เมื่อคุนเผิงอัสนีตัวน้อย เหล่ยอิง ถูกฟักออกมา พวกเย่หยุนซีก็พากันเดินทางกลับไปยังเมืองชายแดนในทันที แถมยังจัดงานเลี้ยงเล็กๆขึ้นเพื่อฉลองให้กับชีวิตที่พึ่งถือกำเนิดใหม่
หลังจากค่ำคืนนั้นผันผ่านไป! เย่หยุนซีจึงได้กลับไปหลอมโอสถตามเดิมอย่างที่เคยทำ ส่วนหยุนฉางเยว่และหลิงจีก็ตั้งหน้าตั้งตาช่วยกันทำงานอย่างไม่ลดละ สมกับที่มีฐานะเป็นหนึ่งในเสาหลักของเมืองชายแดนประจิมแห่งนี้
ทั้งสองร่วมกันบริหารบ้านเมืองกับองค์ชาย 3 มาได้เกือบครึ่งปี จนกระทั่งในที่สุดกองทัพใหญ่แห่งอาณาจักรมังกรสีชาดก็เดินทางมาถึงแนวหน้า แถมยังเปิดฉากบุกรวดเร็วปานสายฟ้า ไม่มีการเจรจาต่อรองเลยสักคำ
แต่ทว่าด้วยความสามารถที่เหลือล้นของผู้พิทักษ์ เย่เทียน บวกกับทักษะท่วงทำนองลวงตาระดับเซียนของหลิงจีและกองกำลังเสริมจากนิกายท่วงทำนองสวรรค์ มันจึงทำให้กองทัพประจิมยังมิได้เสียเปรียบอะไรมากมาย
แถมผลลัพธ์ดูเหมือนจะสร้างความตื่นตระหนกตกใจให้กับอีกฝ่ายเสียมากกว่า เพราะไม่ว่าจะเป็นองค์หญิงแห่งสงครามหรือแม่ทัพทั้งสามต่างก็เต็มไปด้วยความหงุดหงิดใจที่ไม่อาจคว้าชัยจากกองทัพประจิมได้ทั้งๆที่กองกำลังมีมากกว่าหลายสิบเท่า
“บัดซบ! ทั้งหมดเป็นเพราะบทเพลงสายนั้น!!.........องค์หญิง ข้า! ต้วนอี้ ขออาสาออกตามล่าผู้บรรเลงบทเพลงปีศาจคนนั้นเองขอรับ” หนึ่งในสามแม่ทัพคุกเข่าพลางเสนอตัวอย่างเดือดดาล
องค์หญิงแห่งสงครามที่นั่งอยู่บนเก้าอี้บัญชาการเมื่อได้ยินก็เผยสีหน้าจริงจังออกมา “แม่ทัพต้วนอี้ ถ้าหากเจ้าออกตามล่าผู้บรรเลงบทเพลงปีศาจ นั่นหมายความว่าแม่ทัพเจิ้นหนานกับแม่ทัพเสี่ยเยว่ต้องรับมือกับผู้พิทักษ์เย่เทียนผู้นั้นแบบ 2-1”
“ข้าไม่ได้ดูถูกพวกเจ้าหรอกนะ แต่เจ้าคิดจริงๆหรือว่าจักรพรรดิขั้น 9 สองคนจะเอาชนะครึ่งก้าวมหาจักรพรรดิได้”
“แล้วองค์หญิงจะให้พวกเราทำอย่างไร?” แม่ทัพทั้งสามเอ่ยถามพร้อมกัน ในสายตาของพวกมัน ถ้าหากผู้บรรเลงบทเพลงปีศาจยังอยู่ความเสียหายที่กองทัพจะได้รับย่อมต้องมหาศาล
“อืม.........เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน พวกเจ้ารับมือเย่เทียนผู้นั้นไป ส่วนผู้บรรเลงบทเพลงปีศาจข้าจะเป็นผู้ลงมือปลิดชีพมันด้วยตนเอง” องค์หญิงแห่งสงครามเหยียนลี่ตัดสินใจอย่างมุ่งมั่น ถึงแม้นางจะไม่ใช่ผู้แกร่งกล้าระดับจักรพรรดิแต่ก็เป็นถึงระดับกษัตริย์ขั้น 9 และนับเป็นผู้มีพรสวรรค์สูงสุดของอาณาจักรมังกรสีชาด ในด้านฝีมือยากนักที่จะมีผู้เทียบเคียงนางในรุ่นเดียวกัน
“เอ่อ........องค์หญิง ตอนนี้เย่ชิงหยางจักรพรรดิขั้น 9 ของอีกฝั่งยังไม่ออกมาเลยนะขอรับ เป็นไปได้หรือไม่ว่านี่คือกับดักเพื่อที่จะให้พวกเราตกหลุมพลาง” แม่ทัพเสี่ยเยว่ที่พึ่งนึกขึ้นได้เอ่ยปากเตือนทันควัน
“โอ่ว จริงด้วย ข้ามัวแต่สนใจผู้พิทักษ์เย่เทียนกับผู้บรรเลงบทเพลงปีศาจเสียจนลืมแม่ทัพประจิมคนปัจจุบันไปเสียสนิท สถานการณ์ช่างดูคลุมเครือยุ่งยากจริงๆอีกฝ่ายกำลังเก็บซ่อนอะไรเอาไว้กันแน่นะ” เหยี่ยนลี่ครุ่นคิดอย่างหนัก
ทันใดนั้น แม่ทัพเจิ้นหนานจึงได้คุกเข่าแสดงความคิดเห็นออกมา “เรียนองค์หญิง สถานการณ์เช่นนี้พวกเราไม่ควรวู่วาม ข้าขอเสนอให้ส่งพระราชสาส์นให้กับนิกายชั้นนำของอาณาจักร และถ้าหากพวกเขามาถึงพวกเราย่อมต้องคว้าชัยได้แน่”
“อืม เป็นความคิดที่ดี แต่นิกายเงาอสูรดูเหมือนจะไม่ค่อยลงรอยกับข้าสักเท่าไร คงได้แต่หวังพึ่งนิกายเทพโลหิต และศาลานักฆ่าเท่านั้น” ผู้เป็นองค์หญิงวิเคราะห์สถานการณ์ ส่วนสาเหตุที่นิกายเงาอสูรไม่ค่อยถูกกับนาง แน่นอนว่าย่อมเป็นเพราะองค์หญิงเหยียนลี่ไม่ยอมเจรจาเพื่อช่วยเหลือองค์ชาย 4 เหยียนเฉินซึ่งถือเป็นบุคคลสำคัญของนิกายเงาอสูรเลยก็ว่าได้
“สำหรับเรื่องข้อพิพาทระหว่างองค์หญิงกับนิกายเงาอสูร ข้าจะรับหน้าเจรจาเองขอรับ” เป็นแม่ทัพเจิ้นหนานที่เสนอตัวอย่างออกหน้าเพื่อแสดงความจริงใจ
“โอ่ว! ดี ถ้างั้นข้าขอมอบหมายให้เจ้าถือพระราชสาส์นของข้าไปแจ้งแก่ทั้งสามขุมกำลังหลัก ส่วนเรื่องสงครามมอบให้แม่ทัพอีกสองคนหยั่งเชิงอีกฝ่ายไปก่อน ไม่ต้องรีบร้อนเปิดศึกใหญ่” ประกาศคำสั่งอย่างเป็นทางการออกไป องค์หญิงเหยียนลี่สะบัดชายแขนเสื้อเดินออกจากกระโจมบัญชาการไปพร้อมกับข้ารับใช้คนสนิทในทันที
ส่วนทางฝั่งแม่ทัพทั้งสาม เมื่อได้รับคำสั่งเช่นนี้ พวกมันก็มีแต่ต้องทำตามคำบัญชาของผู้เป็นนาย ซึ่งแน่นอนคนที่ได้หน้ามากที่สุดย่อมหนีไม่พ้นแม่ทัพเจิ้นหนานที่ได้รับหน้าที่พิเศษให้ไปส่งพระราชสาส์นแก่สามขุมกำลังใหญ่
ตัดภาพกลับมาทางฝั่งของเมืองชายแดนประจิม บัดนี้เย่หยุนซีที่ปิดด่านมาเนิ่นนานในที่สุดก็ออกมา แถมเขาเรียกทหารให้มานำโอสถเสริมปราณและโอสถรักษาไปแจกจ่ายให้กับเหล่าทหารประจิมคนอื่นๆโดยทั่วกัน
ส่วนตัวของเขานั้นก็มิได้หยุดพัก แต่เลือกที่จะตรงดิ่งไปยังกำแพงเมืองร่วมกับหยุนฉางเยว่และหลิงจีเพื่อดูสถานการณ์โดยรวมของกองทัพในตอนนี้ว่ามีสภาพเป็นเช่นไรบ้าง
“ท่านพ่อยังไม่ออกจากการปิดด่านงั้นหรือ?” ขณะกวาดสายตามองสำรวจอยู่สักพัก เย่หยุนซีจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
หยุนฉางเยว่และหลิงจีส่ายศีรษะอย่างฉับไว “ยังเลย ถึงแม้ว่าจะมีแก่นฟ้าดิน แต่ก็คาดว่าน่าจะใช้เวลาอีกนาน”
เย่หยุนซีพยักหน้า “อืม ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น โชคดีที่อีกฝ่ายเองก็ไม่กล้าผลีผลาม แต่ทว่าพวกเราก็คงจะวางใจอะไรไม่ได้”
“หืม นี่ท่านมีแผนการแปลกๆอีกแล้วใช่ไหม?” สังเกตได้ถึงความผิดปกติ หลิงจีจึงเอ่ยถาม
เย่หยุนซีเผยรอยยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “แน่นอน ยุทธกาลนี้เรียบง่ายมากและมันถูกเรียกว่า ทำลายเสบียง”