เมื่อไปถึงโถงหลักตระกูลเหยียนก็พบจางซื่อกำลังร้องทุกข์น้ำหูน้ำตาไหลอยู่บนพื้น หากไม่รู้จักนิสัยอีกฝ่าย คงคิดจริงๆ ว่าจางซื่อได้รับความไม่เป็นธรรมอย่างใหญ่หลวง
“ฮูหยิน! อย่างไรข้าก็ช่วยท่านเลี้ยงดูบุตรสาวท่านมานานหลายปี ท่านปล่อยให้พวกเขาถูกทุบตีจนมีสภาพเช่นนี้ได้อย่างไร ต่อให้พวกเขาไม่เอาไหนก็ยังเป็นพี่ชายของคุณหนูห้าในจวน...”
จางซื่อร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหล วาจาแฝงด้วยการร้องทุกข์ เจี่ยนซื่อโมโหจนสีหน้าเดี๋ยวขาวซีดเดี๋ยวเขียวคล้ำ ตอนแรกคำนึงถึงชื่อเสียงของเหยียนจื่อหลิงกับจวนโหว ฮูหยินผู้เฒ่าเองก็ไม่อยากให้ใครรู้เรื่องที่เด็กถูกคนแอบสลับตัว จึงทำได้เพียงอดทนเงียบๆ ทว่ายามนี้กลับถูกสตรีหน้าไม่อายนี่ย้อนมาเล่นงานเสียได้ ช่างน่ารังเกียจนัก
“ลุกขึ้นมาเสีย ท่าทางเช่นนี้เหมาะสมหรือ”
เจี่ยนซื่อเห็นนางนอนกลิ้งไปมาตรงนั้นก็หมดความอดทน ทว่าหลังจากกล่าวออกไป จางซื่อกลับคลานมายังจุดที่ตนยืนอยู่ราวกับคนบ้า ปากพร่ำพึมพำว่า “ฮูหยิน ท่านเป็นผู้มีอำนาจสูงส่ง เรื่องในครั้งนี้ต้องช่วยตัดสินให้ลูกๆ ทั้งสองของข้านะ!”
เมื่อทุกคนเห็นเหยียนจื่อม่อเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ต่างก็เผยสีหน้าพินิจพิเคราะห์อย่างเงียบๆ สตรีเช่นนั้นอบรมเหยียนจื่อม่อให้ออกมาเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร
ถึงแม้ความรู้ที่ควรได้รับจากการอบรมสั่งสอนของนางไม่ถือว่าดีนัก อีกทั้งมองจากภายนอกการวางตัวยังค่อนข้างแย่ ทว่ายามนี้เมื่อได้เห็นท่าทางของจางซื่อ พวกนางพลันรู้สึกขอบคุณฟ้าดินที่เหยียนจื่อม่อไม่เติบโตมาอย่างนอกลู่นอกทาง
“ม่อเอ๋อร์! ในที่สุดแม่ก็ได้พบเจ้าแล้ว...”
จางซื่อเห็นเหยียนจื่อม่อจึงไม่กระโจนเข้าหาเจี่ยนซื่อแล้ว กลับคลานมาเกาะขาเหยียนจื่อม่อแทน มือซึ่งเปรอะเปื้อนด้วยน้ำตาน้ำมูกคอยดึงรั้งไม่หยุด
“ฮูหยินท่านนี้โปรดระวังคำพูดด้วย มารดาของคุณหนูพวกเราคือฮูหยินโหวของจวนผิงซีโหว ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับท่าน”
เจี่ยวเย่ว์ซึ่งอยู่ด้านข้างก้าวขึ้นไปบังเหยียนจื่อม่อไว้ข้างหลัง หลิวฮวาเห็นท่าทีของนางก็แอบเสียดายอยู่บ้าง โอกาสประจบเจ้านายครั้งนี้กลับถูกอีกฝ่ายแย่งไปเสียแล้ว
“เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไร ข้าเป็นคนเลี้ยงนางจนโต คนอย่างพวกเจ้าเทียบได้หรือ”
คำพูดของจางซื่อทำให้เจี่ยนซื่อเดือดดาลกว่าเดิม นี่กำลังเหน็บแนมตนทางอ้อมอยู่ชัดๆ คิดว่านางจะไม่ทำอะไรอีกฝ่ายหรือ สตรีนางนี้ช่างทำให้การฝึกฝนตลอดหลายปีที่ผ่านมาสูญเปล่าเสียจริง
“ท่านเลี้ยงดูข้าจริง แต่ข้าต้องกลับไปยังที่ของตนเองอยู่ดี”
เหยียนจื่อม่อจ้องอีกฝ่ายครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าวอย่างเฉยเมย ชาติก่อนนางอาจขลาดเขลาเกินทนจนถูกจางซื่อจิกทึ้งจนตาย ทว่าชาตินี้นางย่อมไม่มีทางเดินตามเส้นทางเดิมแน่
“โอ๊ย! ชีวิตข้านี่มันอย่างไรกันหนอ! ข้าเลี้ยงดูฟูมฟักเจ้าตั้งแต่เล็กจนโต พริบตาเดียวพอเจ้าพบแม่ที่มีทั้งศักดิ์ทั้งอำนาจก็ทอดทิ้งแม่บุญธรรมอย่างข้า ไฉนข้าถึงเลี้ยงดูหมาป่าตาขาวอย่างเจ้าออกมาได้ ข้าทำดีต่อเจ้ามานานหลายปี เจ้าไม่เห็นบ้างเลยหรือ”
จางซื่อพูดพลางทุบพื้นร้องไห้อย่างคลุ้มคลั่ง แม้คนรับใช้รอบกายจะพากันก้มหน้า ทว่ายังคอยฟังคำพูดของนางอยู่ตลอด ส่วนเหยียนจื่อม่อกลับแค่นเสียงเย็นชา
“ท่านดีกับข้าจริงหรือ ตั้งแต่จำความได้ข้าต้องทำไร่ทำนาทุกวัน ขณะที่ลูกสาวแท้ๆ ของท่านถูกเลี้ยงดูอย่างดี ข้ากลับถูกท่านกดขี่เยี่ยงสุนัข ท่านส่งข้าไปแต่งงานกับตาเฒ่าไม้ใกล้ฝั่งเพื่อสินเดิมของลูกสาวท่านด้วยซ้ำ นี่หรือคือความรักที่ท่านกล่าวถึง”