“ทำไมจึงคิดว่าไม่ควรทำล่ะ” โจวจื่อหยวน
“ข้าไม่ชอบความวุ่นวายการประดิษฐ์อาวุธน่ะมันต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ แล้วหากใครอยากจะอาวุธที่ดีที่สุดก็จะมาขู่เข็ญบังคับให้ข้าทำเช่นนั้นข้าก็จะเริ่มมีศัตรูมากขึ้น” อาเข่อ
“เ้า้าตัวแทนเจรจาเช่นนั้นหรือ” โจวจื่อหยวน
“ตัวแทนข้าต้องเก่งพอที่จะเอาตัวรอดจากการโจมตีได้แต่ข้าไม่อยากให้ใครมารับกรรมแทน” อาเข่อ
นึกถึงตอนทำอาวุธพิเศษในชาติที่แล้วมีหลายชิ้นที่นำมาซึ่งการลอบฆ่ามันไม่สนุกเลย
“เช่นนั้นก็อย่าทำเลย” โจวจื่อหยวนเห็นหน้าเด็กน้อยแล้วใจอ่อน
“เช่นนั้นก็ไม่ทำดีกว่าขอบคุณท่านมาก” อาเข่อ
“แต่ว่านะหากมีอาวุธที่มีอานุภาพมันจะช่วยย่นระยะเวลาในการศึกได้และช่วยคนได้หลายชีวิตเช่นกัน” โจวจื่อหยวนเองก็เสียดาย
หากเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวแล้วแน่นอนว่าเขาไม่อยากให้นางทำแต่ทว่าเพื่อส่วนรวมการศึกที่ยาวนานนับสิบปีผู้คนล้มตายเศรษฐกิจฝืดเคือง
ไม่ใช่ว่าฮ่องเต้เป็คนบ้าาแต่เพราะต้าฉินพื้นที่ส่วนใหญ่เหมาะกับการเกษตรไม่แห้งแล้งเหมือนแคว้นรอบข้างจึงเป็ที่หมายปองในการพยายามยึดดินแดน
ก่อนหน้านี้ก็ยังสงบสุขจนกระทั่งชาวโพ้นทะเลที่มาขายอาวุธให้และอาวุธก็มีประสิทธิภาพเสมอกันจึงไม่มีใครยอมใครและแม้จะมีการเจรจาหรือการแต่งงานก็ไม่ได้ผลแต่อย่างใด
องค์หญิงที่ถูกส่งไปก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ส่วนที่ถูกส่งมาส่วนใหญ่ก็เป็สายลับเสียมากกว่า
“หากว่าข้าสามารถประดิษฐ์อาวุธที่ร้ายกาจได้ใครจะรับประกันว่าชีวิตข้าจะสงบสุข” อาเข่อ
“สามีของเ้า” โจวจื่อหยวน
“ไม่ขอพึ่งพา” อาเข่อ
แค่ดูแลไม่ให้นางถูกรังแกในจวนตัวเองยังทำไม่ได้เลย
“ท่านอ๋องน่ะหากเ้ารู้จักเขาดีพอ” โจวจื่อหยวน
“ไม่อยากรู้จัก” อาเข่อ
“ข้าเคยได้ยินว่าคุณหนูหยวนทุ่มเทเพื่อความรักมากมายทำไมจึงเปลี่ยนไปได้ล่ะ” โจวจื่อหยวน
“เพราะเป็เขาที่ทำให้ข้าไม่เชื่อในความรักอีกแล้วข้าตาสว่างแล้วก่อนจะรักใครต้องรักตัวเองให้ได้ก่อน” อาเข่อ
“เ้าเกลียดเขาขนาดนั้นเลยเหรอ” โจวจื่อหยวน
เขาเข้าใจเด็กสาวนางเ็ปกับสิ่งที่เกิดขึ้นแม้ฉินมู่หยางไม่ได้เจตนาและไม่ได้เป็ผู้กระทำแต่เขาไม่สามารถปัดความรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดกับนางได้เลย
“ไม่ถึงขั้นนั้น” อาเข่อ
“เอาเถอะเอาไว้เจอกันเ้าก็เอาคืนเขาเสียหน่อย” โจวจื่อหยวน
“เกรงว่าเขาอาจจะทนการเอาคืนของข้าไม่ไหว” อาเข่อ
“อย่าทำแบบเดียวกับมือปราบเยี่ยก็พอ” โจวจื่อหยวนล้อ
“ท่านฉลาดเกินไปแล้วรู้ได้อย่างไร” อาเข่อ
คำพูดของนางเล่นเอาโจวจื่อหยวนถึงกับสะท้านแทนเพื่อนรักเลยทีเดียวเห็นเป็แม่นางน้อยอย่างนี้นางโหดไม่เบาเลย
“หากท่านเป็วรยุทธ์คงจะดี” อาเข่อ
“ทำไมล่ะ” โจวจื่อหยวน
“ท่านจะได้เป็ตัวแทนข้าไงแต่ข้าไม่อยากให้ท่านตกอยู่ในอันตราย” อาเข่อ
“เช่นนั้นเ้าก็ให้มู่อ๋องเป็ตัวแทนให้เ้าสิเขาน่ะเหมาะที่สุดแถมเ้าอาจจะถือได้ว่าเป็การเอาคืนก็ได้” โจวจื่อหยวน
“ท่านมหาบัณฑิตท่านคืออัจฉริยะตัวจริงยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเช่นนั้นข้าจะให้เขาเป็ตัวแทน” อาเข่อดีใจ
“ขอบใจที่ชมแล้วเ้าจะทำอย่างไร” โจวจื่อหยวน
“เื่นี้ข้าต้องขอรบกวนท่านเพราะสำหรับท่านอ๋องแล้วข้าน่าจะขาดความน่าเชื่อถือแค่หากท่านมหาบัณฑิตออกหน้าเจรจาให้ก็คงดี” อาเข่อ
“ได้สิ” โจวจื่อหยวนรับปาก
พลางคิดขอโทษเพื่อนรักในใจเพราะดูท่าแล้วเขาเป็ผู้จุดประกายความคิดแก้แค้นให้อาเข่อไปแล้ว
“เช่นนั้นข้าจะไปร่างแบบและทำสัญญาให้เขาเป็ตัวแทนก่อนขอบคุณท่านมาก” อาเข่อ
“เดี๋ยว” โจวจื่อหยวน
“แล้วขนมของข้าล่ะ” โจวจื่อหยวน
“พรุ่งนี้ให้ท่านเหรินอวี้ไปที่ร้านขนมอบไคหยวนบอกว่ามารับของที่อาเข่อสั่งไว้ ไปล่ะ” อาเข่อ
นางะโโลดเต้นรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาทันทีเพราะมีช่องทางในการระบายความแค้นได้นิดหน่อย
“หึ” โจวจื่อหยวน
เขาต้องระวังนางเอาไว้หน่อยแล้วนางจับได้ว่าเขาให้ความสำคัญกับนางเพราะนางคาดการณ์ได้ว่าเขาจะรับปากนางจึงสั่งขนมไว้ล่วงหน้า
แล้วตัวเขาเองก็ต้องระวังใจตนเองเช่นกันเพราะทุกครั้งที่นึกได้ว่านางเป็ภรรยาของเพื่อนรักหัวใจของเขาก็รู้สึกเจ็บแปลบ
แค่เห็นว่านางอารมณ์ดีเขาก็อดดีใจไม่ได้ที่ทำให้นางยิ้มได้เพราะนางไม่ค่อยยิ้มแต่ว่าทุกครั้งที่ยิ้มหัวใจของเขาค่อยๆ ละลายอย่างไม่รู้ตัว
ในยุคนี้อาวุธส่วนใหญ่ก็ยังเป็ดาบอยู่เพราะปืนนั้นใช้เวลาในการบรรจุะุในแต่ละครั้งหยวนเข่อชิงสามารถต่อยอดให้สามารถบรรจุะุได้หลายลูกในครั้งเดียว
แต่ที่นางคิดกลับไม่ใช่อาวุธในการฟาดฟันนางคิดถึงการป้องกันมากกว่าหากโล่มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรงนางนึกถึงกราฟีนที่เป็วัสดุที่แข็งที่สุดแต่บางเบา
ต้องหาเหมืองกราไฟท์เพื่อสกัดเอากราฟีนออกมา
“ไม่มีเหมืองแต่ก็มีถ่านขาวนี่นาถ้าอย่างนั้นก็ทำชุดเกราะไปด้วยเลย” หยวนเข่อชิงที่เริ่มจะร่างแบบโล่และเสื้อเกราะ
หลังจากงานพิธีมีผู้คนเห็นว่าฮ่องเต้นั้นให้ความสำคัญกับคุณหนูหยวนมากจึงอยากทำความรู้จักจึงส่งเทียบเชิญและแสดงเจตจำนงขอเข้าพบ
แต่ก็ไม่มีใครได้รับการตอบรับเหตุผลที่แจ้งคือร่างกายอ่อนแอไม่สะดวกพบผู้ใดแต่ทุกคนก็รู้ว่าเป็ข้ออ้างเพราะมีข่าวลือว่าหยวนเข่อชิงผู้นี้ตื่นตอนตะวันตรงหัวไปแล้ว
และวันๆ นางก็ชอบนอนอ่านหนังสือเล่นไม่ทำอะไร
เพราะภาพที่ทุกคนเห็นเป็เช่นนั้นหยวนเข่อชิงที่เพิ่งตื่นมักจะเดินทอดน่องไปที่ห้องอักษรของท่านอ๋องแล้วก็เลือกตำรามาอ่านไปกินขนมไปไม่ทำอย่างอื่น
และหากนางไม่อยากจะสนทนาไม่ว่าใครจะพูดอะไรนางก็จะไม่ตอบและเอนกายเพลิดเพลินไปกับหนังสืออยู่อย่างนั้น
สองสัปดาห์หลังพระราชพิธีร้านเข่อเหนิงก็ได้รับสาส์นรับรองและแต่งตั้งให้เป็ร้านค้าที่เป็ที่วางพระทัยของฮ่องเต้มีสิทธิ์เสนอขายสินค้าให้กับวังและกองทัพ
ทำให้คนยิ่งพากันมาซื้อสินค้าที่ร้านกันมากจนต้องขยายสาขาและเพราะเป็ร้านที่ออกใบรับรองโดยฮ่องเต้จึงไม่มีใครกล้ามาหาเื่นัก
“ท่านเหริน” อาเข่อ
“อาเข่อเ้ามีแบบมาขายหรือ” เหรินอวี้ดีใจที่เห็นว่าอาเข่อมาได้เสียที
เหตุเพราะแม้ภายนอกจะดูปกติแต่เขาที่สนิทกับโจวจื่อหยวนมากพอที่จะรู้ว่าอาจารย์กำลังรอคอยใครคนหนึ่งซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็อาเข่อ
“ไม่เชิงขอรับข้ามาพบท่านมหาบัณฑิต” อาเข่อ
“เช่นนั้นเชิญทางนี้” เหรินอวี้
“ไม่ไปแจ้งท่านก่อนหรือ” อาเข่อ
“ท่านอาจารย์สั่งไว้แล้วว่าเ้ามาให้พาเข้าไปหาท่านได้เลย” เหรินอวี้
พูดไปก็ดูม้วนกระดาษหนาเป็ปึกในมืออาเข่อ
“ให้ข้าช่วยถือดีหรือไม่” เหรินอวี้
“ไม่เป็ไรขอรับข้าทำลำดับก่อนหลังไว้หากแยกถือจะเสียเวลา” อาเข่อ
“อาจารย์อาเข่อมาแล้วขอรับ” เหรินอวี้
“เข้ามาได้” โจวจื่อหยวน
“ท่านมหาบัณฑิต” อาเข่อทำความเคารพ
“อาอวี้เ้าไปยืนรอหน้าห้อง” โจวจื่อหยวน
“เอ่อ…ขอรับ” เหรินอวี้
ทุกครั้งเขาจะได้ดูแบบด้วยแต่ครั้งนี้
“นี่มัน” โจวจื่อหยวนเห็นแบบปืนและหน้าไม้ที่ดูว่ามีประสิทธิภาพแถมมีภาพร่างและขนาดอย่างละเอียดของะุปืนด้วยแต่ว่าภาพในกระดาษหลายแผ่นเป็ภาพโครงสร้างหกเหลี่ยมต่อกันเหมือนรูในรังผึ้ง
“นวัตกรรมที่ทันสมัยที่สุดแล้วนี่คือวัสดุที่แข็งแรงที่สุดและทนทานแต่มีน้ำหนักเบา” อาเข่อ
“เ้าคิดจะทำเครื่องป้องกันใช่หรือไม่” โจวจื่อหยวน