ยุคสมัยที่ความชั่วร้ายเข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณ ประชาชนกำลังลำบาก เกิดโรคระบาดอย่างหนัก ข้าวยากหมากแพง บ้านเมืองกำลังเข้าขั้นวิกฤติอย่างร้ายแรง ราชสำนักหาได้สนใจประชาชนส่งกำลังทหารออกรีดไถส่วยจากแคว้นต่าง ๆ จำนวนมากเข้าคลังหลวง ขุนนางจำนวนมากต่างกอบโกยสมบัติในคลังหลวงเป็ของตน อำนาจการปกครองของราชวงศ์ส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือขุนนางใจโฉดนามหลี่ิ เขาลอบคบชู้กับสนมเอกของฮ่องเต้ ผ่านไปเจ็ดปีเขาวางแผนกับราชครูวางยาสังหารฮ่องเต้จนสำเร็จ รวมไปถึงสังหารเชื้อพระวงศ์ที่เหลืออยู่ตกตายตามฮ่องเต้ แต่งตั้งลูกชู้ของตนที่อายุยังไม่ถึงเจ็ดขวบขึ้นครองราชย์ คอยสั่งการอยู่เื้ั ยึดอำนาจทั้งหมดมาเป็ของตน อีกทั้งยังจัดตั้งกลุ่มราตรีทมิฬไล่ล่าสังหารผู้คนที่เห็นต่าง มีขุนนางน้ำดีบางกลุ่มหลบหนีขึ้นทางเหนืออาศัยก่อตั้งตระกูลใหม่ระหว่างรอยต่อเขตส่ายซีและมองโกเลีย ก่อตั้งเป็ตระกูลจินโดยอดีตแม่ทัพใหญ่นามจินจวินซง
ไม่นานกลุ่มคนยอดฝีมือที่เก็บตัวอยู่นานในยุทธภพก็รวมตัวกันต่อต้านราชสำนักและหลี่ิ นามว่าพรรคฟ้าดินโดยมีหยวนเจี้ยนเป็ผู้นำ ส่วนสำนักใหญ่ทั้งแปด อุดรเทวะ หมัดปีศาจ ทวนวายุ กระบี่ิญญา บาทาท่องคลื่น แส้โลหิต สกุลถัง กายาทองคำ และสำนักเล็กอีกมากมายอ้างตัวเป็กลางไม่เข้ายุ่งเกี่ยวกับราชสำนักและพรรคฟ้าดินเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกับราชสำนัก ผ่านไปยี่สิบปีความขัดแย้งระหว่างราชสำนักและพรรคฟ้าดินยังคงมีปะทะกันอย่างต่อเนื่องเป็ปัญหาแก่หลี่ิไม่น้อย อีกทั้งยังมีการรุกรานของข่านจากมองโกเลียเพื่อหวังขยายอำนาจมายังดินแดนภาคกลาง
ในระหว่างนั้นเองได้มีปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติเกิดขึ้น มีลูกไฟขนาดใหญ่พุ่งลงมาจากท้องฟ้าตกในพื้นที่ของตระกูลจิน ่เวลาที่มีบางอย่างร่วงหล่นจากท้องฟ้า จินจวินซงนำกำลังคนของตระกูลเข้าตรวจสอบ พบเขาขนาดใหญ่ถูกทำลายราบเป็หน้ากลองตรงกลางเป็หลุมลึกลงไปใต้ดินหลายสิบจั้ง มองจาก้าพบเห็นแสงสีฟ้าสว่างจ้าออกมา จินจวินซงรีบลงไปในหลุมเพื่อตรวจสอบ พบเจออัญมณีสีฟ้าขนาดเท่ากำปั้นส่องแสงสว่างจ้าออกมา เมื่อนำมันขึ้นมาจากหลุมแสงสว่างจ้าค่อย ๆ หายไปกลายเป็เพียงก้อนอัญมณีสีฟ้าธรรมดา ข่าวแพร่กระจายอย่างรวดเร็วถึงสมบัติวิเศษที่เง็กเซียนฮ่องเต้ส่งลงมายังพื้นที่ภาคกลาง ราชสำนัก สำนักใหญ่ทั้งแปด และสำนักเล็กอีกมากมายต่างส่งยอดฝีมือมุ่งหน้ามาที่ตระกูลจินเข้าตรวจสอบเพื่อหวังชิงสมบัติที่ว่า ผ่านไปเกือบสิบวันผู้คนนับร้อยต่างยืนอยู่ด้านหน้าตระกูลจิน หวังกดดันจินจวินซงอดีตแม่ทัพให้มอบสมบัติวิเศษออกมา
“ท่านเ้าบ้านจินจวินซง เหตุใดถึงได้ดื้อรั้นไม่ยอมส่งสมบัติวิเศษออกมาเล่า ท่านคิดจะเก็บซ่อนเอาไว้เชยชมแต่เพียงผู้เดียวอย่างนั้นรึ?”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่คิดว่าท่านโจวเตี้ยนหัวหน้าสำนักใหญ่แห่งอุดรเทวะจะเดินทางมาที่ดินแดนตอนเหนือเพื่อหวังชิงสมบัติที่ว่า”
จินจวินซงกวาดสายตามองโดยรอบ ด้านหน้าพบเจอบรรดาหัวหน้าพรรคใหญ่ทั้งแปดมากันครบ รวมไปถึงยี่มู่ผู้คุมกฏราตรีทมิฬอดีตลูกน้องของตนก็อยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน
“พี่ชายจวินซง รีบมอบสมบัติวิเศษออกมาเถอะ ตัวข้ายี่มู่รับปากต่อท่านเมื่อท่านนำสมบัติที่ว่านั่นออกมา ข้าจะดูแลความปลอดภัยของคนในตระกูลของท่านเอง ตัวท่านย่อมรู้ดีกว่าใครว่าข้ากล่าวคำไหนคำนั้นเสมอ”
จินจวินซงในวัยเกือบเจ็ดสิบปีได้แต่ถอนหายใจส่ายศีรษะไปมา
“สมบัติที่พวกท่านอยากได้มันเป็เพียงก้อนหินธรรมดาเท่านั้น”
“หากมันเป็เพียงก้อนหินธรรมดา ข้าต้วนฟานรับปากต่อท่านโดยเอาตำแหน่งหัวหน้าสำนักกระบี่ิญญาเป็ประกันว่า ขอเพียงท่านมอบมันออกมา จะไม่มีผู้ใดแตะต้องคนของท่านได้แม้แต่ปลายเส้นผม แต่หากท่านยังไม่นำมันออกมา ตัวข้าก็อาจหาญห้ามพวกเข้าได้”
“ในเมื่อพวกท่านอยากเห็นมัน ข้าจะนำมันออกมา”
ทันใดนั้นเองจินจวินซงทำได้แต่เพียงพยักหน้าตอบรับยกมือขวาขึ้น ชั่วน้ำเดือดชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งอุ้มเด็กน้อยอายุเจ็ดขวบก็ก้าวเข้ามา สายตาของแต่ละคนจับจ้องไปยังก้อนอัณมณีสีฟ้าในมือเด็กน้อยอย่างไม่วางตา ชายฉกรรจ์กระซิบอย่างแ่เบาข้างกายจินจวินซง
“ท่านพ่อข้าให้คนของเราหลบหนีออกไปหมดแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงเราสามคนพ่อลูกและจินน้อยเพียงแค่นั้นขอรับ”
จินจวินซงยกยิ้มมองมายังหลานของตน
“จินน้อยของปู่ ปู่ขอสิ่งของในมือเ้าได้หรือไม่? บรรดาลุง ๆ ทั้งหลายอยากมองมันใกล้ ๆ ”
เด็กน้อยพยักหน้าตอบรับยื่นก้อนอัญมณีสีฟ้าให้แก่จินจวินซง เมื่อเห็นเช่นนั้นแต่ละคนต่างตื่นใกำชับอาวุธในมือแน่น เป็ยี่มู่รีบก้าวเดินออกมา
“หวังว่าพี่ชายจวินซงจะมอบมันให้แก่ข้า”
จินจวินซงพยักหน้าตอบรับโยนก้อนอัญมณีสีฟ้าให้แก่ยี่มู่ ทันทีที่ยี่มู่คว้ารับก้อนอัญมณีเอาไว้ในมือ เขาก็หรี่ตามองไปทางซ้ายบริเวณขอบกำแพง ไม่แม้แต่จะมองอัญมณีสีฟ้าในมือของตน จินจวินซงขมวดคิ้วหันไปมองตามพบชายชราหลังงองุ้มผู้หนึ่งก้าวเดินออกมาถึงกับตื่นใ
“พ่อบ้านไป๋ฉาย เหตุใดท่านถึงมาอยู่ที่นี่กัน”
ยี่มู่แสยะยิ้มหันไปมองไป๋ฉายที่ก้าวเดินเข้ามาหาตน ยี่มู่ชูก้อนอัญมณีในมือพร้อมกับเอ่ยวาจาสอบถาม
“ไม่พบกันนานท่านผู้เฒ่า ของสิ่งนี้มันคือสิ่งที่ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าหรือไม่?”
“ไม่ พวกเ้าถูกมันหลอกแล้ว ของสิ่งนั้นมันมีขนาดใหญ่กว่าที่เ้าพบเห็นมากนัก สิ่งนั้นมันคือของปลอม”
ยี่มู่รีบหันไปมองจินจวินซง
“พี่ชายจวินซง ท่านคิดหลอกลวงน้องชายผู้นี้ของท่านอย่างนั้นรึ?”
ยี่มู่รีบซัดก้อนอัญมณีสีฟ้าในมือออกไปยังจินจวินซง
“เช่นนั้นพวกเราสังหารพวกมันแล้วเข้าไปตรวจค้นด้านในซะ”
จินจวินซงรีบเร่งโคจรลมปราณคว้ารับก้อนอัญมณีสีฟ้าที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วมอบให้แก่บุตรชายของตน
“ลูกพ่อเ้ารีบพาจินหยางหลบหนีไป เราคงหลีกหนีชะตากรรมบัดซบนี้ไม่ได้เสียแล้ว”
จินจวินซงะเิพลังปราณห้าสิบปีก่อนกระทืบเท้าขวาลงพื้น พื้นแผ่นหินที่ปูใต้เท้ากระเด็นออกไปโจมตีด้านหน้าสกัดกั้นยอดฝีมือนับร้อยเอาไว้ เขารีบพุ่งเข้าไปด้านในตระกูลเพื่อคว้าจับง้าวอาวุธคู่ใจที่ตั้งอยู่บนแท่นด้านข้างของกำแพงมาตั้งท่าเตรียมพร้อม ยี่มู่แสยะยิ้มชักกระบี่ออกจากฝัก ปราณกระบี่พุ่งปะทะแผ่นหินเสียงดังลั่น เปรี้ยง! ตูม! เศษชิ้นส่วนกระจายไปทั่วบริเวณ เขาชี้มือไปยังจินหยงบุตรชายของจินจวินซง
“ตามไปสังหารพวกมันซะ! อย่าให้ใครหลุดรอดไปได้!”
โจวเตี้ยนและต้วนฟานแสยะยิ้ม นำคนของตนถีบเท้าพุ่งติดตามอย่างรวดเร็ว จินจวินซงสบถเสียงดังลั่นคิดพุ่งติดตาม ทว่ากลับถูกยอดฝีมือนับสิบรายล้อมเอาไว้
“บัดซบ!! ยี่มู่นี้มันหมายความว่าอย่างไร?”
ยี่มู่เก็บกระบี่เข้าฝัก กอดอกก้าวเดินออกมาอย่างช้า ๆ
“พี่ชายจวินซงอย่างได้ถามข้าเช่นนั้น ตัวท่านย่อมรู้ดีว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น นายท่านหลี่ิ้าให้กวาดล้างตระกูลจินของท่าน เพราะการตายของท่านอาจล่อลวงหยวนเจี้ยนและพรรคฟ้าดินให้เคลื่อนไหวอีกครั้ง”
“เช่นนั้นสมบัติวิเศษมันเป็เพียงข่าวลวงที่พ่อบ้านไป๋ฉายปล่อยออกมาสินะ”
ยี่มู่หัวเราะเสียงดังลั่น
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า แน่นอน แน่นอนพี่ชายจวินซงยังคงคิดได้แตกฉานเช่นเดิม เอาละถึงเวลาตายของท่านแล้ว”
“หากคิดว่าพวกเ้าสามารถสังหารข้าได้ก็เข้ามา”
จินจวินซงกวัดแกว่งง้าวในมือต้านรับ เสียงปะทะดังลั่นไปทั่วบริเวณ เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! ยิ่งปะทะนานจินจวินซงยิ่งเริ่มรู้สึกแปลก ๆ กับร่างกายของตน ทุกครั้งที่ขยับร่างกายพลังปราณในร่างค่อยๆ หดหายไปทีละนิด เขาหรี่ตามองรอบด้านพบเห็นไป๋ฉายยืนพูดคุยบางอย่างกับยี่มู่ เขาจึงแน่ใจว่าตนเองถูกวางยาพิษเสียแล้ว ทันใดนั้นเองได้มีชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งปรากฏตัวด้านหลัง เปรี้ยง! จินจวินซงถูกถีบกระเด็นไปด้านหน้า เขาตวัดง้าวในมือต้านรับกระบี่ของชายผู้หนึ่ง แต่ทว่าทุกอย่างมันสายไปเสียแล้ว ดาบและกระบี่แทงมายังร่างของตนนับสิบเล่ม ยี่มู่หัวเราะชอบใจก้าวเดินเข้ามากระซิบข้างหูด้านขวา
“พี่ชายจวินซงไม่ต้องเป็ห่วง ข้าจะนำศีรษะของพวกท่านทั้งสามพ่อลูกแขวนเอาไว้ด้านหน้าของเมืองหลวง เพื่อเป็เกียรติแก่ท่าน ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็ถึงแม่ทัพใหญ่”
จินจวินซงใช้แรงที่เหลืออยู่เอื้อมมือซ้ายอ้อมไปด้านหลังเพื่อดึงมีดสั้นที่แอบซ่อนไว้แทงไปที่หน้าอกของยี่มู่ก่อนที่จะสิ้นลมหายใจ