โดดเดี่ยวใต้ทะเล 1000 เมตร

    ตอนที่ 111 สองขั้วอำนาจ

    เมื่อสอบถามจนได้เรื่องได้ราว เซนก็ได้เดินออกจากบาร์ในทันที ภายใต้การจ้องมองจากทุกคนภายในร้าน แม้ว่าเซนจะหน้าหนาขนาดไหนเขาก็ยังรู้สึกไม่ชอบที่ตนเป็นผู้ถูกจ้องมองจากคนจำนวนมาก มากนัก

    มาสเตอร์ของบาร์ได้กล่าวถึงสาเหตุที่ผู้คนต่างมารวมกัน ณ สถานที่แห่งนี้เอาสั้นๆ แต่ได้ใจความ เนื่องจากเกิดรอยรั่ว ณ ดินแดนแห่งหายนะ ทำให้เหล่านักเดินทางที่ต้องการแสวงหาโชคต่างเดินทางกันมาที่นี่ไม่เว้นแม้แต่ตระกูลใหญ่ๆ ทั้งหลายที่มาจากนครหลวงแอรีส โดยปกติแล้วนั้นดินแดนแห่งหายนะไม่เปิดให้คนเข้าไป แต่มักจะมีรอยรั่วอยู่เสมอ มันเป็นสถานที่ลึกลับที่คนต่างเชื่อกันว่ามันเกิดมาจากผู้กำเนิดดวงดาวแห่งนี้ แต่มันก็แค่คำบอกเล่าเท่านั้นยังไม่ได้รับการยืนยัน

    ที่น่าสนใจก็คือดูเหมือนว่าเซนนั้นจะโชคดีไม่น้อย เนื่องจากปัญหาเรื่องพิษที่สะสมอยู่ภายในร่างกายทำให้ชายหนุ่มไม่สามารถจะรีดพลังวิญญาณออกมาใช้ได้ตามที่ตนเองต้องการ แต่ในดินแดนแห่งหายนะที่เปิดขึ้นในครั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามีการปรากฏขึ้นของจิตวิญญาณสมุนไพรชั้นสูงหลายชนิด

    ต้องบอกก่อนว่าหากสมุนไพรมีคุณค่ามากเท่าไหร่ มันยิ่งส่งกลิ่นอายกระจายไปได้ไกลเท่านั้น ดังนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าสมุนไพรที่อยู่ภายในดินแดนแห่งหายนะที่สามารถส่งกลิ่นอายจนผู้คนได้นอกสัมผัสถึงมันได้จะต้องเป็นสมุนไพรล้ำค่าและมันจะสามารถขจัดพิษในร่างกายของชายหนุ่มได้

    เมื่อคิดได้ดังนั้นชายหนุ่มจึงตัดสินใจเข้าไปภายในดินแดนแห่งหายนะทันที ซึ่งจุดรอยแยกมิตินั้นอยู่ไม่ห่างไกลจากเมืองท่าแห่งนี้ เพียงใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาทีชายหนุ่มก็มาถึงสถานที่ดังกล่าวตามที่มาสเตอร์ของบาร์เหล้าได้กล่าวกับเขา

    “ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้โกหก”

    เบื้องหน้าของเซนนั้นเป็นที่ราบกว้างขวางเต็มไปด้วยหินกรวดก้อนเล็กมากมาย โดยปกติแล้วสถานที่แห่งนี้ปราศจากความสนใจของผู้คนอย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตามวันนี้มันกลับอัดแน่นไปด้วยผู้คนจำนวนมาก นอกจากนี้ผู้คนทั้งหลายต่างก็กำลังตั้งรกรากกันอยู่ มันเหมือนกับคณะเดินทางที่เซนเคยเข้าร่วมตอนเข้าไปยังดินแดนแห่งการทดสอบ อย่างไรก็ตามครั้งนี้แตกต่างออกไป เห็นได้ชัดบรรยากาศรอบตัวของพวกเขาตึงเครียดอย่างมาก

    “แกจะเอาใช่ไหม!”

    “ข้าล่ะอยากจะซัดหน้าแกเป็นบ้า!”

    ….

    การทะเลาะกันของกลุ่มคนมักจะปรากฏให้เห็นทุกพื้นที่รอบบริเวณเนื่องจาก ทุกกลุ่มที่มารวมกันที่นี่ล้วนแล้วแต่มาจากสถานที่ที่แตกต่างกัน

    เซนหาที่นั่งว่างๆ และนั่งลงเพื่อรออะไรบางอย่าง นอกจากนี้สายตาและหูของเขายังคงเก็บข้อมูลรอบๆ ตลอดเวลา ซึ่งข้อมูลที่ได้ส่วนใหญ่ก็ล้วนแล้วแต่ได้มาจากบทสนทนาของพวกกลุ่มคนพวกนี้เท่านั้น

    “สำนักมังกรมรกตเดินทางมาถึงแล้ว!”

    ทันใดนั้นเสียงตะโกนก้องฟ้าดังเข้าสู่ประสาทหูของทุกผู้คนที่อยู่บริเวณที่ราบกว้างแห่งนี้ เมื่อปรากฏนามของสำนักมังกรมรกตทุกคนต่างมีปฏิกิริยาที่หลากหลาย แต่ส่วนใหญ่จะปรากฏความหวั่นเกรง และความเคารพนับถือ สำนักมังกรมรกตเป็นสำนักชื่อดังหนึ่งเดียวในทวีปฟ้ากระจ่างแห่งนี้ สำนักแห่งนี้ได้สร้างประวัติศาสตร์เอาไว้มากมาย ศิษย์ที่ร่ำเรียนวิชากับสำนักแห่งนี้ล้วนแล้วแต่ประสบความสำเร็จและกลายเป็นตำนาน ไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครอง ราชัน แม้แต่จักรพรรดิองค์ก่อนของหนึ่งในสี่นครหลวงอย่างนครหลวงกรีนนีล ก็เป็นศิษย์ของสำนักนี้เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าสำนักมังกรมรกตแห่งนี้มีเส้นสายและอำนาจมาก

    “โฮ่กกกกกกกกกก”

    เสียงคำรามของมอนสเตอร์ดังขึ้นหลังจากการประกาศของการมาถึงสำนักที่ยิ่งใหญ่อย่างสำนักมังกรมรกต บนฝากฟ้านั้นได้ปรากฏมอนสเตอร์รูปร่างขนาดใหญ่ มีส่วนคล้ายคลึงกับมังกรในเทพนิยายของจีน อย่างไรก็ตามมันไม่ใช่มังกรแน่นอน เพราะมังกรนั้นไม่ได้ปรากฏขึ้นบนโลกนี้มานานมากแล้ว และพวกมันล้วนแล้วแต่เป็นตัวตนระดับเทพแท้จริงทั้งสิ้น

    บนหลังของมังกรนั้นปรากฏกลุ่มคนจำนวนมากยืนอยู่ พวกมันล้วนใส่ชุดสีเขียวปักลวดลายมังกรสวยงาม ซึ่งเหมือนกับเฟิงหยุนและชายชราที่เรียกตนเองว่าผู้อาวุโสสองซึ่งเซนได้กำจัดไปทุกอย่าง ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มวัยกลางคน ในหมู่คนพวกนั้นไม่มีใครมีค่าให้เซนต้องสนใจเลยแม้แต่คนเดียว จะมีเพียงก็แค่ชายชราที่ยืนอยู่ส่วนหัวของมอนสเตอร์รูปร่างคล้ายมังกรผู้เดียวเท่านั้น รัศมีออร่าสีเขียวอ่อนซึ่งดูเหมือนจะเป็นออร่าแห่งลมนั้นทำให้เซนรู้สึกกดดันอยู่ไม่น้อย

    “ระดับเทวะ!”

    เซนสูดหายใจเข้าลึกพร้อมกับหลับตาและกล่าวออกมา เขาตกตะลึงอย่างแท้จริงชายหนุ่มไม่คิดว่าตนเองจะมาพบกับระดับตัวตนชั้นสูงของสถานที่แห่งนี้เร็วขนาดนี้

    “นั่นมันปรมาจารย์มังกรเขียว หนึ่งในปรมาจารย์ที่มีชื่อเสียงของสำนักมังกรมรกต ท่านถึงมาที่นี่ด้วยตนเอง บัดซบสมบัติชิ้นนี้พวกเราไม่มีหวังจะได้มันมาแล้ว!”

    หนึ่งในฝูงชนกรีดร้องออกมาด้วยความหงุดหงิด อย่างไรก็ตามเขาไม่กล้าจะกล่าวดังเกินไปเพราะอย่างไรก็ตามตัวตนที่ปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของพวกเขานั้นเป็นตัวตนระดับเทวะ

    สำนักมังกรมรกตนั้นมีตัวตนที่มีชื่อนำด้วยปรมาจารย์อยู่ 7 คน ต้องกล่าวว่าพวกมันล้วนแล้วแต่เป็นเสาหลักแท้จริงของสำนักมังกรมรกต ทั้งเจ็ดเป็นตัวตนระดับเทวะ ยังมีกลุ่มนำหน้าที่มีนามเรียกขึ้นต้นด้วยอาวุโสและตามด้วยหมายเลขต่างๆ พวกมันเป็นตัวตนระดับกึ่งเทวะ ซึ่งผู้อาวุโสสองที่เซนกำจัดไปก็รวมอยู่ในกลุ่มนี้

    ในขณะที่ทุกคนกำลังประหลาดใจกับการปรากฏตัวขึ้นของสำนักมังกรมรกตอันเกรียงไกรนั้น เบื้องบนเหนือสำนักมังกรมรกตก็ได้ปรากฏเสียงกรีดร้องที่แหลมจนบาดหูของผู้คน เซนนั้นจ้องมองขึ้นไปอย่างสงบอย่างไรก็ตามผู้คนที่อยู๋รอบๆ ไม่อาจมีใครสงบได้เนื่องจากพวกเขาล้วนแล้วแต่จำเสียงกรีดร้องของมอนสเตอร์ที่ปรากฏขึ้นตัวนี้ได้

    แม้แต่ปรมาจารย์มังกรเขียวแห่งสำนักมังกรมรกตเองก็คิ้วขมวดและจ้องมองขึ้นไปเหนือศีรษะ

    “เป็นเหยี่ยววายุอัคคี พาหนะประจำของตระกูลเฟอร์มิเรี่ยน! ไม่แปลกใจเลยที่พวกเขาจะมาที่นี่เนื่องจากที่นี่อยู่ไม่ห่างจากนครหลวงแอรีสที่พวกเขาอยู่มากนัก”

    ฝูงชนพากันกล่าวขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของเหยี่ยวเพลิงขนาดใหญ่พอๆ กับตัวตนของสัตว์พาหนะของสำนักมังกรมรกต อย่างไรก็ตามตัวตนที่โดยสารมันมานั้นเป็นตัวตนระดับเทวะถึงสองคนด้วยกัน แม้แต่ปรมาจารย์มังกรเขียวก็ยังไม่กล้าที่จะดูถูก

    “คารวะท่านมาติน ท่านเกียร์มอร์”

    ปรมาจารย์มังกรเขียวรีบทักทายตัวตนเทวะที่ปรากฏตัวขึ้นทั้งสองคนอย่างสุภาพ อย่างไรก็ตามทั้งสองนั้นกลับมองมาทางปรมาจารย์มังกรเขียวอย่างเย็นชาก่อนที่มาร์ตินซึ่งเป็นชายที่มีดวงตาดุดันเหมือนกับเหยี่ยวจะกล่าวขึ้น

    “เจ้ายังมีหน้ามาทักทายพวกเรา สำนักมังกรมรกตของพวกเจ้ายังไม่รู้ว่าตนเองทำสิ่งใดลงไปใช่หรือไม่?”

    วาจาของมาตินแต่ละคำเต็มไปด้วยความรู้สึกดุดันและสร้างความไม่สบายใจให้กับทุกคนที่อยู่ที่นี่ เซนที่ได้ฟังอยู่ก็สามารถเข้าใจเรื่องราวได้ทั้งหมดแตกต่างจากคนอื่นๆ ตระกูลเฟอร์มิเรี่ยนนั้นเซนรู้อยู่แล้วว่าเป็นตระกูลของมารีน และพวกเขาคงโกรธแค้นที่ผู้อาวุโสสองทรยศและต้องการแย่งชิงรากแห่งจิตวิญญาณที่มารีนได้รับมา ดังนั้นจึงไม่แปลกที่มารีนจะบอกเรื่องนี้กับตระกูลและทำให้ตระกูลต่างไม่พอใจและเกิดการขัดแย้งกับสำนักมังกรมรกตขึ้น

    “เรื่องที่เกิดขึ้นพวกข้า…”

    ปรมาจารย์มังกรเขียวต้องการจะกล่าวบางอย่าง อย่างไรก็ตามในเวลานั้นเกียร์มอร์ซึ่งเป็นชายร่างใหญ่ไว้ผมยาวประบ่าก็ได้กล่าวขึ้น คำพูดของเขาไม่มีการไว้หน้าใดๆ ทั้งสิ้น

    “หุบปากเหม็นๆ ของเจ้าซะ! ภาวนาอย่าให้พวกข้าเจอเจ้าในดินแดนแห่งหายนะ เพราะหากเจ้าโชคร้ายศพของเจ้าอาจจะดูไม่ดีเท่าไหร่”

    ผู้คนที่มองดูความขัดแย้งทั้งสองฝ่ายต่างอยู่ในอาการงุนงงบ้างก็ปรากฏแววตาเป็นประกายขึ้น ในที่นี่นอกจากเซนแล้วไม่มีใครรู้สาเหตุที่แท้จริงที่ทั้งสองขั้วอำนาจขัดแย้งกัน นอกจากนี้โดยปกติแล้วตระกูลเฟอร์มิเรี่ยนมีสัมพันธ์ที่ดีกับสำนักมังกรมรกต มีองค์หญิงและองค์ชายหลายองค์ต่างไปฝึกที่สำนักมังกรมรกต แต่ในตอนนี้พวกเขาอาจไม่รู้ว่าเหล่าองค์ชายองค์หญิงเหล่านั้นต่างถูกเรียกตัวกลับแล้ว