่งกว่าเดินเข้ามาตบหน้าเขาตรงๆ เสียอีก!
ทั้งหมด... ที่ตัวเองทำมาก่อนหน้านี้ไม่อาจสู้คำพูดแค่ประโยคเดียวของเขาได้!
ทั้งหมด... ที่ตัวเองทำมา อีกฝ่ายไม่รับรู้แม้แต่น้อยหาได้หวั่นเกรงหรือสะทกสะท้านไม่ ราวกับกุมชัยชนะไว้ในมือตั้งแต่แรก!
“โอสถวิเศษ... โอสถวิเศษ!!!” เสียงพร่าแหบของเขาแหกปากตะโกนอยู่หลายสิบวิฯตอนนี้สถานที่ในงานถูกเขาอาละวาดทำลายข้าวของจนป่นปี้!
“กึกกึก...” เสียงกลไกหุ่นเชิดที่แตกหักดังระคายโสตข้าวของในงานพังทลายไม่เหลือชิ้นดี
จากนั้น ลวี่ก่านตางก็ควักยันต์เทพบาทามาแปะที่ต้นขาและพุ่งไปที่ชั้นบนอย่างบ้าคลั่ง!
เขาไม่ยอม!
มีสิทธิ์อะไร! อีกฝ่ายมีสิทธิ์อะไรมาทำกับตัวเขาเช่นนี้!
โอสถวิเศษ! แค่คำว่าโอสถวิเศษกลับทำลายการฝึกตนสิบกว่าปีอย่างยากลำบากของเขาลง! ทำลายชื่อเสียงของผู้ชนะทำลายความภาคภูมิของเขาทำลายจุดเริ่มต้นก้าวแรกในเส้นทางผู้ฝึกตนของเขาลงอย่างราบคราบ!
ทั้งหมดเป็นเพราะคนๆ นี้! สวีหยางอี้... เป็นเพราะแกคนเดียว!
ใบหน้าของเขาบูดเบี้ยวจนแทบดูไม่ได้
แกมีอะไรดี... แกมันมีอะไรดี ทำไมถึงได้ทุกอย่างไป!
...
“ตึ่ง!” ในเวลาเดียวกัน ประตูบานใหญ่ถูกพลังกดดันวิญญาณอันรุนแรงเปิดออก!
พลังกดดันวิญญาณอันท่วมท้นดั่งคลื่นสมุทรทำเอาทุกคนในงานหยุดชะงักไปเล็กน้อย!
พลังกดดันวิญญาณขั้นจู้จี!
เชียนเริ่นมาเยือน!
มวลพลังกดดันวิญญาณระดับนี้ สำหรับขั้นเลี่ยนชี่ก็เหมือนภูเขาถล่มเกลียวคลื่นคลั่งทำเอาแขกในงานของสวีหยางอี้หายใจไม่สะดวก! ขั้นชื่อว่าเป็นผู้ฝึกตนขั้นจู้จีซ้ำยังมาพร้อมกับพลังกดดันวิญญาณแบบนี้ ทำเอาทุกคนโค้งตัวคำนับลงเล็กน้อยและประสานมือขึ้นทันที “ขอต้อนรับ...”
“ออกไป!!!!” เสียงตะโกนของเชียนเริ่นดังขึ้นท่ามกลางคลื่นพลังกดดันวิญญาณเพียงพริบตา คนที่อยู่บริเวณใกล้ๆ ก็ถูกคลื่นพลังกระแทกกระเด็นไปไกลหลายเมตร!
สวีหยางอี้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งเฮือก
พลังกดดันวิญญาณอันคลุ้มคลั่งรุนแรง...เอ่อล้นออกมาจนมองเห็นเป็นคลื่นพลังงาน คล้ายกับจะเริ่มเปิดศึกนองเลือดก็ไม่ปานต่อให้ผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่เป็นร้อยคน ก็คงไม่อาจต้านทานพลังระดับนี้ได้
นี่เป็นการระเบิดพลังข่มขู่ของขั้นจู้จีงั้นเหรอ...
แค่คำว่าโอสถวิเศษทำให้เอาเชียนเริ่นระเบิดอารมณ์ภายในพริบตาได้เลยเหรอ...
ตอนนี้ คลื่นพลังกดดันวิญญาณขั้นจู้จีแผ่ซ่านคุกคามไปทั่วห้องโถง!
“ฟุบ!” วินาทีต่อมา เงาร่างของเชียนเริ่นพุ่งขึ้นไปบนเวทีจนทุกคนในงานมองตามแทบไม่ทัน
ทั้งสองยืนประจันหน้ากัน
ตาต่อตา ฟันต่อฟัน
สวีหยางอี้ไม่โค้งตัวคำนับ ไม่ประสานมือสายตาจ้องมองเชียนเริ่นอย่างเรียบนิ่ง
เชียนเริ่นไม่เอ่ยปากพูดคำใด มือสองข้างไพล่หลัง ตัวลอยอยู่กลางอากาศสีหน้าเยือกเย็นอำมหิต อารมณ์แปรปรวน พยายามสะกดจิตสังหารไว้ในใจสายตาจ้องมองสวีหยางอี้ตาแข็งเช่นกัน
ต่างฝ่ายต่างไม่เอ่ยปากพูดมีเพียงมวลพลังที่เอ่อทะลักออกมาคล้ายกับเทวดาสยายปีกแผ่อำนาจบารมี!
ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงัด อยู่ๆ เชียนเริ่นก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรก่อนดี
ก่อนหน้านี้เขารับปากช่วยลวี่ก่านตาง และเตรียมการมาสักระยะและสุดท้ายตัวเขากลับบึ่งออกมาเป็นคนแรก!
เขาไม่อยากคิดเลยว่าสภาพด้านล่างจะกลายเป็นแบบไหน
ฝ่ามือไร้รูปทรงฝ่ามือนี้ ไม่เพียงฟาดตบแสกหน้าลวี่ก่านตางคนเดียวแต่ยังตบแสกหน้าใบหน้าแก่ชราของเขาด้วยเช่นกัน!
ซ้ำยังเป็นฝ่ามือของผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่แต่ที่น่าเจ็บใจกว่านั้นก็คือ... ตอนนี้เขายังทำอะไรไม่ได้!
ยิ่งไปกว่านั้น... ยังต้องพูดดีกับอีกฝ่ายอยู่อีก!
ความรู้สึกอึดอัดคับคั่งแผ่ขยายขึ้นกลางใจมือสองข้างที่ไพล่หลังอยู่กำหมัดแน่น ลูกกระเดือกกระเพื่อมขึ้นลงสองสามครั้ง
“สหาย... ฉันได้ยินมาว่า... พิธีของนาย... มี...”
เขากัดฟัน พยายามคลี่ยิ้มอย่างยากลำบาก “โอสถวิเศษงั้นเหรอ?”