Infinity Online

    ตอนที่ 50 เที่ยว กับการฝึกอันพิสดาร


     

     

     

               อาณาจักรเขตใน นั้นจัดเป็นเขตที่มีอาวุธ หรือเครื่องประดับรวมไปถึงแร่ระดับสูงที่คัดกรองมาเป็นอย่างดีการที่จะเข้ามาที่นี่สำหรับนักผจญภัยนั้นนับว่าเป็นเรื่องที่ยากมากๆเพราะต้องทำภารกิจของอาณาจักรจนเลื่อนเป็นระดับ S เท่านั้นถึงจะเข้าได้อีกอย่างหนึ่งคือการได้รับอนุญาตจากชนชั้นสูงหรือมากับชนชั้นสูงเท่านั้นถึงจะเข้าได้  ส่วนคนของอาณาจักรนั้นเข้าได้เมื่ออายุ20 ปีขึ้นไป

     

               เย็นนี้ผมพาพวกเขาเข้ามาเที่ยวยังอาณาจักรเขตในซึ่งทีแรกที่พวกนั้นได้เห็นทิวทัศน์เขตในเต็มตาก็อึ้ง เพราะมันสวยนะสิแถมร้านค้าแต่ละร้านรวมไปถึงอาคารบ้านเรือนก็ถูกตกแต่งอย่างสวยงามแล้วก็แยกย้ายกันไปชมบรรยากาศของเมืองด้วยตัวเอง โดยที่ผมไม่ได้บอกให้ไปเลย

     

               พวกนั้นแยกกันเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มผู้ชายกับกลุ่มผู้หญิงโดยกลุ่มของผู้ชายสิ่งแรกที่พุ่งไปก็คือ ร้านอาวุธ อุปกรณ์ระดับสูงต่างๆ ส่วนผู้หญิงก็ไม่พ้นร้านเครื่องประดับ  เสื้อผ้าอาหาร

     

     

     

    ด้านเลโอ

     

               พวกเลโอตอนนี้กำลังเลือกอาวุธที่ตัวเองสนใจอีกทั้งยังทึ่งกับระดับอาวุธแต่ละชิ้นที่มีแต่ระดับ A เกือบทั้งร้านแถมยังมีระดับ S มากกว่าสามชิ้น  เลโอเลือกขวานโลหะประดับทองขนาดใหญ่ชิ้นหนึ่ง ทอรัสเลือกทวนสามง่าม  สกอเปียนเลือกมีดสั้น ส่วนซาจิทาเรียสเลือกธนู ทั้งหมดต่างเป็นอาวุธระดับ A ทั้งสิ้น

     

     

     

             “เอ่อ ขวานนี่ราคาเท่าไหร่เหรอครับ”   เลโอนำขวานมาถามราคากับเจ้าของร้าน

     

               “ขวานระดับ A ชิ้นนี้ราคา 220 เหรียญครับ” พ่อค้าบอก เลโอได้ยินก็ตาโตเพราะราคามันถูกมาก

     

               “ว้าวทำไมราคาที่นี่ถึงถูกจังครับ ขวานระดับ A แค่ 220 เหรียญทองเองถ้าซื้อข้างนอกอย่างน้อยก็มากกว่าหกพันเหรียญทองเลยนะครับนั่น”  เลโอทึ่ง

     

               “เออ ไม่ใช่เหรียญทองครับคุณลูกค้า ในอาณาจักรเขตในจะใช้จ่ายด้วยเงินกหาปณะ และเงินมหากัปครับ  ราคาของขวานนั่นก็คือ220  เหรียญมหากัปครับ”   พ่อค้าอธิบาย

     

               “เอ่อ  อย่างน้อยก็ถือว่าถูกนะครับ แต่ผมมีเหรียญมหากัปแค่ 20 เหรียญเอง ส่วนเหรียญทองตอนนี้เหลือ 200กว่าๆ แฮะๆ”   เลโอเกาหัวด้วยพยายามทำสีหน้าให้เป็นปกติ

     

               “ถ้าเป็นสมาชิกกิลด์อย่างพวกคุณทางร้านเราจะลดให้ครึ่งราคาครับ จาก220 มหากัปจะเหลือ 110 มหากัป แต่หากยังไม่มีเงินจ่ายก็สามารถสั่งจองไว้ก่อนได้แต่ระยะเวลาสั่งจองจำกัดแค่ 1 เดือนนะครับ”   พ่อค้าพูดด้วยความนอบน้อมแต่เลโอกับพรรคพวกได้ยินก็ตาโตเลยทีเดียวเพราะการลดครึ่งราคานี่มันไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลยดังนั้นพวกเขาจึงสั่งจองไว้ก่อนเพราะไม่มีเงินจ่ายนั่นเอง

     

               ส่วนทางด้านฝ่ายหญิงก็มีปัญหาเรื่องเงินมหากัปเหมือนกันแต่พอได้ยินว่าจะลดราคาก็สั่งจองเครื่องประดับยกใหญ่ โดยเฉพาะนภาที่รวมมูลค่าสั่งจองมากกว่า5000 มหากัปเลยทีเดียว  ส่วนเรื่องอาหารนั้นสำหรับพวกเธอไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว

     

              

     

     

     

               ด้านของผม

     

               ผมพาหนูเกลเดินชมแถวๆร้านเสื้อผ้าเพราะผมอยากจะปรับสีสันและองค์ประกอบของชุดที่ให้หนูเกลให้มันดูดีขึ้นจึงเข้าไปร้านเสื้อผ้าร้านหนึ่ง จากนั้นก็ทำการวัดตัวหนูเกลเมื่อวัดตัวเสร็จสรรพผมก็ขอยืมใช้ห้องตัดเย็บของร้านเจ้าของก็อนุญาตและบริการอย่างดี  ผมจัดการให้หนูเกลเปลี่ยนชุดเป็นชุดอื่นก่อนโดยให้เจ้าของร้านช่วยเลือกให้และให้เขาทำความสะอาดร่างกายให้เธอด้วย จากนั้นผมก็นำผ้าชั้นดีมากองรวมกันหลายชิ้นเพื่อเป็นตัวเลือกในครั้งนี้

     

               อันดับแรกต้องปรับสมการเวทย์ตรงเสื้อก่อนโดยการทำครั้งนี้มีเจ้าของร้านดูอยู่ด้วยเมื่อเธอเห็นก็ทึ่งเลยซึ่งสมการเวทย์ของผมมันทั้งซับซ้อนและพิสดาร ก็แหงล่ะครับกว่าจะทำแบบนี้ได้ต้องแลกกับการฝึกอันมหาโหดที่แบบว่าให้สร้างวงเวทย์นับล้านวงในหนึ่งวิไม่ได้ก็ต้องเริ่มฝึกพื้นฐานใหม่ตั้งแต่ต้นแล้วก็ทำซ้ำไปๆมาๆลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ อีกทั้งยังตายมานับไม่ถ้วนอีกด้วยทำซับซ้อนไม่ได้ก็ให้มันรู้ไป

     

               เมื่อแก้สมการเสร็จแล้วผมก็จัดการปรับโครงสร้างเป็นวงมิติหลายๆมิติทับกันจากนั้นก็นำชิ้นส่วนผ้ามาเย็บเป็นรูปพิสดารแบบว่าเจ้าของร้านดูแล้วเหมือนกับเย็บรวมๆกันมั่วๆอ่ะ

     

               เมื่อเสร็จแล้วก็หยิบแผ่นหนังสัตว์ที่ผมล่าตอนเดินทางออกอาณาจักรออกมากองรวมกันประมาณสิบผืนเจ้าของร้านเห็นหนังสัตว์พวกนั้นก็แทบจะเป็นลม แต่ก็พอตั้งสติได้ผมหยิบหนังสัตว์สีขาวดุจปุยหิมะมาผืนหนึ่ง

     

               “นะ  นั่นมันหนังของอามาเกโมน ใช่ไหมคะ” เจ้าของร้านถาม

     

               “เห รู้จักด้วยเหรอครับผมยังไม่รู้ชื่อมันเลยนะเนี่ย(ก็เล่นปิดเสียงระบบตลอดนี่)มันคืออะไรเหรอครับอามาเกโมนนั่นอ่ะ”   ผมเอียงคอถาม

     

               “คือ อามาเกโมน เป็นสัตว์หิมะที่หายากที่สุด และมีราคาแพงทีสุดหนังของมันมีคุณสมบัติชั้นยอด คือการปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมกับร่างกายผู้สวมใส่โดยเฉพาะเขตหนาว  แถมขนของมันยังอ่อนนุ่มและส่งกลิ่นหอมให้ความสดชื่นตลอดเวลา หนังของอามาเกโมนติดอันดับหนึ่งในสิบของวัตถุดิบสำหรับทำเสื้อผ้าเลยค่ะ” เจ้าของร้านอธิบาย

     

               “งั้นเหรอครับ”  ผมพูดแค่นั้นก็จัดการเย็บหนังนี่ให้กลายเป็นเสื้อกันหนาวโดยไม่ลืมเอาผ้าชั้นดีมาประกอบด้วย  จากนั้นก็ทำคล้ายๆกันกับหนังอันอื่นๆ

     

               เมื่อเสร็จทุกอย่างผมก็วาดวงเวทย์ซ้อนและลงสมการเวทย์ป้องกันระดับสูงของผมลงไปยี่สิบสี่ชั้น  แล้วนำชุดที่เย็บทั้งหมดมาใส่ไว้ในวงเวทย์ที่ผมวาดติดไว้บริเวณต่างๆของเสื่อนักเวทย์แล้วก็นำชุดเหล่านั้นใส่ไปในแต่ละวงอย่างเป็นระเบียบและเหมาะสม  อ้อ ผมไม่ลืมทำชุดของตัวเองหรอกนะ โดยการทำชุดมาสวมทับอาภรณ์ราชันย์

     

             ผ่านไปสองชั่วโมงชุดที่ผมทำก็เสร็จสิ้น  ผมทำการสำรวจชุดและสมการอย่างละเอียดอีกครั้งและเพิ่มเติมอีกนิดหน่อยก็เป็นอันเสร็จสิ้นจากนั้นก็นำชุดที่ทำเดินออก  แต่ไม่ทันไรเจ้าของร้านที่เป็นผู้หญิงก็เรียก

     

               “ดะ เดี๋ยวก่อนค่ะ” เธอเรียกด้วยท่าทีตะกุกตะกัก

     

               “คือไม่เอาหนัง และขนสัตว์พวกนี้ไปด้วยเหรอคะ”

     

               “อ๋อ  ไม่เอาแล้วครับหนังพวกนั้นผมยกให้คุณก็แล้วกันนะครับ”   ผมพูดสุภาพเพราะเห็นเจอจ้องของพวกนั้นตาเป็นมันนะแหละ เธอไม่ทันได้พูดอะไรผมก็เดินออกไปก่อนซะแล้ว

     

     

     

               เมื่อมาถึงห้องรับแขกของร้านผมก็นำชุดนั้นไปให้หนูเกลสวมโดยชุดที่ผมทำนี้ก็คล้ายๆกับชุดนักเวทย์อันเก่านะแหละ แต่ใหม่กว่า เอี่ยมกว่า อีกทั้งวงเวทย์ที่อยู่ตรงปกเสื้อ สี่วง  อกเสื้อสี่วง  ไหล่อีกข้างละวง นั้นคือเสื้อที่ผมนำไปใส่ไว้หากต้องการเปลี่ยนก็แค่เอามือไปแตะวงเวทย์แล้วส่งพลังเวทย์เข้าไปเล็กน้อยเพื่อให้กลไกทำงานมันก็จะเปลี่ยนให้อัตโนมัติ  ส่วนกางเกงก็ลักษณะคล้ายๆกัน  เมื่อหนูเกลสวมผมก็สอนวิธีใช้ให้และดูเหมือนเธอจะสนุกกับการใช้งานมันนะ เล่นเปลี่ยนชุดไปๆมาๆแทบจะตลอดเวลา

     

               ส่วนชุดของผมก็คล้ายๆกับชุดนักเวทย์อันเก่านะแหละเพียงแต่มันเป็นสีดำเฉยๆก็แบบว่าสวมทับอาภรณ์อ่ะ

     

               เมื่อผมเรียกเจ้าของร้านมาเก็บเงินก็มีพนักงานออกมาแทน แล้วบอกว่าคุณวาโยรัตน์ไม่คิดเงิน แล้วก็เดินจากไปเฉยเลย  ส่วนพวกผมนะเหรอก็เดินออกจากร้านด้วยความงง

     

     

     

    ทางด้านเจ้าของร้าน

     

               ขณะนี้เธอกำลังลูบๆคลำๆกับขนสัตว์ และหนังพวกนั้นอยู่

     

               “หนังกับขนของอาเกโมน แค่แผ่นเท่าฝ่ามือก็ปาไปหกสิบมหากัปแต่นี่มันผืนใหญ่ขนาดนี้โอ๊ว ถ้าหากนำมาทำชุดล่ะก็ต้องสง่างามมากเลย  แล้วยังไม่รวมหนังกับขนของ ราซ ที่มีคุณสมบัติป้องกันธาตุไฟ 95 ส่วน 100 ไหนจะหนังของฮาร์ฟเวนเอเทส สัตว์หายากทั้งนั้น  นี่ยังไม่พอยังมีหนังสัตว์ที่เราไม่รู้จักอีกหลายอย่างเลยหรือเนี่ย อร๊าย”  เธอก็...เอ่อ....ทำต่อไป

     

              

     

               เมื่อตะวันตกดินทุกๆคนก็เริ่มทยอยกันกลับมารวมที่เดิมเมื่อรวมกันครบแล้วผมก็พาไปทานอาหารที่กิลด์  และเมื่อไปถึงก็เจอกับพวกมิโกะที่กำลังจิบชารออาหารกันอยู่

     

               “ไงไอ้ออฟกลับมาแล้วเหรอ”  ไอ้ชัยที่กำลังเล่นกับไอ้เอกไอ้อาร์ต โดยการวิ่งแล้วสไลด์กับพื้นหันมาถาม

     

               “อืม กลับมาแล้ว ว่าแต่ทานข้าวกันยังเนี่ย”  ผมถาม

     

               “ยังเลยค่ะ กำลังรออาหารจากแม่บ้านอยู่คะ ว่าแต่คุณออฟทานอะไรมาหรือยังคะถ้ายังเดี๋ยวสั่งอาหารเพิ่ม”   มิโกะเดินมากอดแขนผมแล้วพาไปนั่งเก้าอี้

     

               “สั่งเพิ่มเลยครับ พวกผมยังไม่ได้ทานกันก็กะว่าจะมาทานที่กิลด์นี่แหละ”   ผมจิบน้ำชาที่เธอรินให้ จากนั้นเธอก็ติดต่อไปยังแม่บ้านเพื่อเพิ่มจำนวนอาหาร  ส่วนมินนี่กับมาร์ซาก็อยู่ด้วยกันนี่แหละ แต่เหมือนพวกเธอจะเหนื่อยกันนะ

     

               “นี่ท่านออฟ พวกนั้นใครหรือ”  มาซาร์ถามแล้วมองไปยังเมฆากับพิภพส่วนพวกเลโอไม่อยู่ในสายตา

     

               “เพื่อนผมเองครับ เพื่อนร่วมทีมน่ะ”

     

               “สัมผัสอะไรไม่ได้เหมือนคุณเลยนะคะ”  มินนี่ที่นั่งข้างๆพูดแล้วเธอก็ฟุบกับโต๊ะต่อ

     

               ส่วนพวกเลโอนะเหรอ แค่เห็นมิโกะก็เล่นเอาใจเต้นไม่เป็นจังหวะแล้วนี่ยังมาเจอมินนี่กับมาร์ซาอีก ทำพวกนั้นค้างเลย

     

               “ว่าแต่สบายดีไหมครับ ตอนผมไม่อยู่”   ผมตีหน้าซื่อพูด

     

               “ดีบ้านนายสิออฟ  เล่นจำกัดสิทธิ์กิลด์แบบนั้นพวกฉันแทบไม่มีเวลาพักเลยนะไหนจะการบริหารเมืองของมินนี่ ไหนจะต้องบริหารกิลด์ควบคู่ไปอีกไหนจะเรื่องนักผจญภัย ทั้งที่เป็นผู้เล่นและไม่ใช่ผู้เล่นอีกเล่นเอาพวกฉันหัวหมุนกันแล้วเนี่ย”   โอ๋โวยวาย

     

               “แล้วอีกอย่าง ทำไมนายไม่เอามินนี่กับมาร์ซาเข้ากิลด์ก่อนค่อยไป กิลด์ระดับ x สามารถมีหัวหน้ากิลด์ได้ 4 คนรองหัวหน้า 8 สมาชิกไม่จำกัด ทำไมไม่เพิ่มก่อนห๊ะ”  ปูเป้เสริม

     

               “อีกอย่างนะออฟ เพราะนายแหละพวกเราเลยไม่ได้เก็บค่าประสบการณ์เลื่อนขั้นสักนิดเลย ใจร้าย”   ฝนทำท่าร้องให้

     

               “เอ่อ เอาเป็นว่าเดี๋ยวผมจะเพิ่มมินนี่ให้เป็นหัวหน้ากิลด์  ส่วนมาร์ซาก็เพิ่มเป็นรองนะครับ  ว่าแต่เพิ่มยังไงอ่ะ”

     

               “โด่วไอ้ออฟ แกก็ไปแตะที่กำไลของพวกเธอสิ เพราะตอนนี้ผู้ที่เป็นนักผจญภัยจะมีกำไลบ่งบอกกันทั้งนั้น  ไปอยู่ไหนมาวะถึงไม่รู้เนี่ย”  ไอ้อาร์ตพูด

     

               “เอ่อ ฮะๆ แล้วมินนี่กับมาร์ซาเป็นนักผจญภัยยัง”

     

               “ลงทะเบียนตั้งแต่คุณออกจากอาณาจักรโดยไม่บอกแล้วค่ะ*2”  มินนี่กับมาร์ซาพูดเป็นเสียงเดียวกัน

     

               เมื่อเป็นแบบนั้นแล้วผมก็เพิ่มเธอทั้งสองเข้ากิลด์ทันที หลังจากนั้นพวกเราก็รับประทานอาหารร่วมกัน  ถึงแม้ว่าพวกเลโอจะทานเกร็งๆก็เถอะ ส่วนด้านนภากับฮานะก็ทานปกติ

     

               “เอาล่ะครับทุกคน  เมื่อทานอาหารเสร็จแล้วหลังจากนี้ผมขอฝากให้ไอ้ชัยกับไอ้เอกช่วยพาสมาชิกใหม่ไปยังห้องพักที  ส่วนฝนกับปูเป้ช่วยพาผู้หญิงไปทีนะครับเรื่องภารกิจพรุ่งนี้ค่อยว่ากัยอีกที”   ผมพูดขณะที่เรากำลังทานอาหาร พลางตักนู่นนี่นั่นให้กับหนูเกล เรื่อยๆ

     

               เมื่อทานเสร็จผมก็ขึ้นไปยังห้องพักของผมทันทีโดยไม่ลืมพาหนูเกลไปด้วย  ส่วนเมฆากับพิภพก็ตามผมไปติดๆ คือแบบว่าพวกนั้นมาพักห้องเดียวกันกับผมครับ

     

               ไปถึงห้องผมก็จัดการปลดธนูที่สะพายไว้ วางที่โต๊ะข้างๆเตียง เช็คสภาพห้องเล็กน้อยก็แบบว่าห้องนี้มีขนาดกว้างประมาณสิบคูณสิบเมตร มีของประตับตกแต่งมากมาย รวมไปถึงอุปกรณ์อำนวยความสะดวกหลายๆอย่างมีเตียงวางเรียงกันสามเตียง  บนหัวเตียงเป็นชั้นหนังสือที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบ

     

               “พี่จ๋า”  หนูเกลที่อยู่บริเวณโต๊ะพูดขึ้น

     

               “ว่าใจจ๊ะหนูเกล”

     

               “ทำไมธนูของพี่ชายถึงหนักจังอ่ะ  หนูยกไม่ขึ้นเลย” หนูเกลพูดแล้วทำท่ายกคันธนูอีกครั้ง แต่ก็ไม่ขยับสักนิด

     

               “อ๋อ ที่มันหนักก็เพราะว่ามันถูกทำมาจากไม้ข้างทางไงจ๊ะ”  ผมพูดด้วยรอยยิ้ม เมฆาได้ยินดังนั้นก็เข้ามาเสริม

     

               “ใช่จ๊ะหนูเกลธนูนี่ทำมาจากไม้ข้างทาง ที่พี่ชายหนูมันไปเจอที่ป่าแห่งนึง ที่ว่ามันหนักก็เพราะมันอัดเอาไม้ทั้งป่ามาทำเป็นธนูส่วนสายธนูนั้นก็ทำจากแร่ที่ไปเจอข้างทางเหมือนกัน  พี่ชายหนูเห็นว่ามันแข็งแรงและยืดหยุ่นดีจึงหลอมเป็นเส้นเล็กๆแล้วนำมาทำเป็นสายธนูอย่างที่เห็นนี่แหละ” เมฆาพูด

     

               “เห หนูไม่เข้าใจที่พี่เมฆาพูดเลยค่ะ  แล้วทำยังไงถึงจะยกธนูนี่ได้เหรอคะ”  หนูเกลยังทำหน้าสงสัย

     

               “เรื่องนั้นก็ง่ายๆเองจ้า คือหนูต้องแข็งแรงและมีพละกำลังเยอะๆแค่นั้นเอง”   พิภพที่กำลังจะไปอาบน้ำเดินกลับมาพูดเสริม

     

               “แค่นั้นแล้วแค่ไหนเหรอคะ”   หนเกลเริ่มสนใจ

     

               “เอ่อ  ก็แค่ยกภูเขาขนาดย่อมๆลูกหนึ่งด้วยมือข้างเดียวมั้ง” พิภพตอบด้วยเสียงอันเบาหวิว

     

               “เห ขนาดนั้นเลยเหรอคะถ้ามันหนักเท่าภูเขาทำไมโต๊ะนี่ถึงไม่พังล่ะคะ”

     

               “เรื่องนี้มันยากเกินจะอธิบายจ้า เอาเป็นว่าหนูเกลอยากแข็งแรงพอที่จะยกธนูนี่หรือเปล่าจ๊ะ”  ผมเริ่มร่วมวงด้วยแล้ว หึหึ

     

               “อยากสิคะ  ว่าแต่ต้องทำยังไงเหรอคะพี่ชาย”  หนูเกลมองผมแววตาเป็นประกาย

     

               “หนูเกลต้องรับปากพี่ก่อน ว่าหากพี่ๆช่วยสอนแล้วจะไม่มีวันยกเลิกกลางคันจนกว่าจะจบหลักสูตร”  ผมพูดด้วยเสียงที่ธรรมดา

     

               “เอ๋ มันคืออะไรเหรอคะ”

     

               “การฝึกไงล่ะครับหนูเกล  รับรองเมื่อจบหลักสูตรแล้วต่อให้ยกภูเขาลูกใหญ่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเลยนะ”   เมฆาเริ่มพูดโน้มน้าวใจ

     

               “จริงเหรอคะ  หนูรับสัญญาเลยค่ะว่าจะฝึกกับพี่ชายจนจบหลักสูตร”  เยี่ยม พวกผมคิดในใจ

     

               “หนูเกลพูดเองนะว่าจะฝึกจนจบหลักสูตร”   ผมทำท่าทวนคำพูดหนูเกล

     

               “ค่ะ สัญญาอีกครั้งเลยค่ะ ว่าแต่ต้องฝึกนานหรือเปล่าคะ” หนูเกลถามถึงระยะเวลา

     

               “สำหรับที่นี่ก็เจ็ดวันจ้า”  สำหรับที่นี่อ่ะนะผมพูดเพื่อให้หนูเกลสบายใจ

     

               “ค่า  แล้วจะเริ่มฝึกเมื่อไหร่เหรอคะ หนูอยากฝึกเร็วๆจังจะได้แข็งแรงเหมือนพี่ชายเล้ย”  หนูเกลทำท่าเบ่งกล้าม แล้วหัวเราะคิกคัก

     

               “ก็หลังจากเราอาบน้ำเสร็จแหละจ้า ฝึกเร็วๆ จะได้จบหลักสูตรเร็วๆเนาะ”  ผมพูด

     

               “ค่า  งั้นหนูไปอาบน้ำก่อนนะคะ” ว่าแล้วก็วิ่งเข้าห้องน้ำไปด้วยความตื่นเต้นทำเอาพิภพที่เหลือผ้าขนหนูตัวเดียวต้องยิ้มเหยๆ

     

     

     

               “ออฟ ว่าแต่นายจะให้พวกฉันช่วยไหม น้องสาวนายก็เหมือนน้องสาวพวกฉันนะ” พิภพพูด

     

               “อืม  เราจะฝึกให้หนูเกลด้วยหลักสูตรประยุกต์ภายในเจ็ดวัน ของโลกนี้อ่ะนะ”  ผมพูดเรียบๆ

     

               “อืม ว่าแต่ในนั้นล่ะ จะให้ฉันปรับเวลาเท่าไหร่เดี๋ยวจะไปจัดการให้ตอนนี้เลย”  พิภพพูด

     

               “สี่ร้อยปี ไม่สิ หกร้อยปีพอ สำหรับเจ็ดวันของที่นี่เดี๋ยวฉันจะแจ้งพวกกิลด์ให้เอง”  ผมพูด

     

               “อืม ลดลงมาเยอะเลยนะ  เอาเถอะอย่างน้อยเราก็ได้หยุดซ้อมกันสักพักแหละนะ”  เมฆาพูดแล้วเดินไปนั่งบนเตียง

     

               “อืม ก็ซ้อมทุกคืนโดยไม่หยุดพักมันก็ไม่แปลกหรอก อีกอย่างในมิตินั้นมันไม่ได้ผ่านไปแค่คืนเดียวนี่”  พิภพพูด แล้วไปนั่งบนเตียงอีกคนส่วนผมก็แจ้งไปยังพวกมิโกะกับโอ๋ว่าจะพาหนูเบลไปฝึกเจ็ดวันส่วนเรื่องนภาก็ให้อยู่ช่วยกิลด์ไปก่อน

     

               พิภพก็เข้ามิติเพื่อไปเตรียมสถานที่  ส่วนเมฆาก็เข้าไปช่วยอีกคนใช้เวลาไม่ถึงนาทีพวกนั้นก็ออกมาจากมิติพร้อมบอกว่าเสร็จแล้วส่วนผมก็รอจนหนูเกลอาบน้ำเสร็จ แล้วจากนั้นก็ต่อคิวกันอาบน้ำและเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วพิภพก็เปิดมิติพาพวกเราเข้าไปยังสถานที่ฝึกและหลังจากการฝึกนี้หนูเกลจะกลายเป็นหนูน้อยที่แสนธรรมดา แต่ไม่ธรรมดา

     

     

     

               อ้อสำหรับการฝึกก็ไม่ยากเท่าไหร่หรอกครับไม่ค่อยมีอะไรที่ซับซ้อนเท่าไหร่ ก่อนอื่นให้หนูเกลเปลี่ยนชุดเป็นชุดธรรมดาๆ ถอดเครื่องประดับหรือไอเทมที่ใส่ทั้งหมดก่อน จากนั้นก็ฝึก

     

               หนึ่ง  แค่ให้หนูเกลนั่งสมาธิเรื่อยๆแล้วก็เรื่อยๆ จนกว่าจะถึงระดับที่พวกเราพอใจ

     

               สอง  เมื่อสมาธิถึงขั้นแล้วก็ทำการทดสอบสมาธิ โดยการทำให้ฟ้าผ่าลงมาข้างๆ ถ้าหากสมาธิหลุดก็ฝึกใหม่และทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนไม่สะทกสะท้านต่อเสียงอันดังส่วนเรื่องของหูไม่ต้องห่วงผมทำการรักษาให้แล้ว

     

               สาม  ก็ให้หนูเกลคงสมาธิให้แน่วแน่เท่านั้นเมื่อฟ้าผ่าไม่สะทกสะท้านแล้วก็จะทำให้เคยชินกับบทฝึกต่อๆไปได้ง่ายซึ่งบทนี้ก็คือการเพิ่มอุณหภูมิในมิติให้สูงขึ้นเรื่อยๆซึ่งอันนี้หนูเกลไม่รู้ว่าอุณหภูมิมันเกินพันองศาไปนานแล้วเพราะพวกผมบอกแค่ว่า ให้ทนกับความร้อนที่เหมือนกับเราอยู่กลางแดด และห้ามลืมตาถึงแม้จะร้อนแค่ไหนก็ต้องคงสภาพใจไว้ให้นิ่งๆตลอด ไม่ต้องสนสิ่งรอบข้าง

     

               สี่  ก็คือการเปลี่ยนจากไฟเป็นน้ำแข็ง ต่อไปก็ไฟเย็น

     

               ห้า  ใช้น้ำให้ท่วมทั้งมิติแล้วให้ร่างกายเธอปรับเอง เพราะบทฝึกพวกนี้สำหรับฝึกร่างกายและจิตใจโดยเธอไม่รู้ตัวสักนิดว่าร่างกายปรับตัวได้ขนาดไหน

     

               หก เปลี่ยนเป็นลม จากลมเป็นพายุ

     

               เจ็ด  เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นและเริ่มต้นใหม่เรื่อยๆ

     

               แปด  เอาแต่ละอย่างมารวมกัน แล้วก็รวมทั้งหมด

     

               เก้า  ตั้งแต่บทฝึกหนึ่งถึงแปดพวกผมจะเพิ่มแรงดึงดูดของมิติไปเรื่อยๆ  ให้ร่างกายก็เริ่มปรับอัตโนมัติ

     

               สิบ  หยุดทั้งหมด ยกเว้นแรงดึงดูดซึ่งอันนี้หนูเกลไม่รู้ตัวว่าอยู่ในแรงดึงดูดมหาศาล  ที่หยุดก็เพราะให้หนูเกลได้พักผ่อนจากนั้นก็พูดโน้มน้าวเธอเล็กน้อย

     

               สิบเอ็ด  คือการฝึกเคลื่อนไหวโดยเริ่มจากการวิ่งเพื่อเพิ่มกำลังก่อน  จากนั้นก็ฝึกชกกระสอบไม้ หิน  เหล็ก  ฝึกแบบนี้จนนับปีไม่ได้

     

               สิบสอง ฝึกความคล่องตัว โดยพวกผมจะทำการปามีด แล้วให้เธอหลบจากนั้นก็เพิ่มจำนวนและความเร็วไปเรื่อยๆ พลาดบาดเจ็บ ก็รักษา

     

               สิบสาม  ฝึกเกี่ยวกับเวทย์ วงจรเวทย์ สมการเวทย์  การใช้พลังเวทย์ ฝึกปราณจิต ในรูปแบบต่างๆ

     

               สิบสี่  ฝึกต่อสู้จริงโดยพวกผมแต่ละคนจะเป็นคนสอนตัวต่อตัวให้ จนถึงระดับที่น่าพอใจ

     

               สิบห้า คือการเรียนหนังสือที่เอามาเป็นอันดับท้ายๆเพราะหากเรียนก่อนมีลืมแน่  บทฝึกนี้พวกผมจะสอนในเรื่องที่จำเป็นต่างๆเช่นการคำนวณ  ภาษาต่างๆ  การสังเกตและดูคน การพูดจา สอนธรรมะ  เช่น  ทาน ศีล  ภาวนา มงคลชีวิต  อื่นๆ และความรู้ที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต

     

               สิบหกอันสุดท้าย  คือการฝึกนิสัยระยะยาวโดยเน้นหลักๆอยู่ห้าอย่างก็คือ ความสะอาด  ความสุภาพ ความมีระเบียบ  การตรงต่อเวลา และเรื่องการมีสติ มีสมาธิในการกระทำต่างๆ

     

               เมื่อจบหลักสูตรแล้วพวกผมก็พาเธอออกจากมิติโดยใช้เวลาภายนอกไปหกวันกว่าๆ

     

     

     

               หลังจากนี้หนูเกลต้องปรับตัวให้คุ้นชินกับร่างกายและพละกำลังของตัวเองเมื่อออกมานอกแรงดึงดูดอันมหาศาล ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควรโดยการไปไหนมาไหนเธอจะขี่คอผมแทบตลอดเวลา

     

     

    .......................................................

     

     

    ปล. 220 มหากัป เท่ากับ 5500 เหรียญทอง เทียบเป็นเงินบาทเท่ากับ 55 ล้านบาท

     

             1 กหาปณะเท่ากับ 40  เหรียญทองแดง หรือ  4 บาท

     

               1  มหากัปเท่ากับ  25 เหรียญทอง  หรือ 250,000  บาท

     

               1 เหรียญทองเท่ากับ 10,000 บาท

    คล้ายกับเรื่องInfinity Online ที่คุณอ่าน