เทียนกลับถึงบ้านก็นำของฝากออกมาจากถุงมิติ เกือบเต็มห้องรับแขกเลย
แม่เองยังร้องโอ้โห นี่ของของตัวเองซื้อ ยังตกใจเองเลย น้องหนิงก็ไม่น้อยกว่าแม่เท่าไร เทียนปล่อยให้ สองแม่ลูก จัดการกันเอาเอง เทียนเข้าไปในห้องโทรศัพท์หาลุงใหญ่
“ สวัสดีครับลุงใหญ่ ผมอยากจะให้ลุงใหญ่กว้านซื้อที่ดินสัก 200 ไร่ให้ด้วยครับ พอดีผมพบขุมทรัพย์บุเรงนองแล้ว ผมว่าจะสร้างพิพิธภัณฑ์ ให้ผู้คนมาชมกันครับ” เทียนพูดกับลุงใหญ่แบบง่ายๆ แต่ลุงใหญ่ตกใจแทบจะเป็นลม
“ อะไรนะ เธอเจอขุมทรัพย์บุเรงนองแล้วหรือ “ ลุงใหญ่ย้ำอีกครั้ง
“ ใช่ครับ ผมฝากลุงหาที่ดิน แล้วสร้างตึกเก็บสมบัติไว้รอเลยนะครับ สมบัติน่าจะมีประมาณ 6-7 ตู้คอนเทนเนอร์ ยาว40ฟุต น่าจะต้องสร้างตึก ประมาณ 7 ชั้นน่าจะเก็บได้หมด ส่วนเรื่องเงิน ใช้เท่าไหร่บอกผมมาได้เลย นะครับ” เทียนพูดต่อ
“ ปัญหาไม่ใช่เรื่องเงิน แต่รัฐบาลกลางรู้เรื่องหรือยัง พวกเขาคงต้องยึดสมบัติเหล่านี้ไป พวกเขาจะยอมให้เธอ เอาสมบัติเหล่านี้มาสร้างพิพิธภัณฑ์ง่ายๆ หรอก” ลุงใหญ่เป็นห่วง
“ สมบัติมันไม่ได้อยู่ในประเทศนี้ แล้วรัฐบาลมาเกี่ยวอะไรด้วย ฝากบอกเขาไปถ้ามีปัญหาผมจะเอาสมบัติไปสร้างที่ประเทศอังกฤษก็ได้ ผมว่าที่นั่นไม่น่าจะมีปัญหา”เทียนพูดอย่างเรียบง่ายที่สุด
“ เดี๋ยว อย่าใจเย็น ของลุงปรึกษาอารองก่อน แล้วจะส่งข่าวไปนะ” ลุงใหญ่รีบติดต่อกลับอารองทันที หลังจากอารองรู้เรื่อง ก็รายงานเบื้องบนทันที
เพียงไม่กี่ชั่วโมง ก็มีเฮลิคอบเตอร์ สี่ลำ มาจอดสนามฟุตบอลโรงเรียนที่แม่นภาสอนอยู่ แล้วกลุ่มบุคคล ที่มีตำแหน่งใหญ่โต รวมทั้ง ผบ. ทั้งสี่หน่วยงานมาหาเทียนที่บ้านทันที
“ ท่านผบ. ทั้งหลาย ปู่รอง ไม่เจอกันนานเลยนะครับ” เทียนเอ่ยอย่างใจเย็น
“ หมอเทียน คุณบอกว่าคุณค้นพบสมบัติ บุเรงนองแล้วจริงๆ ไม่ใช่ล้อเล่นนะ”ผบ.ฝ่ายมั่นคงถามตรงประเด็น อีกหลายคนต่างมองมาที่เทียนเป็นจุดเดียว
เทียนไม่ตอบ แต่หยิบอาวุธ เครื่องประดับที่เคยหยิบมาจากขุมทรัพย์บุเรงนองออกมาให้ทุกคนดู อย่างเร็ว จนทำให้ทุกคนไม่รู้ว่าเทียนหยิบมาจากตรงไหน แต่ไม่สำคัญเท่าของที่วางอยูตรงหน้า ทุกคนรีบมาสัมผัส โดยมีผอ.ฝ่ายกรมศิลปากร
ร้องเสียงหลง จนทุกคนตกใจ “ใช่แล้ว นี่เป็นพระขรรค์คู่กายของสมเด็จพระไชยราชาธิราช “ ผอ.ฝ่ายกรมศิลปากร พูดออกมาด้วยความดีใจ
“ แล้วท่านรู้ได้อย่างไรว่าใช่” อธิบดีกรมตำรวจสงสัย
“ ก็นี่ไงเขียนเป็นภาษาไทยโบราณชัดเจนขนาดนี้ แล้วฝังพลอยสีมรกต4เม็ด ตรงตามตำราว่าไว้เลย” ผอ.กรมศิลปากรเอ่ยอย่างมั่นใจ
“ ยังมีอีกเยอะไหมเทียน” ปู่อินทรีย์ เอ่ยขึ้น
“ มีอีกประมาณ 7 ตู้คอนเทนเนอร์ครับ” เทียนเอ่ยสบายๆ
“ เธอรู้ใช่ไหมนี่คือสมบัติของชาติ ตามกฏหมายเธอจะได้ส่วนแบ่ง 33เปอร์เซนต์” ปู่รองเอ่ยก่อน เทียนส่ายหน้า
“ ผมไม่ต้องการเงิน แต่ผมก็ไม่อยากให้ใครเอาสมบัติเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ ผมถึงจะสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ ให้ทุกคนมีโอกาสมาชมดู ได้ทุกคน” เทียนพูดอย่างตรงไปตรงมา
“ ฉันว่าเธอกำลังเข้าใจอะไรผิดนะ สมบัตินี้เป็นของรัฐบาลกลาง รัฐบาลมีสิทธิ์ที่จะทำอะไรก็ได้ ถึงแม้ความคิดเธอจะดี ซึ่งรัฐบาลกลางก็คงทำแบบที่เธอคิดอยู่แล้ว แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลกลางที่จัดตัดสินใจ ไม่ใช่เธอ” ผอ.ฝ่ายมั่นคงกล่าวความจริง
“ พวกท่านทั้งหลายอาจจะเข้าใจผิดอะไรไปมาก ผมต้องขอพูดเป็นครั้งสุดท้าย
สมบัติเหล่านี้ มีเจ้าของ ท่านเป็นบรรพบุรุษที่เป็นผู้เฝ้าดูแลมา 400 กว่าปีถ้าท่านบอกว่าจะยกให้ประชาชนทุกคน ท่านสั่งให้ผมทำตามแบบนี้แต่ถ้าพวกท่านทั้งหลาย ยังยืนยันที่จะบอกว่ามีสิทธิ์ในสมบัติเหล่านี้ ผมเกรงว่าพวกเราอาจจะไม่มีทางได้เห็นสมบัติเหล่านี้อีกต่อไป ผมอาจจะไปคุยกับท่านทูตอังกฤษหรือญี่ปุ่นก็ได้ สำหรับการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ของสมบัติเหล่านี้” เทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ ไม่ได้นะ เธอต้องจะเอาคำพูดง่ายๆ แบบนี้มาขู่พวกเราได้อย่างไร” ผอ.ฝ่ายมั่นคงเริ่มเสียงแข็ง เทียนสะบัดมือพรึบ ของโบราณที่วางอยู่หายวับไปต่อหน้าคนทั้งหมด
“ ผมไม่ได้ขู่ ทุกอย่างเป็นความจริง ผมไม่เข้าใจ รัฐบาลก็ได้ทองไปกว่าแสนล้านบาทแล้ว สมบัติพวกนี้ ก็ทำเป็นพิพิธภัณฑ์ ให้ผู้คนเข้าชม มันก็ดีกว่าวันหนึ่งเกิดรัฐบาลขาดเงิน แล้วเอาไปขายเอาเงินมาใช้ ใครจะรับประกันได้” เทียนเหนื่อยหน่ายจริงๆ
ทุกคนยังอึ้งกับสมบัติโบราณที่หายไป
“ อาเทียนใจเย็นๆ ก่อนปู่รองจะปรึกษากันอีกที เธออย่าทำอะไรวู่วาม” ปู่รองร้องเตือนเทียนให้ใจเย็นๆ
“ ผู้เป็นเจ้าของตั้งใจมอบให้กับประชาชนทุกคน และไม่ยินยอมที่มอบให้แก่คนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่ง หวังว่าทุกคนจะเข้าใจความหมายนี้นะครับ”เทียนกล่าวสรุปให้ฟัง ทุกคนเลยกลับไปตั้งหลักกันก่อน
แม่เข้ามาพูดด้วยความเป็นห่วงแต่เทียนก็ได้ปลอบใจไปว่าไม่ต้องห่วง แล้วจะดีเอง เทียนเข้าห้องไปเพื่อเดินทางไปหาอาจารย์ที่กำลังรอเทียนที่สำนัก เทียนทิ้งร่างแปลงไว้ที่ แล้วเดินทางไปหาอาจารย์เทพโอสถทันที
ณ สำนักเทพโอสถ
“ มาซักทีนะ ตอนนี้เกิดเรื่องวุ่นวายทางตอนเหนือตอนนี้มีผู้คนจากแปดเมืองไปรวมตัวกันที่เมืองอุดรกันหมดแล้ว ท่านราชันอุดร ถูกลอบสังหารครั้งนี้ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลย ท่านราชันทักษิน ได้ส่งชื่อเจ้าเข้าร่วมชิงตำแหน่งราชันอุดรในครั้งนี้
ไม่ใช่แค่เพียงให้เจ้าได้ตำแหน่งนี้เพียงอย่างเดียว แต่อยากให้เจ้าสืบหาคนที่ฆ่าท่านราชันอุดรอีกด้วย ตอนนี้ท่านผู้บัญชาการซันเทีย ก็ไปรอเจ้าที่เมืองอุดรแล้วด้วย “ อาจารย์เทพโอสถกล่าวยืดยาว
“ อาจารย์ศิษย์ไปช่วยสืบนั้นไม่มีปัญหา แต่ศิษย์ยังเรียนไม่จบอะไรเลย และก็ยังเด็กขนาดนี้ และจะไปเป็นราชันอุดรได้อย่างไร” เทียนรีบเอ่ยก่อน
“ ใครหวังให้เจ้าชนะกัน แค่เพียงให้เจ้าไปสืบว่าใครฆ่าท่านราชันอุดรมากกว่าเพราะว่าผู้ต้องสงสัยนั้น น่าจะเป็นหนึ่งในผู้แข่งขันครั้งนี้ และอีกอย่างทางนครหลวงเขาก็ส่งตัวแทนมาร่วมชิงตำแน่งด้วยเป็นครั้งแรก หากเจ้าเห็นว่าสู้ไม่ได้ ตระโกนว่ายอมแพ้ ก็จบแล้ว ไม่ต้องห่วง” เทพโอสถเอ่ยขัดเทียน แล้วให้ยอมแพ้ แต่เทียนฟังแล้วเหมือนดูถูกตนยังไงไม่รู้
“ แล้วศิษย์จะไปอย่างไรครับ” เทียนถามเสร็จ องค์ชายหนันเป่ยก็เข้ามาพอดี
“ ข้าจะพาท่านไปเอง “ องค์ชายคำนับท่านเทพโอสถ แล้วกล่าวขึ้น
องค์ชายหนันเป่ยพาเทียนขึ้นเครื่องเคลื่อนย้ายมาที่ เมืองอุดรโดยตรง
“ องค์ชายหนันเป่ยช่วยเล่าเหตุการณ์ให้ฟังหน่อย ข้าไม่รู้อะไรเลยสำหรับที่นี่”เทียนเอ่ยอย่างจนใจ
“ ที่เป็นหน้าด่านทางเหนือของ 8 เมืองมีท่านราชันอุดรปกครองมาเกือบ 2 พันปีแล้ว มีลูกชายคนโตชื่อว่าเซอร์คาลอส ซึ่งก็ร่วมชิงชัยในครั้งนี้ด้วย เมืองนี้เป็นเมืองที่มีอุณภูมิหนาวเย็นตลอดทั้งปี มีแต่หิมะปกคลุม ไม่มีแสงแดด ดังนั้นจึงเป็นที่เหมาะสมของเหล่าภูติหิมะ ทั้งหลาย “ องค์ชายหนันเป่ยกล่าว
“ ภูติหิมะ หรือ” เทียนทวนคำ
“ ท่านอยู่ในเขตโซนร้อน ท่านอาจจะไม่รู้จัก ภูติหิมะ ความจริงก็พวกเขาคือมนุษย์แต่พอพระจันทร์ ขึ้นมาเมื่อไร พวกเขาจะกลายร่างเป็นภูติหิมะ มีขนขึ้นมาแล้วมีกรงเล็บยาวขึ้น ร่างกายขยายใหญ่กว่าเดิม 3 เท่า มีเขี้ยวงอกยาวออกมา
มีพลังเหนือมนษย์อาวุธธรรมดาไม่สามารถทำอะไรได้ พอพระจันทร์หายไปพวกเขาก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม” องค์ชายหนันเป่ยเล่าไปตามความจริง
“ แล้วถ้าหากมีภูมิหิมะเข้ามาในเมือง จะทำอย่างไร” เทียนถามต่อ
“ ไม่มีทางเข้ามาได้ เพราะกำแพงค่ายกลที่สร้างไว้ป้องกันมานับพันปีแล้วไม่มีทางที่ภูติหิมะจะเข้ามาได้” องค์ชายหนันเป่ยชี้ไปที่แนวเขตกำแพงหินที่ยาวไปถึงภูเขาที่ห่างไกล โดยไม่มีทางเข้ามาได้จริงๆ
“ แล้วพวกเขามีจำนวนมากไหม แล้วอยู่กันได้อย่างไร” เทียนถาม
“ ไม่มีใครทราบแน่ชัดแต่เชื่อว่าหลายพันคน พวกนี้น่าจะดำรงชีพโดยการล่าสัตว์เป็นอาหาร แต่ไม่มีใครรู้ละเอียด เพราะประตูด้านนี้ปิดตายมานับพันปีแล้ว” องค์ชายหนันเป่ยกล่าว
เทียนถอนหายใจพวกเขาจะน่าจะเป็นมนุษย์แต่คงจะโดนพิษชนิดใดชนิดหนึ่งแน่ ถึงได้กลายเป็นปีศาจไปได้ รอให้ข้าไขคดีท่านราชันอุดรก่อน แล้วข้าจะมารักษาพวกเจ้า เทียนนึกในใจ
“ พวกเราไปเจอท่านผบ.ซันเทียก่อนได้ไหม” เทียนถาม
“ ท่านผบ.ซันเทียพักอยู่ที่ปราสาทพายัพของเราอยู่แล้ว พวกเขาก็รอพวกเราอยู่เช่นกัน” องค์ชายหนันเป่ยรีบกลับปราสาททันที
เทียนเข้าไปในปราสาท ก็เจอกับท่านซันเทียกำลังเดินออกมาจากปราสาทพายัพ
“ ท่านหมอเทียน มาได้จังหวะพอดี พวกเราเพิ่งได้มีโอกาสได้รับอนุญาตให้ดูศพของราชันอุดร พวกเราเข้าปราสาทราชันอุดรพร้อมกันเถอะ” ผบ.ซันเทียกับลูกน้อง 4 คนเดินนำทางไป
ภายในปราสาทของราชันอุดรเวลานี้มีแต่ความเศร้าหมอง ภายในมีแต่ความอึมคึมมีเสียงร่ำไห้เป็นระยะ ผบ.ซันเทีย เดินตามองครักษ์ที่เดินนำหน้าแล้วเข้าไปในห้องทีมีความเย็น มองเห็นร่างที่ไร้ชีวิตของราชันอุดร นอนสงบนิ่ง โดยด้านข้างมีคนอยู่ 4-5 คน แต่มี 2 คน ที่เทียนจำได้คือ ท่านเซอร์คาลอส กับ ชายที่มีแส้เป็นอาวุธ
“ นี่เจ้าเข้ามาได้อย่างไร ที่นี่ไม่ต้อนรับ เจ้ากลับไปซะ” เซอร์คาลอสพูดเสียงแข็ง
“ นี่คือท่านหมอเทียนจะมาเป็นผู้ช่วยของข้าเอง ท่านเซอร์คาลอส” ผบ.ซันเทียรีบเอ่ยทันที ทำให้เซอร์คาลอสไม่พอใจอย่างยิ่ง
เทียนไม่สนใจไปดูที่ข้างๆ ร่างของท่านราชันอุดร แต่ก็ยังไม่สามารถมองเห็นบาดแผลใดใด ทั้งท่านผบ.ซันเทีย กับ ผู้ช่วยทั้งสี่ ก็ช่วยกันดูทั่วทั้งร่างก็ยังไม่มีสิ่งใดผิดปกติเช่นกัน เทียนเห็นผบ.ซันเทียใช้เข็มตรวจสอบพิษแทงไปที่จุดหัวใจ
ผบ.ซันเทีย ก็ส่ายหัวบอกปกติ เทียนลองใช้ลมปราณเข้าไปในร่างราชันอุดร
ข้างในเส้นลมปราณก็ไม่มีเสียหาย เทียนใช้จิตส่งไปรอบ ๆ ก็ยังไม่เจอวิญญานของท่านราชันอุดร เทียนลองใช้มือสัมผัสไปที่หน้าผาก สุดท้ายก็ถอนหายใจ
“ ท่านผบ.ซันเทีย ข้าว่าเรื่องนี้ ราชีนีชีร่า ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน”
เทียนกระซิบบอกท่านผบ.ซันเทีย เบาเบาได้ยินแค่สองคน