อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

บทที่ 221 ข้อตกลง

        เออร์วินรู้ได้ทันทีว่าตัวเขาในตอนนี้อยู่ในสถานการณ์วิกฤต เพราะเขาไม่นึกเลยว่าผู้หญิงคนนี้ยังมีไพ่ลับที่ซ่อนไว้อยู่ ทั้งที่เขามั่นใจว่าค้นทุกซอกทุกมุมของผู้หญิงคนนี้จนมั่นใจแล้วว่าไม่เหลืออะไรที่จะเป็นภัยให้เขา ในสมองของเขากำลังคิดหาทางออก ด้วยอุโมงค์ที่ชอบแบบนี้ทำให้การโจมตีของคาทาริน่ามีประสิทธิภาพเป็นอย่างมากเพราะมันยากกับการหลบหลีกและเข้าประชิด จริงอยู่ที่เขาเองก็สามารถเล่นงานเธอด้วยปืนแต่ประเด็นก็คือคุณลูกโม่ทั้ง 2 กระบอกเขายิงทิ้งอีกขว้างจนหมดแล้ว ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะได้เปรียบเป็นอย่างมากจากสถานการณ์แบบนี้ ดังนั้นการปะทะซึ่งหน้าจึงไม่ใช่เรื่องดี

        คาทาริน่ายิ้มให้เด็กผู้ชายทั้งหน้าก่อนจะคุยกับเขาว่า

        “ว่าไงล่ะพ่อหนุ่มน้อยอัศวินศักดิ์สิทธิ์คนนี้ปกป้องเธอได้ตามที่พูดเลยใช่ไหม”

        เออร์วินถึงกับร้องซี๊ดในใจเมื่อได้ยินว่าเธอจี้เรื่องที่เขาถามเองตอบเองเมื่อครู่ เขาพยายามลุกขึ้นช้าๆ พร้อมกับตั้งท่าเตรียมเคลื่อนไหวทุกเมื่อ สายตาจ้องมองไปยังดาบแสง 3 เล่มที่ลอยอยู่กลางอากาศ ตั้งใจว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นเขาจะรีบเบี่ยงตัวออกข้างแล้วหาจังหวะเข้าประชิด ซึ่งมันอาจจะดูเป็นความคิดที่โง่ๆ แต่มันก็ดีกว่าอยู่เฉยๆ แล้วรอรับการจัดการมันไม่ใช่นิสัยของเขาเลยแม้แต่น้อย และที่สำคัญเขาพบว่ายังมีไพ่ที่ทำให้เขามั่นใจว่าอีกฝ่ายยังไม่สามารถลงมือฆ่าเขาได้สุ่มสี่สุ่มห้า นั่นก็คือเรื่องตระกูลของแม่เขา ตระกูลโรเซ็ตต้านี้ดูท่าน่าจะพอมีอิทธิพลอยู่บ้างมันถึงได้ทำให้เธอดูจะไม่สามารถฆ่าเขาได้ แต่ก็ไม่มีอะไรมารับประกันในเรื่องนี้ เมื่อความตายเข้าถึงตรงหน้าเรื่องทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่สำคัญอีกต่อไป ดังนั้นเขาต้องจัดการให้ดีและอย่าเปิดช่องเด็ดขาด

        ขณะที่เขากำลังคิดเรื่องเหล่านี้ในหัวปากกลับตอบว่า

        “สุดยอดไปเลยครับคุณอัศวินศักดิ์สิทธิ์คุณนี่เก่งสุดยอดเลยนะครับ ไม่ว่าผมจะเห็นกี่ครั้งก็รู้สึกทึ่ง” พูดจบเขาก็ปรบมือแปะๆ ทว่าคาทาริน่าที่มองมาทางเขากับยังคงยิ้มแล้วพูดว่า

        “เธอนี่มันเด็กกะล่อนของแท้เลยนะชั้นละสงสารอาบิเกลจริงๆ ที่มาหลงเสน่ห์เธอได้แบบนี้”

        “คุณอาบิเกล? หลงเสน่ห์ผม?” เออร์วินทำหน้างงไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายพูดอะไร แต่ว่ามันยิ่งกับทำให้คาทาริน่าหมั่นไส้เด็กคนนี้ยิ่งกว่าเดิม

        เธอมองเขาอยู่อย่างนั้นพบว่าเขาก็เอาแต่ยืนนิ่ง สายตาจ้องมองไปที่ตัวเธอพร้อมกับดาบ 3 เล่มที่ลอย ก่อนที่เธอจะถอนหายใจออกมาแล้วพูดว่า

        “เธอนี่มันเด็กขี้ระแวงจริงๆ เลยนะคราวก่อนแล้วก็คุยกันแล้วนี่ว่าที่ฉันไม่สามารถลงมือกับเธอได้เต็มที่ ก็เพราะความเกี่ยวข้องระหว่างเธอกับตระกูลโรเซ็ตต้า แต่ดูเธอในตอนนี้สิยังตั้งท่าแบบนั้นอยู่อีก” พูดจบดาบแสงทั้งสามเล่มก็สลายหายไป แม้จะเห็นเป็นแบบนั้นแต่เออร์วินก็ยังไม่คลายความระแวง หรือจะพูดให้ถูกก็คือเขาไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เธอทำนั้นหมายถึงอะไร

        คาทาริน่าไม่สนใจท่าทางของเขาแต่กลับพูดว่า

        “ไปกันเถอะ” แล้วเธอก็หมุนตัวทำท่าจะเดินเข้าไปในอุโมงค์

        เออร์วินที่ได้ยินถึงกับต้องร้อง ฮะ! ออกมา

        “ไป… ไปไหน?”

        คาทาริน่าตอบโดยไม่หันมองเขา

        “เข้าไปดูเจ้าของรังนี้ไงเธอเองก็อยากรู้ไม่ใช่หรอว่ามันเป็นตัวอะไรกันแน่”

        เออร์วินยิ่งมึนงงกว่าเดิมถามว่าอยากรู้ไหมแน่นอนว่าเขาเองก็อยากรู้ แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าเขาต้องการให้เจ้าตัวนี้มันเป็นสาเหตุการตายของอัศวินศักดิ์สิทธิ์ แล้วปล่อยให้พวกศาสนจักรมโนเพ้อพกว่าอาจจะเป็นเพราะฝีมือของพวกเผ่ามาร ดังนั้นการที่คาทาริน่าพูดว่าจะไปดูเจ้าของรังนั้นจึงยิ่งทำให้เขาสงสัยและไม่เข้าใจเธอคิดจะทำอะไรกันแน่ และทำไมอยู่ๆเธอถึงพูดเรื่องแบบนี้ขึ้นมา

        “คุณคิดจะทำอะไรกันแน่ครับ?” เออร์วินตัดสินใจพูดออกไปตรงๆ ไม่อ้อมค้อม

        คาทาริน่าหันกลับมามองเขาแล้วก็ยิ้มก่อนจะตอบว่า

        “เธอฉลาดไม่ใช่หรอก็ลองเดาดูสิพ่อหนุ่มน้อย”

        เออร์วินรู้สึกจักจี้อย่างบอกไม่ถูกที่ยังคงถูกอีกฝ่ายเรียกว่าพ่อหนุ่มน้อย ทั้งที่ต้นสายปลายเหตุมันก็มาจากเขาเล่นมุกถามเองตอบเองแท้ๆ

        คาทาริน่าที่เห็นท่าทางและสีหน้าของเออร์วินเธอก็ถึงกับขำพรืดออกมา ชี้นิ้วไปที่เขาแล้วก็หัวเราะพร้อมกับพูดว่า

        “ฮ่าฮ่าฮ่า ดูเธอทำหน้าเขาสิเห็นปกติอวดฉลาดไม่ใช่เหรอ แค่นี้ก็ทำหน้างงแล้วฮ่าฮ่าฮ่า”

        เออร์วินที่ยังไม่เข้าใจถึงจุดประสงค์ของเธอก็ยิ่งงงเข้าไปใหญ่ ใจจริงเขาอยากจะทำการรีโหลดกระสุนเพื่อความสบายใจ แต่ดูท่าอีกฝ่ายคงไม่ยอมให้เขาทำแบบนั้นง่ายๆ คาทาริน่าหัวเราะอยู่อย่างนั้นอีกพักหนึ่งจนในที่สุดเธอก็หยุดแล้วพูดว่า

        “เธอนี่ก่อนนะขี้ระแวงจังเลยถ้าฉันบอกว่าฉันจะไม่เอาของชิ้นนั้นไปจากเธอแล้วเธอจะวางความระแวงลงบ้างไหม”

        “เอ๊ะ?” สถานการณ์ในตอนนี้คาทาริน่ายิ่งพูดเออร์วินก็ยิ่งงง ถ้าพูดถึงต้นสายปลายเหตุทุกอย่างที่ทำให้เขากับเธอต้องมาอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ก็เพราะของชิ้นนั้นที่เธอตามหามันดันมาอยู่ในการครอบครองของเขา แต่เพราะเขาดันไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่อาจจะทำให้ทั้งตัวเขาครอบครัวและเมืองไพร์ล็อกต้องชิบหายได้ถ้าศาสนจักรรู้เรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธที่ไม่ต้องพึ่งพามานานและเวทย์มนต์แต่กลับมีอานุภาพพอที่จะสังหารผู้ใช้เวทย์มนต์ระดับสูงได้ ไหนจะยังระเบิดมือที่เขาทำหรือแม้แต่ความรู้ต่างๆ ที่เขามี ซึ่งไม่ว่าจะอย่างไหนสำหรับศาสนจักรมานาแห่งนิรันดร์ที่ให้ความสำคัญและเทิดทูนเวทย์มนต์เหนือสิ่งอื่นใด และมองว่าพลังทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งนอกรีดที่ต้องกำจัด สิ่งเหล่านี้มันเป็นปัจจัยที่ทำให้เขาไม่สามารถส่งมอบของชิ้นนั้นแล้วจบเรื่องได้ เลยนำพาให้ทั้งเขาและผู้หญิงคนนี้มาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ แต่อยู่ๆ เธอกลับบอกว่าไม่ต้องการของชิ้นนั้นแล้วเสียอย่างนั้น

        เหมือนคาทาริน่าจะเดาออกว่าเขาสงสัยเรื่องอะไรเธอจึงยิ้มให้เขา พร้อมกับบอกว่า

        “ไม่ต้องระแวงไปหรอกนะฉันไม่ยอมถอยฟรีๆ หรอกนะ เพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยนฉันอยากให้เธอตามหาคนคนหนึ่งที่ฉัน”

        เออร์วินที่ได้ฟังดังนั้นก็เหมือนจะจับเค้าอะไรได้เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายพูดจริงหรือพูดเล่น แต่ถ้าที่อีกฝ่ายพูดเป็นความจริงดูถ้าคนที่ฝ่ายให้เขาตามหาคงจะสำคัญไม่น้อย ถึงหน้าที่เธอยอมเมินเฉยภารกิจที่ได้รับมาเช่นนี้

        คาทาริน่ายิ้มให้เขาก่อนจะพูดว่า

        “คนที่ฉันอยากให้เธอตามหามีชื่อว่า แคโรไลน์ เฟย์ไรน์ เธอเป็นพี่สาวของฉัน”

        “พี่สาว? คุณมีพี่สาวด้วยหรอ?”

        คาทาริน่าถลึงตาใส่เขาก่อนจะตอบว่า

        “แปลกตรงไหนที่ฉันจะมีพี่สาวทีเธอเองก็มีทั้งพี่สาวน้องสาวไม่ใช่หรอ”

        เออร์วินเถียงไม่ออกเพราะจริงอย่างที่เธอพูดว่าตัวเขานั้นมีทั้งพี่สาวและน้องสาว ดังนั้นการที่เธอจะมีพี่สาวจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เออร์วินก็พูดว่า

        “ถ้าเรื่องนั้นผมคงช่วยคุณไม่ได้อย่างแรกเลยก็คือผมยังเป็นแค่เด็ก 10 ขวบ และอีกอย่างสถานที่ไกลสุดที่ผมเคยไปก็มีแค่ เมืองริเวอร์วิวกับป้อมปราการแอสทราวินที่ผมเคยไปในฐานะนักล่าค่าหัวแค่นั้น แต่ผมก็พอมองออกว่าทวีปอาร์เคนัสนั้นกว้างใหญ่แค่ไหน ซึ่งมันคงเกินกำลังผมที่จะตามหาคนเพียงคนเดียว”

        เออร์วินเลือกจะปฏิเสธไปก่อนซึ่งความจริงแล้วเขาสามารถตอบตกลงไปก่อนได้ เพราะนั่นจะเป็นการซื้อเวลาให้เขาโดยที่ไม่ต้องเสี่ยงต่อสู้แตกหักกับเธอ แต่ทว่าในสถานการณ์ที่หลายสิ่งหลายอย่างยังไม่ชัดแจ้งแบบนี้การตอบตกลงโดยไม่คิดอาจจะไม่ใช่ความคิดที่ฉลาดเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะกรณีที่เขาอาจจะสามารถต่อรองอะไรบางอย่างกับอีกฝ่ายได้

        คาทาริน่ามองเขาแล้วก็ยิ้มก่อนจะตอบว่า

        “จริงอยู่ที่เธออาจจะยังไม่เคยถ้าไปไหนมาไหนแบบไกลๆจริงๆ จังๆ และก็ไม่เคยเห็นโลกกว้างกำลังกับตาตัวเองแต่เธอเคยบอกไม่ใช่หรอว่าเธออยากจะรื้อระบบเดิมที่มีอยู่เราสร้างระบบใหม่ขึ้นมา ถ้าเป็นแบบนั้นยังไงสักวันเธอก็ต้องไปไกลกว่าเมืองสองเมืองนี้อย่างแน่นอน เพราะไม่อย่างนั้นเป้าหมายของเธอคงไม่มีวันเป็นจริง”

        เออร์วินยอมรับว่าสิ่งที่เธอพูดนั้นมีเหตุผลและเขาไม่สามารถเถียงได้ แต่เขาก็ยังถามกลับไปอีกว่า

        “คุณคิดว่าผมจะหาคนๆ นั้นเจอจริงๆ หรอครับ คนที่แม้แต่คนที่มีอำนาจของศาสนจักรอย่างคุณอย่างหาไม่เจอ แล้วทำไมคุณถึงคิดว่าคนที่มีพลังเวทย์อย่างผมจะหาเธอคนนั้นเจอล่ะครับ และที่สำคัญจะมีอะไรมารับปากด้วยล่ะครับว่าคุณพูดความจริง เพราะว่าสิ่งที่คุณทำอยู่นี้คือการทำตามคำสั่งที่ได้มาจากศาสนจักรการที่คนพวกนั้นส่งอัศวินศักดิ์สิทธิ์มาด้วยตัวเอง ถึงผมจะไม่รู้ว่าของชิ้นนั้นมันมีคุณค่าความหมายอะไรแต่ผมก็เดาออกว่ามันต้องสำคัญมาก”

        คาทาริน่ามองเด็กชายที่ตอนนี้เธอไม่รู้ว่าจะเรียกว่ารอบคอบหรือระแวงเกินเหตุดี ซึ่งไม่ว่าจะมองมุมไหนเธอคิดว่าข้อเสนอที่เธอยื่นให้เขาล้วนแต่หน้าเย้ายวนและชวนให้ตกลงทั้งสิ้น แต่เธอไม่นึกเลยว่าเด็กคนนี้จะมองปัญหารอบด้านและยังไม่ตกลงทันที เธอยิ้มให้เขาก่อนจะตอบว่า

        “ข้อแรกเลยนะเรื่องนั้นเธอไม่ต้องกังวลหรอกเพราะของที่ฉันได้รับคำสั่งมาให้หยิบนั้นเป็นแค่ 1 ใน 4 ชิ้นที่จำเป็น ซึ่งต่อให้ได้ของเธอไปและขาดอีกแค่ 1 ใน 3 ชิ้นที่เหลือก็ไม่มีประโยชน์แล้ว ส่วนหากศาสนจักรถามฉันก็จะตอบแค่ว่ามีกลุ่มราตรีแห่งการล้างแค้นมันเกี่ยวข้องแค่นั้นก็จบ แล้วก็เรื่องพี่สาวฉันที่ให้เธอช่วยตามหาฉันไม่ได้บอกสักหน่อยว่าฉันต้องการในตอนนี้ ฉันบอกเธอแล้วนี่หว่าถ้าเธอทำตามเป้าหมายของเธอต่อไปยังไงเธอก็ต้องออกไปสู่โลกภายนอกอยู่ดี ถึงตอนนั้นเธอก็ทำตามสัญญาที่ทำไว้กับฉันก็ได้ แล้วที่เธอบอกว่าใช้อำนาจของศาสนจักรแล้วยังหาไม่เจอนั่นก็จริงอย่างที่เธอว่า ความจริงแล้วฉันมีความสนิทสนมกับผู้หญิงที่ชื่อว่าเทพธิดาพยากรณ์อยู่ ฉันเคยให้เธอช่วยทำนายที่ตั้งของพี่สาวฉันแต่ผลลัพธ์ออกมากับไม่ได้เรื่อง จะได้ลองคิดว่าถ้าเวทย์มนต์ยังหาไม่เจองั้นลองพลังนอกรีตแบบที่เธอใช้อยู่ก็อาจจะหาเจอก็เป็นได้ ถ้าขนาดยังสามารถพามนุษย์ขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งเวทย์มนต์ ฉันว่าแค่การหาคนเพียงคนเดียวคงไม่เหนือบ่ากว่าแรงหรอกจริงไหม”

        นี่เป็นครั้งแรกที่เออร์วินได้รู้ข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าแท่งไม้แกะสลักรูปนกอันนั้นว่ามันยังมีอีก 3 ชิ้นที่เหลือ และการจะใช้มันได้จำเป็นต้องรวบรวมให้ครบทั้ง 4 ชิ้น แม้เขาจะไม่รู้ว่ามันมีไว้ทำอะไรหรือมีไว้เพื่อจุดประสงค์อะไร แต่จากสาเหตุนี้ทำให้พอมองออกว่าเธอสามารถละเลยไม่นำของชิ้นนี้กลับไปที่ศาสนจักรแล้วเลือกจะทำข้อตกลงกับเขาได้แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่เขาสงสัย

        “ความจริงแล้วคุณสามารถนำกลับไปที่ศาสนจักรก็ได้นะครับส่วนความช่วยเหลือที่คุณต้องการจากผมผมก็คงจะตกลงแต่อาจจะไม่รับปากอะไรมาก เพราะอย่างที่คุณเองก็รู้ว่าทวีปอาร์เคนัสกว้างใหญ่ไพศาลขนาดไหน การจะหาคนเพียงคนเดียวมันเป็นเรื่องยาก ส่วนข้อแลกเปลี่ยนผมก็มีแค่ว่าลืมสิ่งที่คุณรู้เกี่ยวกับผมแล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็พอ เพียงแต่ผมไม่มั่นใจว่าคนของคุณที่ตามมาด้วยนั่นแต่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของคุณหรือเปล่า”

        “ฉันจะไม่นำกลับไปหรอกเพราะว่านั่นคือการแสดงว่าฉันจริงใจกับข้อตกลงนี้แค่ไหน แล้วถ้าเธอรู้ว่ามันมีไว้ทำอะไรบางทีมันอาจจะมีส่วนช่วยต่อแผนการของเธอในอนาคตก็ได้นะ ส่วนเรื่องสองคนนั้นเธอไม่ต้องกังวลหรอกพวกเขาเป็นคนของฉัน ฉันสามารถพูดให้พวกเขาเข้าใจได้”

        เออร์วินยิ่งได้ฟังก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจว่าทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงยอมทำสิ่งที่อาจส่งผลเสียต่อศาสนจักรเช่นนี้ได้ทั้งที่เธอเป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์แท้ๆ ก่อนที่ความคิดบางอย่างจะแวบเข้ามาในหัวเขา

        “พี่สาวของคุณเป็นผู้มีพลังเวทย์อ่อนด้อย?”

        คาทาริน่ายิ้มก่อนจะพูดว่า

        “สมกับเป็นเธอเลยนะยังไม่ทันที่ฉันจะพูดอะไรเธอก็เดาออกแล้วใช่แล้วล่ะพี่สาวที่ฉันให้เธอตามหาเป็นผู้มีพลังเวทย์อ่อนด้อย”

        เมื่อในสิ่งที่ยืนยันคำตอบเขากับยิ่งรู้สึกแปลกยิ่งขึ้นไปใหญ่เพราะผู้คนในทวีปอาร์เคนัสให้ความสำคัญกับพลังเวทย์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ดังนั้นการที่ผู้หญิงคนนี้ซึ่งเป็นถึงอัศวินศักดิ์สิทธิ์ยอมทำสิ่งที่อาจเป็นภัยต่อตัวเองถ้าถูกศาสนจักรจับได้เพื่อพี่สาวที่เป็นผู้มีพลังเวทย์อ่อนด้อย จึงทำให้เขารู้สึกไม่เข้าใจว่าผู้หญิงคนนี้คิดอะไรอยู่ คาทาริน่าที่เหมือนจะเข้าใจความคิดของเขาจึงพูดว่า

        “คนพวกนั้นที่อยู่ในสลัมพวกเขาดูจะมีความสุขกันดีนะ ตอนนี้แม้แต่เหล่าชาวเมืองโดยเฉพาะพวกคนที่เกิดมาพร้อมกับพลังเวทย์อ่อนด้อยเหล่านั้นก็ดูมีชีวิตชีวามากขึ้นนะ มันเป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในทวีปอาร์เคนัสไม่ว่าฉันจะไปเมืองไหนมาก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่และเจริญรุ่งเรืองมากแค่ไหนฉันก็ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน ทุกคนสามารถได้รับการศึกษาคนป่วยสามารถเข้ารับการรักษา ยารักษาโรคก็เข้าถึงทุกคนโดยไม่เกี่ยงฐานะหรือพลังเวทย์ ฉันก็คิดนะว่าถ้าพี่สาวของฉันได้เจอเธอเร็วกว่านี้หรืออาจจะเกิดที่เมืองนี้ก็คงจะดีกว่านี้”

        เออร์วินผู้หญิงตรงหน้าซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วมีแทบจะเป็นครั้งแรกหรือซ้ำที่เขารู้สึกว่านี่คือผู้หญิงคนหนึ่งจริงๆ ไม่ใช่อัศวินศักดิ์สิทธิ์หรืออะไรทั้งนั้นเป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่ง เขาถอนหายใจก่อนจะพูดว่า

        “คุณคิดว่าสิ่งที่ทำให้ผู้มีพลังเวทย์อ่อนด้อยต้องใช้ชีวิตแบบผู้ถูกกระทำแบบนี้เป็นเพราะเขาหรือว่ากฎเกณฑ์ของโลกครับ ถ้าคุณยังจำเรื่องที่ผมเล่าที่มนุษย์สามารถขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ได้โดยที่ไม่ต้องใช้เวทย์มนต์คุณน่าจะเข้าใจนะครับว่ามนุษย์มีศักยภาพและความสามารถมากกว่าที่เราคิด และเวทมนตร์ก็เป็นเพียงแค่ไพ่ใบเดียวที่เรามี ต่อให้เราไม่มีไพ่ใบนี้ในมือเรายังสามารถส่งไพ่ใบอื่นออกมาจากสำรับได้ ดังนั้นถ้าจะถามว่าอะไรที่ทำให้ผู้มีพลังเวทย์อ่อนด้อยส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะกฎเกณฑ์ของโลกที่ปฏิเสธพลังทุกอย่างนอกจากเวทย์มนต์ อีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะพวกเขาไม่ทำอะไรเลยนอกจากโทษนั่นโทษนี่โทษทุกสิ่งอย่าง โทษพลังเวทย์ของตนที่น้อยนิด โทษอีกฝ่ายที่โหดร้ายมารังแกเขา แต่กลับไม่โทษตัวเองที่ไม่คิดจะพัฒนา”

        คาทาริน่ามองเด็กชายตรงหน้าก่อนจะพูดว่า

        “เธอนี่พูดจาอะไรแก่แดดจังเลยนะแต่ก็เอาเถอะถือว่าเธอตกลงใช่ไหม ฉันจะให้เธอเก็บของสิ่งนั้นไว้ก่อนแล้วฉันจะไม่รายงานเบื้องบนถึงสิ่งที่เธอแอบทำ แต่เพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยนเธอในอนาคตเมื่อเธอมีความสามารถที่มากพอเธอต้องช่วยตามหาพี่สาวของฉัน ไม่ว่าเธอคนนั้นจะเป็นยังไง… ขอแค่นำมาบอกฉันก็พอ”

        เออร์วินรู้ดีว่าคำว่าเป็นยังไงที่เธอคนนี้พูดถึงหมายถึงกรณีที่เธอคนนั้นอาจจะเสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งเมื่อเขาพิจารณาทุกอย่างแล้วพบว่านี่เป็นข้อเสนอที่นับว่าวินทั้งสองฝ่าย แต่ข้อเสนอที่เธอพูดมานั้นก็เรียกได้ว่าวินๆ กันทั้งสองฝ่ายเขาจึงตอบตกลงว่า

        “ได้ครับผมตกลงแต่อย่างที่บอกนะครับว่าผมไม่รับประกัน”

        คาทาริน่ายิ้มให้เขาก่อนจะพูดว่า

        “แค่นั้นก็พอแล้วพ่อหนุ่มน้อย”


คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน